Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ปุ๋ย พ.ศ. 2518

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2518
เป็นปีที่ 30 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยปุ๋ย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518"

มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2518/5/29/9 มกราคม 2518] มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "ปุ๋ย" หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดย ธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช "ปุ๋ยเคมี" หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์ สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสมและปุ๋ยเชิงประกอบ และหมาย ความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิปซั่ม "ปุ๋ยอินทรีย์" หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุซึ่งผลิตด้วย กรรมวิธีทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือวิธีการอื่นแต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี "ปุ๋ยเชิงเดี่ยว" หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักธาตุเดียว ได้แก่ ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยฟอสเฟต หรือปุ๋ยโปแตช
"ปุ๋ยเชิงผสม" หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่ได้จากการผสมปุ๋ยเคมีชนิด หรือประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามต้องการ "ปุ๋ยเชิงประกอบ" หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่ทำขึ้นด้วยกรรมวิธีทาง เคมีและมีธาตุอาหารหลักอย่างน้อยสองธาตุขึ้นไป "ธาตุอาหาร" หมายความว่า ธาตุที่มีอยู่ในปุ๋ยและสามารถเป็นอาหาร แก่พืชได้ "ธาตุอาหารหลัก" หมายความว่า ธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียม "ธาตุอาหารรอง" หมายความว่า ธาตุอาหารมักเนเซียม คัลเซียม และกำมะถัน "ธาตุอาหารเสริม" หมายความว่า ธาตุอาหารเหล็ก มังกานิส ทองแดง สังกะสี โบรอน โมลิบดินัม คลอรีน หรือธาตุอาหารอื่นที่รัฐมนตรี กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา "ปริมาณธาตุอาหารรับรอง" หมายความว่า ปริมาณขั้นต่ำของธาตุ อาหารหลักที่ผู้ผลิตหรือผู้นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีรับรอง ในฉลากว่ามีอยู่ในปุ๋ยเคมีที่ตนผลิต นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี โดยคิดเป็นจำนวนร้อยละของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี
"สารเป็นพิษ" หมายความว่า สารเคมีหรือสิ่งอื่นที่อาจทำให้เกิด อันตรายแก่คน สัตว์ พืช หรือทรัพย์อื่นได้ "ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน" หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด สูตรและปริมาณขั้นต่ำหรือขั้นสูงของธาตุอาหารหรือสารเป็นพิษ และลักษณะ จำเป็นอย่างอื่นของปุ๋ยเคมีดังกล่าวแต่ละชนิด "ปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพ" หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่ล่วงอายุหรือถูกกระทบ กระเทือนด้วยปัจจัยใด ๆ อันทำให้เสื่อมคุณภาพโดยธาตุอาหารลดน้อยลง หรือ เปลี่ยนสภาพไป "ฉลาก" หมายความรวมถึงรูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดๆ ซึ่งแสดงไว้ที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี "นำผ่าน" หมายความว่า นำหรือส่งผ่านราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมี โดยมีการขนถ่ายหรือเปลี่ยนยานพาหนะ "ผลิต" หมายความว่า ทำ รวบรวม ผสม แปรสภาพ ปรุงแต่ง เปลี่ยน ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุ หรือแบ่งบรรจุซึ่งปุ๋ยเคมี "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตร "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และยกเว้นค่า ธรรมเนียม เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
คณะกรรมการปุ๋ย
____

มาตรา 5 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรสองคน
ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตรหนึ่งคน ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์หนึ่งคน ผู้แทนกรม พัฒนาที่ดินหนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์หนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน ห้าคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และให้ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร คนหนึ่งเป็นเลขานุการ ให้กรมวิชาการเกษตรทำหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามมติของ คณะกรรมการปุ๋ย มาตรา 6 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ มาตรา 7 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 6 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ (4) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษ สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระหรือในกรณีที่ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่ง
แต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง แทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

มาตรา 8 การประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยต้องมีกรรมการมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธาน กรรมการ และผู้ซึ่งประธานกรรมการมอบหมายไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการ ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่ง ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุม ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 9 ให้คณะกรรมการปุ๋ยมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการปุ๋ยมอบหมาย และให้นำความในมาตรา 8 มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการ โดยอนุโลม มาตรา 10 ให้คณะกรรมการปุ๋ยมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำหรือ ความเห็นแก่อธิบดีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ในเรื่อง

(1) การอนุญาตการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า การขายปุ๋ยเคมี การนำ หรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร และการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ตลอดจนการ พักใช้ใบอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาตหรือการเพิกถอนทะเบียน ดังกล่าว (2) การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิต ปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า การขายปุ๋ยเคมี การนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร การนำปุ๋ยเคมีมาเป็นตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบ และการตรวจสอบสถานที่ผลิต สถานที่ขาย สถานที่นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรและสถานที่เก็บซึ่งปุ๋ยเคมี (3) การออกประกาศตามมาตรา 34 และการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามมาตรา 38 หรือมาตรา 42 (4) เรื่องอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา 11 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการ ปุ๋ยมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสาร ที่เกี่ยวข้องหรือสิ่งใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้

หมวด 2
การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี
_____

มาตรา 12 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อการค้า ขาย มีไว้เพื่อขาย นำหรือ สั่งเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำผ่าน ซึ่งปุ๋ยเคมี เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจาก พนักงานเจ้าหน้าที่ และสำหรับกรณีผู้ผลิตและผู้นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งปุ๋ยเคมีที่ได้ขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามมาตรา 35 แล้วด้วย การขออนุญาต การอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด มาตรา 13 ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการปุ๋ย มีอำนาจ ยกเว้นการขอรับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าตามมาตรา 12 ให้แก่ ผู้ทำเหมืองตามกฎหมายว่าด้วยแร่ เพื่อผลิตแร่ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมี ตามที่ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ผู้ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งผู้ใดประสงค์จะผลิตปุ๋ยเคมีดังกล่าว ให้ยื่นคำขอรับหนังสืออนุญาตจากอธิบดี และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการปุ๋ย

ในกรณีที่ผู้ได้รับหนังสืออนุญาตตามวรรคสองไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตเสียได้ มาตรา 14 บทบัญญัติมาตรา 12 ไม่ใช้บังคับแก่การนำหรือสั่งเข้ามา ในราชอาณาจักร หรือการนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมีครั้งหนึ่งในปริมาณไม่เกินชนิดละ ห้าสิบกิโลกรัม มาตรา 15 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตให้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อ การค้า ขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี หรือนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ได้ เมื่อปรากฏว่าผู้ขอรับใบอนุญาต (1) เป็นเจ้าของกิจการ (2) มีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย (3) มีสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า สถานที่ขายปุ๋ยเคมี สถานที่นำ หรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี (4) ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับชื่อที่ใช้ใน การประกอบพาณิชยกิจของผู้รับใบอนุญาตอยู่แล้ว หรือผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่ง พักใช้ใบอนุญาต หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่ครบหนึ่งปี
ในกรณีนิติบุคคลเป็นผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องมีลักษณะตาม (1) (2) (3) และ (4) และต้องมีผู้ดำเนินกิจการซึ่งมีคุณสมบัติตาม (2) มาตรา 16 ประเภทของใบอนุญาต มีดังนี้ (1) ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า (2) ใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี (3) ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร (4) ใบอนุญาตนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี ให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตตาม (1) เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตตาม (2) สำหรับปุ๋ยเคมีที่ตนผลิต และผู้รับใบอนุญาตตาม (3) เป็นผู้ได้รับใบอนุญาต ตาม (2) สำหรับปุ๋ยเคมีที่ตนนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี มาตรา 17 ใบอนุญาตตามมาตรา 16 ให้คุ้มกันถึงลูกจ้างหรือตัวแทน ของผู้รับใบอนุญาตด้วย ให้ถือว่าการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตที่ได้รับ คุ้มกันตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้รับใบอนุญาตด้วย เว้นแต่ผู้รับใบอนุญาต จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสุดวิสัยที่ตนจะล่วงรู้หรือควบคุมได้
มาตรา 18 ใบอนุญาตตามมาตรา 16 ให้ใช้ได้ในระยะเวลาดังนี้ (1) ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ให้ใช้ได้สามปีนับแต่วันที่ออก ใบอนุญาต (2) ใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี ให้ใช้ได้หนึ่งปีนับแต่วันที่ ออกใบอนุญาต (3) ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรให้ใช้ได้ตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต แต่มิให้เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต (4) ใบอนุญาตนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี ให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในใบอนุญาต แต่มิให้เกินหกเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต ถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต จะต้องยื่นคำขอเสีย ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว จะประกอบกิจการต่อไป ก็ได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
มาตรา 19 ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ต่ออายุใบอนุญาต ผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือของพนักงาน เจ้าหน้าที่แจ้งการไม่ออกใบอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตก่อนที่รัฐมนตรี จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคสอง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ประกอบ กิจการไปพลางก่อนได้ เมื่อมีคำขอของผู้อุทธรณ์

หมวด 3
หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี
_____

มาตรา 20 ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาต (1) ผลิต หรือขายปุ๋ยเคมีนอกสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต เว้นแต่ เป็นการขายส่งตรงต่อผู้รับใบอนุญาตขาย หรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี (2) ผลิตปุ๋ยเคมีไม่ตรงตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียน
มาตรา 21 ให้ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าปฏิบัติดังนี้ (1) จัดให้มีป้ายไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายจากภายนอกอาคาร แสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ลักษณะ ขนาดของป้าย และข้อความที่แสดงในป้าย ให้เป็นไปตามที่ อธิบดีกำหนด (2) แสดงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็น ได้ง่าย ณ ที่ทำการ ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต (3) จัดให้มีการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่ผลิตขึ้นก่อนนำออกจาก สถานที่ผลิต โดยมีหลักฐานแสดงรายละเอียดของการวิเคราะห์ทุกครั้ง ซึ่งต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่าสิบปี (4) จัดให้มีฉลากภาษาไทยที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้น โดยผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้ารับรองความถูกต้องของข้อความใน ฉลาก และในฉลากต้องแสดง (ก) ชื่อปุ๋ยทางการค้า และมีคำว่าปุ๋ยเคมี (ข) เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายอื่นใดซึ่งแสดงที่ ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี (ค) ปริมาณธาตุอาหารรับรอง
(ง) ชนิดและปริมาณของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม ถ้ามี (จ) น้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมีตามระบบเมตริก (ฉ) ถ้าปุ๋ยเคมีมีวัตถุ หรือสิ่งอื่นผสมอยู่ด้วย ต้องแจ้งชื่อและ ปริมาณของวัตถุหรือสิ่งที่ผสมอยู่เป็นร้อยละของน้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมี (ช) ชื่อผู้ผลิตและที่ตั้งสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า (ซ) ชื่อทางเคมีและปริมาณของสารเป็นพิษที่ผสมอยู่ในปุ๋ยเคมี ถ้ามี (ฌ) ข้อความอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดให้มีในฉลาก (5) จัดให้มีเอกสารกำกับปุ๋ยเคมีตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ เอกสารกำกับ ปุ๋ยเคมีถ้าเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีภาษาไทยด้วย (6) จัดให้มีคำชี้แจง วิธีใช้ และคำเตือนการใช้ปุ๋ยเคมีในเอกสาร กำกับปุ๋ยเคมี ในกรณีที่เป็นปุ๋ยเคมีซึ่งมีสารเป็นพิษผสมอยู่ด้วย
ความใน (4) และ (5) ไม่ใช้บังคับแก่ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมี เพื่อการค้า ซึ่งขายปุ๋ยเคมีที่ตนผลิตให้แก่ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า รายอื่น โดยมิได้บรรจุภาชนะหรือหีบห่อ มาตรา 22 ให้ผู้รับใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมีปฏิบัติดังนี้ (1) จัดให้มีป้ายไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายจากภายนอกอาคาร แสดงว่าเป็นสถานที่ขายปุ๋ยเคมี ลักษณะ ขนาดของป้าย และข้อความที่แสดงในป้าย ให้เป็นไปตามที่ อธิบดีกำหนด (2) จัดให้มีการแยกเก็บปุ๋ยเคมีเป็นส่วนสัดต่างหากจากเครื่องบริโภค ตามสมควร (3) รักษาฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี และเอกสารกำกับ ปุ๋ยเคมีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 (4) (5) และ (6) หรือมาตรา 23 (4) และ (5) แล้วแต่กรณี ให้คงอยู่โดยครบถ้วนและชัดเจน (4) ในกรณีที่ผู้ขายแบ่งปุ๋ยเคมีจากภาชนะหรือหีบห่อบรรจุเพื่อขายปลีก ผู้ขายต้องจัดเอกสารกำกับปุ๋ยเคมีซึ่งมีข้อความตรงกับเอกสารกำกับปุ๋ยเคมี ที่แบ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้ง
(5) รักษาภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีให้คงอยู่ในสภาพเรียบร้อย ถ้าภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีชำรุด ถ้าจำเป็น ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขาย หรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมีเปลี่ยนภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุได้ และจัดให้มี เอกสารกำกับปุ๋ยเคมีมีข้อความตรงกับฉลากเดิมที่ชำรุด มาตรา 23 ให้ผู้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ปฏิบัติ ดังนี้ (1) จัดให้มีป้ายไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายจากภายนอกอาคาร แสดงว่าเป็นสถานที่นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ลักษณะ ขนาดของป้าย และข้อความที่แสดงในป้าย ให้เป็นไปตามที่ อธิบดีกำหนด (2) แสดงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็น ได้ง่าย ณ ที่ทำการที่ระบุไว้ในใบอนุญาต (3) จัดให้มีใบรับรองของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีแสดงรายละเอียดการวิเคราะห์ ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร (4) จัดให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 21 (4) โดยอนุโลม (5) จัดให้มีเอกสารกำกับปุ๋ยเคมีตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ เอกสารกำกับ ปุ๋ยเคมี ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีภาษาไทยด้วย
ความใน (4) และ (5) ไม่ใช้บังคับแก่ผู้นำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีที่มิได้บรรจุภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ มาตรา 24 ในกรณีที่ใบอนุญาตสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาต ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหายหรือถูกทำลายดังกล่าว การขอรับใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด มาตรา 25 ผู้รับใบอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตหรือใบแทนใบอนุญาต ไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า สถานที่ขาย ปุ๋ยเคมี หรือสถานที่นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี มาตรา 26 ผู้รับใบอนุญาตซึ่งประสงค์จะย้ายสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อ การค้า สถานที่ขายปุ๋ยเคมี สถานที่นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี แล้วแต่กรณี ต้องแจ้งการย้ายสถานที่ดังกล่าวเป็น หนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ย้าย มาตรา 27 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดเลิกกิจการที่ได้รับอนุญาตตาม
พระราชบัญญัตินี้ ต้องแจ้งการเลิกกิจการเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันเลิกกิจการ และให้ถือว่าใบอนุญาตสิ้นอายุ ตั้งแต่วันเลิกกิจการตามที่แจ้งไว้นั้น

มาตรา 28 ผู้รับใบอนุญาตซึ่งได้แจ้งการเลิกกิจการ ต้องขาย หรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีของตนที่เหลืออยู่ให้หมดภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วัน เลิกกิจการ เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่จะผ่อนผันขยายกำหนดเวลาดังกล่าวให้ เมื่อครบกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาต ซึ่งได้แจ้งการเลิกกิจการยังจัดการขายหรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่เหลืออยู่ไม่หมด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำปุ๋ยเคมีที่เหลืออยู่นั้นออกขายทอดตลาด หรือขายโดย วิธีอื่นใดตามที่อธิบดีเห็นสมควร เงินที่ได้จากการขายปุ๋ยเคมีดังกล่าว เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว ให้คืนแก่เจ้าของปุ๋ยเคมีหรือผู้ซึ่งมีสิทธิรับ เงินนั้น มาตรา 29 ถ้าผู้รับใบอนุญาตตาย และมีบุคคลผู้ซึ่งมีคุณสมบัติอาจ เป็นผู้รับใบอนุญาตได้ตามพระราชบัญญัตินี้ แสดงความจำนงต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับใบอนุญาตตาย เพื่อขอดำเนินกิจการ

ที่ผู้ตายได้รับอนุญาตนั้นต่อไป ให้ผู้แสดงความจำนงนั้นดำเนินกิจการต่อไปได้ จนกว่าใบอนุญาตสิ้นอายุ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าผู้แสดงความจำนงเป็น ผู้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ผู้รับใบอนุญาตตาย

หมวด 4
การควบคุมปุ๋ยเคมี
_____

มาตรา 30 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือ สั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมี ต่อไปนี้ (1) ปุ๋ยเคมีปลอม (2) ปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน (3) ปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพ เว้นแต่กรณี ตามมาตรา 31 (4) ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ (5) ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน (6) ปุ๋ยเคมีที่มีสารเป็นพิษ ที่อาจเป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืช หรือ ทรัพย์อื่นผสมอยู่ด้วยเกินอัตราส่วนที่มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐาน มาตรา 31 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดมีปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพไว้ในครอบครอง ถ้าประสงค์จะมีไว้เพื่อขาย หรือขาย ต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

มาตรา 32 ปุ๋ยเคมีหรือวัตถุที่มีลักษณะต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นปุ๋ย เคมีปลอม (1) ปุ๋ยเคมีหรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพื่อให้ผู้อื่น หลงเชื่อหรือสำคัญผิดว่าเป็นปุ๋ยเคมีแท้ (2) ปุ๋ยเคมีที่แสดงชื่อว่าเป็นปุ๋ยเคมีอื่น ซึ่งไม่ตรงกับความจริง (3) ปุ๋ยเคมีที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตปุ๋ยเคมี เพื่อการค้า หรือที่ตั้งสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ซึ่งไม่ตรงกับความจริง (4) ปุ๋ยเคมีที่แสดงว่าเป็นปุ๋ยเคมีมาตรฐาน หรือเป็นปุ๋ยเคมี ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งไม่ตรงกับความจริง (5) ปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยมีปริมาณธาตุ อาหารรับรองต่ำกว่าร้อยละสิบจากเกณฑ์ต่ำสุดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือระบุ ไว้ในฉลาก มาตรา 33 ปุ๋ยเคมีที่มีลักษณะต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นปุ๋ยเคมีผิด มาตรฐาน (1) ปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานโดยมีปริมาณธาตุอาหาร
รับรองต่ำกว่าเกณฑ์ต่ำสุดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ต่ำสุด ของปุ๋ยเคมีมาตรฐาน แต่ไม่ถึงขนาดดังกล่าวในมาตรา 32 (5) (2) ปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นโดยมีความบริสุทธิ์หรือมีลักษณะอย่างอื่นที่สำคัญ ต่อคุณภาพของปุ๋ยเคมี ผิดไปจากเกณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือผิดไปจากเกณฑ์ ของปุ๋ยเคมีมาตรฐาน

หมวด 5
การประกาศ การขึ้นทะเบียน และการโฆษณาเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี
______

มาตรา 34 ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการปุ๋ยมี อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำหรือสั่งเข้ามา ในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีปฏิบัติดังนี้ (1) ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน โดยกำหนดปริมาณขั้นต่ำหรือขั้นสูงของปริมาณ ธาตุอาหารรับรองหรือสารเป็นพิษที่ให้มีในปุ๋ยเคมี และลักษณะจำเป็นอย่างอื่น ของปุ๋ยเคมีมาตรฐานแต่ละชนิด การประกาศกำหนด เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกปุ๋ยเคมีมาตรฐานให้มีผล ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(2) ชื่อปุ๋ยเคมีที่ต้องจัดให้มีคำชี้แจง วิธีใช้ และมีคำเตือนการใช้ ปุ๋ยเคมีไว้ในเอกสารกำกับปุ๋ยเคมี (3) วัตถุที่ใช้ทำเป็นภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า รวมทั้ง วิธีปิดผนึกหรือเย็บภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี (4) น้ำหนักสุทธิของปุ๋ยเคมีที่จะบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อบรรจุเพื่อ การค้า (5) เกณฑ์คลาดเคลื่อนของปริมาณธาตุอาหารที่มีในปุ๋ยเคมีที่อนุญาต ให้คลาดเคลื่อนหรือแตกต่างในการนำ การเตรียมการ และการวิเคราะห์ ตัวอย่างปุ๋ยเคมี เพื่อตรวจสอบปริมาณธาตุอาหารรับรอง มาตรา 35 ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า หรือผู้รับใบอนุญาต นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรผู้ใดประสงค์จะผลิตหรือนำหรือสั่ง เข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีชนิดอื่นใด นอกจากปุ๋ยเคมีมาตรฐาน ต้องนำ ปุ๋ยเคมีชนิดนั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน และเมื่อได้รับ ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีแล้ว จึงจะผลิตหรือนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีนั้นเข้ามา ในราชอาณาจักรได้
มาตรา 36 ผู้ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตามมาตรา 35 ต้องแจ้ง รายละเอียดดังนี้ (1) ชื่อปุ๋ยเคมี (2) ตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ขอขึ้นทะเบียนในปริมาณไม่น้อยกว่าห้าสิบ กิโลกรัม (3) ชื่อและปริมาณของวัตถุอันเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยเคมี (4) ปริมาณธาตุอาหารรับรอง (5) ชนิดและปริมาณของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม ถ้ามี (6) ขนาดบรรจุและภาชนะหรือหีบห่อบรรจุ (7) ชื่อผู้ผลิตและสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมี (8) วิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี (9) วิธีการผลิตปุ๋ยเคมีโดยย่อ (10) ฉลาก (11) เอกสารกำกับปุ๋ยเคมี (12) รายงานการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีของห้องทดลองของทางราชการ
(13) รายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและสรรพคุณ มาตรา 37 การแก้ไขรายการทะเบียนปุ๋ยเคมี จะกระทำได้เมื่อได้ รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 38 การขอขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน การขอแก้ไขรายการทะเบียนหรือการแก้ไขรายการทะเบียนซึ่งปุ๋ยเคมี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการปุ๋ย มาตรา 39 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี เมื่อ คณะกรรมการปุ๋ยเห็นว่า (1) รายละเอียดในการขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 36 หรือการขอแก้ไขรายการทะเบียนไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 38 (2) ปุ๋ยเคมีที่ขอขึ้นทะเบียนนั้นไม่สามารถเชื่อถือในสรรพคุณได้ (3) เป็นปุ๋ยเคมีที่ใช้ชื่อทำนองโอ้อวด ไม่สุภาพ หรืออาจทำให้ เข้าใจผิดจากความจริง (4) เป็นปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหรือสารเป็นพิษใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี มาตรฐาน
(5) เป็นปุ๋ยเคมีปลอมหรือปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน คำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นที่สุด มาตรา 40 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ให้มีอายุสามปีนับแต่วัน ออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน มาตรา 41 ปุ๋ยเคมีที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว หากภายหลังปรากฏว่า ปุ๋ยเคมีนั้นอาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ หรือเป็นปุ๋ยเคมีปลอม หรือเป็นปุ๋ยเคมี ผิดมาตรฐาน ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการปุ๋ยมีอำนาจสั่ง เพิกถอนทะเบียนปุ๋ยเคมีนั้นได้ การเพิกถอนให้กระทำเป็นหนังสือและประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ผู้ถูกสั่งเพิกถอนทะเบียนต้องส่งใบสำคัญการขึ้นทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอนทะเบียน คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด มาตรา 42 ในกรณีใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีสูญหายหรือถูก ทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และยื่นคำขอรับ ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบถึงการ สูญหาย หรือถูกทำลายดังกล่าว
การขอรับใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี และการออกใบแทน ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ อธิบดีกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการปุ๋ย มาตรา 43 ผู้โฆษณาขายปุ๋ยเคมีจะต้อง (1) ไม่แสดงสรรพคุณปุ๋ยเคมีเป็นเท็จหรือเกินความจริง (2) ไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นตัวปุ๋ยเคมีหรือเป็นส่วนประกอบ ของปุ๋ยเคมี ซึ่งความจริงไม่มีวัตถุหรือส่วนประกอบนั้นในปุ๋ยเคมี หรือมีแต่ ไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ (3) ไม่มีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณปุ๋ยเคมีโดยบุคคลอื่น

หมวด 6
พนักงานเจ้าหน้าที่
_____

มาตรา 44 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจ (1) เข้าไปในสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า สถานที่ขายปุ๋ยเคมี
สถานที่นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร สถานที่เก็บปุ๋ยเคมีของผู้รับ ใบอนุญาต หรือสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ในระหว่างเวลาใด ๆ ที่ทำการ (2) ตรวจสอบยานพาหนะหรือเข้าไปในยานพาหนะหรือสถานที่ใด ๆ เมื่อมีกรณีหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (3) นำปุ๋ยเคมีในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ (4) ยึดหรืออายัดปุ๋ยเคมี ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุที่เกี่ยวกับการกระทำ ความผิดหรือเอกสารที่เกี่ยวกับปุ๋ยเคมี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับใบ อนุญาต ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าและผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตาม สมควร มาตรา 45 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงาน เจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 46 ปุ๋ยเคมีรวมทั้งภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุ และเอกสาร ที่ได้ยึด หรืออายัดไว้ตามมาตรา 44 ถ้าไม่ปรากฏเจ้าของหรือผู้ครอบครอง หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ยึด หรืออายัด หรือวันที่ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดไม่พิพากษาให้ริบ แล้วแต่กรณี ให้ตกเป็นของ กรมวิชาการเกษตรเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร ถ้าสิ่งที่ยึด หรืออายัด ไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะ เป็นการเสี่ยงความเสียหาย หรือจะเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเกิน ราคาตลาดของปุ๋ยเคมี พนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุมัติของอธิบดีจะจัดการขาย ทอดตลาดปุ๋ยเคมีนั้นรวมทั้งภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุและเอกสารเสียก่อนถึง กำหนดก็ได้ ได้เงินจำนวนสุทธิเท่าใดให้ยึดเงินนั้นไว้แทน มาตรา 47 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 48 ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติการไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ ฉลาก ภาชนะ หรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี หรืออื่น ๆ ที่ผู้รับใบอนุญาตพึงปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งคำเตือนเป็นหนังสือให้ผู้รับ ใบอนุญาตปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำเตือนนั้น ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ที่กำหนดในคำเตือนนั้น เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว หากไม่ปฏิบัติตาม คำเตือนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

หมวด 7
การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต
______

มาตรา 49 เมื่อปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ผู้รับใบอนุญาตผู้ใด ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงาน เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้โดยมีกำหนดครั้งละไม่เกินหนึ่งร้อย ยี่สิบวัน หรือในกรณีที่มีการฟ้องผู้รับใบอนุญาตต่อศาลว่ากระทำความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ จะสั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้รอคำพิพากษาอันถึงที่สุดก็ได้ ผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตต้องหยุดประกอบกิจการตาม ใบอนุญาตนั้น และระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนั้นจะขอรับใบอนุญาตใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้อีกไม่ได้ มาตรา 50 เมื่อปรากฏต่ออธิบดีว่า ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติ ตามมาตรา 48 หรือกระทำผิดพระราชบัญญัตินี้หลายครั้งหรือครั้งเดียวแต่เป็น การกระทำผิดร้ายแรง อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
 
ผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตต้องหยุดประกอบกิจการตาม ใบอนุญาตนั้นและจะขอรับใบอนุญาตใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้อีกไม่ได้จนกว่า จะพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต และพนักงานเจ้าหน้าที่จะ ออกใบอนุญาตให้หรือไม่ก็ได้ สุดแต่จะพิจารณาเห็นสมควร มาตรา 51 คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตและคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ทำ เป็นหนังสือแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้รับใบอนุญาต หรือ ผู้รับใบอนุญาตไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าว ให้ปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็น ได้ง่าย ณ สถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า สถานที่ขายปุ๋ยเคมี สถานที่นำหรือ สั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร และให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตได้ทราบ คำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ปิดคำสั่ง
 
มาตรา 52 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งถอนคำสั่งพักใช้ ใบอนุญาตก่อนกำหนดเวลาได้เมื่อเป็นที่พอใจว่าผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกพักใช้ ใบอนุญาตได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือประกาศซึ่งออกตาม พระราชบัญญัตินี้แล้ว มาตรา 53 ผู้รับใบอนุญาตซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอน ใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ทราบคำสั่ง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ยกอุทธรณ์หรือแก้ไขคำสั่งของพนักงาน เจ้าหน้าที่ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่ง พักใช้ใบอนุญาตหรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต มาตรา 54 ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องขายหรือจำหน่ายปุ๋ยเคมี ของตนที่เหลืออยู่ให้หมดภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่ง เพิกถอนใบอนุญาตหรือวันที่ได้ทราบคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี เว้นแต่พนักงาน เจ้าหน้าที่จะผ่อนผันขยายกำหนดเวลาดังกล่าวให้ เมื่อครบกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าผู้ถูกสั่งเพิกถอน
 
ใบอนุญาตยังจัดการขายหรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่เหลืออยู่ไม่หมด ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่นำปุ๋ยเคมีที่เหลืออยู่นั้นออกขายทอดตลาด หรือขายโดยวิธีอื่นใด ตามที่อธิบดีเห็นสมควร เงินที่ได้จากการขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวเมื่อได้หัก ค่าใช้จ่ายแล้วให้คืนให้แก่เจ้าของปุ๋ยเคมีหรือผู้ซึ่งมีสิทธิรับเงินนั้น

หมวด 8
ปุ๋ยอินทรีย์
_____

มาตรา 55 ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ต้องปฏิบัติดังนี้ (1) แจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิต ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือวันเริ่มดำเนิน กิจการโดยแสดง (ก) ชื่อปุ๋ยอินทรีย์ (ข) เครื่องหมายการค้า (ค) สถานที่ผลิต สถานที่เก็บ สถานที่ขาย และสถานที่ทำการ (2) ถ้าผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าเปลี่ยนแปลงรายการที่แจ้งไว้ ตาม (1) ประการใด ให้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบภายใน สามสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลงรายการดังกล่าว

 

หมวด 9
บทกำหนดโทษ
_____

มาตรา 56 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการปุ๋ยหรือขัดขวาง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 11 หรือมาตรา 44 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน และปรับไม่เกิน ห้าพันบาท มาตรา 57 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 12 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 58 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 (1) มาตรา 26 หรือมาตรา 27 หรือไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 48 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าพันบาท มาตรา 59 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 (2) มาตรา 21 มาตรา 22 หรือมาตรา 23 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 
มาตรา 60 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย นำหรือ สั่งเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำผ่าน ซึ่งปุ๋ยเคมี ภายหลังที่ใบอนุญาต สิ้นอายุแล้วโดยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับวันละ ไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ตลอดเวลาที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ มาตรา 61 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 หรือมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท มาตรา 62 ผู้ใดผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึง ห้าแสนบาท มาตรา 63 ผู้ใดขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งกระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นปุ๋ยเคมีปลอม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
 
มาตรา 64 ผู้ใดผลิตปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่ง เพิกถอนทะเบียนหรือปุ๋ยเคมีที่มีสารเป็นพิษที่อาจเป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืช หรือทรัพย์อื่นผสมอยู่ด้วยเกินอัตราส่วนที่มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐาน อันเป็นการ ฝ่าฝืนมาตรา 30 (2) (5) หรือ (6) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปี ถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท มาตรา 65 ผู้ใดขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน หรือปุ๋ยเคมีที่มีสารเป็นพิษที่อาจเป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืชหรือทรัพย์อื่นผสม อยู่ด้วยเกินอัตราส่วนที่มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐานอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (2) (5) หรือ (6) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท ถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งกระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นปุ๋ยเคมีผิด มาตรฐาน ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียนหรือปุ๋ยเคมีที่มีสารเป็นพิษ ที่อาจเป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืชหรือทรัพย์อื่นผสมอยู่ด้วยเกินอัตราส่วน ที่มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐาน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงห้าหมื่นบาท มาตรา 66 ผู้ใดผลิต หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่ง ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (4) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึง ห้าหมื่นบาท
 
มาตรา 67 ผู้ใดขาย มีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (4) ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสามหมื่นบาท ถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งกระทำโดยไม่รู้ว่าเป็นปุ๋ยเคมีที่ต้อง ขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึง หนึ่งหมื่นบาท มาตรา 68 ผู้ใดขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 30 (3) หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด อันเป็นการ ฝ่าฝืนมาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับ ตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 69 ผู้ใดโฆษณาขายปุ๋ยเคมีอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรา 70 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 55 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท มาตรา 71 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 59 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 มาตรา 66 มาตรา 67 มาตรา 68 หรือมาตรา 69 เป็นนิติบุคคล ผู้ดำเนิน กิจการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับ ความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิด ของนิติบุคคลนั้น มาตรา 72 เมื่อศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ใดเนื่องจากได้กระทำความผิด ตามมาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 มาตรา 66 มาตรา 67 หรือมาตรา 68 ให้ศาลสั่งริบปุ๋ยเคมี เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ปุ๋ยเคมี รวมทั้งภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมีที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดใน คดีนั้นให้แก่กรมวิชาการเกษตร เพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา 73 เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว ให้ผู้ผลิต ผู้ขายหรือ
 
มีไว้เพื่อขาย ผู้นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมีอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 12 ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ผู้นั้นประกอบกิจการนั้นไปพลาง ก่อนได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่อนุญาตตามคำขอ

มาตรา 74 ปุ๋ยเคมีที่ผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือสั่งเข้า มาในราชอาณาจักรในระหว่างที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้ออกใบอนุญาตหรือ ยังมิได้สั่งไม่อนุญาตตามคำขอตามมาตรา 73 ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้อง ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 22 หรือมาตรา 23 แล้วแต่กรณี มาตรา 75 เมื่อผู้ผลิตหรือผู้นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่ง ปุ๋ยเคมีตามมาตรา 73 ผู้ใดที่ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า หรือ ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว และได้ยื่นคำขอรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ให้ผู้นั้นดำเนินกิจการ ที่ได้รับอนุญาตตามใบอนุญาตต่อไปได้จนกว่าจะได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียน ปุ๋ยเคมีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบถึงการไม่รับขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ตามมาตรา 39 แต่ทั้งนี้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

 
ถ้าผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการตามวรรคหนึ่งประสงค์จะเลิกกิจการ ที่ตนได้รับอนุญาตหรือได้ยื่นคำขอรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีตาม พระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่รับขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ให้ผู้รับใบอนุญาตนั้นขายหรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีของตนที่เหลืออยู่หรือปุ๋ยเคมี ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่รับขึ้นทะเบียนดังกล่าวให้หมดภายในกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้แจ้งการเลิกกิจการหรือวันที่ได้ทราบถึงการไม่รับขึ้นทะเบียน แล้วแต่กรณี เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่จะผ่อนผันขยายกำหนดเวลาดังกล่าวให้ เมื่อครบกำหนดเวลาตามวรรคสอง หากปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตขาย หรือจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่เหลืออยู่ไม่หมด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำปุ๋ยเคมีที่ เหลืออยู่หรือปุ๋ยเคมีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่รับขึ้นทะเบียนนั้นออกขายทอด ตลาด หรือขายโดยวิธีอื่นใดตามที่อธิบดีเห็นสมควร เงินที่ได้จากการขาย ปุ๋ยเคมีดังกล่าวเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายแล้วให้คืนแก่เจ้าของปุ๋ยเคมีหรือ ผู้ซึ่งมีสิทธิรับเงินนั้น

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี

อัตราค่าธรรมเนียม
______

(1) ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ฉบับละ 3,000 บาท (2) ใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขาย ปุ๋ยเคมี ฉบับละ 100 บาท (3) ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมี เข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับละ 1,000 บาท (4) ใบอนุญาตนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี ฉบับละ 200 บาท (5) ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 20 บาท (6) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ฉบับละ 1,000 บาท (7) ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียน ปุ๋ยเคมี ฉบับละ 20 บาท (8) ค่าวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีที่ขอใบสำคัญ การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ธาตุอาหารละ 200 บาท (9) ค่าวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีที่ผลิตเพื่อการค้า ขายหรือนำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักร ธาตุอาหารละ 200 บาท (10) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละ เท่ากับค่าธรรมเนียมสำหรับ ใบอนุญาตแต่ละฉบับ

______________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเป็น อาหารพืชหรือบำรุงดินเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น และปัจจุบันนี้มีการสั่ง ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศมาจำหน่ายและผสมเพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรในปริมาณ มากขึ้นทุกปี แต่ปรากฏว่าปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายในท้องตลาดนั้น มักจะมีปุ๋ยเคมี ปลอม ปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน ปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพ ทั้งน้ำหนักปุ๋ยเคมีก็น้อยกว่า ที่แจ้งไว้ในฉลาก ปริมาณธาตุอาหารพืชไม่ถูกต้องครบถ้วนตามข้อความที่แจ้งไว้ ในฉลาก เป็นการเอาเปรียบแก่เกษตรกรและหวังผลกำไรเกินควร โดยไม่ คำนึงถึงความเสียหายแก่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังเป็นการเสียหาย แก่นโยบายการส่งเสริมการเกษตรของรัฐบาลอีกด้วย สมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยปุ๋ยเพื่อควบคุมการผลิต การขาย และการนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาใน ราชอาณาจักรให้เป็นไปโดยสุจริตรวมทั้งควบคุมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วย เพื่อ รักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรตามสมควร จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ นี้ขึ้น

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com