ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2538
เป็นปีที่ 50 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันราชภัฏขึ้นแทนวิทยาลัยครู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป [รก.2538/4ก/1/24 มกราคม 2538]

มาตรา 3 ให้ยกเลิก

(1) พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518
(2) พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527

มาตรา 4 ให้วิทยาลัยครูที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 เป็นสถาบันราชภัฏตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้

"สถาบัน" หมายความว่า สถาบันราชภัฏแต่ละแห่ง

"คณะกรรมการสภาสถาบัน" หมายความว่า คณะกรรมการสภา สถาบันราชภัฏ

"สภาประจำสถาบัน" หมายความว่า สภาประจำสถาบันราชภัฏ แต่ละแห่ง

"สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ

"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสภาสถาบันราชภัฏ

มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเพื่อปฏิบัติ การตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
บททั่วไป
________

มาตรา 7 ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนา ท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู ให้สถาบันเป็นส่วนราชการในสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ให้สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมใน กระทรวงศึกษาธิการ

มาตรา 8 การจัดตั้งสถาบัน การรวมสถาบัน การยุบเลิกสถาบัน การเปลี่ยนชื่อต่อท้ายสถาบัน และการยกฐานะสถานศึกษาในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการขึ้นเป็นสถาบันต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาสถาบัน และให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 9 ถ้ามีกิจการใดอันอยู่ในวัตถุประสงค์ของสถาบันตั้งแต่ สองสถาบันขึ้นไปที่จะร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการและการ พัฒนาการศึกษาของสถาบันให้จัดตั้งองค์กรขึ้นเป็นกลุ่มสถาบันเพื่อดำเนิน กิจการดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภา สถาบัน การจัดตั้งและการยุบเลิกกลุ่มสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของ คณะกรรมการสภาสถาบัน การเลือกประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน วาระของ ประธานกลุ่มสถาบันและกรรมการกลุ่มสถาบัน และระเบียบการดำเนินกิจการ ของกลุ่มสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน

มาตรา 10 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้

(1) สำนักงานอธิการบดี
(2) บัณฑิตวิทยาลัย
(3) คณะ
(4) สำนักวิจัย
(5) หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ส่วนราชการตามวรรคหนึ่งมีฐานะเทียบเท่ากอง สำนักงานอธิการบดีอาจแบ่งเป็นฝ่ายหรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าฝ่าย บัณฑิตวิทยาลัยและคณะอาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการหรือภาควิชา สำนักวิจัยและหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งเป็นสำนักงานเลขานุการฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าฝ่าย

มาตรา 11 การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก สำนักงาน อธิการบดี บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตลอดจนการแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าว ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

มาตรา 12 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 สถาบันจะรับสถาบัน อุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบัน สมทบนั้นได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหรือ สถาบันวิจัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน และให้ทำ เป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ การควบคุมสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน

มาตรา 13 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่ สำนักงานตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบัน ทั้งนี้ โดยแยกเป็น พิเศษจากงบประมาณ เพื่อการอื่นของสำนักงาน นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สำนักงานอาจมี รายได้และทรัพย์สิน ดังนี้

(1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่สถาบันแต่ละแห่ง ได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน
(2) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่สำนักงาน ปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
(3) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงานหรือสถาบันเพื่อใช้ ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(4) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นที่ให้แก่สำนักงานหรือสถาบัน เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(5) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และ จัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของ สถาบันทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น ตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน รายได้ที่สำนักงานได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบันแต่ละแห่ง ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา 14 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยมีผู้ยก ให้แก่สำนักงานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มา โดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สำนักงานเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน

มาตรา 15 บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สำนักงานได้มาเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด หรือได้มาเนื่องจากการ ดำเนินกิจการของสถาบันแห่งใด สำนักงานจะต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์ ในการดำเนินกิจการของสถาบันแห่งนั้น การจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายในขอบ วัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา 7 และเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบัน

มาตรา 16 การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรร ตามมาตรา 15 ให้เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการสภาสถาบันและ เงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้

 | หน้าถัดไป »

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย