Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ
บังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก
ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2498

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2498
เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

            โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวา   เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งประเทศไทย   ได้เข้าเป็นภาคี   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ   และยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้   มาตรา 1   พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติบังคับการให้   เป็นไปตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม   พ.ศ. 2492   พ.ศ. 2498"   มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ   ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   *[รก.2498/83/1443/18 ตุลาคม 2498]   มาตรา 3   บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มี   บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา หรือแย้งหรือขัดต่อบทบัญญัติแห่ง   พระราชบัญญัตินี้หรืออนุสัญญา มิให้นำมาใช้บังคับแก่เชลยศึก   มาตรา 4   ในพระราชบัญญัตินี้   "อนุสัญญา" หมายความว่า อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อ   เชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2492


            "เชลยศึก" หมายความว่า บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ 4 แห่งอนุสัญญา   มาตรา 5   ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ส่วนที่ 1                
  ความผิดที่เชลยศึกกระทำ                          
__________

  มาตรา 6   กฎหมาย ข้อบังคับ และคำสั่งที่ใช้บังคับในกองทหารไทย   ให้ใช้บังคับแก่เชลยศึก และเมื่อเชลยศึกกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืน   กฎหมาย ข้อบังคับ และคำสั่งนั้น ๆ อาจนำวิธีการทางศาลและทางวินัยใน   ส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น ๆ มาใช้แก่เชลยศึกได้ แต่ต้องไม่ขัดต่ออนุสัญญา   ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษและมิให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสั่งลงทัณฑ์   อย่างหนึ่งอย่างใดแก่เชลยศึก เว้นแต่จะเป็นโทษหรือทัณฑ์ที่ได้บัญญัติไว้สำหรับ   ผู้สังกัดกองทหารไทยซึ่งได้กระทำความผิดอย่างเดียวกัน   มาตรา 7   ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดที่   เชลยศึกกระทำ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายที่ใช้อยู่เวลานั้นบัญญัติให้ศาลพลเรือน   พิจารณาพิพากษาผู้สังกัดกองทหารไทยได้ จึงให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณา


  พิพากษาความผิดซึ่งเชลยศึกกระทำนั้น

  มาตรา 8   ห้ามมิให้ศาลพิพากษาลงโทษเชลยศึกโดยไม่ได้ให้โอกาส   แก่เชลยศึกในการต่อสู้คดี หรือโดยไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขที่   บัญญัติไว้ในข้อ 105 แห่งอนุสัญญา   มาตรา 9   ทัณฑ์ทางวินัยที่จะพึงลงแก่เชลยศึกนั้น ให้มีได้เฉพาะ   ดังต่อไปนี้   (1) ปรับไม่เกินกว่าร้อยละห้าสิบของเงินจ่ายล่วงหน้า และเงิน   ค่าจ้างแรงงานสำหรับระยะเวลาไม่เกินสามสิบวัน ซึ่งเชลยศึกหากจะได้รับ   ตามข้อ 60 และข้อ 62 แห่งอนุสัญญา   (2) งดเอกสิทธิ์ที่ให้ได้รับนอกเหนือจากผลปฏิบัติที่บัญญัติไว้ใน   อนุสัญญา   (3) ให้ทำงานเหน็ดเหนื่อยไม่เกินวันละสองชั่วโมง   (4) ขัง   มิให้ใช้การลงทัณฑ์ที่ระบุไว้ใน (3) แก่นายทหารสัญญาบัตร   การลงทัณฑ์ครั้งหนึ่งจะต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน ระยะเวลา   ขังขณะรอการพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยหรือคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัยนั้น ให้หักออกจาก


กำหนดเวลาในคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึก   กำหนดเวลาอย่างสูงสามสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้จะเพิ่มขึ้นมิได้   แม้ว่าเชลยศึกจะต้องได้รับทัณฑ์สำหรับกรรมหลายกรรมด้วยกันในขณะที่ถูกสั่งให้   ลงทัณฑ์นั้น ทั้งนี้ไม่ว่ากรรมหลายกรรมนั้นจะเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่   ระยะเวลาระหว่างการออกคำสั่งลงทัณฑ์ทางวินัย และการบังคับตาม   คำสั่งลงทัณฑ์จะต้องไม่เกินหนึ่งเดือน   ในกรณีที่มีการออกคำสั่งลงทัณฑ์เชลยศึกทางวินัยอีก การบังคับตามคำสั่ง   ลงทัณฑ์สองคราวต่อเนื่องกัน หากว่าคราวใดคราวหนึ่งมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า   สิบวัน ให้เว้นระยะห่างกันอย่างน้อยสามวัน   มาตรา 10   ถ้ามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตเชลยศึก ห้ามมิให้บังคับ   ตามคำพิพากษา ก่อนครบกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษา   หรือในกรณีที่มีรัฐซึ่งทำหน้าที่คุ้มครอง นับแต่วันที่รัฐนั้นได้รับทราบการแจ้ง   ตามที่ได้บัญญัติไว้ในข้อ 107 แห่งอนุสัญญา


           มาตรา 11   เชลยศึกที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของข้อ 91 แห่ง   อนุสัญญาแล้วถูกจับตัวได้ ไม่ต้องรับโทษหรือทัณฑ์ใด ๆ สำหรับการหลบหนีนั้น   เชลยศึกที่หลบหนีและถูกจับตัวได้ก่อนที่หลบหนีไปได้ตามความหมายของ   ข้อ 91 แห่งอนุสัญญา จะต้องรับผิดสำหรับการหลบหนีนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัย   เท่านั้น   ในกรณีที่เชลยศึกถูกฟ้องต่อศาลสำหรับความผิดที่ได้กระทำในระหว่าง   หลบหนีหรือพยายามหลบหนี มิให้ถือเอาการหลบหนีหรือพยายามหลบหนีเป็นเหตุ   ลงโทษให้หนักขึ้น ไม่ว่าการหลบหนีหรือพยายามหนีนั้นจะได้กระทำมาแล้วกี่ครั้ง   บรรดาความผิดที่เชลยศึกกระทำด้วยเจตนาเพียงเพื่อให้สะดวกแก่การ   หลบหนีของตน และความผิดนั้นมิได้ก่อให้เกิดการประทุษร้ายแก่ชีวิตหรือร่างกาย   เช่น ความผิดที่กระทำต่อทรัพย์สมบัติสาธารณะ การลักทรัพย์โดยไม่มีเจตนาที่จะ   ให้ตนร่ำรวย การปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม การสวมเครื่องแต่งกาย   พลเรือนนั้น ย่อมก่อให้เกิดความรับผิดเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น


           เชลยศึกที่ให้อุปการะแก่การหลบหนีหรือพยายามหลบหนี จะต้องรับผิด   สำหรับการกระทำนั้นเพียงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น

                              ส่วนที่ 2              
      ความผิดที่กระทำต่อเชลยศึก                          
___________

  มาตรา 12   ผู้ใดกระทำการทดลองชนิดใด ๆ แก่เชลยศึกในทางแพทย์   ทางชีววิทยา หรือทางวิทยาศาสตร์ อันไม่เป็นการสมควรแก่เหตุในการรักษา   พยาบาลเชลยศึกนั้น มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท   และจำคุกไม่เกินเจ็ดปี   มาตรา 13   ผู้ใดขู่เข็ญ ดูหมิ่น หรือกระทำให้เชลยศึกได้รับความ   อัปยศหรืออัประมาณในตัวตนและเกียรติยศ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน   ห้าร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ   มาตรา 14   ผู้ใดทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือบังคับเชลยศึกด้วย   ประการใด ๆ เพื่อจะได้มาซึ่งข้อความใด ๆ จากเชลยศึก หรือคุกคาม ดูหมิ่น   หรือให้ได้รับผลปฏิบัติใดอันเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ หรือเสื่อมเสียประโยชน์


  ไม่ว่าประการใด ๆ ในกรณีที่เชลยศึกไม่ยอมให้คำตอบ มีความผิดต้องระวาง   โทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

  มาตรา 15   ผู้ใดบังคับเชลยศึกให้เข้าประจำการในกองทหารศัตรู   ของเชลยศึก มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันห้าร้อยบาท หรือ   จำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ   มาตรา 16   ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เชลยศึกมิได้รับการ   พิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรมหรือตามระเบียบที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา มีความผิด   ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือ   ทั้งปรับทั้งจำ   มาตรา 17   ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา 10 แห่ง   พระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันห้าร้อยบาท   หรือจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ส่วนที่ 3
ความผิดที่กระทำในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ
                        ___________

  มาตรา 18   ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ผู้ใด   กระทำการใด ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 12 มาตรา 13 หรือมาตรา 14 แห่ง


พระราชบัญญัตินี้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในข้อ 3 แห่งอนุสัญญา มีความผิดต้องระวาง โทษตามที่ระบุไว้ในมาตรานั้น ๆ

มาตรา 19 ในกรณีการสู้รบกันที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ผู้ใด จับบุคคลไว้เป็นตัวประกัน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อย บาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

______________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2492 ตามความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงเห็นสมควรตรากฎหมายขึ้น เพื่ออนุวัติตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com