ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495
เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดวิธีบริหารราชการบางประการไว้ ในเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และสวัสดิภาพของพลเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[รก.2495/16/278/11 มีนาคม 2495]

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถานการณ์ฉุกเฉิน" หมายความว่า สถานการณ์อันอาจเป็นภัยต่อ ความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรหรืออันอาจทำให้ประเทศตกอยู่ ในภาวะคับขัน หรือภาวะการรบหรือการสงครามตามที่จะได้มีประกาศให้ทราบ

"ความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร" หมายความว่า การให้เอกราชของชาติหรือสวัสดิภาพของประชาชนอยู่ในความมั่นคงและปลอดภัย รวมตลอดถึงการที่ให้ประเทศดำรงอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

"เคหสถาน" หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งที่ดินในบริเวณไม่ว่า จะมีรั้วด้วยหรือไม่ก็ตาม ตลอดถึงเรือ แพซึ่งบุคคลเฉพาะตัวผู้เดียวหรือหลายคน ใช้เป็นที่อาศัยกินอยู่หลับนอน

"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 4 บทแห่งพระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้มีประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จะประกาศทั่วราชอาณาจักรหรือ เฉพาะในเขตท้องที่ใดก็ได้สุดแล้วแต่ความจำเป็นโดยพฤติการณ์

เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว ให้ประกาศยกเลิกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเสีย

มาตรา 5 รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศห้ามมิให้บุคคลใดออกนอก เคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาซึ่งได้ประกาศกำหนดไว้ เว้นแต่จะได้ รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ บทบัญญัติในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับแก่ทหารหรือตำรวจประจำการหรือ บุคคลประเภทซึ่งจะได้ยกเว้นไว้ในประกาศ

มาตรา 6 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ ใด ๆ ระหว่างอาทิตย์ขึ้นถึงอาทิตย์ตก เพื่อตรวจค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย ว่ามีผู้กระทำการฝ่าฝืนต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 7 บุคคลใดมีเหตุควรสงสัยว่าได้กระทำหรือพยายามจะ กระทำการใด ๆ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและคุมขังบุคคลนั้นไว้ เพื่อทำการสอบสวน ได้ไม่เกิน 7 วัน

มาตรา 8 รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือ มั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 9 รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ โฆษณาหรือพิมพ์เอกสารใด ๆ ซึ่งเห็นว่าข้อความซึ่งโฆษณาหรือจะโฆษณานั้น กระทบกระเทือนถึงความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร หรือ เป็นการก่อกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน

มาตรา 10 รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอก ราชอาณาจักร ในเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออกไปนอกราชอาณาจักร ของบุคคลนั้นจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของ ประเทศ

มาตรา 11 ถ้าบุคคลใดมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าได้คบคิดกับคน ในต่างประเทศเพื่อกระทำการใด ๆ อันจะเป็นการเสียหายแก่ประเทศ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ตรวจจดหมายหรือเอกสารติดต่อใด ๆ ของผู้นั้นได้

มาตรา 12 ในบริเวณหรือเขตท้องที่อันมีความสำคัญทางการรักษา ความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรหรือจุดยุทธศาสตร์ ให้รัฐมนตรี มีอำนาจประกาศห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้าไปหรืออยู่ในบริเวณหรือเขตท้องที่นั้น

มาตรา 13 คนต่างด้าวคนใดกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นภัยต่อ ความมั่นคงหรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ คนต่างด้าวนั้นออกไปเสียจากราชอาณาจักรได้ เมื่อรัฐมนตรีสั่งให้คนต่างด้าวคนใดออกไปจากราชอาณาจักร ให้นำ บทบัญญัติว่าด้วยการเนรเทศมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 14 รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศห้ามมิให้คนต่างด้าว ประกอบการใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงหรือความปลอดภัย แห่งราชอาณาจักร หรือสวัสดิภาพของประชาชนได้

มาตรา 15 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศของรัฐมนตรีตามความในมาตรา 5 มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 16 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศของรัฐมนตรีออกตามความใน มาตรา 8 หรือมาตรา 9 มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 17 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐมนตรีตามความในมาตรา 10 มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 18 คนต่างด้าวผู้ใดฝ่าฝืนประกาศของรัฐมนตรีตามความใน มาตรา 12 หรือมาตรา 14 ให้เนรเทศออกไปเสียนอกราชอาณาจักร

มาตรา 19 ผู้ใดสะสมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดไว้ โดยผิดกฎหมาย ให้ลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้นเป็นทวีคูณ ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้เป็นคนต่างด้าว เมื่อพ้นโทษแล้วให้ เนรเทศออกไปเสียนอกราชอาณาจักร

มาตรา 20 บรรดาประกาศที่ออกโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 21 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกประกาศ คำสั่ง และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย