Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2538
เป็นปีที่ 50 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันราชภัฏขึ้นแทนวิทยาลัยครู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2538/4ก/1/24 มกราคม 2538] มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 (2) พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 มาตรา 4 ให้วิทยาลัยครูที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 เป็นสถาบันราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบัน" หมายความว่า สถาบันราชภัฏแต่ละแห่ง "คณะกรรมการสภาสถาบัน" หมายความว่า คณะกรรมการสภา สถาบันราชภัฏ "สภาประจำสถาบัน" หมายความว่า สภาประจำสถาบันราชภัฏ แต่ละแห่ง "สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ "เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเพื่อปฏิบัติ การตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
บททั่วไป
________

มาตรา 7 ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนา ท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู ให้สถาบันเป็นส่วนราชการในสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ให้สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมใน กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 8 การจัดตั้งสถาบัน การรวมสถาบัน การยุบเลิกสถาบัน การเปลี่ยนชื่อต่อท้ายสถาบัน และการยกฐานะสถานศึกษาในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการขึ้นเป็นสถาบันต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาสถาบัน และให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตรา 9 ถ้ามีกิจการใดอันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสถาบันตั้งแต่ สองสถาบันขึ้นไปที่จะร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการและการ พัฒนาการศึกษาของสถาบันให้จัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นกลุ่มสถาบันเพื่อดำเนิน กิจการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภา สถาบัน การจัดตั้งและการยุบเลิกกลุ่มสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน การเลือกประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน วาระของ ประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน และระเบียบการดำเนินกิจการ ของกลุ่มสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 10 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้ (1) สำนักงานอธิการบดี (2) บัณฑิตวิทยาลัย (3) คณะ (4) สำนักวิจัย (5) หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ส่วนราชการตามวรรคหนึ่งมีฐานะเทียบเท่ากอง สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งเป็นฝ่ายหรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย บัณฑิตวิทยาลัยและคณะอาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการหรือภาควิชา สำนักวิจัยและหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าฝ่าย มาตรา 11 การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก สำนักงาน อธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตลอดจนการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าว ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 12 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 สถาบันจะรับสถาบัน อุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบัน สมทบนั้นได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหรือ สถาบันวิจัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และให้ทำ เป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ การควบคุมสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 13 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่ สำนักงานตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบัน ทั้งนี้ โดยแยกเป็น พิเศษจากงบประมาณ เพื่อการอื่นของสำนักงาน นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สำนักงานอาจมี รายได้และทรัพย์สิน ดังนี้ (1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่สถาบันแต่ละแห่ง ได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน (2) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่สำนักงาน ปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
(3) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงานหรือสถาบันเพื่อใช้ ในการดำเนินกิจการของสถาบัน (4) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นที่ให้แก่สำนักงานหรือสถาบัน เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน (5) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และ จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของ สถาบันทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน รายได้ที่สำนักงานได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบันแต่ละแห่ง ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา 14 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยมีผู้ยก ให้แก่สำนักงานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มา โดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงานเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน มาตรา 15 บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สำนักงานได้มาเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด หรือได้มาเนื่องจากการ ดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด สำนักงานจะต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์ ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งนั้น การจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายในขอบ วัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา 7 และเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 16 การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรร ตามมาตรา 15 ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบันและ เงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้

หมวด 2
การดำเนินกิจการ
__________

มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) ประธานกรรมการสภาสถาบัน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย
(2) รองประธานกรรมการสภาสถาบัน ได้แก่ ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ (3) กรรมการสภาสถาบันแปดคน ซึ่งเลือกจากอธิการบดีของสถาบัน (4) กรรมการสภาสถาบันแปดคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของ สถาบัน (5) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิสิบหกคน ซึ่งจะได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของ ประธานกรรมการสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (3) และ (4) ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้สำนักงาน ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการสภาสถาบัน รับผิดชอบงาน ธุรการ งานประชุม การศึกษาหาข้อมูลและกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของ คณะกรรมการสภาสถาบัน หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของกรรมการสภาสถาบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการ สภาสถาบันตาม (3) และ (4) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการ สภาสถาบัน มาตรา 18 กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 17 (5) มีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่ อีกได้ กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 17 (3) และ (4) มีวาระอยู่ใน ตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน สองวาระติดต่อกันมิได้ มาตรา 19 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 18 กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น ๆ ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ใน ตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือยังมิได้ เลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้กรรมการสภาสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการ สภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่แล้ว
ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกิน เก้าสิบวัน คณะกรรมการสภาสถาบันจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ มาตรา 20 คณะกรรมการสภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การปรับปรุง การถ่ายทอดและ พัฒนาเทคโนโลยี การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การผลิตครู และการส่งเสริม วิทยฐานะของครู (2) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนิน กิจการของสถาบันและอาจมอบให้สถาบันแต่ละแห่งเป็นผู้วางระเบียบและออก ข้อบังคับสำหรับสถาบันนั้น ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไปได้ (3) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการ ของสถาบันตามมาตรา 11 รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการ ดังกล่าว (4) อนุมัติการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบ ในสถาบันหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าว (5) พิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดตั้งสถาบัน การรวมสถาบัน การยกเลิกสถาบัน การเปลี่ยนชื่อสถาบัน การยกฐานะสถานศึกษาในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการขึ้นเป็นสถาบันและการรวมกลุ่มสถาบัน (6) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน (7) กำกับมาตรฐานการศึกษาและการเปิดสอนของสถาบัน และ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสถาบัน (8) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เกี่ยวกับ การแต่งตั้งการถอดถอนและการพ้นจากตำแหน่งของนายกสภาประจำสถาบัน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ (9) แต่งตั้งประธานสภาวิชาการ รองอธิการบดี ผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจาก ตำแหน่ง
(10) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณแผ่นดินของสถาบัน วางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ของสถาบัน (11) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกหัดครู และ ปัญหาทางการศึกษาอื่น ๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการหารือ (12) พิจารณากำหนดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะกรรมการ สภาสถาบันและเห็นชอบการกำหนดเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบัน (13) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการสภา สถาบัน (14) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการเพื่อพัฒนาความ ก้าวหน้าของสถาบัน ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจร่วมกันของสถาบัน (15) มีอำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็น อำนาจและหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ มาตรา 21 การประชุมของคณะกรรมการสภาสถาบัน ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 22 ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย (1) ประธานสภาวิชาการ ซึ่งคณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้ง (2) กรรมการสภาวิชาการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนทบวง มหาวิทยาลัยหนึ่งคน และเลขาธิการ (3) กรรมการสภาวิชาการแปดคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ ของสถาบัน (4) กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิสิบคน ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคล ภายนอกโดยคำแนะนำของประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการ ตาม (2) และ (3) หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน สภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการ สภาวิชาการตาม (3) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน ให้ประธานสภาวิชาการแต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ สภาวิชาการโดยคำแนะนำของเลขาธิการ
มาตรา 23 ประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 22 (3) มีวาระอยู่ในตำแหน่ง สองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้ มาตรา 24 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 23 ประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 22 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานสภาวิชาการหรือกรรมการ สภาวิชาการในประเภทนั้น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) หรือ (4) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้มีการแต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับ เลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการตาม มาตรา 22 (3) และ (4) พ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือ เลือกผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นใหม่ ให้ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งประธานสภาวิชาการ หรือกรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 22 (4) หรือได้มีการเลือกกรรมการ สภาวิชาการตามมาตรา 22 (3) ขึ้นใหม่แล้ว ในกรณีที่กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 22 (3) หรือ (4) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน คณะกรรมการสภาสถาบันจะไม่ ดำเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาวิชาการขึ้นแทนตำแหน่ง ที่ว่างก็ได้ มาตรา 25 สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) เสนอความเห็นและให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการสภาสถาบัน ในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการของสถาบัน (2) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเปิด การรวม การยกเลิก สาขาวิชาของสถาบัน รวมทั้งการเปิดสอนในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีต่อ คณะกรรมการสภาสถาบัน (3) เสนอวิธีการอันจะทำให้การศึกษา การวิจัย การให้บริการ ทางวิชาการแก่สังคม การปรับปรุง การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี การ ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การผลิตครู และการส่งเสริมวิทยฐานะครูเจริญ ยิ่งขึ้น
(4) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาวิชาการ มาตรา 26 การประชุมของสภาวิชาการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 27 ในสถาบันแต่ละแห่งให้มีสภาประจำสถาบัน ประกอบ ด้วย (1) นายกสภาประจำสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง (2) อุปนายกสภาประจำสถาบัน ได้แก่ อธิการบดี (3) กรรมการสภาประจำสถาบันสามคม ซึ่งเลือกจากผู้ดำรง ตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (4) กรรมการสภาประจำสถาบันสี่คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ ในสถาบัน (5) กรรมการสภาประจำสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งแต่งตั้งจาก บุคคลภายนอกโดยคำแนะนำของนายกสภาประจำสถาบัน อุปนายกสภาประจำ สถาบัน และกรรมการสภาประจำสถาบันตาม (3) และ (4) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภา ประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือก กรรมการสภาประจำสถาบันตาม (3) และ (4) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 28 นายกสภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำ สถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งสองปี และจะทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรืออาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ กรรมการสภาประจำสถาบันตามมาตรา 27 (3) และ (4) มีวาระ อยู่ในตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน สองวาระติดต่อกันมิได้ มาตรา 29 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 28 นายกสภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำสถาบันตามมาตรา 27 (3) (4) และ (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการ สภาประจำสถาบันในประเภทนั้น ๆ
ในกรณีที่นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบัน ตามมาตรา 27 (3) (4) หรือ (5) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกหรือได้มีการแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือ ผู้ซึ่งได้รับเลือก หรือผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระ ที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบัน ตามมาตรา 27 (3) (4) หรือ (5) พ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรือเลือก หรือแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง ขึ้นใหม่ ให้นายกสภาประจำสถาบันหรือกรรมการสภาประจำสถาบันซึ่งพ้นจาก ตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายกสภาประจำสถาบัน หรือได้มีการแต่งตั้งกรรมการสภาประจำสถาบัน ตามมาตรา 27 (5) หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาประจำสถาบันตาม มาตรา 27 (3) และ (4) ขึ้นใหม่แล้ว ในกรณีที่กรรมการสภาประจำสถาบันตามมาตรา 27 (3) (4) หรือ (5) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภาประจำสถาบัน จะไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกหรือให้มีการแต่งตั้งกรรมการสภาประจำ สถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ มาตรา 30 สภาประจำสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) กำกับดูแลให้สถาบันปฏิบัติตามนโยบายและแผนพัฒนาสถาบัน ตามที่คณะกรรมการสภาสถาบันกำหนด (2) วางระเบียบและออกข้อบังคับของสถาบัน ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อ ระเบียบและข้อบังคับของคระกรรมการสภาสถาบัน รวมทั้งวางระเบียบและ ออกข้อบังคับอื่นตามที่คณะกรรมการสภาสถาบันมอบหมาย (3) เสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการของ สถาบันตามมาตรา 11 รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าว ต่อคณะกรรมการสภาสถาบัน (4) พิจารณาเสนอการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้า สมทบในสถาบันหรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าวต่อคณะกรรมการ สภาสถาบัน (5) อนุมัติหลักสูตรการศึกษาและการเปิดสอนของสถาบันให้ สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการสภาสถาบันกำหนด (6) พัฒนางานด้านวิชาการและควบคุมมาตรฐานการศึกษาของ สถาบัน (7) อนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และ ประกาศนียบัตร
(8) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย และรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง (9) สรรหาบุคคลเสนอต่อคณะกรรมการสภาสถาบันให้ดำเนินการ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภาประจำสถาบันและ อธิการบดี (10) เสนอการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ พิเศษ ศาตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วย ศาสตราจารย์พิเศษต่อคณะกรรมการสภาสถาบัน (11) พิจารณางบประมาณประจำปีที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาสถาบัน (12) อนุมัติงบประมาณประจำปีจากรายได้ของสถาบันนอกจากที่ กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน (13) พิจารณารายงานการรับจ่ายเงินในรอบปีและรายงานการ ดำเนินกิจการของสถาบัน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสภาสถาบันทราบ (14) ให้คำปรึกษาและให้ความเห็นในกิจการของสถาบัน (15) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาประจำสถาบัน มาตรา 31 การประชุมของสภาประจำสถาบัน ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 32 ในสถาบันแต่ละแห่ง ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับ บัญชาและรับผิดชอบงานทั้งปวงของสถาบัน และจะให้มีรองอธิการบดีหรือ ผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี คนหนึ่งหรือ หลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ มาตรา 33 ให้อธิการบดีปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการของสถาบัน และอธิการบดีจะมอบหมายให้รอง อธิการบดีปฏิบัติราชการแทนก็ได้ มาตรา 34 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้อธิการบดีเป็น ผู้แทนสำนักงานในกิจการของสถาบัน ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 35 อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสภาสถาบัน จากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 36
อธิการบดีมีวาระอยู่ในตำแหน่งสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ รองอธิการบดี ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของ อธิการบดีจากบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 36 ผู้ช่วยอธิการบดี ให้อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งจากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 37 เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี พ้นจากตำแหน่งด้วย มาตรา 36 อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (1) ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษา อื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบัน รับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปีหรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ ในคณะกรรมการสภาสถาบันหรือในสภาประจำสถาบันหรือสภาสถาบันอุดมศึกษา อื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือ (2) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมี ประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการ สภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปีหรือเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการในคณะกรรมการสภาสถาบันหรือในสภาประจำสถาบันหรือในสภา สถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี มาตรา 37 ผู้ช่วยอธิการบดีต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือ เทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบัน รับรอง มาตรา 38 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ของคณะกรรมการสภาสถาบัน และของ สถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน (2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และข้อบังคับของสถาบัน (3) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
(4) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน เพื่อเสนอต่อสภาประจำสถาบัน (5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตามที่ สภาประจำสถาบันมอบหมาย มาตรา 39 ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการ ได้ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดี มิได้มอบหมายให้รองอธิการบดีซึ่งมีผู้อาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทน อธิการบดีตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกสภาประจำ สถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาประจำสถาบันคนใดคนหนึ่งตามมาตรา 27 (3) เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีและรายงานให้คณะกรรมการสภาสถาบัน ทราบ มาตรา 40 ในสำนักงานอธิการบดี ให้มีผู้อำนวยการสำนักงาน อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนักงานอธิการบดี ในคณะหรือบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบ งานของคณะหรือบัณฑิตวิทยาลัย ในสำนักวิจัย ให้มีผู้อำนวยการสำนักวิจัยเป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของสำนักวิจัย ในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของหน่วยงานนั้น ในสำนักงานอธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย และ หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะให้มีรองผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือรองหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี คนหนึ่งหรือ หลายคนเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้ มาตรา 41 สถาบันที่ได้มีการแบ่งส่วนราชการในสำนักงาน อธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้าส่วนราชการนั้น ๆ เป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น และจะให้มีรองหัวหน้าส่วนราชการนั้น ๆ คนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าส่วนราชการนั้นมอบหมาย ก็ได้ ทั้งนี้ ให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสภาประจำสถาบัน
มาตรา 42 คณบดีนั้น ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดย คำแนะนำของสภาประจำสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 43 คณบดีมีวาระอยู่ในตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ รองคณบดีนั้น ให้สภาประจำสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดี จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 43 เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย มาตรา 43 คณบดีและรองคณบดีต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบัน รับรอง และได้ทำการสอน หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าสามปี มาตรา 44 คุณสมบัติของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักวิจัย และ หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 45 ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก วิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะนั้น ให้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาประจำสถาบัน จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 44 ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีวาระอยู่ใน ตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกิน สองวาระติดต่อกันมิได้ รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ สภาประจำสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 44 เมื่อผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย หรือ รองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ พ้นจาก ตำแหน่งด้วย การดำเนินงานของสำนักงานอธิการบดี สำนักวิจัย หรือหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 46 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่ง ตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการ แทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน มาตรา 47 วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัย และ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน

หมวด 3
คณาจารย์
_________

มาตรา 48 คณาจารย์ประจำในสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้ (1) ศาสตราจารย์ (2) รองศาสตราจารย์ (3) ผู้ช่วยศาตราจารย์ (4) อาจารย์ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ต้องมีคุณวุฒิ ความสามารถทางการสอนและผลงานทางวิชาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการครู อาจารย์ต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการสภาสถาบันรับรอง หรือมีความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดย คำแนะนำของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 49 ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์พิเศษในวิชาที่ผู้นั้น มีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสภาสถาบัน หลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งและคุณสมบัติของศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน
มาตรา 50 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติ เหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำในสถาบันเป็นรองศาสตราจารย์ พิเศษหรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้ สถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ ประจำในสถาบันเป็นอาจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของคณบดีหรือหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง และคุณสมบัติของรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 51 ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความ เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และพ้นจากหน้าที่ในสถาบันไปแล้ว คณะกรรมการ สภาสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในวิชาที่ศาสตราจารย์ นั้นมีความเชี่ยวชาญได้ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 52 ให้ผู้เป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ชื่อศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี เป็นคำนำหน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป

หมวด 4
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
___________

มาตรา 53 ปริญญามีสามชั้นคือ
               ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด.
               ปริญญาโท   เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม.
               ปริญญาตรี   เรียกว่า บัณฑิต        ใช้อักษรย่อ บ.
มาตรา 54 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอน ในสถาบันได้ การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับ สาขาวิชานั้นอย่างไรให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตรา 55 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จ การศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาเกียรตินิยมได้
มาตรา 56 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มี ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตรสำหรับสาขาวิชาใด ได้ดังนี้ (1) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา วิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว (2) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขา วิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (3) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา มาตรา 57 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบัน เห็นว่า ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบัน นายกสภาประจำสถาบัน กรรมการ สภาประจำสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญากิตติมศักดิ์ และหลักเกณฑ์การให้ปริญญา กิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน มาตรา 58 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะ และเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรได้ และอาจกำหนด ให้มีครุยประจำตำแหน่งประธานกรรมการสภาสถาบัน รองประธานกรรมการ สภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน นายกสภาประจำสถาบัน กรรมการสภา ประจำสถาบัน และครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ประจำในสถาบันได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ใน โอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการ สภาสถาบัน มาตรา 59 คณะกรรมการสภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มี เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะกรรมการสภาสถาบัน หรือเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา สภาประจำสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด 5
บทกำหนดโทษ
_________

มาตรา 60 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยาฐานะ ครุยประจำ ตำแหน่ง เครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่อง แต่งกายนักศึกษา โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตน มีตำแหน่ง ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของ สถาบัน โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีตำแหน่ง หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดใช้ ปลอม เลียน ซึ่งเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของคณะกรรมการ สภาสถาบัน หรือเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบัน ไม่ว่าจะทำเป็นสีใด หรือทำด้วยวิธีใด ๆ หรือทำให้ปรากฏที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ โดยมิได้รับอนุญาต จากคณะกรรมการสภาสถาบันหรือสถาบัน แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล
__________

มาตรา 61 ในระยะเริ่มแรกให้คณะกรรมการสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย เป็น ประธานกรรมการสภาสถาบัน (2) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการสภา สถาบัน (3) กรรมการสภาการฝึกหัดครูตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 มาตรา 10 (3) (4) (5) และ (6) ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ เป็นกรรมการสภาสถาบัน (4) เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสภาสถาบันตาม (3) ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่า จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งต้องไม่เกิน หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 62 ในระยะเริ่มแรกให้สภาประจำสถาบัน ประกอบด้วย (1) เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ หรือรองเลขาธิการสภาสถาบัน ราชภัฏที่เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏมอบหมาย เป็นนายกสภาประจำสถาบัน (2) อธิการผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นอุปนายกสภาประจำสถาบัน (3) กรรมการประจำวิทยาลัยครูตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 มาตรา 19 (2) (3) (4) และ (5) ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นกรรมการประจำสถาบัน (4) ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ให้นายกสภาประจำสถาบันและกรรมการสภาประจำสถาบันตาม วรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายก สภาประจำสถาบันหรืออธิการบดีหรือได้มีการเลือกหรือได้มีการแต่งตั้งกรรมการ สภาประจำสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 63 ให้กลุ่มวิทยาลัยครูที่ดำเนินกิจการอยู่ในวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นกลุ่มสถาบันตามมาตรา 9 และให้กรรมการใน คณะกรรมการกลุ่มวิทยาลัยครูตามข้อบังคับสภาการฝึกหัดครู ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการ จัดตั้งกลุ่มสถาบันขึ้นใหม่ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน ตามพระราช บัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 64 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ้งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการจะพ้นจากตำแหน่งตาม วรรคหนึ่ง มาตรา 65 การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีตาม มาตรา 35 หรือคณบดีตามมาตรา 42 ให้นับวันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นวาระแรก มาตรา 66 ให้สำนักงานอธิการตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 เป็นสำนักงานอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้และให้ผู้ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานอธิการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อย แปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 67 ให้คณะวิชาตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 เป็น คณะตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะวิชาอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นคณบดีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณบดีตามวรรคหนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณบดีตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะวิชาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเป็นรองคณบดีตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ดำรงตำแหน่งไปจนกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจะพ้นจากตำแหน่ง มาตรา 68 ให้หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ วิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 เป็นหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตาม พระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 69 ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ และอาจารย์พิเศษของวิทยาลัยครูอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็น ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รอง ศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ และอาจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี ต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 70 บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึง หลักสูตรและสิทธิของผู้ซึ่งได้รับปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร และ หลักฐานแสดงผลการศึกษาอื่นของวิทยาลัยครูตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 ซึ่งมีอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 71 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบ หรือข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบหรือข้อบังคับของสภาการฝึกหัดครูและระเบียบหรือข้อบังคับของ วิทยาลัยครูที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก วิทยาลัยครูที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 ได้รับ พระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า "สถาบันราชภัฏ" ประกอบกับในปัจจุบันวิทยาลัยครูได้ให้การศึกษาสาขา วิชาอื่นนอกเหนือจากการให้การศึกษาในสาขาวิชาการศึกษา นอกจากนี้ สมควรให้สถาบันราชภัฏมีความอิสระและความคล่องตัว ทั้งในด้านการ ดำเนินการของสถาบันและเปิดสอนในระดับการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรีได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com