Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522
เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวิทยาลัยเอกชน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา เอกชน พ.ศ. 2522" มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2522/63/1พ/27 เมษายน 2522]

มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512 บรรดาบทกฎหมาย กฎละข้อบังคับอื่นที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติ นี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน มาตรา 4 ให้วิทยาลัยเอกชนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิทยาลัย เอกชน พ.ศ. 2512 เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามพระราชบัญญัตินี้และคงมี สภาพเป็นนิติบุคคล มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบันอุดมศึกษาเอกชน"* หมายความว่า สถานศึกษาของเอกชน ที่ให้การศึกษาขั้นอุดมศึกษาแก่นักศึกษาทุกผลัดรวมกันเกินเจ็ดคนขึ้นไป *[นิยามแก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] "ผู้รับใบอนุญาต"* หมายความว่า ผู้ซึ่งได้นำทุนมาจัดตั้งสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนและได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ หมายความรวมถึงผู้รับโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม พระราชบัญญัตินี้ *[นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] "คณะกรรมการสถาบัน" หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษา เอกชน "กรรมการสถาบัน" หมายความว่า กรรมการสถาบันอุดมศึกษา เอกชน "สภาสถาบัน" หมายความว่า สภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน "กรรมการสภาสถาบัน" หมายความว่า กรรมการสภาสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน "ผู้บริหารสถาบัน" หมายความว่า อธิการบดี อธิการ หรือ ผู้อำนวยการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
"นักศึกษา"* หมายความว่า ผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้น มัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามที่กระทรวง ศึกษาธิการเทียบเท่า ซึ่งเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือผู้ซึ่ง สภาสถาบันอนุมัติให้เข้ารับการศึกษาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎทบวงและ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบัน *[นิยามนี้ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 6* พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษานั้น (2) วิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวง ทบวง กรม (3) วิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะสงฆ์ เพื่อการ ศึกษาของสงฆ์โดยเฉพาะ (4) สถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่าง รัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ หรือรัฐบาลต่างประเทศ *[มาตรา 6 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎทบวงกำหนด กิจการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎทบวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 1
การจัดตั้งและเปิดดำเนินการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
_________

มาตรา 8 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิทยาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรมของชาติ มาตรา 9 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีสามประเภท คือ (1) มหาวิทยาลัย (2) สถาบัน (3) วิทยาลัย ลักษณะของมหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎทบวง มาตรา 10* ห้ามมิให้ผู้ใดจัดตั้ง หรือเปลี่ยนชื่อสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามมาตรา 9 เว้นแต่จะได้รับ ใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎทบวง *[มาตรา 10 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 11* ผู้ขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะต้อง (1) เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะใช้เป็นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยที่ดินนั้นต้องมีลักษณะและเนื้อที่ตามที่กำหนดในกฎทบวง หรือ

(2) เป็นผู้มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้ง สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแล้วจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีลักษณะและเนื้อที่ ตามที่กำหนดในกฎทบวงให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้ภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 12 ทวิ *[มาตรา 11 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 12* เมื่อรัฐมนตรีได้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตแล้ว ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นนิติบุคคลนับแต่ วันที่รัฐมนตรีได้ออกใบอนุญาต การออกใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้ง หรือเปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา *[มาตรา 12 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 12 ทวิ* ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีลักษณะและเนื้อที่ตามที่กำหนดในกฎทบวง โดย ปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นและรัฐมนตรีอนุญาตให้ขยาย เวลาออกไปตามควรแก่กรณี ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการสถาบันมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา เอกชนได้ *[มาตรา 12 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 12 ตรี* การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่สถาบันอุดมศึกษา เอกชนตามมาตรา 12 ทวิ วรรคหนึ่ง และการบริจาคอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อใช้ในกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้ได้รับ ยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์นั้น *[มาตรา 12 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 13 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องมีข้อกำหนด และข้อกำหนดนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ชื่อ (2) วัตถุประสงค์ (3) ที่ตั้งและแผนผังแสดงบริเวณและอาคาร (4) จำนวนเงินทุนประเดิม ทรัพย์สินที่จะใช้ในการจัดตั้ง และโครงการ ใช้จ่าย (5) อัตราค่าเรียน ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียม (6) โครงการจัดการศึกษา รวมทั้งหลักสูตร การสอน อุปกรณ์การศึกษา และการวัดผลการศึกษา (7) วิธีการรับนักศึกษาและให้นักศึกษาออก (8) การกำหนดเครื่องแบบ การแต่งเครื่องแบบของนักศึกษา และ การกำหนดเครื่องหมายของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (9) โครงการจัดหาคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ (10) การกำหนดตำแหน่งและคุณสมบัติทางวิชาการของคณาจารย์และ เจ้าหน้าที่ อัตราค่าสอน เงินเดือน หลักเกณฑ์การจ้าง เลิกจ้าง และสวัสดิการ ของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ (11) รายการอื่นตามที่กำหนดในกฎทบวง
มาตรา 14* ข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามมาตรา 13 และการแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดดังกล่าวภายหลังที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 10 แล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบัน *[มาตรา 14 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 15* การเปิดดำเนินการในสาขาวิชาใดในสถาบันอุดมศึกษา เอกชนจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบัน การขอเปิดดำเนินการในสาขาวิชา และการให้ความเห็นชอบในการ เปิดดำเนินการในสาขาวิชา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎทบวง *[มาตรา 15 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 16 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจแบ่งส่วนงานดังต่อไปนี้ (1) สำนักงานบริหาร (2) คณะ (3) บัณฑิตวิทยาลัย (4) สถาบันเพื่อการวิจัย สำนัก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อ ส่งเสริมวิชาการ สำนักงานบริหาร อาจแบ่งส่วนงานภายในได้ตามความเหมาะสม คณะ อาจแบ่งส่วนงานเป็นภาควิชาและสำนักงานเลขานุการ บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นอาจ แบ่งส่วนงานเป็นฝ่ายและสำนักงานเลขานุการ มาตรา 17* ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 8 สถาบันอุดมศึกษา เอกชนอาจจัดตั้งวิทยาเขตสาขาได้ และให้นำมาตรา 10 มาตรา 11 และ มาตรา 12 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
วิทยาเขตสาขาต้องดำเนินการภายใต้ความรับผิดชอบของสภาสถาบัน ตามมาตรา 28 โดยจะมีผู้บริหารวิทยาเขตสาขาซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้งเพื่อ บริหารงานของวิทยาเขตสาขาก็ได้ ลักษณะของวิทยาเขตสาขาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎทบวง *[มาตรา 17 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 18 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องใช้ชื่อเป็นอักษรไทยและ ต้องใช้คำว่า "มหาวิทยาลัย" "สถาบัน" หรือ "วิทยาลัย" แล้วแต่กรณี นำหน้าชื่อ ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะใช้ชื่อเป็นอักษรต่างประเทศด้วย ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน มาตรา 19* ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม พระราชบัญญัตินี้ ใช้คำว่า "มหาวิทยาลัย" "สถาบัน" หรือ "วิทยาลัย" หรือคำในภาษาต่างประเทศที่มีความหมายอย่างเดียวกันประกอบชื่อ ใน ดวงตรา ป้ายชื่อ ข้อบังคับ ระเบียบ จดหมาย หรือเอกสารอย่างอื่นที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ *[มาตรา 19 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 2
คณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
_________

มาตรา 20* ให้มีคณะกรรมการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนคณะหนึ่ง ประกอบด้วยปลัดทบวงมหาวิทยาลัยเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เลขาธิการ
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และบุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก ไม่น้อยกว่าเก้าคน แต่ไม่เกินสิบสองคน เป็นกรรมการ บุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าหกคนต้อง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และในจำนวนนี้จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิจาก บรรดาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างน้อยสามคน ให้คณะกรรมการสถาบันเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธาน กรรมการ ให้ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานปลัดทบวง มหาวิทยาลัยเป็นกรรมการและเลขานุการหนึ่งคน และเป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการหนึ่งคน *[มาตรา 20 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 21 กรรมการสถาบันซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่ง คราวละสองปี ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการสถาบันในระหว่างที่กรรมการสถาบัน ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือ แต่งตั้งซ่อม ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือของกรรมการ สถาบันซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น กรรมการสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ มาตรา 22* นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 21 กรรมการสถาบันซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) เป็นบุคคลล้มละลาย (4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือโดยคำสั่ง อันชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาท หรือความผิดลหุโทษ (6) คณะรัฐมนตรีให้ออก ในกรณีที่กรรมการสถาบันซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง ก่อนวาระคณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการสถาบันแทนได้ *[มาตรา 22 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 23 ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมกรรมการสถาบัน การประชุมคณะกรรมการสถาบันต้องมีกรรมการสถาบันมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสถาบันทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธาน กรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมให้กรรมการ สถาบันซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการสถาบันคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียง เท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 24 ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ รองประธานกรรมการรักษาการแทน ถ้าประธานกรรมการและรองประธาน กรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการและเลขานุการเป็นผู้เรียกประชุม กรรมการเพื่อให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสถาบันคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน มาตรา 25* คณะกรรมการสถาบันมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) พิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ ที่พระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบัน
(2) ให้ความเห็นหรือคำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการออกกฎทบวงตาม พระราชบัญญัตินี้และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (3) พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานการศึกษา และวิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด (4) พิจารณาหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทบวง มหาวิทยาลัยกำหนด (5) พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการเสนอให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (6) ปฏิบัติหน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ สถาบัน *[มาตรา 25 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 26 ให้สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เกี่ยวกับการ ดำเนินงานของคณะกรรมการสถาบัน มาตรา 27 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการ สถาบันจะแต่งตั้งคณะกรรมการประจำเฉพาะกิจหรือคณะอนุกรรมการเพื่อให้ กระทำการใด ๆ ตามที่มอบหมาย หรือเรียกบุคคลใดซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบายคำแนะนำ หรือความเห็นก็ได้ ให้นำมาตรา 23 มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการประจำ เฉพาะกิจและคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม เมื่อคณะกรรมการประจำเฉพาะกิจหรือคณะอนุกรรมการได้กระทำการ ไปแล้วตามวรรคหนึ่ง ต้องรายงานให้คณะกรรมการสถาบันทราบด้วย

หมวด 3
การดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
__________

มาตรา 28 ให้มีสภาสถาบันประกอบด้วย (1) ผู้บริหารสถาบันเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง (2) กรรมการไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินสิบเอ็ดคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง จากผู้ทรงคุณวุฒิโดยคำแนะนำของผู้รับใบอนุญาต (3) กรรมการไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนตาม (1) และ (2) รวมกัน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการโดย ตำแหน่งตาม (1) เป็นนายกสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันอีกคนหนึ่ง เป็นอุปนายกสภาสถาบัน เพื่อทำหน้าที่นายกสภาสถาบันเมื่อนายกสภาสถาบัน ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันแต่งตั้งคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา เอกชนคนหนึ่งเป็นเลขานุการ โดยคำแนะนำของผู้บริหารสถาบัน มาตรา 29 กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 28 (2) จำนวน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 28 (2) หรือ (3) ต้องไม่เป็น ผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี ผู้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ สภาสถาบันตามมาตรา 28 (2) หรือ (3) ได้ แต่ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคสอง

มาตรา 30 กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 28 (2) หรือ (3) อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และให้นำมาตรา 21 วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 31* นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 30 กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 28 (2) หรือ (3) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) เป็นบุคคลล้มละลาย (4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือโดยคำสั่ง อันชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ (6) รัฐมนตรีสั่งให้ออกเมื่อเห็นว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 29 (7) รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามมาตรา 75 วรรคสอง เมื่อกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ รัฐมนตรีโดย คำแนะนำของผู้รับใบอนุญาตหรือคณะกรรมการสถาบัน แล้วแต่กรณี อาจแต่งตั้ง ผู้อื่นเป็นกรรมการสภาสถาบันแทนได้ *[มาตรา 31 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 32 การประชุมสภาสถาบันให้นำมาตรา 23 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม มาตรา 33* สภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแล กิจการทั่วไปของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
(1) พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดตามมาตรา 13 (2) วางระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการดำเนินงานในสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน รวมทั้งวางข้อบังคับว่าด้วยเครื่องแบบ เครื่องหมาย และเครื่องแต่งกายนักศึกษา (3) จัดสรรทุนออกเป็นกองทุนประเภทต่างๆ และวางระเบียบการ ใช้จ่ายเงินของกองทุน (4) พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการสอนและอุปกรณ์การศึกษา (5) พิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม และเลิกส่วนงานตามมาตรา 16 (6) พิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม และเลิกวิทยาเขตสาขา (7) แต่งตั้งและถอดถอนผู้บริหารสถาบัน (8) พิจารณาถอดถอนคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม มาตรา 86 (9) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ (10) อนุมัติการให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญา หรือ ประกาศนียบัตรบัณฑิต (11) อนุมัติงบดุล งบการเปลี่ยนแปลงการเงินของกองทุนประเภท ต่าง ๆ ประจำปี (12) พิจารณาเสนอการให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบัน (13) พิจารณาหาวิธีที่จะทำให้การศึกษา การวิจัย และการฝึกอบรม ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเจริญยิ่งขึ้น (14) วินิจฉัยสั่งการในเรื่องอื่นใดที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใด โดยเฉพาะ *[มาตรา 33 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 34 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ สภาสถาบันจะ แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการเพื่อให้กระทำการใด ๆ ตามที่ มอบหมายก็ได้ และให้นำมาตรา 23 และมาตรา 27 วรรคสาม มาใช้บังคับ โดยอนุโลม มาตรา 35 ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีผู้บริหารสถาบันคนหนึ่งเป็น ผู้ปกครองบังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนดของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนและมติที่สภาสถาบันกำหนดหรือมอบหมาย และจะมีรองผู้บริหาร สถาบันคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้บริหารสถาบัน มอบหมาย รองผู้บริหารสถาบันต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้บริหารสถาบันและ ให้ผู้บริหารสถาบันเป็นผู้เสนอแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้บริหารสถาบันต่อสภา สถาบัน เมื่อผู้บริหารสถาบันพ้นจากตำแหน่งให้รองผู้บริหารสถาบันพ้นจาก ตำแหน่งด้วย มาตรา 36* การแต่งตั้งผู้บริหารสถาบัน สภาสถาบันต้องแต่งตั้งจาก ผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 37 และส่งสำเนาคำสั่งและ หลักฐานประกอบการแต่งตั้งให้ทบวงมหาวิทยาลัยทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่ วันแต่งตั้ง *[มาตรา 36 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 37* ผู้บริหารสถาบันต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี (2) สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีและมีประสบการณ์ในการสอนหรือ การบริหารในสถาบันอุดมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือสำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าขั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่า (3) ไม่เป็นโรคตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา (4) ไม่เป็นผู้มีหรือเคยมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องใน ศีลธรรมอันดี (5)ไม่เป็นผู้ฝักใฝ่หรือเลื่อมใสในลัทธิที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือ ความปลอดภัยของประเทศ หรือขัดต่อระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ (6) ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (7) ไม่เป็นผู้เคยถูกออกจากงานหรือราชการเพราะมีความผิด เว้นแต่ รัฐมนตรีเห็นว่าความผิดนั้นไม่ขัดต่อการเป็นผู้บริหารสถาบัน (8) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือโดยคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่คณะกรรมการ สถาบันเห็นว่าไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความผิดที่กระทำโดย ประมาท หรือความผิดลหุโทษ *[มาตรา 37 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 38* ในกรณีที่ผู้บริหารสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รอง ผู้บริหารสถาบันเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองผู้บริหารสถาบันหลายคน ให้ รองผู้บริหารสถาบันซึ่งผู้บริหารสถาบันมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้า ผู้บริหารสถาบันมิได้มอบหมาย ให้รองผู้บริหารสถาบันซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็น ผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้บริหารสถาบัน หรือไม่มีผู้รักษาการแทนผู้บริหารสถาบัน ตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งผู้ซึ่งมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 37 เป็นผู้รักษาการแทนผู้บริหาร สถาบัน
ให้ผู้รักษาการแทนผู้บริหารสถาบันมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับผู้บริหารสถาบันทุกประการ *[มาตรา 38 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 39* ผู้บริหารสถาบันมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ควบคุมดูแลกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้เป็นไปตาม กฎหมาย นโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษา เอกชน (2) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน (3) ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (4) จัดทำทะเบียนคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ตามแบบที่ กำหนดในกฎทบวง (5) ควบคุมการเงิน การพัสดุ สถานที่และทรัพย์สินอื่นของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (6) เป็นผู้แทนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในกิจการทั่วไป (7) จัดทำรายงานประจำปีและรายงานอื่น ๆ ตามที่สภาสถาบันหรือ รัฐมนตรีกำหนด (8) รักษาวินัยของนักศึกษา และระมัดระวังมิให้มีการดำเนินการอัน เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในบริเวณสถาบันอุดมศึกษา เอกชน (9) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน หน้าที่ที่สภาสถาบันมอบหมาย และหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัตินี้
(10) ดำเนินกิจการอื่นอันเป็นปกติธุระที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พึงกระทำ *[มาตรา 39 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 39 ทวิ* เมื่อผู้บริหารสถาบันพ้นจากตำแหน่ง ให้สภา สถาบันแจ้งให้ทบวงมหาวิทยาลัยทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันพ้นจาก ตำแหน่ง *[มาตรา 39 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 40 การจัดให้มีคณะกรรมการประจำคณะและการจัดระบบ บริหารงานในคณะ บัณฑิตวิทยาลัย สถาบัน สำนัก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่อ อย่างอื่นให้เป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 41* คณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีตำแหน่ง ทางวิชาการดังต่อไปนี้ (1) ศาสตราจารย์ ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำหรือศาสตราจารย์ พิเศษ (2) รองศาสตราจารย์ ซึ่งอาจเป็นรองศาสตราจารย์ประจำหรือ รองศาสตราจารย์พิเศษ (3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งอาจเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำหรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ (4) อาจารย์ ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ *[มาตรา 41 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 42 อาจารย์ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ (1) มีความรู้สอบไล่ได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือมีความรู้ ความชำนาญพิเศษในวิชาใดวิชาหนึ่ง (2) ไม่เป็นโรคตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (3) ไม่เป็นผู้มีหรือเคยมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องใน ศีลธรรมอันดี (4) ไม่เป็นผู้ฝักใฝ่หรือเลื่อมใสในลัทธิที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความ ปลอดภัยของประเทศหรือขัดต่อระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ (5) ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (6) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือโดยคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่คณะกรรมการสถาบัน เห็นว่าไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ มาตรา 43* นอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ตามมาตรา 41 ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎทบวง ซึ่งคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ ดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวในมหาวิทยาลัยของรัฐ การพ้นจากตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ตามมาตรา 41 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎทบวง *[มาตรา 43 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 44* การแต่งตั้งคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ผู้บริหาร สถาบันต้องแต่งตั้งจากผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 42 และ ส่งสำเนาคำสั่งและหลักฐานประกอบการแต่งตั้งให้ทบวงมหาวิทยาลัยทราบภายใน หนึ่งเดือนนับแต่วันแต่งตั้ง *[มาตรา 44 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 45 ในกรณีที่มีความจำเป็น สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจมีครู ปฏิบัติการด้วยก็ได้ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นครูปฏิบัติการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามตามที่กำหนดในกฎทบวง มาตรา 46 ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควร อาจกำหนดให้สถาบัน อุดมศึกษาเอกชนจัดให้มีคณาจารย์ประจำสาขาวิชาไม่น้อยกว่าจำนวนที่รัฐมนตรี กำหนดก็ได้ บุคคลใดจะเป็นคณาจารย์ประจำเกินหนึ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน มาตรา 46 ทวิ* ศาสตราจารย์ประจำซึ่งมีความรู้ความสามารถและ ความชำนาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภาสถาบันอาจ แต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์นั้นมีความ เชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบัน *[มาตรา 46 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 4
ประกาศนียบัตร ปริญญา และเครื่องหมายวิทยฐานะ
__________

มาตรา 47 ปริญญามีสามชั้น คือ

          เอก เรียกว่า  ดุษฎีบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ ด.
          โท  เรียกว่า  มหาบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ ม.
          ตรี  เรียกว่า  บัณฑิต        ใช้อักษรย่อ บ.
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะทำการสอนเพื่อให้ปริญญาชั้นใด ในสาขา วิชาใดได้เมื่อรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันได้รับรอง วิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นแล้ว การขอให้รับรองและการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎทบวง มาตรา 48 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญา หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต ในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เอกชนได้ เมื่อรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันได้รับรองมาตรฐาน การศึกษาในสาขาวิชาที่มีการสอนนั้น การขอให้รับรองและการรับรองมาตรฐานการศึกษา ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎทบวง การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะให้ใช้อักษรย่อสำหรับ สาขาวิชานั้นอย่างไร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎทบวง มาตรา 49 สภาสถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบัน อาจวางข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม อันดับหนึ่งหรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา 50 สภาสถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบัน อาจวางข้อบังคับกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรบัณฑิตในวิชาใดได้ดังต่อไปนี้ (1) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา (2) อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตาม หลักสูตรในสาขาวิชาใดที่ยังไม่ถึงชั้นปริญญา หรือผู้ที่สอบไล่ได้ครบทุกลักษณะวิชา ตามหลักสูตรปริญญาตรีแต่ได้คะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี แต่ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎทบวง (3) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในวิชาใด ภายหลังที่ได้ปริญญาแล้ว มาตรา 51 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่กรรมการ สภาสถาบันคณาจารย์ประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นไม่ได้ ชั้น สาขาของปริญญา และวิธีการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามที่ กำหนดในกฎทบวง มาตรา 52 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะจัดให้มีครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ เป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญา และประกาศนียบัตรบัณฑิต ตามที่ระบุในข้อกำหนดได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ และเข็มวิทยฐานะ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎทบวง ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะจะใช้ในโอกาสใดโดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบัน

หมวด 5
ทรัพย์สินและการบัญชี
_________

มาตรา 53 ทุนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประกอบด้วย เงินทุน ประเดิมและทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนด และเงินทุนหรือทรัพย์สินที่ได้มา ภายหลัง มาตรา 54 ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดสรรทุนตามมาตรา 53 เป็นกองทุนประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) กองทุนทั่วไป (2) กองทุนทรัพย์สินถาวร (3) กองทุนวิจัยและห้องสมุด (4) กองทุนสงเคราะห์ (5) กองทุนอื่นตามที่รัฐมนตรีอนุญาต มาตรา 55 กองทุนทั่วไปได้แก่ (1) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากเงินทุนประเดิมและ ทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนด (2) รายได้ตามมาตรา 60 (1) และ (3) (3) เงินที่สภาสถาบันจัดสรรตามมาตรา 61 วรรคสอง (4) ดอกผลของกองทุนทั่วไป กองทุนทั่วไปให้ใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 56 กองทุนทรัพย์สินถาวรได้แก่ (1) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากเงินทุนประเดิมและ ทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนด

(2) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากรายได้ตามวัตถุประสงค์ ที่มีผู้ให้ตามมาตรา 60 (2) (3) เงินที่สภาสถาบันจัดสรรตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง (4) ดอกผลของกองทุนทรัพย์สินถาวร กองทุนทรัพย์สินถาวรให้ใช้ในการเพิ่มเติมหรือปรับปรุงที่ดินหรือ สิ่งก่อสร้างของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 57 กองทุนวิจัยและห้องสมุดได้แก่ (1) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากเงินทุนประเดิมและ ทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนด (2) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากรายได้ตามวัตถุประสงค์ ที่มีผู้ให้ตามมาตรา 60 (2) (3) เงินที่สภาสถาบันจัดสรรตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง (4) ดอกผลของกองทุนวิจัยและห้องสมุด กองทุนวิจัยและห้องสมุดให้ใช้ในการวิจัยและการจัดซื้อตำราสำหรับ ห้องสมุด มาตรา 58 กองทุนสงเคราะห์ได้แก่ (1) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากเงินทุนประเดิมและ ทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนด (2) เงินหรือทรัพย์สินที่สภาสถาบันจัดสรรจากรายได้ตามวัตถุประสงค์ ที่มีผู้ให้ตามมาตรา 60 (2) (3) เงินที่สภาสถาบันจัดสรรตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง (4) ดอกผลของกองทุนสงเคราะห์
กองทุนสงเคราะห์ให้ใช้ในการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาหรือคณาจารย์ ประจำหรือการจัดให้มีบำเหน็จบำนาญแก่คณาจารย์ประจำ เจ้าหน้าที่ของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน และการสงเคราะห์อื่นแก่คณาจารย์ประจำ เจ้าหน้าที่ของ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนและครอบครัว ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของสภาสถาบัน มาตรา 59 เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอาจอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยให้จัดสรร จากรายได้ที่สูงกว่ารายจ่ายประจำปีของกองทุนทั่วไปที่กันไว้ร้อยละหกสิบตาม มาตรา 61 วรรคหนึ่ง มาตรา 60 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ (1) ค่าเรียน ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียม (2) เงินและทรัพย์สินอื่นที่มีผู้ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (3) รายได้ที่เกี่ยวกับการให้การศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และรายได้อื่นของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 61 เมื่อปรากฏว่ากองทุนทั่วไปมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ประจำปี ให้สภาสถาบันจัดสรรเงินรายได้ส่วนที่สูงกว่ารายจ่ายให้แก่กองทุน ประเภทอื่น นอกจากกองทุนทั่วไปรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของรายได้ ที่สูงกว่ารายจ่ายประจำปี เงินที่เหลือจากการจัดสรรตามวรรคหนึ่ง สภาสถาบันอาจจัดสรรให้แก่ ผู้รับใบอนุญาตได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของส่วนของสินทรัพย์ในกองทุนประเภท ต่าง ๆ รวมกันหลังจากหักหนี้สินแล้ว ถ้ายังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้จัดส่ง ให้แก่กองทุนทั่วไป
มาตรา 62 ให้ผู้บริหารสถาบันเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชี งบดุล และงบการเปลี่ยนแปลงการเงินของกองทุนประเภทต่าง ๆ ประจำปี ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ถูกต้องตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด และในการลง รายการในบัญชีต้องแสดงรายการเกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินและสินทรัพย์กับ หนี้สินตามความเป็นจริง และแยกตามประเภทของงานพร้อมด้วยข้อความ อันเป็นเหตุที่มาของรายการนั้น มาตรา 63* ให้ผู้บริหารสถาบันเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดส่งงบดุล และงบการเปลี่ยนแปลงการเงินของกองทุนประเภทต่าง ๆ ประจำปีให้ ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ และเมื่อผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว ให้ผู้บริหารสถาบัน นำเสนอต่อสภาสถาบัน เมื่อสภาสถาบันได้อนุมัติงบดุลและงบการเปลี่ยนแปลงการเงินของ กองทุนประเภทต่าง ๆ ประจำปีแล้ว ให้ผู้บริหารสถาบันส่งสำเนาไปยังรัฐมนตรี ภายในกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันปิดบัญชี" *[มาตรา 63 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 64 ให้สภาสถาบันแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชี สถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกปี มาตรา 65 ให้ผู้สอบบัญชีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีอำนาจตรวจสอบ บัญชีเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนรวมทั้งขอข้อความ และคำชี้แจงจากกรรมการสภาสถาบัน ผู้บริหารสถาบันหรือเจ้าหน้าที่ของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน มาตรา 66 ให้ผู้สอบบัญชีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนรายงานผลของ การตรวจสอบต่อสภาสถาบันว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นได้จัดทำบัญชีงบดุล และงบการเปลี่ยนแปลงการเงินของกองทุนประเภทต่าง ๆ ประจำปีตามแบบ
ที่รัฐมนตรีกำหนด และการรับจ่ายในกองทุนประเภทต่าง ๆ ได้เป็นไปถูกต้อง ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ผู้สอบบัญชีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องแถลงในรายงานเช่นนั้นด้วยว่า ตนเห็นว่างบดุลได้ทำโดยถูกถ้วนควรฟังว่าสำแดงให้เห็นฐานะของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน และงบการเปลี่ยนแปลงการเงินของกองทุนประเภทต่าง ๆ สำแดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกองทุนนั้น ๆ ที่เป็นอยู่ตามจริงตามที่ควร หรือไม่

หมวด 6
การควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
_________

มาตรา 67 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถาบันอุดมศึกษา เอกชนเพื่อตรวจตราควบคุมให้การปฏิบัติของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นไปตาม ข้อกำหนดและตามพระราชบัญญัตินี้ ในการปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตร ประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎทบวง ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกหรือช่วยเหลือตามสมควร หรือให้คำชี้แจงแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามที่ร้องขอ มาตรา 68* การกระทำดังต่อไปนี้ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบัน (1) การรับความช่วยเหลือทางการเงิน อุปกรณ์การศึกษา หรือ ประโยชน์อื่นใดจากบุคคลใดเป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าเกินกว่าที่คณะกรรมการ สถาบันกำหนด
(2) การรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากสถาบันการศึกษาหรือ บุคคลใด (3) การรับสถาบันการศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศเข้าสมทบ หรือการเข้าสมทบสถาบันการศึกษาดังกล่าว (4) การกู้เงินครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันเกินร้อยละยี่สิบห้าของ มูลค่าของทรัพย์สินที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีอยู่ขณะนั้น ทั้งนี้ หนี้สินสะสม ต้องไม่เกินมูลค่าแห่งทรัพย์สิน (5) การเช่าทรัพย์สินที่มีค่าเช่าเกินกว่าที่คณะกรรมการสถาบันกำหนด (6) การซื้อ การเช่าซื้อ หรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกินกว่า ที่คณะกรรมการสถาบันกำหนด (7) การโอนเงินของกองทุนประเภทหนึ่งไปเป็นของกองทุนอีก ประเทศหนึ่ง (8) การก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินและสิ่งก่อสร้างตามที่คณะกรรมการ สถาบันกำหนด *[มาตรา 68 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 69 ห้ามมิให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนรับเงิน ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดจากบุคคลใด ซึ่งการรับนั้นอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความ ปลอดภัยของประเทศหรือขัดต่อวัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มาตรา 70 ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องหยุดสอนนอกจากการ หยุดตามปกติ ผู้บริหารสถาบันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้รัฐมนตรีทราบภายในสามวัน นับแต่วันหยุดสอน มาตรา 71* ในกรณีที่คณาจารย์ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 44 พ้นสภาพจากการเป็นคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ผู้บริหารสถาบัน ต้องแจ้งให้ทบวงมหาวิทยาลัยทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันพ้นสภาพ *[มาตรา 71 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 72 ในกรณีที่ปรากฏว่าอาคารสถานที่หรือบริเวณที่ตั้งของ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีสภาพขัดต่อสุขลักษณะหรืออนามัย ไม่มั่นคงหรือมีเหตุอื่น อันอาจเป็นภยันตรายแก่นักศึกษา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ผู้บริหาร สถาบันดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้เสร็จภายในกำหนดเวลาอันสมควร หรือ เมื่อเห็นเป็นการจำเป็นจะสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนหยุดสอนในระหว่าง เวลาที่ต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือจนกว่าจะเห็นว่าเหตุที่สั่งให้หยุดสอนนั้น ได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ได้ มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาต กรรมการสภาสถาบัน ผู้บริหาร สถาบันคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนใช้หรือยอมให้ผู้อื่น ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ใน ข้อกำหนดหรือใช้หรือยอมให้ผู้อื่นใช้สถานที่เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือขัด ต่อความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือ การอันไม่ควรแก่กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 74* เมื่อปรากฏว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดได้รับความเห็นชอบ ให้เปิดดำเนินการในสาขาวิชาใดแล้ว สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นไม่ปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์วิธีการหรือเงื่อนไขที่กำหนดในกฎทบวง หรือไม่ปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามมาตรา 13 หรือแก้ไขเพิ่มเติม ข้อกำหนดโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 หรือเปิดดำเนินการในสาขาวิชาอื่นใด โดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 18 หรือ ประกาศโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนต่อประชาชน หรือการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา เอกชนนั้นเสื่อมลงจากมาตรฐานการศึกษาที่รับรองไว้ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการสถาบันมีอำนาจสั่งการตามควรแก่กรณีดังต่อไปนี้ (1) เตือนเป็นหนังสือให้ปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ตามที่แจ้งไปภายใน เวลาที่กำหนดซึ่งต้องให้เวลาพอสมควร
(2) สั่งให้งดรับนักศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งหรือทุกสาขาวิชา เมื่อไม่ปฏิบัติตาม (1) (3) เพิกถอนการรับรองมาตรฐานการศึกษา (4) เพิกถอนการให้ความเห็นชอบการเปิดดำเนินการในสาขาวิชาใด สาขาวิชาหนึ่ง หรือทุกสาขาวิชา (5) เพิกถอนการรับรองวิทยฐานะ (6) เพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน การสั่งการตามวรรคหนึ่งไม่กระทบถึงการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการ อันกฎหมายนั้น ๆ บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ *[มาตรา 74 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 75 เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่มีทุนพอจะดำเนินการต่อไป หรือมี หนี้สินเกินทรัพย์สินหรือมีฐานะการเงินไม่มั่นคงอันอาจเกิดความเสียหายแก่ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (2) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎทบวง เงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด หรือประกาศที่ออกหรือกำหนดตาม พระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในเมื่ออาจทำให้เกิดความเสียหายแก่สถาบัน อุดมศึกษาเอกชน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีซึ่งสั่งการตามมาตรา 89 วรรคสอง (3) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนหยุดสอนเกินสองเดือนติดต่อกัน เว้นแต่ เป็นการหยุดสอนตามข้อกำหนด (4) สภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน ผู้บริหารสถาบัน คณาจารย์ ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนหรือนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดำเนินการ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ ความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันมีอำนาจสั่งให้ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ในความควบคุมของทบวงมหาวิทยาลัย และให้ รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินสิบเอ็ดคนทำหน้าที่แทนสภา สถาบัน และให้ประกาศคำสั่งควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในหนังสือพิมพ์ รายวันภาษาไทยมีกำหนดเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน มาตรา 76* เมื่อรัฐมนตรีมีคำสั่งควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดแล้ว ห้ามมิให้ผู้บริหารสถาบัน คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษา เอกชนนั้นปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นต่อไป เว้นแต่คณะกรรมการ ควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะได้มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้ ผู้บริหารสถาบัน คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดการ อันสมควรเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ดูแลรักษา ทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและส่งมอบทรัพย์สินพร้อมด้วยสมุดบัญชี เอกสารและสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้แก่คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยมิชักช้า *[มาตรา 76 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 77 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ไปปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในระหว่างเวลาที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน อยู่ในความควบคุมของทบวงมหาวิทยาลัยได้ตามความจำเป็น โดยให้ถือว่า เป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ มาตรา 78 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจอุทธรณ์คำสั่งควบคุมต่อ รัฐมนตรีได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่ง และรัฐมนตรีมีอำนาจ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน ผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิในปัญหาที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อชี้ขาด
มาตรา 79 เมื่อคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ถูกควบคุมสมควรจะดำเนินกิจการของตนเองได้ต่อไป หรือเมื่อผู้รับใบอนุญาตร้องขอจะดำเนินกิจการของตนต่อไปต่อคณะกรรมการ ควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรให้มีคำสั่งเลิกการควบคุม และ ประกาศคำสั่งเพิกถอนการควบคุมในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยมีกำหนดเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน และให้คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ส่งมอบงานและทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้แก่สภาสถาบันโดยมิชักช้า มาตรา 80 เมื่อคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้หรือไม่ควรให้ ดำเนินกิจการต่อไป และมีเหตุสมควรเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา เอกชน ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรให้มีคำสั่งเพิกถอน ใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นได้โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ สถาบัน มาตรา 81 ในกรณีที่จะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนตามมาตรา 74 (5) หรือมาตรา 80 ให้สถาบันอุดมศึกษา เอกชนส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับผลการศึกษาของนักศึกษาทั้งหมดของสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนนั้นให้แก่ทบวงมหาวิทยาลัย ให้ทบวงมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกหนังสือรับรองผลการศึกษาของนักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดังกล่าวตามหลักฐานที่ได้รับมอบตามวรรคหนึ่ง มาตรา 82* เมื่อรัฐมนตรีมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนตามมาตรา 74 (6) หรือมาตรา 80 ให้คณะกรรมการสถาบัน หรือคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แล้วแต่กรณี แต่งตั้งผู้ชำระ
บัญชีเพื่อชำระบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และให้นำประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ บริษัทจำกัด มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่ ให้คืนให้แก่ผู้รับใบอนุญาต เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคจากผู้อื่นตามมาตรา 12 ตรี ให้โอนให้แก่องค์การ สาธารณกุศลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ถ้าในข้อกำหนดไม่ได้ระบุ ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็น ของรัฐ *[มาตรา 82 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 83 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานระหว่างการควบคุมหรือ ชำระบัญชีในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้จ่ายจากทรัพย์สินของสถาบันอุดมศึกษา เอกชนนั้น คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจได้รับเงินค่าตอบแทน ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยจ่ายจากทรัพย์สินของสถาบันอุดม ศึกษาเอกชนนั้น มาตรา 84 ให้กรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85* เมื่อปรากฏว่าผู้บริหารสถาบัน (1) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 37 (2) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 (4) หรือ (7) มาตรา 44 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 73 หรือมาตรา 76 หรือข้อบังคับหรือข้อกำหนด ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
(3) ดำเนินกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในลักษณะที่อาจเป็นภัย ต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้สภาสถาบันดำเนินการสอบสวนตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา เอกชน ถ้าเห็นว่าผู้บริหารสถาบันขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม กระทำการ ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม (2) หรือดำเนินกิจการตาม (3) ให้สภาสถาบัน ถอดถอนผู้บริหารสถาบันจากตำแหน่งภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ทราบผลการ สอบสวน ถ้าสภาสถาบันไม่ดำเนินการดังกล่าว รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ คณะกรรมการสถาบันอาจมีคำสั่งถอดถอนผู้บริหารสถาบันผู้นั้นจากตำแหน่งได้ *[มาตรา 85 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 86* เมื่อปรากฏว่าคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนผู้ใด (1) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 42 หรือมาตรา 43 (2) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 46 วรรคสอง หรือมาตรา 76 หรือข้อบังคับ หรือข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (3) กระทำการในลักษณะที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัย ของประเทศ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย วัฒนธรรมของชาติ หรือศีลธรรม อันดีของประชาชน ให้ผู้บริหารสถาบันดำเนินการสอบสวนตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา เอกชน ถ้าเห็นว่าคณาจารย์ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม กระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม (2) หรือกระทำการตาม (3) ให้ผู้บริหารสถาบันถอดถอน คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนผู้นั้นจากตำแหน่งภายในหนึ่งเดือนนับแต่ วันที่ทราบผลการสอบสวน ถ้าผู้บริหารสถาบันไม่ดำเนินการดังกล่าว สภาสถาบัน อาจดำเนินการถอดถอนคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนผู้นั้นจากตำแหน่งได้ *[มาตรา 86 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 86 ทวิ* การสอบสวนพิจารณาผู้บริหารสถาบันซึ่งถูกกล่าวหา ตามมาตรา 85 หรือคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งถูกกล่าวหาตาม มาตรา 86 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของ สภาสถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถาบัน *[มาตรา 86 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 86 ตรี* ผู้บริหารสถาบันซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งตาม มาตรา 85 หรือคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ตามมาตรา 86 อาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารสถาบันหรือคณาจารย์ในสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนอีกได้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน *[มาตรา 86 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 7
การเลิกและการโอนกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
_________

มาตรา 87* ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะเลิกดำเนินกิจการ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผล ความจำเป็นที่จะต้องเลิกกิจการและแผนการจัดการศึกษาของนักศึกษาที่ เหลืออยู่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต่อรัฐมนตรีก่อนสิ้นปีการศึกษาไม่น้อยกว่า สามเดือน ให้นำมาตรา 82 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่การเลิกกิจการสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม การเลิกสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา *[มาตรา 87 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 88 ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะโอนกิจการสถาบัน อุดมศึกษาเอกชน ให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการโอน และผู้รับโอนต่อรัฐมนตรี ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตตาย ให้ผู้บริหารสถาบันด้วยความเห็นชอบของ สภาสถาบันแจ้งชื่อผู้รับโอนต่อรัฐมนตรีพร้อมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับโอนนั้น มาตรา 89 ในกรณีตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ให้คณะกรรมการสถาบัน มีอำนาจเรียกผู้รับใบอนุญาต ผู้รับโอน และผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นได้ เมื่อรัฐมนตรีได้รับความเห็นของคณะกรรมการสถาบันแล้ว ให้รัฐมนตรี พิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่สั่งให้เลิกกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้นำมาตรา 81 มาตรา 82 และมาตรา 83 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมวด 8
บทกำหนดโทษ
_________

มาตรา 90* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" *[มาตรา 90 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 91 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา 92* ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินห้าพันบาท *[มาตรา 92 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 92 ทวิ* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน *[มาตรา 92 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535] มาตรา 93 ผู้ใดกระทำตนเป็นกรรมการสภาสถาบันโดยไม่ได้รับการ แต่งตั้งจากรัฐมนตรีตามมาตรา 28 (2) หรือ (3) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าพันบาท มาตรา 94* ผู้ใดรับตำแหน่งผู้บริหารสถาบันโดยที่รู้อยู่ว่าตนขาด คุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 37 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าพันบาท *[มาตรา 94 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 95* ผู้บริหารสถาบันผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 (4) หรือ (7) มาตรา 44 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 70 มาตรา 71 หรือมาตรา 72 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท *[มาตรา 95 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 96 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสี่ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 97 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 68 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 98 สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดฝ่าฝืนมาตรา 69 ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา 99 ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดกระทำความผิดตาม มาตรา 68 หรือมาตรา 69 ให้ถือว่ากรรมการสภาสถาบันและผู้บริหารสถาบัน ทุกคนต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน มิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น หรือได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกัน มิให้เกิดความผิดนั้นแล้ว มาตรา 100 ผู้รับใบอนุญาต กรรมการสภาสถาบัน ผู้บริหารสถาบัน คณาจารย์ หรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 73 หรือ มาตรา 76 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 101 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดย ไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญาหรือประกาศนียบัตรบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยที่ตนไม่มี ถ้าได้ กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 101 ทวิ* ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ประชาชน หลงเชื่อว่า (1) ตนได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือได้รับ ความเห็นชอบให้เปิดดำเนินการในสาขาวิชาใดแล้ว ซึ่งเป็นความเท็จ หรือ (2) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้รับการรับรองวิทยฐานะ หรือสาขา วิชาใดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษา ซึ่งเป็นความเท็จ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ *[มาตรา 101 เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] มาตรา 101 ตรี* บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับ สถานเดียว ให้ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ สถาบันมีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดค่าปรับได้ เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับ ตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระ เงินค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีต่อไป *[มาตรา 101 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

บทเฉพาะกาล
________

มาตรา 102 ให้ผู้ซึ่งใช้คำว่า "สถาบัน" ไว้หน้าชื่อในการดำเนิน กิจการ โรงเรียนหรือนำหน้าชื่อในดวงตรา ป้ายชื่อ ข้อบังคับ ระเบียบ จดหมาย หรือเอกสารอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการโรงเรียนอยู่แล้วในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เลิกใช้คำดังกล่าวภายในสามเดือนนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และภายในระยะเวลาดังกล่าวนั้นมิได้นำมาตรา 18 และมาตรา 19 มาใช้บังคับ มาตรา 103 ใบอนุญาตให้จัดตั้งวิทยาลัยเอกชนตามพระราชบัญญัติ วิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีผลบังคับต่อไปและให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา 104 ให้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ คำสั่ง ระเบียบ และข้อกำหนดที่ออกตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512 ซึ่งใช้บังคับ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎทบวง ประกาศ คำสั่ง ระเบียบ และข้อกำหนดที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 105 ให้คณะกรรมการวิทยาลัยเอกชน คณะกรรมการควบคุม วิทยาลัยเอกชน คณะกรรมการบริหารวิทยาลัยเอกชน และคณะกรรมการอื่น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512 เป็น คณะกรรมการสถาบัน คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สภาสถาบัน และคณะกรรมการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ซึ่งต้อง ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา 106 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการ ผู้สอนและ เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน พ.ศ. 2512 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารสถาบัน คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ตาม พระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี

__________________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ การดำเนินงานของวิทยาลัยเอกชนในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญา ได้เพิ่มขยายขึ้นเป็นอันมาก ทั้งในด้านจำนวนวิทยาลัยและภารกิจในการผลิต บัณฑิตสาขาวิชาต่าง ๆ การค้นคว้าวิจัยและการบริการทางวิชาการแก่สังคม สมควรปรับปรุงโครงสร้างและระบบบริหารตลอดจนวิธีการธำรงรักษามาตรฐาน การศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความเจริญ มั่นคงและเอื้ออำนวยต่อการขยายกิจการ เพื่อร่วมรับภาระในการจัดการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้

__________________________________
บทเฉพาะกาล
พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 35 ให้ผู้บริหารสถาบันที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีให้เป็น ผู้บริหารสถาบันอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารสถาบันต่อไปได้และไม่ให้นำความในมาตรา 37 (3) และ (5) มาใช้บังคับกับบุคคลดังกล่าวจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2522 ได้ใช้บังคับมานานแล้ว บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สมควรแก้ไขบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เหมาะสมเพื่อส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้แบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาขั้นอุดมศึกษาจากรัฐบาล ตลอดจนเพื่อส่งเสริม มาตรฐานการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และเพื่อคุ้มครองสาธารณชน จากการโฆษณาชวนเชื่อหรือการกระทำอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสม จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ [รก.2535/54/1/22 เมษายน 2535]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com