Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
พ.ศ. 2541

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2541
เป็นปีที่ 53 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2541" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2541/55ก/1/1 กันยายน 2541] มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบัน" หมายความว่า สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

"กรรมการ" หมายความว่า กรรมการสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี "ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี "ลูกจ้าง" หมายความว่า ลูกจ้างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้

หมวด 1
การจัดตั้ง วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่
________

มาตรา 6 ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัตินี้ เรียก โดยย่อว่า "สสวท." มาตรา 7 ให้สถาบันเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและไม่เป็น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (1) ริเริ่ม ดำเนินการ และส่งเสริมการค้นคว้าและวิจัยหลักสูตร วิธีสอน และการประเมินผลการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีทุกระดับการศึกษา (2) ส่งเสริมและดำเนินการฝึกอบรมครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต และนักศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมและดำเนินการค้นคว้า ปรับปรุง และจัดทำแบบเรียน แบบฝึกหัด เอกสารทางวิชาการ และสื่อการเรียนการสอนทุกประเภท ตลอดทั้ง ประดิษฐ์อุปกรณ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (4) ส่งเสริมและดำเนินการประเมินมาตรฐานแบบเรียน แบบฝึกหัด เอกสารทางวิชาการ สื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน และการประเมินมาตรฐาน การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี มาตรา 8 กิจการของสถาบันไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วย
ประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ พนักงานและ ลูกจ้างของสถาบันได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วย เงินทดแทน ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันหนี้เงินกู้หรือหนี้ใด ๆ ของสถาบันได้เสมือนสถาบันเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลังในการค้ำประกัน มาตรา 9 ให้สถาบันมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายใน วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) ซื้อ สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน ถือกรรมสิทธิ์มีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ และจำหน่ายสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนรับทรัพย์ที่มีผู้อุดหนุน หรืออุทิศให้ (2) กู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือ ทรัพย์สินหรือลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ในมาตรา 7 (3) ทำความตกลง ร่วมมือหรือร่วมทุนกับบุคคล นิติบุคคล องค์การ หรือหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ในกิจการที่เกี่ยวกับการส่งเสริม การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี (4) จัดตั้งและดำเนินงานศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา สำนักงาน สาขาในส่วนภูมิภาค ห้องสมุด และพิพิธภัณฑสถานเพื่อรวบรวมตัวอย่างอุปกรณ์ การเรียนการสอนเป็นหลักฐานอ้างอิง และอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการ ส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (5) ให้ประกาศนียบัตรและหนังสือรับรองในกิจกรรมที่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา 7 (6) รวบรวม จัดพิมพ์โฆษณา และเผยแพร่ความรู้ กรรมวิธี และ ข่าวสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี และงานอื่นของสถาบัน (7) จัดให้มีทุนเพื่อการศึกษา การค้นคว้า การวิจัยและพัฒนา ตลอดทั้งการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี (8) ดำเนินกิจการอื่นใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน มาตรา 10 รายได้ของสถาบันมีดังต่อไปนี้ (1) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (2) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน (3) ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนจากการให้บริการ หรือการดำเนินการของสถาบัน
(4) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน ร่วมทุน หรือจาก การใช้ทรัพย์ของสถาบันรวมทั้งผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและค่าตอบแทน การโอนหรือการให้ใช้สิทธิต่าง ๆ ที่สถาบันมีอยู่ รายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตาม กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ในกรณีที่รายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ของสถาบัน และค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และสถาบันไม่สามารถหาเงินจาก แหล่งอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สถาบันเท่าจำนวนที่จำเป็น มาตรา 11 ทรัพย์สินของสถาบันไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสถาบันในเรื่องทรัพย์สินของสถาบัน มิได้ มาตรา 12 บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบันดังระบุไว้ในมาตรา 7 และตามวัตถุประสงค์ ซึ่งผู้อุทิศทรัพย์สินในแก่สถาบันกำหนดไว้

หมวด 2
คณะกรรมการและผู้อำนวยการ
________

มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ประกอบด้วย (1) ประธานกรรมการ (2) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าสี่คนแต่ไม่เกินแปดคน ให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 14 ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (1) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความจัดเจนทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีหรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสถาบัน (2) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(3) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (4) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (5) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบัน มาตรา 15 คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่วางนโยบายและ ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสถาบัน และโดยเฉพาะมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (1) ออกข้อบังคับว่าด้วยการจัดแบ่งส่วนงานของสถาบัน และ ข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานของสถาบัน (2) ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานของบุคคลของสถาบัน เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์เรื่องอื่น ๆ การบรรจุ การแต่งตั้ง การให้ได้รับเงินเดือน หรือค่าจ้าง การออกจากงาน วินัย การลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์และ การอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง (3) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของสถาบัน (4) ออกข้อบังคับว่าด้วยอัตราเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น การคัดเลือก การแต่งตั้ง และการออกจากตำแหน่งของผู้อำนวยการ รวมทั้ง อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ และการมอบให้ผู้อื่นรักษาการแทนหรือปฏิบัติงาน แทนผู้อำนวยการ (5) อนุมัติแผนงานหลักของสถาบัน (6) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสถาบัน (7) ออกข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรา 7 และ มาตรา 9 ข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดขึ้น ถ้ามีการจำกัดอำนาจผู้อำนวยการ ในการทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกไว้ประการใด ให้ประกาศข้อบังคับเช่นว่านั้นใน ราชกิจจานุเบกษา มาตรา 16 ให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับแต่งตั้ง ใหม่อีกได้ ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้ง
ไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือ เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้ แต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่ง เพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 17 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 16 ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 (4) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือ บกพร่องต่อหน้าที่ มาตรา 18 การประชุมคณะกรรมการทุกคราวต้องมีกรรมการมา ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นระธานในที่ประชุม การวินิจชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่ง ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 19 คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อ พิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ การประชุมคณะอนุกรรมการให้นำมาตรา 18 มาใช้บังคับโดย อนุโลม มาตรา 20 ให้ประธานกรรมการ กรรมการและอนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด มาตรา 21 ให้สถาบันมีผู้อำนวยการคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการ แต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย (2) มีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(3) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือ ลูกจ้างของทางราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ การเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (4) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 (5) สามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา มาตรา 22 ให้ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และ อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 21 (4) คณะกรรมการให้ออกเพราะมีความพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่อง ต่อหน้าที่ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มาตรา 23 ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสถาบัน และตามนโยบาย ข้อบังคับ และ ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด กับมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างทุก ตำแหน่ง ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของ สถาบัน มาตรา 24 ผู้อำนวยการมีอำนาจ ดังนี้ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดแต่ถ้าเป็นพนักงานระดับรองผู้อำนวยการ จะต้องได้รับความเห็นจากคณะกรรมการก่อน (2) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏบัติงานของสถาบันโดยไม่ขัดหรือแย้ง กับข้อบังคับ ระเบียบหรือมติที่คณะกรรมการกำหนด มาตรา 25 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการ เป็นผู้แทนของสถาบัน และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด นิติกรรมที่ผู้อำนวยการกระทำโดยฝ่าฝืนข้อบังคับตามมาตรา 15 วรรคสอง ย่อมไม่ผูกพันสถาบัน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน

หมวด 3
การกำกับและการควบคุม
________

มาตรา 26 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสถาบัน เพื่อการนี้มีอำนาจเรียกประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ พนักงานหรือลูกจ้างในสถาบันมาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความ คิดเห็น หรือทำรายงานเสนอ และมีอำนาจที่จะสั่งยับยั้งการกระทำของสถาบัน ที่เห็นว่าขัดต่อนโยบายของรัฐบาล ในกรณีที่สถาบันจะต้องเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี ให้คณะกรรมการ นำเรื่องเสนอรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี มาตรา 27 สถาบันต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปนี้ได้ (1) ทำความตกลง ร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การ ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศซึ่งมีผลผูกพันให้สถาบันต้องออกเงินสมทบ (2) จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเป็นจำนวนเกินวงเงินที่รัฐบาล กำหนด (3) กู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินมีจำนวนเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด (4) ลงทุนหรือร่วมทุนมีจำนวนเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด มาตรา 28 ให้สถาบันวางและถือไว้ซึ่งระบบการบัญชีที่เหมาะสม แก่กิจการ แยกตามประเภทงานส่วนที่สำคัญ มีสมุดบัญชีลงรายการรับและจ่ายเงิน สินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งแสดงกิจการที่เป็นอยู่ตามความจริงและตามที่ควร ตาม ประเภทงาน พร้อมข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้น ๆ และให้มีการตรวจสอบ บัญชีภายในเป็นประจำ มาตรา 29 ให้สถาบันจัดทำงบดุล และบัญชีทำการของสถาบัน ตลอดทั้งบัญชีกำไรขาดทุนสำหรับการดำเนินกิจกรรมในเชิงธุรกิจของสถาบัน ส่งผู้สอบบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี มาตรา 30 ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสถาบัน และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของสถาบันทุกรอบปี มาตรา 31 ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและ เอกสารหลักฐานของสถาบัน เพื่อการนี้ให้มีอำนาจสอบถามประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของสถาบัน

มาตรา 32 ให้ผู้สอบบัญชีทำรายงานผลการสอบบัญชีและการเงิน เสนอต่อคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี เพื่อคณะกรรมการ เสนอต่อรัฐมนตรีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการสอบบัญชีและการเงิน จากผู้สอบบัญชี มาตรา 33 ให้สถาบันจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีโดย แสดงงบดุลบัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องพร้อมกับ รายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของสถาบันในปีที่ล่วงมาและแผนงาน ที่จะจัดทำในปีต่อไปภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ให้รัฐมนตรีเสนอรายงานประจำปีตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา 34 ให้คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 35 ให้ผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของ สถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างดังกล่าวดำรง ตำแหน่งและได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามตำแหน่ง และอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างเดิมที่ดำรงและได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ และให้ถือว่าเวลาทำงานของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลาทำงานติดต่อกัน กับเวลาทำงานในสถาบันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 36 การนับวาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการตาม มาตรา 22 ให้นับวาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการตามประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นวาระแรกของ การดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 37 ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ตลอดจน งบประมาณและรายได้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ที่มี อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 38 บรรดาประกาศ คำสั่ง ข้อบังคับ และระเบียบที่ออก โดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการออก ประกาศ คำสั่ง ข้อบังคับหรือระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี

_________________________________
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประกาศ ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2515 ได้ออกใช้บังคับ ในระหว่างที่มีการปกครองโดยคณะปฏิวัติและใช้ชื่อว่าประกาศของคณะปฏิวัติ และได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ทำให้การดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่คล่องตัวและยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สมควรปรับปรุงรูปแบบและบทบัญญัติ ของกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวให้เป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้ เป็นไปตามวิธีการตรากฎหมายในระบบปกติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันเป็นไปอย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com