Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
พ.ศ. 2528

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528
เป็นปีที่ 40 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรีและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ. 2528" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2529/26/1พ/19 กุมภาพันธ์ 2529] มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 (2) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 306 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 (3) พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2517 (4) พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วใน พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราช บัญญัตินี้แทน มาตรา 4 ให้วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตธนบุรี และวิทยาเขตพระนครเหนือ ในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งจัดตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 เป็นสถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตามพระราชบัญญัตินี้ตามลำดับ

มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบัน" หมายความว่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้วแต่กรณี "สภาสถาบัน" หมายความว่า สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ สภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้วแต่กรณี มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อปฏิบัติ การตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
สถาบัน
_____

ส่วนที่ 1
บททั่วไป
_____

มาตรา 7 ให้สถาบันเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การ ศึกษา วิจัย ส่งเสริม และให้บริการ ทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม รวมทั้งทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
ให้สถาบันเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในทบวงมหาวิทยาลัย มาตรา 8 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการดังนี้ (1) สำนักงานอธิการบดี (2) คณะ (3) บัณฑิตวิทยาลัย (4) วิทยาลัย (5) สำนัก สถาบันอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 เป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้ มาตรา 9 สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกอง หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง คณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี ภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง บัณฑิตวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี กอง หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง วิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง
สำนัก และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะอาจ แบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง สำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชา ศูนย์ กอง และ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าแผนก มาตรา 10 การจัดตั้ง การรวม และการยุบคณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย สำนัก และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การแบ่งส่วนราชการตามมาตรา 9 ให้ทำเป็นประกาศทบวง มหาวิทยาลัย มาตรา 11 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 สถาบันอาจรับสถาบัน การศึกษาหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในสถาบันได้ และมีอำนาจ ให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จ การศึกษาจากสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงที่เข้าสมทบได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาหรือ สถาบันวิชาการชั้นสูง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การควบคุมสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงที่รับเข้าสมทบ ในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 12 นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบัน อาจมีรายได้ดังนี้ (1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของสถาบัน (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้แก่สถาบัน รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา 13 บรรดาทรัพย์สินของสถาบัน จะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ และตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทรัพย์สินที่มีผู้ให้แก่สถาบัน จะต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนด ไว้และตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน

ส่วนที่ 2
สภาสถาบันและสภาคณาจารย์สถาบัน
_______

มาตรา 14 ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) นายกสภาสถาบัน (2) อุปนายกสภาสถาบันหนึ่งคน (3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดี และ ประธานสภาคณาจารย์สถาบัน (4) กรรมการสภาสถาบันโดยการเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรอง
อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ มีจำนวนไม่น้อยกว่าสองคน แต่ไม่เกินสี่คน (5) กรรมการสภาสถาบันโดยการเลือกจากคณาจารย์ประจำและ นักศึกษาเก่าของสถาบันมีจำนวนประเภทละอย่างน้อยหนึ่งคน แต่รวมกันไม่เกิน สี่คน (6) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน แต่ไม่เกินห้าคน มาตรา 15 สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไป ของสถาบันและโดยเฉพาะมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) วางข้อบังคับว่าด้วยการประชุมของสภาสถาบัน สภาคณาจารย์ สถาบัน คณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย คณะกรรมการประจำวิทยาลัย คณะกรรมการประจำสำนัก และคณะกรรมการ ประจำส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (2) วางนโยบายของสถาบันเกี่ยวกับการให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริม และให้บริการ ทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และครุศาสตร์อุตสาหกรรม รวมทั้งการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ (3) วางระเบียบ และข้อบังคับของสถาบัน (4) พิจารณาเสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบคณะ บัณฑิต วิทยาลัย วิทยาลัย สำนักและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า คณะ รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการตามมาตรา 9 ต่อทบวงมหาวิทยาลัย
(5) อนุมัติการรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบัน การศึกษาและสถาบันวิชาการชั้นสูง (6) พิจารณาเสนอหลักสูตรการศึกษาของสถาบันต่อทบวงมหาวิทยาลัย (7) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และ ประกาศนียบัตร (8) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนอธิการบดี (9) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าคณะ รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าภาควิชา (10) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ (11) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ (12) วางระเบียบและข้อบังคับ เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของ สถาบัน (13) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากเงินรายได้ของสถาบัน
(14) แต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 38 ให้รักษาราชการแทน อธิการบดีในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลงตามมาตรา 21 (15) พิจารณาและให้ความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของสถาบัน ตามที่อธิการบดีเสนอ (16) แต่งตั้งคณะกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อพิจารณาและ เสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด อันอยู่ ในอำนาจและหน้าที่ของสภาสถาบัน (17) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสภาสถาบัน มาตรา 16 ให้มีสภาคณาจารย์สถาบันประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคณาจารย์ประจำของสถาบันเลือกตั้งขึ้นจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน และให้สมาชิกเลือกประธาน รองประธาน เลขาธิการ และตำแหน่งอื่นจาก สมาชิกตามแต่จะเห็นสมควร จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการเลือกตั้ง และวาระของสมาชิก ตลอดจนวาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการดำเนินงานของ สภาคณาจารย์สถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 17 สภาคณาจารย์สถาบันมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและ ข้อเสนอแนะต่ออธิการบดี และหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันหรืออธิการบดีมอบหมาย

ส่วนที่ 3
อธิการบดี
_______

มาตรา 18 ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบ การบริหารงานของสถาบัน และอาจมีรองอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีตามที่อธิการบดีมอบหมาย มาตรา 19 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบ และข้อบังคับของสถาบัน (2) รับปรึกษาและให้ความเห็นแก่รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และ ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิชาการ ชั้นสูงที่เข้าสมทบ (3) ควบคุมบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ของสถาบัน ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ และข้อบังคับ ของสถาบัน (4) รักษาระเบียบวินัยและส่งเสริมกิจการนักศึกษา (5) เป็นผู้แทนของสถาบัน (6) จัดทำและเสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง ๆ ของสถาบันต่อสภาสถาบัน (7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันมอบหมาย

มาตรา 20 เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดี เป็นอธิบดีและรองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น มาตรา 21 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือมีแต่ไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดี หลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากอธิการบดีไว้ ล่วงหน้าเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้สภาสถาบัน แต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรง ตำแหน่งรองอธิการบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภาสถาบันแต่งตั้ง ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 38 คนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน

ส่วนที่ 4
คณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย สำนัก
และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
_______

มาตรา 22 ในคณะ ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบ การบริหารงานของคณะ และอาจมีรองคณบดีคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อปฏิบัติราชการ แทนคณบดีตามที่คณบดีมอบหมาย มาตรา 23 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ ราชการได้ ให้รองคณบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองคณบดีหลายคน ให้รองคณบดีซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากคณบดีไว้ล่วงหน้าเป็นผู้รักษา
ราชการแทน ถ้าคณบดีมิได้มอบหมาย ให้อธิการบดีแต่งตั้งรองคณบดีคนหนึ่งเป็น ผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองคณบดีหรือมีแต่ไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้อธิการบดีแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 40 คนหนึ่ง เป็นผู้รักษาราชการแทน

มาตรา 24 ในคณะหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วย (1) คณบดี เป็นประธานกรรมการ (2) รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าศูนย์ และหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือศูนย์ถ้ามี เป็นกรรมการ โดยตำแหน่ง (3) ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาตั้งแต่สี่ภาควิชาขึ้นไป ให้มีกรรมการ ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำในคณะนั้น มีจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ ตาม (2) หากจำนวนที่คำนวณได้มีเศษให้ปัดเศษทิ้ง ในกรณีที่ไม่มีการแบ่งภาควิชาหรือมีแต่ไม่ถึงสี่ภาควิชาตาม (3) ให้มี กรรมการซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำในคณะนั้น มีจำนวนตามที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับของสถาบัน กรรมการตาม (3) จะมาจากคณาจารย์ประจำในภาควิชาเดียวกัน เกินหนึ่งคนไม่ได้ ให้คณะกรรมการประจำคณะแต่งตั้งหรือถอดถอนเลขานุการ คณะกรรมการประจำคณะ

มาตรา 25 คณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) วางนโยบายและแผนงานของคณะให้สอดคล้องกับนโยบายของ สถาบัน (2) วางระเบียบ และข้อบังคับของคณะ (3) พิจารณาเสนอหลักสูตรการศึกษาของคณะต่อสภาสถาบัน (4) จัดการและควบคุมการวัดผลและประเมินผลการศึกษาของคณะ (5) ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่คณบดี (6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณบดีมอบหมาย มาตรา 26 ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบการบริหารงานของบัณฑิตวิทยาลัย และอาจมีรองคณบดีคนหนึ่งหรือ หลายคนเพื่อปฏิบัติราชการแทนคณบดีตามที่คณบดีมอบหมาย และให้นำมาตรา 23 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 27 ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ประกอบด้วย (1) อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ (2) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เป็นรองประธานกรรมการ (3) คณบดี ผู้อำนวยการ และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เป็นกรรมการ
ผู้ซึ่งจะเป็นกรรมการตาม (3) ได้นั้นต้องเป็นหัวหน้าของส่วนราชการ ที่ดำเนินการบัณฑิตศึกษา ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยแต่งตั้งรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คนหนึ่งเป็นเลขานุการ หรือในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองคณบดี ให้ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา 40 คนหนึ่งเป็นเลขานุการ มาตรา 28 คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) วางนโยบายและแผนงานของบัณฑิตวิทยาลัยให้สอดคล้องกับ นโยบายของสถาบัน (2) วางระเบียบ และข้อบังคับของบัณฑิตวิทยาลัย (3) ประสานงานกับส่วนราชการของสถาบันที่ดำเนินการบัณฑิตศึกษา (4) พิจารณาเสนอหลักสูตรการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัยต่อสภาสถาบัน (5) ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ประธานกรรมการมอบหมาย
การดำเนินงานของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ให้กำหนด เป็นข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 29 ในวิทยาลัย สำนัก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่ง เป็น ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาลัย สำนัก หรือส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และอาจมีรองผู้อำนวยการหรือรอง หัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการตามที่ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนราชการมอบหมาย และให้นำมาตรา 23 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 30 การจัดให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาลัย คณะกรรมการ ประจำสำนัก หรือคณะกรรมการประจำส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ ตลอดจนการดำเนินงานของ คณะกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 31 ในภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง ให้มีหัวหน้าภาควิชา หัวหน้าศูนย์ หัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบการบริหารงานของภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนราชการนั้น

หมวด 2
ตำแหน่งกรรมการและตำแหน่งบริหาร
_______

มาตรา 32 คุณสมบัติและวิธีสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกสภา สถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ สถาบัน มาตรา 33 นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒินั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง ก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก หรือขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของ สถาบันตามมาตรา 32 มาตรา 34 ให้สภาสถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ คนหนึ่งเป็นอุปนายกสภาสถาบัน มาตรา 35 วิธีเลือกกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 14 (4) และ (5) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 36 กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 14 (4) และ (5) มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ กรรมการสภาสถาบันตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก หรือขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้น มาตรา 37 ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็น เลขานุการสภาสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดี มีวาระการดำรงตำแหน่ง

สองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน เลขานุการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก พ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดี เมื่อสภาสถาบันให้ออกตามคำแนะนำของ อธิการบดี หรือเมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง มาตรา 38 อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อย่างใด ดังนี้ (1) ได้ปริญญาเอกจากสถาบัน หรือได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจาก สถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการสภาสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี (2) ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบัน หรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และได้สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าหกปีใน สถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการสภาสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี (3) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของสถาบัน รองอธิการบดีของสถาบันใดต้องมาจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน นั้นด้วย
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ สถาบันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สถาบันหนึ่งสถาบันใดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 ด้วย มาตรา 39 อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง โดยคำแนะนำของสภาสถาบัน มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี และจะได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 38 หรือเมื่อสภาสถาบันถอดถอน มาตรา 40 คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการ และรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าภาควิชาของสถาบันใดต้องมาจากคณาจารย์ประจำของสถาบันนั้น และต้องมีคุณสมบัติดังนี้ด้วย (1) ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง และ (2) เป็นผู้ซึ่งมาจากคณาจารย์ประจำของสถาบันที่สภาสถาบันของ สถาบันนั้นเห็นว่ามีอาวุโสทางวิชาการ หรือเป็นผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการสภาสถาบันมาแล้ว
ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 38 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตาม (1) และ (2) โดยอนุโลม มาตรา 41 ให้สภาสถาบันแต่งตั้ง (1) รองอธิการบดีโดยคำแนะนำของอธิการบดี (2) คณบดี ผู้อำนวยการ และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (3) รองคณบดี รองผู้อำนวยการ และรองหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ โดยคำแนะนำของคณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี (4) หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าภาควิชา การได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งตาม (2) และ (4) ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของสถาบัน ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งตาม (2) และ (4) มีวาระการดำรงตำแหน่ง สี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน มาตรา 42 คณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่ เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 40 หรือเมื่อสภาสถาบันถอดถอน
มาตรา 43 รองอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการ และ รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ พ้นจาก ตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 38 หรือมาตรา 40 แล้วแต่กรณี (4) เมื่อสภาสถาบันถอดถอนโดยคำแนะนำของอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี (5) เมื่ออธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี พ้นจากตำแหน่ง มาตรา 44 วิธีเลือกกรรมการประจำคณะตามมาตรา 24 (3) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 45 กรรมการประจำคณะตามมาตรา 24 (3) มีวาระ การดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ มาตรา 46 กรรมการประจำคณะ กรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย กรรมการประจำวิทยาลัย กรรมการประจำสำนัก หรือกรรมการประจำ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตลอดจนเลขานุการ ของคณะกรรมการดังกล่าว พ้นจากตำแหน่ง เมื่อตาย ลาออก หรือขาด คุณสมบัติตามที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้น
มาตรา 47 ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ พ้นจากตำแหน่ง ก่อนวาระ ให้ดำเนินการเลือกหรือแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนโดยไม่ชักช้า เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่น้อยกว่าสามเดือน จะไม่ดำเนินการเลือกหรือแต่งตั้ง ก็ได้ (1) นายกสภาสถาบัน อุปนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน ตามมาตรา 14 (4) (5) และ (6) และเลขานุการสภาสถาบัน (2) กรรมการประจำคณะตามมาตรา 24 (3) ให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกหรือได้รับแต่งตั้งดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งเท่ากับ วาระที่ยังเหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง พ้นจากตำแหน่งเมื่อครบวาระ ให้คงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกหรือแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขึ้นใหม่ มาตรา 48 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่ เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า หนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ในกรณีรักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่ง ผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่ง ดังกล่าวอีกตำแหน่งหนึ่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
มาตรา 49 เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในคณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย สำนัก ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ภาควิชา ศูนย์ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ หรือการปฏิบัติราชการที่ อธิการบดีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือ มติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติ ของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น มิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น อธิการบดีจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าศูนย์ หัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าภาควิชา ศูนย์ หรือกอง ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีเฉพาะในราชการ ของส่วนราชการนั้น ๆ ก็ได้ ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนตามวรรคหนึ่งมีอำนาจและหน้าที่ตามที่อธิการบดี กำหนด มาตรา 50 ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนตาม มาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 26 มาตรา 29 และมาตรา 48 มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนหรือผู้ซึ่งมอบหมาย หรือมอบอำนาจ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจและหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจ และหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทนหรือ ปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี

หมวด 3
ตำแหน่งทางวิชาการ
_______

มาตรา 51 คณาจารย์ประจำของสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้ (1) ศาสตราจารย์ (2) รองศาสตราจารย์ (3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (4) อาจารย์ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้ง การเข้าดำรงตำแหน่ง และ การพ้นจากตำแหน่งของคณาจารย์ประจำของสถาบันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เว้นแต่คุณสมบัติ ของอาจารย์ให้เป็นไปตามมาตรา 55 ศาสตราจารย์นั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดย คำแนะนำของสภาสถาบัน มาตรา 52 ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความชำนาญ พิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภาสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็น

ศาสตราจารย์เกียรติคุณในวิชาที่ศาสตราจารย์นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็น เกียรติได้

มาตรา 53 ศาสตราจารย์พิเศษนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยของสถาบันโดย คำแนะนำของสภาสถาบัน คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็น ไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 54 อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมิได้มาจากคณาจารย์ประจำ ของสถาบัน เป็นรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และ อาจารย์พิเศษได้ตามคำแนะนำของคณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 55 อาจารย์ต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ (1) ได้ปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือจากสถาบัน อุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบันรับรอง (2) เป็นผู้ซึ่งสภาสถาบันเห็นว่า มีความรู้ความชำนาญในสาขาวิชา ที่มีการสอนในสถาบันนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 38 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตาม (1) โดยอนุโลม

หมวด 4
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
_______

มาตรา 56 ปริญญามีสามชั้น คือ เอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด. โท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม. ตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ. มาตรา 57 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนใน สถาบัน สาขาวิชาใดจะมีปริญญาชั้นใด และจะให้ใช้อักษรย่อสำหรับสาขา วิชานั้นอย่างไร ให้เป็นไปตามที่สภาสถาบันกำหนด และให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา มาตรา 58 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้น ปริญญาตรี ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ สองได้ มาตรา 59 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตร บัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรสำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้ (1) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา วิชาหนึ่งสาขาวิชาใด ภายหลังที่ได้รับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดแล้ว

(2) อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรในสาขาวิชาหนึ่งสาขาวิชาใดก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (3) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา มาตรา 60 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภา สถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ ชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็น ไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 61 สภาสถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะ เป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบันและ กรรมการสภาสถาบัน หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันก็ได้ ลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่สภาสถาบันกำหนด และให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ใน โอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา 62 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด 5
บทกำหนดโทษ
_______

มาตรา 63 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบัน โดยไม่มีสิทธิ ที่จะใช้หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือตำแหน่งในสภาสถาบัน โดยตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิจะใช้หรือมีวิทยฐานะ หรือตำแหน่ง เช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล
________

มาตรา 64 ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าตามพระราชบัญญัติสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการของวิทยาเขต เจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตธนบุรีและวิทยาเขตพระนครเหนือ ไปเป็นของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตาม พระราชบัญญัตินี้ตามลำดับ มาตรา 65 กิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงิน งบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตามพระราชบัญญัติสถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 ที่เหลือจากการโอนไปตามมาตรา 64 แล้ว ให้ทบวงมหาวิทยาลัยโอนไปเป็นของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโน โลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือส่วนราชการอื่นใน ทบวงมหาวิทยาลัย ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นสมควร

มาตรา 66 ให้รองอธิการบดีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการ บริหารงานของวิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตธนบุรี และวิทยาเขต พระนครเหนือ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา รักษาการ ในตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี จนกว่าจะมีการ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีขึ้นใหม่ตามมาตรา 39 ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 67 ในระยะเริ่มแรก ให้สภาสถาบันประกอบด้วย (1) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 อยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นนายกสภาสถาบัน (2) ผู้รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีหรืออธิการบดีของสถาบันใดเป็น กรรมการสภาสถาบันของสถาบันนั้นโดยตำแหน่ง

(3) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นกรรมการสภาสถาบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกิน หนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 68 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สภาสถาบันตามมาตรา 67 แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยของ สถาบันคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาสถาบัน ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้ง เลขานุการสภาสถาบันตามมาตรา 37 มาตรา 69 ในกรณีที่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งตามมาตรา 66 หรือมาตรา 67 ตายหรือลาออก ก่อนที่จะได้มีอธิการบดี หรือสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ซึ่งเห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทน และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากำหนดเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่ง ตนแทน มาตรา 70 ให้คณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำ วิทยาลัย และคณะกรรมการประจำสำนักของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 ซึ่งมีอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มี คณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำวิทยาลัย และคณะกรรมการ ประจำสำนัก ตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณี ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 71 ให้คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตามพระราชบัญญัติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่า จะได้มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และ หัวหน้าภาควิชา ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 72 การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชา ให้นับวาระการดำรง ตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้เป็นวาระแรก มาตรา 73 ผู้ใดดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชา เกินหนึ่งตำแหน่งในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นเลือกดำรงตำแหน่งได้ เพียงตำแหน่งเดียว ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 74 ผู้ใดเป็นศาสตราจารย์ประจำ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ ประจำ หรืออาจารย์พิเศษ ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ตามพระราช บัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้นั้นมีฐานะเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์
พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ หรืออาจารย์พิเศษ ต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 75 ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา ประกาศทบวง มหาวิทยาลัย ระเบียบ และข้อบังคับ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศทบวง มหาวิทยาลัย ระเบียบ และข้อบังคับ ที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษามาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี

_____________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า พ.ศ. 2514 ด้วยการรวมวิทยาลัยเทคนิคพระนครเหนือ วิทยาลัย โทรคมนาคม และวิทยาลัยเทคนิคธนบุรี ซึ่งสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เข้าด้วยกัน และต่อมาได้มีการแบ่งการบริหารงานออก เป็น 3 วิทยาเขตนั้น ได้เจริญเติบโตและขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วและ กว้างขวาง บัณฑิตที่ผลิตออกไปเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการอุตสาหกรรม และ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ แต่ในขณะนี้สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานอันเกิดจากโครงสร้าง และระบบการบริหารงาน สมควรที่จะได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและระบบ การบริหารงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการแยกสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าออกเป็นสถาบันอิสระ 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com