Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย
กับสาธารณรัฐเกาหลี พ.ศ. ๒๕๔๓

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
เป็นปีที่ ๕๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งผู้ร้าย ข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี พ.ศ. ๒๕๔๓

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.๒๕๔๓/๙๙ก/๗/๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓]
มาตรา ๓ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี ให้เป็นไปตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ เกาหลีท้ายพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เท่าที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
  ชวน หลีกภัย   นายกรัฐมนตรี

สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี
________

ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเกาหลี (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ภาคีคู่สัญญา)

ปรารถนาที่จะเพิ่มความร่วมมือของประเทศทั้งสองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการป้องกันและการปราบปรามอาชญากรรมโดยการจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้กระทำผิด ข้ามแดนให้แก่กันและกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อผูกพันในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายตกลงจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตามบทบัญญัติ แห่งสนธิสัญญานี้ ซึ่งบุคคลที่ถูกต้องการตัวเพื่อการฟ้องคดี การพิจารณาคดี หรือเพื่อการกำหนด โทษหรือดำเนินการลงโทษในดินแดนของภาคีที่ร้องขอสำหรับความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
ข้อ ๒ ความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
  ๑. เพื่อความมุ่งประสงค์ของสนธิสัญญานี้ ความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ คือ ความผิดซึ่งไม่ว่าจะระบุลักษณะความผิดไว้อย่างไรก็ตาม สามารถลงโทษได้ตามกฎหมายของ ภาคีคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีอากร ภาษีศุลกากร การควบคุมการ ปริวรรตเงินตราต่างประเทศหรือรายได้อื่น ๆ โดยการจำคุกหรือโดยการทำให้ปราศจากเสรีภาพ เป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี หรือโทษที่รุนแรงกว่า
  ๒. ในกรณีคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวเนื่องกับบุคคลที่ต้องคำพิพากษา
อันเป็นการทำให้ปราศจากเสรีภาพโดยศาลของภาคีที่ร้องขอสำหรับความผิดใดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้นั้น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะได้รับการอนุมัติหากระยะเวลาต้องโทษตามคำพิพากษายังเหลืออยู่ อีกไม่น้อยกว่าหก (๖) เดือน
๓. เพื่อวัตถุประสงค์ของข้อนี้ในการวินิจฉัยว่า ความผิดใดเป็นความผิดตาม กฎหมายของภาคีคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายหรือไม่ นั้น
  (ก) ไม่จำต้องคำนึงว่ากฎหมายของภาคีคู่สัญญาได้กำหนดว่าการกระทำ ที่ประกอบขึ้นเป็นความผิดนั้นไว้ในประเภทความผิดเดียวกัน หรือจะเรียกชื่อความผิดเป็น อย่างเดียวกันหรือไม่
  (ข) ให้พิจารณาการกระทำทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาของบุคคลซึ่งถูกขอให้ ส่งตัวข้ามแดนโดยไม่จำต้องคำนึงว่า ตามกฎหมายของภาคีคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มีองค์ประกอบ ของความผิดแตกต่างกันหรือไม่
๔. ในกรณีที่ความผิดกระทำขึ้นนอกดินแดนของภาคีที่ร้องขอ จะให้มีการส่ง
ผู้ร้ายข้ามแดนก็ต่อเมื่อกฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอกำหนดการลงโทษไว้สำหรับความผิด
ซึ่งกระทำนอกดินแดนในพฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ในกรณีที่กฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นภาคีที่ได้รับการร้องขออาจใช้ดุลพินิจให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
  ๕. การส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจได้รับการอนุมัติตามบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญานี้
ในความผิดฐานใดฐานหนึ่งถ้าหากว่า
  (ก) เป็นความผิดในภาคีที่ร้องขอในเวลาที่การกระทำนั้นประกอบขึ้นเป็น
ความผิดและ
(ข) การกระทำที่ถูกกล่าวหานั้น หากได้เกิดขึ้นในดินแดนของภาคีที่ได้รับ
การร้องขอในเวลาที่ทำคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะประกอบขึ้นเป็นความผิดตามกฎหมายที่
ใช้บังคับในดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
  ๖. หากคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวเนื่องกับความผิดหลายความผิด
ซึ่งแต่ละความผิดนั้นลงโทษได้ตามกฎหมายของภาคีทั้งสอง แต่มีบางความผิดไม่เป็นไปตาม
ข้อกำหนดอื่น ๆ ของวรรค ๑ และวรรค ๒ ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจอนุมัติให้มีการส่งผู้ร้าย
ข้ามแดนสำหรับความผิดเช่นว่านั้นได้ หากว่าบุคคลนั้นจะต้องถูกส่งตัวข้ามแดนในความผิด
ที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้อย่างน้อยหนึ่งฐานความผิด   ข้อ ๓ การปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้สนธิสัญญานี้ในสถานการณ์
อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  (๑) เมื่อภาคีที่ได้รับการร้องขอตัดสินว่า ความผิดที่ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
นั้นเป็นความผิดทางการเมือง ความผิดทางการเมืองในที่นี้จะไม่รวมถึงความผิด ดังต่อไปนี้
  (ก) การปลงชีวิตหรือการพยายามปลงชีวิตหรือการประทุษร้ายต่อร่างกาย
ของประมุขแห่งรัฐ หรือหัวหน้ารัฐบาล หรือสมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว
  (ข) ความผิดซึ่งภาคีคู่สัญญามีพันธกรณีจะต้องดำเนินการให้มีเขตอำนาจ
ศาลเกี่ยวกับความผิดนั้น หรือจะต้องให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามความตกลงพหุภาคีระหว่าง
ประเทศ ซึ่งภาคีคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นภาคีอยู่ด้วย และ
  (ค) ความผิดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การก่อการร้าย หรือการลักพาตัว
  ๒. เมื่อบุคคลที่ถูกต้องการตัวกำลังถูกดำเนินคดี หรือได้มีการพิจารณาคดีและ
ได้รับการปล่อยตัวไป หรือได้ถูกลงโทษแล้วในดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ ในความผิด
ซึ่งได้มีการร้องขอให้ส่งตัวบุคคลนั้นข้ามแดน
  ๓. เมื่อการฟ้องคดี หรือการลงโทษ สำหรับความผิดที่ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ต้องห้ามโดยเหตุที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายของภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่าย รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับ
อายุความ หรือ
  ๔. เมื่อภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเหตุผลหนักแน่นที่จะสันนิษฐานว่า คำร้องขอ
ให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมุ่งประสงค์จะดำเนินคดี หรือลงโทษบุคคลที่ต้องการตัว โดยมีเหตุผลจาก
เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ หรือความเห็นทางการเมือง หรือว่าอาจมีอคติต่อสถานภาพของบุคคล
นั้นโดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว บทบัญญัติของวรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับความผิดที่ระบุไว้ในอนุวรรค
(ก) (ข) และ (ค) ของวรรค ๑ แห่งข้อนี้ ข้อ ๔ การใช้ดุลพินิจปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน   การส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจได้รับการปฏิเสธภายใต้สนธิสัญญานี้ ในสถานการณ์
อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
  ๑. เมื่อความผิดที่ร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ตามกฎหมายของภาคีที่ได้รับ
การร้องขอถือว่าได้กระทำขึ้นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนในดินแดนของตน
  ๒. เมื่อในที่สุด บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวได้รับการปล่อยตัว หรือถูกพิพากษาว่า
กระทำผิดในรัฐที่สามสำหรับความผิดเดียวกันกับความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน และหาก
ถูกพิพากษาว่ากระทำผิด ได้มีการลงโทษแล้วทั้งหมด หรือไม่อาจลงโทษได้อีก และ
  ๓. ในกรณีพิเศษ ภาคีที่ได้รับการร้องขอแม้จะได้พิจารณาถึงความรุนแรงของ
ความผิดและผลประโยชน์ของภาคีที่ร้องขอแล้ว ยังเห็นว่า เนื่องจากสภาวการณ์ส่วนบุคคลของ
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่สอดคล้องกับข้อพิจารณาด้านมนุษยธรรม
ข้อ ๕ การเลื่อนการส่งมอบตัว หรือการส่งมอบตัวชั่วคราว   ๑. เมื่อบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวกำลังถูกดำเนินคดี หรือกำลังรับโทษตามคำ
พิพากษาอยู่ในรัฐภาคีที่ได้รับการร้องขอในความผิดนอกเหนือจากความผิดซึ่งขอให้มีการส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจส่งมอบตัวบุคคลดังกล่าว หรือเลื่อนการส่งมอบตัวออกไป
จนกระทั่งการดำเนินคดีเสร็จสิ้นลงหรือจนกระทั่งได้มีการรับโทษตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือ
บางส่วนแล้ว ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะแจ้งให้ภาคีที่ร้องขอทราบการเลื่อนการส่งมอบตัวใด ๆ
  ๒. ภายในขอบเขตที่อนุญาตโดยกฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอ หากเป็น
กรณีที่บุคคลอยู่ในข่ายที่จะถูกส่งตัวข้ามแดนได้ ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจส่งมอบตัวบุคคลที่ถูก
ขอให้ส่งตัวเป็นการชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีให้แก่ภาคีที่ร้องขอตามเงื่อนไขที่จะ
ตกลงกันระหว่างภาคีคู่สัญญา ทั้งนี้ บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับคืนไปยังภาคีที่ได้รับการร้องขอ
ภายหลังจากได้มีการส่งมอบตัวชั่วคราวแล้ว อาจถูกส่งมอบตัวให้แก่ภาคีที่ร้องขอในที่สุดเพื่อ
รับโทษตามคำพิพากษาโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้   ข้อ ๖ การส่งคนชาติข้ามแดน   ๑. ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่ถูกผูกพันที่จะส่งคนชาติของตนตามสนธิสัญญานี้
แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีอำนาจส่งตัวคนชาติของตนได้ หากตาม
ดุลพินิจเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะกระทำเช่นนั้น
  ๒. หากภาคีคู่สัญญาปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามวรรค ๑ ของข้อนี้ หาก
พิจารณาเป็นการสมควร ภาคีฝ่ายนั้นอาจส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของตนเพื่อดำเนินการ
ฟ้องร้องบุคคลนั้นในความผิดทั้งมวลหรือความผิดฐานใดฐานหนึ่งซึ่งมีการขอให้ส่งตัวข้ามแดน
ภาคีคู่สัญญานั้นจะแจ้งให้ภาคีที่ร้องขอทราบการดำเนินการและผลการฟ้องคดีใด ๆ
การวินิจฉัยเรื่องสัญชาติให้ถือในขณะที่ความผิดซึ่งขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้กระทำขึ้น
ข้อ ๗ ช่องทางการติดต่อ
  คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการติดต่อทางเอกสารใด ๆ ในภายหลัง
ให้ส่งโดยวิถีทางการทูต   ข้อ ๘ กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและเอกสารที่ต้องการ   ๑. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร เอกสาร
ทั้งหมดที่ยื่นประกอบคำร้องขอจะต้องมีการรับรองความถูกต้องแท้จริงตามข้อ ๑๐   ๒. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องแนบ
  (ก) เอกสารซึ่งระบุรูปพรรณสัณฐาน และหากเป็นไปได้ ให้ระบุสัญชาติ
ของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว
  (ข) บทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุองค์ประกอบสำคัญและที่กำหนดฐาน
ความผิด
  (ค) บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดโทษสำหรับความผิด และ
  (ง) บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี หรือในการ
ดำเนินการลงโทษสำหรับความผิดนั้น
  ๓. เมื่อคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวกับบุคคลที่ยังไม่ถูกพิพากษาว่ากระทำ
ความผิด คำร้องขอดังกล่าวจะต้องแนบ
  (ก) สำเนาหมายจับซึ่งออกโดยผู้พิพากษา หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอื่นของ
ภาคีที่ร้องขอ
  (ข) ข้อสนเทศที่แสดงว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวคือบุคคลที่หมายจับระบุไว้ และ
  (ค) คำแถลงระบุการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดซึ่งมีมูลที่น่าเชื่อถือ
อันควรสงสัยว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  ๔. เมื่อคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าได้กระทำ
ความผิด ร้องขอจะต้องแนบ
  (ก) สำเนาคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องของศาลของภาคีที่ร้องขอ
  (ข) ข้อสนเทศที่แสดงว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวคือบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าได้
กระทำความผิด และ
  (ค) คำแถลงระบุการกระทำอันเป็นความผิดซึ่งบุคคลนั้นถูกพิพากษาว่าได้
กระทำความผิด
  ๕. เอกสารทั้งหมดซึ่งภาคีที่ร้องขอจะยื่นตามบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญานี้ จะต้อง
แนบคำแปลเป็นภาษาของภาคีที่ได้รับการร้องขอหรือภาษาอื่นใดที่ภาคีนั้นยอมรับ
ข้อ ๙ ข้อสนเทศเพิ่มเติม   ๑. หากภาคีที่ได้รับคำร้องขอพิจารณาว่า ข้อสนเทศประกอบคำร้องขอให้ส่ง
ผู้ร้ายข้ามแดนยังไม่เพียงพอตามสนธิสัญญานี้ในอันที่จะพิจารณาอนุมัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ภาคีนั้นอาจขอให้จัดหาข้อสนเทศเพิ่มเติมให้ภายในระยะเวลาที่ภาคีนั้นกำหนด
  ๒. หากบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวข้ามแดนถูกจับกุม และข้อสนเทศเพิ่มเติมที่จัดหา
ให้ยังไม่เพียงพอตามสนธิสัญญานี้ หรือไม่ได้รับภายในระยะเวลาที่กำหนด บุคคลนั้นอาจได้รับ
การปล่อยตัวจากการควบคุม การปล่อยตัวเช่นว่านั้น ไม่เป็นการตัดสิทธิภาคีที่ร้องขอในอันที่จะ
ทำคำร้องขอใหม่ให้ส่งตัวบุคคลนั้นข้ามแดน
  ๓. ในกรณีที่ปล่อยตัวบุคคลจากการควบคุมตามวรรค ๒ ภาคีที่ได้รับการร้องขอ
จะแจ้งให้ภาคีที่ร้องขอทราบในทันทีเท่าที่จะสามารถกระทำได้
  ข้อ ๑๐ การรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารประกอบคำร้องขอ   ๑. เอกสารที่แนบไปกับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามข้อ ๘ หากมีการ
รับรองความถูกต้องแท้จริงแล้ว ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ได้ในดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
  ๒. เอกสารที่ถือว่าได้มีการรับรองความถูกต้องแท้จริงตามวัตถุประสงค์แห่ง
สนธิสัญญานี้จะต้องได้รับการลงนามหรือประทับตราหรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของ
ภาคีที่ร้องขอ
  ข้อ ๑๑ การจับกุมชั่วคราว
  ๑. ในกรณีเร่งด่วน ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายอาจร้องขอให้จับกุมบุคคลที่ถูกขอให้
ส่งตัวไว้ชั่วคราวระหว่างรอการยื่นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยวิถีทางการทูต คำร้องขอนั้น
อาจส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข หรือโดยวิธีการอื่นใดซึ่งมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
  ๒. คำร้องขอจะต้องประกอบด้วย รูปพรรณของบุคคลที่ต้องการตัว คำแถลงระบุ
ว่าจะร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยวิถีทางการทูต คำแถลงระบุว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องดังที่กล่าว
ไว้ในวรรค ๓ หรือวรรค ๔ ของข้อ ๘ ซึ่งให้อำนาจจับกุมตัวบุคคลนั้น คำแถลงระบุโทษที่สามารถ
ลงได้หรือโทษที่ได้ลงไปแล้วสำหรับความผิดนั้น และหากได้รับการร้องขอจากภาคีที่ได้รับการ
ร้องขอ จะต้องมีคำแถลงโดยย่อระบุการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดด้วย
  ๓. ภาคีที่ร้องขอจะได้รับแจ้งผลของการร้องขอโดยไม่ชักช้า
  ๔. บุคคลที่ถูกจับกุมจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ หากภาคีที่ร้องขอไม่สามารถยื่น
คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนพร้อมเอกสารแนบดังที่ระบุไว้ในข้อ ๘ ภายในหกสิบ (๖๐) วัน
นับแต่วันทำการจับกุมอย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มกระบวนการ
เพื่อส่งบุคคลที่ถูกขอนั้นข้ามแดนถ้าได้รับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกในภายหลัง
  ข้อ ๑๒ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนแบบย่อ   เมื่อบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวแจ้งต่อศาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอื่น ๆ ของภาคี
ที่ได้รับการร้องขอว่า ตนยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรให้ส่งตัวข้ามแดน ภาคีที่ได้รับการร้องขอ
จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งปวงที่จะเร่งรัดการส่งตัวข้ามแดนภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต
ตามกฎหมาย
  ข้อ ๑๓ คำร้องขอที่ขัดแย้งกัน
  ๑. ในกรณีที่ได้รับคำร้องขอจากรัฐสองรัฐหรือมากกว่านั้น ให้ส่งตัวบุคคล
เดียวกันข้ามแดนไม่ว่าในความผิดเดียวกันหรือความผิดที่ต่างกัน ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะต้อง
วินิจฉัยว่าจะส่งตัวบุคคลนั้นให้แก่รัฐใดและจะต้องแจ้งคำวินิจฉัยต่อรัฐเหล่านั้น
  ๒. ในการวินิจฉัยว่าจะส่งตัวบุคคลข้ามแดนให้แก่รัฐใด ภาคีที่ได้รับการร้องขอ
จะต้องพิจารณาสถานการณ์ทั้งปวงที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
(ก) หากคำร้องขอเกี่ยวเนื่องกับความผิดที่ต่างกัน ควรพิจารณาเปรียบเทียบ
ความร้ายแรงของความผิดเหล่านั้น   (ข) เวลาและสถานที่ของการกระทำความผิดแต่ละความผิด
(ค) ลำดับวันที่ของคำร้องขอ
(ง) สัญชาติของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว และ
(จ) ถิ่นที่อยู่เป็นปกติของบุคคลนั้น
ข้อ ๑๔ การส่งมอบตัว
  ๑. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะแจ้งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ในทันทีให้ภาคีที่ร้องขอทราบโดยวิถีทางการทูต การปฏิเสธคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนทั้งหมด
หรือแต่เพียงบางส่วน จะต้องแสดงเหตุผล
  ๒. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะตกลงกันในเรื่องเวลาและสถานที่ที่จะส่งมอบตัว
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมของภาคีที่ร้องขอในดินแดนของภาคีที่ได้รับการ
ร้องขอ
  ๓. ภาคีที่ร้องขอจะนำตัวบุคคลนั้นออกจากดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
ภายในระยะเวลาอันสมควรตามที่ภาคีที่ได้รับการร้องขอกำหนด และหากบุคคลนั้นยังไม่ถูกนำตัว
ไปภายในระยะเวลาดังกล่าว ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจปล่อยตัวบุคคลนั้นเป็นอิสระและอาจ
ปฏิเสธการส่งตัวข้ามแดนสำหรับความผิดเดียวกันนั้นได้
  ๔. หากมีสถานการณ์นอกเหนือการควบคุมทำให้ภาคีคู่สัญญาไม่อาจส่งมอบตัว
หรือนำตัวบุคคลที่จะถูกส่งข้ามแดนไปได้ ภาคีนั้นจะต้องแจ้งให้ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งทราบ ภาคี
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะวินิจฉัยร่วมกันเกี่ยวกับวันส่งมอบตัวหรือวันนำตัวไปครั้งใหม่ และให้นำ
บทบัญญัติวรรค ๓ ของข้อนี้มาใช้บังคับ   ข้อ ๑๕ การส่งมอบทรัพย์สิน
๑. ภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
และขึ้นอยู่กับสิทธิของบุคคลที่สามซึ่งจะต้องได้รับการเคารพ เมื่อได้รับคำร้องขอจากภาคีที่ร้องขอ
ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งปวงที่ได้พบในดินแดนของตน ซึ่งได้มาจาก
ผลของการกระทำความผิด หรืออาจต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน หากอนุมัติให้มีการส่งผู้ร้าย
ข้ามแดนได้
  ๒. ภายใต้บังคับวรรค ๑ ของข้อนี้ ทรัพย์สินที่ระบุไว้ข้างต้นจะต้องส่งมอบ
ให้ภาคีที่ร้องขอหากได้รับการร้องขอ ถึงแม้ว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่สามารถดำเนินการได้
เนื่องจากการตายหรือการหลบหนีของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว
  ๓. ในกรณีที่กฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอกำหนดหรือเป็นสิทธิของบุคคล
ที่สาม ทรัพย์สินใด ๆ ที่ได้ส่งมอบไปแล้วนั้น จะต้องถูกส่งคืนให้ภาคีที่ได้รับการร้องขอโดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายใด ๆ เมื่อภาคีนั้นร้องขอ
  ข้อ ๑๖ หลักเกณฑ์ว่าด้วยการพิจารณาความผิดเฉพาะเรื่อง
๑. บุคคลที่ถูกส่งตัวข้ามแดนภายใต้สนธิสัญญานี้จะไม่ถูกควบคุม ถูกฟ้องคดี
หรือถูกพิจารณาคดี สำหรับความผิดซึ่งได้กระทำก่อนการส่งตัวข้ามแดนนอกเหนือไปจากความ
ผิดที่ได้รับอนุมัติให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและจะไม่ถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังรัฐที่สามสำหรับความผิด
อื่นใด ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้
  (ก) เมื่อบุคคลนั้นได้ออกนอกดินแดนของภาคีที่ร้องขอ ภายหลังการส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน และได้เดินทางกลับเข้าไปใหม่โดยสมัครใจ
  (ข) เมื่อบุคคลนั้นมิได้เดินทางออกจากดินแดนของภาคีที่ร้องขอ ภายใน
ระยะเวลาสี่สิบห้า (๔๕) วัน หลังจากที่สามารถจะกระทำเช่นนั้น หรือ
  (ค) เมื่อภาคีที่ได้รับการร้องขอให้ความยินยอมคำร้องขอสำหรับความ
ยินยอมนี้จะต้องยื่นพร้อมแนบเอกสารที่ระบุไว้ในข้อ ๘ และบันทึกถ้อยคำของบุคคลที่ถูกส่งตัว
ข้ามแดนในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดที่อ้างถึง การให้ความยินยอมอาจกระทำได้เมื่อความผิดที่
ร้องขอเป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้
  ๒. วรรค ๑ ของข้อนี้จะไม่ใช้บังคับกับความผิดที่กระทำภายหลังการส่งตัว
ข้ามแดน
  ๓. หากลักษณะความผิดที่ถูกกล่าวหาเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างดำเนิน
กระบวนการพิจารณา บุคคลที่ถูกส่งตัวข้ามแดนจะถูกดำเนินคดีหรือถูกพิพากษาได้เฉพาะ
เมื่อความผิดตามลักษณะความผิดใหม่แสดงองค์ประกอบที่เป็นความผิดซึ่งอาจอนุญาตให้
ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
ข้อ ๑๗ การผ่านแดน
  ๑. ภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย สิทธิในการส่งตัวบุคคลโดยรัฐ
ที่สามผ่านดินแดนของคู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อที่จะส่งมอบให้คู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับอนุญาต
เมื่อได้รับคำร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรโดยวิถีทางการทูต
  ๒. คำร้องขออาจได้รับการปฏิเสธหากมีการคัดค้านการผ่านแดนด้วยเหตุผลใน
เรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  ๓. การอนุญาตให้ส่งตัวผ่านแดนบุคคลที่จะถูกส่งมอบตัว ให้รวมถึงการให้
อำนาจเจ้าหน้าที่ที่ติดตามให้สามารถควบคุมตัวบุคคลนั้น หรือร้องขอและได้รับความช่วยเหลือ
จากเจ้าหน้าที่ของภาคีที่มีการผ่านแดนในการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไว้
  ๔. ในกรณีที่มีการควบคุมตัวบุคคลตามวรรค ๓ ของข้อนี้ ภาคีคู่สัญญาซึ่งมี
บุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในดินแดนของตน อาจสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลนั้น หากการส่งตัวไม่ได้
ดำเนินต่อเนื่องไปภายในระยะเวลาที่สมควร
  ๕. ในกรณีการส่งตัวโดยใช้การขนส่งทางอากาศและไม่มีกำหนดการลงจอด
ในดินแดนของภาคีฝ่ายที่มีการผ่านแดนก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตในการส่งบุคคลผ่านแดน
หากมีการลงจอดโดยไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าในดินแดนของภาคีดังกล่าว ภาคีฝ่ายนั้นอาจ
กำหนดให้ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องขอผ่านแดนตามที่กำหนดไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้ ภาคี
ที่มีการผ่านแดนจะควบคุมตัวบุคคลที่ถูกส่งตัวนั้นไว้จนกระทั่งมีการเดินทางต่อไป หากว่า
ได้รับคำร้องขอเช่นว่าภายในเก้าสิบหก (๙๖) ชั่วโมงของการลงจอดที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า

ข้อ ๑๘ ค่าใช้จ่าย
  ๑. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะดำเนินการที่จำเป็นทั้งปวงและรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ในการดำเนินกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการยื่นคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและจะเป็นตัวแทน
รักษาผลประโยชน์ของภาคีที่ร้องขอ
  ๒. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในดินแดนของตน
ในการจับกุมตัวบุคคลซึ่งถูกขอให้ส่งตัวข้ามแดนและในระหว่างการควบคุมตัว จนกระทั่งได้มีการ
ส่งมอบตัวให้แก่บุคคลซึ่งภาคีที่ร้องขอได้แจ้งชื่อมาให้ทราบ
  ๓. ภาคีที่ร้องขอจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการนำตัวบุคคลที่ถูก
สั่งตัวข้ามแดนจากดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
  ข้อ ๑๙ การมีผลบังคับใช้และการบอกเลิก
  ๑. สนธิสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ให้สามสิบ (๓๐) วัน หลังจากวันที่ภาคีคู่สัญญา
ทั้งสองฝ่ายได้แจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ข้อกำหนดเพื่อให้สนธิสัญญานี้
มีผลบังคับใช้ได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วนแล้ว
  ๒. สนธิสัญญานี้ให้ใช้บังคับกับความผิดที่ระบุ ไว้ในข้อ ๒ ซึ่งได้กระทำก่อน
การมีผลบังคับใช้ของสนธิสัญญานี้ด้วย
  ๓. ภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกสนธิสัญญานี้ในเวลาใดก็ได้ โดย
แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเป็นเวลาหก (๖) เดือนแก่ภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

  เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาล
ของแต่ละฝ่ายได้ลงนามสนธิสัญญานี้

  ทำคู่กันเป็นสองฉบับ ที่ กรุงโซล เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ เป็นภาษาไทย
เกาหลี และอังกฤษ ทุกภาษาถูกต้องเท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีความแตกต่างในการตีความ ให้ใช้
ภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์

  สำหรับราชอาณาจักรไทย
  สำหรับสาธารณรัฐเกาหลี


  (นายศุภชัย พานิชภักดิ์)
(นายฮง ซุน ยอง)
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ว่าการกระทรวงพาณิชย์ การต่างประเทศและการค้า

____________________________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ราชอาณาจักรไทยและ
สาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย
กับสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ สมควรมีกฎหมายเพื่ออนุวัติการ
ให้เป็นไปตามสนธิสัญญา ฯ ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com