Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2522

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ พ.ศ. 2522" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2522/61/1พ/25 เมษายน 2522]
มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2511 (2) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 182 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 (3) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2517 บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2511 เป็นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตามพระราชบัญญัตินี้ และคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในทบวง มหาวิทยาลัย มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะได้มีข้อความให้เห็นเป็น อย่างอื่น "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ "สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ "วิทยาเขต" หมายความว่า เขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มี คณะหรือวิทยาลัยตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตนั้น ตามที่ สภามหาวิทยาลัยกำหนด มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

หมวด 1
บททั่วไป
_______

มาตรา 7 ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอนทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงและถ่ายทอดคุณค่าทางศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ

มาตรา 8 มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการดังนี้ (1) สำนักงานอธิการบดี (2) สำนักงานวิทยาเขต (3) บัณฑิตวิทยาลัย (4) คณะ (5) วิทยาลัย มหาวิทยาลัยอาจให้มีสถาบัน สำนัก และศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 เป็นส่วนราชการ ในมหาวิทยาลัยอีกได้ สำนักงานอธิการบดี และสำนักงานวิทยาเขต อาจแบ่งส่วนราชการ เป็นกอง และแผนกหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น คณะ และวิทยาลัย อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ และภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก และศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ และแผนกหรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น กอง และสำนักงานเลขานุการ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
มาตรา 9 การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก และศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชา กอง สำนักงานเลขานุการ และ แผนกหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้ทำเป็นประกาศทบวงมหาวิทยาลัย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 10 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 มหาวิทยาลัยจะรับ สถาบันการศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ และ มีอำนาจให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรแก่ ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงนั้น การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันวิจัย ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบใน มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย มาตรา 11* นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยอาจมีรายได้ดังนี้ (1) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (2) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย (3) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งมหาวิทยาลัย ปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์ (4) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหา ประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
รายได้ของมหาวิทยาลัยรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตาม วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับ ที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สิน หรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ *[แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
มาตรา 11 ทวิ* บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัย ไม่ถือเป็น ที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย *[แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541] มาตรา 12 บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย จะต้อง จัดการเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย หรือตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ดังระบุไว้ในมาตรา 7 ทรัพย์สินตามมาตรา 11 (2) ต้องจัดการตามวัตถุประสงค์ซึ่งผู้ให้ ทรัพย์สินกำหนดไว้

หมวด 2
การดำเนินงาน
_______

มาตรา 13 ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย (1) นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
(2) กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย และประธานกรรมการส่งเสริม กิจการมหาวิทยาลัย (3) กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยมีจำนวนไม่น้อยกว่า สิบเอ็ดคน แต่ไม่เกินสิบห้าคน และ (4) กรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำ ของแต่ละวิทยาเขต วิทยาเขตละไม่เกินสองคน ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ แทนนายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการ สภามหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของอธิการบดี และอาจแต่งตั้งบุคคลใดเป็น ผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้
มาตรา 14 นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามมาตรา 13 (3) และ (4) มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรืออาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีกได้ ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม มาตรา 13 (3) หรือ (4) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน หรือเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว หรือในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามมาตรา 13 (3) เพิ่มขึ้นหรือมีการเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตามมาตรา 13 (4) เพิ่มขึ้น ในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง
ไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง หรือเลือกตั้งนั้นอยู่ใน ตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือเลือกตั้งไว้แล้วนั้น ให้นายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม มาตรา 13 (3) และ (4) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อครบวาระ ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 13 (3) และเลือกตั้งกรรมการ สภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 13 (4) ขึ้นใหม่ ในกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 13 (4) พ้นจาก ตำแหน่งก่อนวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภามหาวิทยาลัยจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง กรรมการดังกล่าวขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ คุณสมบัติของผู้เลือกตั้งและผู้รับเลือกตั้ง ตลอดจนหลักเกณฑ์และ วิธีการเลือกตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา 13 (4) ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา 15 สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ ทั่วไปของมหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) วางนโยบายของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงและถ่ายทอดคุณค่าทาง ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในส่วนรวมและ ในส่วนที่เกี่ยวกับภาคใต้ (2) จัดวางระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และอาจมอบให้ ส่วนราชการใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้วางระเบียบและออกข้อบังคับสำหรับ ส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้ (3) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และ ประกาศนียบัตร
(4) พิจารณาเสนอจัดตั้ง รวม และยุบเลิก สำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่น และภาควิชา (5) อนุมัติการรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบ ซึ่งสถาบันการศึกษา ชั้นสูงและสถาบันวิจัย (6) กำหนดเขตการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เป็นวิทยาเขต (7) ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและพิจารณา ถอดถอน อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ (8) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ วิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์หรือหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าว ถ้ามี หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ (9) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับ นโยบายของมหาวิทยาลัยและมาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด (10) จัดวางระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงาน การเงิน หรือทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (11) พิจารณาอนุมัติงบประมาณเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย (12) ตั้งคณะกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อพิจารณาและเสนอ ความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือเพื่อให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย (13) แต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 20 ให้รักษาการในตำแหน่ง อธิการบดีในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลง (14) หน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา 16 การดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยขึ้น คณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัย และสนับสนุนการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย จำนวนและคุณสมบัติของกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย วาระในการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนการประชุม ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย มาตรา 18 ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และ รับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และอาจมีรองอธิการบดี หรือ ผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน ก็ได้ เพื่อช่วยกิจการตามที่อธิการบดีจะได้มอบหมาย ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดีและรองอธิการบดี เป็นรองอธิบดีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย และกฎหมายอื่น มาตรา 19 อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 20 อธิการบดีมีวาระดำรงตำแหน่งสามปี และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อ กันมิได้
ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งรองอธิการบดี โดยคำแนะนำของ อธิการบดีจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 20 ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ช่วยอธิการบดีจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตาม มาตรา 20 ในกรณีที่อธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดี และผู้ช่วย อธิการบดี พ้นจากตำแหน่งพร้อมกับอธิการบดีด้วย
มาตรา 20 อธิการบดี และรองอธิการบดี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือจากสถาบัน อุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ ด้านบริหารในมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง มาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภา มหาวิทยาลัยมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือ (2) ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่า ซึ่งต่ำกว่าปริญญาตาม (1) จากมหาวิทยาลัยหรือจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านบริหารในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันอุดมศึกษา อื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี หรือเคยดำรง ตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี ผู้ช่วยอธิการบดีนั้นต้องเป็นผู้ซึ่งได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือ เทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย หรือจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัย รับรอง และเป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย มาตรา 21 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
(2) รับปรึกษา และให้ความเห็นแก่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการศูนย์หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และผู้อำนวยการหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ในสถาบันการศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันวิจัยอื่นที่เข้าสมทบกับมหาวิทยาลัย (3) ควบคุมการเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของ มหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับและ วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (4) เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป (5) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัย (6) แต่งตั้งคณะกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อพิจารณาและ เสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของอธิการบดี (7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของมหาวิทยาลัยหรือ ตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
มาตรา 22 ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รอง อธิการบดีที่อธิการบดีมอบหมาย เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้ มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามความในวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้รักษาราชการ แทนอธิการบดี
มาตรา 23 ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีสำนักงานวิทยาเขต โดยมี รองอธิการบดีคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้น ๆ แทนอธิการบดี และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อ ช่วยกิจการตามที่รองอธิการบดีจะได้มอบหมาย
มาตรา 24 ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาเขต ประกอบด้วยรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นประธานกรรมการ คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการ ศูนย์ และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในวิทยาเขตนั้น ถ้ามี เป็น กรรมการโดยตำแหน่ง กับกรรมการที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากคณาจารย์ ประจำในวิทยาเขตนั้น มีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการโดยตำแหน่ง แต่ไม่น้อยกว่าสามคน ให้คณะกรรมการประจำวิทยาเขตแต่งตั้งบุคคลหนึ่งเป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการ กรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ การประชุมของคณะกรรมการประจำวิทยาเขต ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของมหาวิทยาลัย มาตรา 25 คณะกรรมการประจำวิทยาเขตมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) ให้คำปรึกษา แนะนำ การดำเนินกิจการต่าง ๆ ภายใน วิทยาเขตต่ออธิการบดี (2) ประสานงานระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย คณะ วิทยาลัย สถาบัน สำนักและศูนย์ หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ภายในวิทยาเขต (3) พิจารณาเสนอการออกระเบียบปฏิบัติของวิทยาเขตต่ออธิการบดี และวางระเบียบและออกข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย (4) ปฏิบัติงานอื่นตามที่อธิการบดีจะได้มอบหมาย
มาตรา 26 ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัย และจะให้มีรองคณบดีหรือผู้ช่วยคณบดี หรือมีทั้งรองคณบดี และผู้ช่วยคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อช่วยกิจการ ตามที่คณบดีจะได้มอบหมาย ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งคณบดี โดยคำแนะนำของอธิการบดี จากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 27 ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งรองคณบดี โดยคำแนะนำของคณบดี จากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 27 ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ช่วยคณบดี โดยคำแนะนำของคณบดีจาก ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 27 ให้คณบดี มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ในกรณีที่คณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดี และผู้ช่วยคณบดีพ้น จากตำแหน่งพร้อมกับคณบดีด้วย
มาตรา 27 คณบดีและรองคณบดี ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) เป็นผู้ซึ่งได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปีหรือ (2) ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือจาก สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ สภามหาวิทยาลัยมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี ผู้ช่วยคณบดีต้องเป็นผู้ซึ่งได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใด หรือเทียบเท่าจาก มหาวิทยาลัยหรือจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และเป็น ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
มาตรา 28 การจัดให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย และการจัดระบบบริหารงานในบัณฑิตวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ มหาวิทยาลัย
มาตรา 29 ในคณะหนึ่งให้มีคณบดีคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของคณะ และจะให้มีรองคณบดีหรือผู้ช่วยคณบดี หรือมีทั้ง รองคณบดีและผู้ช่วยคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อช่วยกิจการตามที่ คณบดีจะได้มอบหมาย การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และคุณสมบัติของคณบดี รองคณบดีและผู้ช่วยคณบดี ตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 26 และ มาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 30 ในคณะหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำคณะประกอบด้วย คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น เป็นกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากคณาจารย์ ประจำในมหาวิทยาลัย มีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการโดยตำแหน่ง ถ้าไม่มีการแบ่งภาควิชา หรือมีแต่ไม่ถึงสี่ภาควิชาให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง คณาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้กรรมการทั้งคณะ มีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน แต่ไม่เกินเจ็ดคน ให้คณบดีเป็นประธานกรรมการและให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง แต่งตั้งบุคคลหนึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ กรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ การประชุมของคณะกรรมการประจำคณะให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของมหาวิทยาลัย
มาตรา 31 คณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) พิจารณาหลักสูตร และรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรของคณะ เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทบวงมหาวิทยาลัย กำหนด (2) พิจารณาวางระเบียบและข้อบังคับทางการศึกษาของคณะที่ไม่ขัด ต่อระเบียบและข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งวางระเบียบและออก ข้อบังคับอื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย (3) วางแผนงานของคณะเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้ บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงและถ่ายทอดคุณค่าทางศิลปะ และวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัย (4) พิจารณาเสนอการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิเศษ ในคณะต่อมหาวิทยาลัย (5) จัดการสอบไล่ และการควบคุมมาตรฐานการศึกษาของคณะ (6) พิจารณาเสนองบประมาณประจำปีของคณะต่อมหาวิทยาลัย (7) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นแก่คณบดี (8) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณบดีมอบหมาย
มาตรา 32 ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาในคณะ ให้มีหัวหน้าภาควิชา เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชา และจะให้มีรองหัวหน้า ภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อช่วยกิจการตามที่หัวหน้าภาควิชาจะได้ มอบหมาย ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งหัวหน้าภาควิชา โดยคำแนะนำ ของคณบดีจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยซึ่งได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า สองปีในมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
หัวหน้าภาควิชามีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้ง ใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งรองหัวหน้าภาควิชา โดยคำแนะนำของ หัวหน้าภาควิชาจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามวรรคสอง ในกรณีที่หัวหน้าภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง ให้รองหัวหน้าภาควิชา พ้นจากตำแหน่งพร้อมกับหัวหน้าภาควิชาด้วย
มาตรา 33 ในวิทยาลัยหนึ่ง ให้มีผู้อำนวยการวิทยาลัยคนหนึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาลัย และจะให้มีรองผู้อำนวยการ วิทยาลัยหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือทั้งรองผู้อำนวยการวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อช่วยกิจการ ตามที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยจะได้มอบหมาย ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการวิทยาลัย โดยคำแนะนำ ของอธิการบดีจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคณบดี ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้แต่งตั้งรองผู้อำนวยการวิทยาลัย โดย คำแนะนำของผู้อำนวยการวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับรองคณบดี ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัย โดยคำแนะนำ ของผู้อำนวยการวิทยาลัยจากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้ช่วยคณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ในกรณีที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยและผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับผู้อำนวยการ วิทยาลัยด้วย
มาตรา 34 การจัดให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาลัย และการ จัดระบบบริหารงานในวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาในวิทยาลัย ให้นำมาตรา 32 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 35 นอกจากที่ได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรานี้ ถ้ามหาวิทยาลัย มีสถาบัน สำนัก และศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้นำมาตรา 33 และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่ง ดังกล่าว ถ้ามี ต้องได้รับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย หรือจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และได้ทำการสอน หรือมีประสบการณ์ด้านบริหารในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่ สภามหาวิทยาลัยรับรองมาแล้วรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี มาตรา 36 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการ ศูนย์ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และหัวหน้าภาควิชา ต้องสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลา และจะดำรงตำแหน่ง หรือรักษาราชการแทนใน ตำแหน่งดังกล่าวมากกว่าหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันเกินหกเดือนไม่ได้

หมวด 3
ตำแหน่งทางวิชาการ
_______

มาตรา 37 คณาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้
(1) ศาสตราจารย์ (2) รองศาสตราจารย์ (3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (4) อาจารย์
มาตรา 38 คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอน คณาจารย์ประจำตามมาตรา 37 ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์นั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดย คำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย มาตรา 39 อาจารย์ต้องได้รับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใด หรือเทียบเท่า จากมหาวิทยาลัยหรือจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือมีความชำนาญในสาขาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัย มาตรา 40 อาจารย์พิเศษนั้น อธิการบดีจะได้แต่งตั้งขึ้นประจำปี การศึกษาแต่ละปีตามคำแนะนำของคณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการ สถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่น แล้วแต่กรณี จากผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ ประจำในมหาวิทยาลัย อธิการบดีอาจเสนอแต่งตั้งอาจารย์พิเศษเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ หรือรองศาสตราจารย์พิเศษก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ มหาวิทยาลัย
มาตรา 41 ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ พิเศษในวิชาที่ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ คุณสมบัติของผู้ซึ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา 42 ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและมีความ ชำนาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภามหาวิทยาลัย อาจแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณได้ คุณสมบัติของผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

หมวด 4
ปริญญาและเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะ
_______

มาตรา 43 ปริญญามีสามชั้น คือ เอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด. โท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม. ตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.มาตรา 44 มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาที่มีการสอน ในมหาวิทยาลัย การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับ สาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 45 สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษา ชั้นปริญญาตรี ได้รับปริญญาเกียรตินิยมได้
มาตรา 46 สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มี ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร ได้ดังนี้ (1) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาหนึ่ง สาขาวิชาใดภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว (2) อนุปริญญา ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาหนึ่ง สาขาวิชาใดก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (3) ประกาศนียบัตร ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรเฉพาะวิชา มาตรา 47 มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ซึ่งสภา มหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าว แก่คณาจารย์ประจำหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ใน วาระนั้นไม่ได้ ชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย มาตรา 48 มหาวิทยาลัยจะได้จัดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะ เป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตร บัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรก็ได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ และเข็มวิทยฐานะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไข อย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา 49 สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด 5
บทกำหนดโทษ
_______

มาตรา 50 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยไม่มีสิทธิ ที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัย โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา 51 ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและ กรรมการสภามหาวิทยาลัยอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา คงทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการเลือกตั้งกรรมการสภา มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 52 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีอยู่ใน วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไป สำหรับอธิการบดีถ้ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบสองปี นับแต่วันที่ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ให้คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบสองปี
มาตรา 53 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้า ส่วนราชการที่เรียกชื่อย่างอื่น รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าว อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาคงดำรงตำแหน่งต่อไป สำหรับคณบดี หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ถ้ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบสี่ปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้คงดำรงตำแหน่ง ต่อไปจนครบสี่ปี มาตรา 54 การดำรงตำแหน่งของอธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 52 และมาตรา 53 รวมทั้งวาระที่ได้เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อเนื่องมาก่อนตามพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2511 ให้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งตาม วาระตามมาตรา 19 มาตรา 26 มาตรา 27 หรือมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติ นี้แล้วแต่กรณี มาตรา 55 ในคณะที่ไม่มีการแบ่งภาควิชาหรือมีแต่ไม่ถึงสี่ภาควิชา ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการประจำคณะและดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงทำหน้าที่กรรมการ ประจำคณะต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการประจำคณะขึ้นใหม่ตาม พระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ
มาตรา 56 ให้ผู้เป็นศาสตราจารย์ประจำ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติ นี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 57 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออก ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ข้อบังคับ และระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้ให้นำพระราชกฤษฎีกา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ข้อบังคับ และระเบียบที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส.โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี

_____________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นแหล่งของสถาบันอุดมศึกษา ในภาคใต้ได้เพิ่มขยายขึ้นเป็นอันมาก ทั้งในการผลิตบัณฑิตสาขาวิชาต่าง ๆ การค้นคว้า วิจัย และการบริการทางวิชาการแก่สังคม ตลอดจนภารกิจ อื่น ๆ ตามความต้องการของการพัฒนาประเทศ สมควรที่จะได้มีการปรับปรุง โครงสร้างและระบบบริหารมหาวิทยาลัยเพื่อให้การบริหารการศึกษามีความ คล่องตัวและเหมาะสมกับสภาพการณ์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

_____________________
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ โดยที่เป็นการ สมควรกำหนดให้มหาวิทยาลัยสามารถนำรายได้ของมหาวิทยาลัยไปใช้ใน กิจการของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ มหาวิทยาลัยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มา โดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของมหาวิทยาลัยโดยไม่ถือเป็น ที่ราชพัสดุเพื่อความคล่องตัวในการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยและ การจัดหาประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยหรือที่มหาวิทยาลัย ปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ [รก.2541/6ก/9/17 กุมภาพันธ์ 2541]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com