Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2522
เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522"

มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2522/74/39พ./9 พฤษภาคม 2522]

มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และประกาศอื่นในส่วน ที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา 3 ทวิ* พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัด เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการประกอบ กิจการหรือประกอบอาชีพ ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และมาตรา 50 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย *[มาตรา 3 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541]

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "ธุรกิจเงินทุน" หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและ ใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ ดังต่อไปนี้ (1) กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ (2) กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา (3) กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค (4) กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ (5) กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง "กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ
"กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ "กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ (1) ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคา เป็นงวด ๆ หรือโดยให้เช่าซื้อ (2) ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการ ที่มิใช่ของตนเอง (3) ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่ง จำหน่ายสินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้า ซึ่งยึดได้จากผู้เช่าซื้อรายอื่น (4) รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่าย สินค้า "กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชนและทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ (1) ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและ หรือบ้านที่อยู่อาศัย (2) ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัย สำหรับจำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ (3) จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชนรวมทั้ง ให้ประชาชนเช่าซื้อ "จัดหาเงินทุนจากประชาชน"* หมายความรวมถึง กู้ยืมเงินหรือ รับฝากเงินจากประชาชนด้วย *[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]
"บัตรเงินฝาก"* หมายความว่า ตราสารซึ่งเปลี่ยนมือได้ที่บริษัท เงินทุนออกให้แก่ผู้ฝากเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับฝากเงิน และเพื่อแสดง สิทธิของผู้ทรงตราสารที่จะได้รับเงินฝากคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ โดยจะมีการกำหนดดอกเบี้ยไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ *[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535] "ให้กู้ยืมเงิน" เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน หมายความรวมถึง รับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น หรือ ตราสารการเครดิต "ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน เมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม "ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนด ชำระคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วัน ให้กู้ยืม "ให้กู้ยืมเงินระยะยาว" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระ คืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม "เงินกองทุน"* หมายความว่า (1) ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ และเงิน ที่บริษัทได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทนั้น (2) ทุนสำรอง (3) เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตาม มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท แต่ไม่รวมถึงเงินสำรอง สำหรับการลดค่าของสินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ (4) กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร (5) เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์ เงินสำรองอื่น และ (6) เงินที่บริษัทได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ระยะยาวเกินห้าปีที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ
เงินกองทุนตาม (1) (2) (3) และ (4) ให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้น ในทุกงวดการบัญชีออกก่อน และให้หักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ชนิด ประเภทและการคำนวณเงินกองทุนตาม (5) หรือ (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เงินกองทุนตาม (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้หักเงิน ตามตราสารใน (6) ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทอื่นที่บริษัทนั้นถือไว้และ สินทรัพย์อื่นใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด *[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535] *นิยามคำว่า "ธุรกิจหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดย พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "กิจการค้าหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "กิจการที่ปรึกษาการลงทุน" ถูกยกเลิกโดยพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "กิจการจัดการลงทุน" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 *นิยามคำว่า "บริษัทหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
"หลักทรัพย์"* หมายความว่า (1) ตั๋วเงินคลัง (2) พันธบัตร (3) หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดง สิทธิที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ (4) ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์ (5) ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุน ซึ่งผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก (6) ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง *[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526] "ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์" หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ประเภท ดังต่อไปนี้ (1) กิจการเครดิตฟองซิเอร์ (2) กิจการรับซื้อฝาก (3) กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กิจการเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธี รับจำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ "กิจการรับซื้อฝาก" หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตาม สัญญาขายฝากเป็นทางค้าปกติ "บริษัทจำกัด" หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด "บริษัท"* หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ *[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
"บริษัทเงินทุน" หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจเงินทุน *นิยามคำว่า "บริษัทหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 "บริษัทเครดิตฟองซิเอร์" หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ "สำนักงานสาขา" หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ ซึ่งแยกออก จากสำนักงานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ ของบริษัท "ใบอนุญาต"* หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ *[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] "ผู้จัดการ"* หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการและผู้ซึ่ง ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย *[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526] "สถาบันการเงิน"* หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วย ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน *[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526] "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล ที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
มาตรา 6 รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้ง พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ก็ได้ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา

มาตรา 6 ทวิ* ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวง การคลัง เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็น รองประธานกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการ และเลขานุการ และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคาร แห่งประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ *[มาตรา 6 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ (1) แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ (2) ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย พระราชบัญญัตินี้ (3)* ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุนหรือ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(4) ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตร ประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ (5) ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงตาม (3) ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ *[(3) ของมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 1
การจัดตั้งบริษัทและการขอรับใบอนุญาต
______

มาตรา 8* การประกอบธุรกิจเงินทุน หรือการประกอบธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมาย ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี *[วรรคสองของมาตรา 8 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535] การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ตามวรรคหนึ่งและ วรรคสองจะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีในการให้ ความเห็นชอบ รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ และเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 9 ในการออกใบอนุญาตตามมาตรา 8 รัฐมนตรีจะกำหนด เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ เงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อ ความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน รัฐมนตรีจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือ เพิ่มเติมก็ได้ และจะกำหนดให้เงื่อนไขที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมนั้นมีผล บังคับเมื่อระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งได้ล่วงพ้นไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับ ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

มาตรา 10 บริษัทอาจมีสำนักงานสาขาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรี การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่รัฐมนตรีกำหนด ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา 10 ทวิ* ผู้ใดจะกระทำการแทนบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาต จากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วย ก็ได้ มิให้นำมาตรา 13 และมาตรา 52 มาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับอนุญาต ตามวรรคหนึ่ง *[มาตรา 10 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 และความในวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 2
บริษัทเงินทุน
______

มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน

มาตรา 12 บริษัทเงินทุนต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทเงินทุน นำหน้าและ จำกัด ต่อท้าย

มาตรา 13* ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดง ชื่อในธุรกิจว่า "เงินทุน" "การเงิน" "การลงทุน" "เครดิต" "ทรัสต์" "ไฟแนนซ์" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์ หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคารต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการ ธนาคารพาณิชย์ *[มาตรา 13 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 14* บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้ว ตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท *บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้น ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณกองทุนเพื่อ การฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่ง ประเทศไทย หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุ จำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น ธนาคาร แห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้น เป็นอย่างอื่นได้ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวม เป็นหุ้นของบุคคลตามวรรคสองด้วย (1) คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง (2) บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง (3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วน ( 4) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวก จำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน จำกัดนั้น (5) บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของ จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น หรือ (6) บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) หรือบริษัทจำกัดตาม (5) ถือหุ้นรวมกัน เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น *[ความในวรรคหนึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526 และความในวรรคสองและวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]

มาตรา 15 ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้น อันจะทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 14

มาตรา 16 หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้น ชนิดระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท และข้อบังคับของ บริษัทเงินทุนต้องไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น เว้นแต่เพื่อเป็นการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
มาตรา 17* บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทย ถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมี กรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ ทั้งหมด แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของ บริษัทเงินทุนนั้น รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นอย่างอื่นได้ในการ ผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ *[มาตรา 17 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 18 เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็น เหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา 14 บุคคลนั้น จะยกเอาการถือหุ้นในส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้ และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้น หรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วน ที่เกินมิได้

มาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา 14 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 17 และมาตรา 18 ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียน ผู้ถือหุ้นทุกคราวก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทน อื่นใด แล้วแจ้งผลการตรวจสอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและ ภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใด ถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา 14 ให้บริษัทเงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อ ดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย
มาตรา 20* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (2) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่   (ก) เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบ ธุรกิจหรือสำหรับเป็นที่พัก หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย   (ข) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้ การประกันการให้กู้ยืมเงิน หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการ ขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ต้องจำหน่าย อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของ บริษัทเงินทุน หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคาร แห่งประเทศไทย หรือ   (ค) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุน เพื่อการเคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ในการอนุญาตตาม (ก) หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (3) รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัท เงินทุนจากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน (4) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวน หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทย จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (5) ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่   (ก) เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้ กู้ยืมเงิน แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา
  (ข) เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาต จากรัฐมนตรี หรือ   (ค) เป็นการได้มาโดยได้รับผ่อนผันจากรัฐมนตรีด้วยคำแนะนำ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วย ก็ได้ (6) ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับ อนุญาต เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อ การพัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย   (ก) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือ เงินลงทุนให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม หรือการ จัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว   (ข) การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน   (ค) การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของ กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม   (ง) การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการ ควบธุรกิจเข้าด้วยกัน สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุน เพื่อ การพาณิชย์ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบธุรกิจการค้ำประกันได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (7) ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย   (ก) การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ของกรรมการ   (ข) การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (ก) เป็นหุ้นส่วน
  (ค) การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (ก) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัด ความรับผิด ที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน จำกัดนั้น   (ง) การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น   (จ) การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้น รวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น   (ฉ) การรับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่ กรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัท จำกัดตาม (ง) หรือ (จ) เป็นผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง   (ช) การประกันหนี้ใด ๆ ของกรรมการหรือบุคคลตาม (ก) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ (จ) (8) ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุน โดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตนั้นจะกำหนด เงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ (9) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของ บริษัทเงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำ หรือการประกอบธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ (10) ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่า รวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ หรือซื้อทรัพย์สิน จากกรรมการ ทั้งนี้ รวมถึงบุคคลตาม (ก) ห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) หรือบริษัทจำกัดตาม (ง) หรือ (จ) ของ (7) วรรคสองด้วย เว้นแต่ได้รับ ความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(11) โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้ กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ กำหนด (12) ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ พนักงานของบริษัทเงินทุนมีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของ บริษัทเงินทุน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (13) กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือ บุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการ แข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา *[มาตรา 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]

มาตรา 21* เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้น เกิดขึ้น (1) การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัท เงินทุน (2) การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคล ผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุน *[(3) และ (4) ของมาตรา 21 ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 22* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มี อำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน (1) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย (2) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต (3) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ ในการจัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับ ยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (4) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ ในการจัดการของบริษัทเงินทุนอื่น (5) ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือ ผู้จัดการ ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 57 ทวิ (1) (6) เป็นข้าราชการการเมือง (7) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย เว้นแต่   (ก) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีเพื่อเข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ   (ข) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 57 ทวิ (2) (8) เป็นผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ ของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท จำกัดตามมาตรา 20 (7) วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่   (ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจ ในการจัดการ   (ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็น ต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน
  (ค) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 57 ทวิ (2) (9) เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการ ทำงาน หรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี (10) มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคล ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน หรือทำสัญญาให้บุคคล อื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความ เห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ธนาคาร แห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้ และในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เพิกถอนความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่น แทนเพื่อขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่ วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญา ให้มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น ตลอดจนผู้ซึ่ง ปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้นด้วยโดยอนุโลม *[มาตรา 22 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 22 ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน ให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด *[มาตรา 22 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 22 ตรี* ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและควบคุมภายในได้ *[มาตรา 22 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 23* ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัท เงินทุน ตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และในหนังสือพิมพ์รายวัน อย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และให้ เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับ บริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคาร แห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผย แห่งละหนึ่งฉบับ งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีนั้น ต้องเป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี และ ต้องมิใช่กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการ ตรวจสอบ และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ว่าด้วยผู้สอบบัญชี รวมทั้งมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสารประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรง
กับความเป็นจริง ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชี และแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้องลงลายมือชื่อรับรอง พร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจ เพิกถอนการให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้ *[มาตรา 23 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 23 ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะ เวลาหกเดือน ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือ ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าว ออกจากบัญชี หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือ เรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ในการอนุญาตธนาคารแห่ง ประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ถ้านำสินทรัพย์ ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัย ว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงิน กองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวน ต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา 29 ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมี อำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว *[มาตรา 23 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 23 ตรี* รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่น รายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการ เฉพาะ โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด และจะให้ทำคำชี้แจง ข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้นก็ได้ *[มาตรา 23 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 24 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใด ยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใด ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนดก็ได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่อ อธิบายหรือขยายความแห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้ รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยาย ความตามวรรคหนึ่งบริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง

มาตรา 25 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ บริษัทเงินทุนต้องจัดให้ กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำ หรือ แสดงสมุดบัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้น ตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 26* ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด (1) จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร (2) จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับ ระยะเวลาในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม (3) ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมี ผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นใน ปริมาณเกินสมควร หรือมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ
(4) กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ส่วนรวม ดังต่อไปนี้   (ก) ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด เป็นเนืองนิจ   (ข) ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกัน เป็นปริมาณมาก   (ค) ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชี ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น   (ง) ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคา หรือเรียกคืนไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น   (จ) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไข การกระทำดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยเห็นสมควรภายในเวลาที่กำหนด บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สั่งการเมื่อมีกรณีตาม (4) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด 5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม *[มาตรา 26 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 26 ทวิ* เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้ เงินกองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้น ตรวจพบเองหรือปรากฏจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี หรือของธนาคาร แห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนนั้นจะกู้ยืมเงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไป ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการให้
ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้กู้ยืม เงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่ง ของทุนซึ่งชำระแล้ว ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการ ดำเนินงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือผู้สอบบัญชีตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทย จะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ และให้แจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้น ทราบโดยมิชักช้า ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการ ตามวรรคสอง บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้ง คำชี้ขาดของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง ระงับการดำเนินกิจการ ทันทีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไข ฐานะและการดำเนินงาน หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตาม โครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้ *ในกรณีที่บริษัทเงินทุนต้องดำเนินการลดทุนหรือเพิ่มทุนตามโครงการ ที่รับความเห็นชอบตามวรรคสองหรือตามคำชี้ขาดตามวรรคสาม มิให้นำบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุน ซึ่งชำระแล้วของบริษัทเงินทุน และมาตรา 1222 มาตรา 1224 มาตรา 1225 และมาตรา 1226 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 139 มาตรา 140 และมาตรา 141 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณีมาใช้บังคับ *[มาตรา 26 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526 และความในวรรคห้าแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540]
มาตรา 26 ตรี* บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้อง คืนเงิน ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ ทันที และห้ามมิให้ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจาก รัฐมนตรี และให้บริษัทเงินทุนนั้นส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้อง หยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่หยุดทำการจ่ายเงิน เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์ และเมื่อได้รับรายงานการ สอบสวนแล้ว ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุม บริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ โดยให้นำความในหมวด 5 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม *[มาตรา 26 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 26 จัตวา* เพื่อแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัท เงินทุน หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินหรือระบบ สถาบันการเงิน ให้รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมี อำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการ ชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด และในการนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ *[มาตรา 26 จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]

มาตรา 27 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนใน เรื่องดังต่อไปนี้ (1) วงเงินขั้นต่ำ (2) ระยะเวลาชำระคืน
(3) หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภท กิจการ หรือประเภทของบุคคลก็ได้

มาตรา 27 ทวิ* บริษัทเงินทุนจะรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะ เวลาอันกำหนดไว้โดยวิธีออกบัตรเงินฝากก็ได้ บัตรเงินฝากต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) คำบอกชื่อว่าเป็นบัตรเงินฝาก ( 2) ชื่อบริษัทเงินทุนผู้ออกบัตรเงินฝาก (3) วันที่ออกบัตรเงินฝาก (4) จังหวัดที่ออกบัตรเงินฝาก (5) ข้อตกลงอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่ง ที่แน่นอนพร้อมด้วยดอกเบี้ย (ถ้ามี) (6) วันถึงกำหนดจ่ายเงิน (7) สถานที่จ่ายเงิน (8) ชื่อของผู้ฝากเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ (9) ลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทเงินทุนผู้ออกบัตรเงินฝาก *[มาตรา 27 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 27 ตรี ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 899 ถึงมาตรา 907 มาตรา 911 มาตรา 913 (1) และ (2) มาตรา 914 ถึงมาตรา 916 มาตรา 917 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม มาตรา 918 ถึงมาตรา 922 มาตรา 925 มาตรา 926 มาตรา 938 ถึง มาตรา 942 มาตรา 945 มาตรา 946 มาตรา 948 มาตรา 949 มาตรา 959 มาตรา 967 มาตรา 971 มาตรา 973 มาตรา 986
มาตรา 994 ถึงมาตรา 1000 มาตรา 1006 ถึงมาตรา 1008 มาตรา 1010 และมาตรา 1011 มาใช้บังคับแก่บัตรเงินฝากโดยอนุโลม *[มาตรา 27 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 28 ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วน กับเงินที่ได้จากการกู้ยืมหรือได้รับจากประชาชน อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้อง ชำระคืนให้แก่บุคคลเหล่านี้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดตามประเภทของบุคคล ที่บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้ สินทรัพย์สภาพคล่อง ได้แก่ สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์ สภาพคล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ อัตราส่วนที่ดำรงนั้น จะกำหนดให้ถือเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลา มากน้อยเท่าใดก็ได้

มาตรา 29* ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับ สินทรัพย์ หนี้สิน หรือภาระผูกพันตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี *[มาตรา 29 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]
มาตรา 29 ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุน ซึ่งชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี *[มาตรา 29 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 30 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงิน หรือรับเงินจากประชาชน (2) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ (3) ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ (4) ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ (5) หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใด ได้รับจากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น เนื่องจาก การที่บริษัทเงินทุนกู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือ ลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับเนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุน ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดค่าบริการ หรือผลประโยชน์ใน (1) (2) (3) หรือ (4) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (3) ไม่ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือ ส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (2) การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุน อาจจ่ายหรืออาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่ายหรือ ระยะเวลาเรียกเก็บได้
มาตรา 31 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อ ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หรือกิจการเงินทุน เพื่อการเคหะ (1) จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ ไป เป็นอัตราส่วน กับยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย (2) ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ (3) วิธีการชำระเงิน (4) เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครอง ทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อ (5) วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ

มาตรา 32 เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะ เศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจ กำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่า อัตราที่กำหนด (2) วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและ รับอาวัลตั๋วเงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือวงเงินสูงสุดที่ บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ (3) วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือ สังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง และหรือจะให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการ ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น
มาตรา 33 ในการกำหนดอัตราตามมาตรา 32(1) ให้กำหนด เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใด ขณะหนึ่ง และอัตราที่กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอด เงินดังกล่าว การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา 32(2) จะกำหนดเป็นอัตราส่วน กับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงิน ที่บริษัทเงินทุนให้เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง หรือเป็น อัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืม และรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา 32(3) จะกำหนดเป็นอัตราส่วน กับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้ เช่าซื้อทั้งสิ้น ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงิน ที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ ประเภทนั้น ๆ ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนดหรือเป็นอัตราส่วนกับเงิน กองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้

มาตรา 34 ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้ (1) การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง (2) การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

มาตรา 35* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนในกิจการ ของผู้อื่นหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับเงิน กองทุนทั้งหมดหรือเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด หรือหลายชนิดตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของ รัฐมนตรี ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการ อนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนในกิจการของบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ หรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนหรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระ ผูกพันเพื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งด้วย (1) คู่สมรสของบุคคลตามวรรคหนึ่ง (2) บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง (3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วน (4) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวก จำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน จำกัดนั้น (5) บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวน หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น ในการให้กู้ยืมเงินหรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันตาม วรรคหนึ่ง ถ้าบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด จำนวนเงิน ที่ให้กู้ยืมหรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันรวมกันจะต้องไม่เกิน อัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของบุคคลนั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันธนาคาร แห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท และจะกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ก็ได้
การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละ ประเภทก็ได้ *[มาตรา 35 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 36 ความในมาตรา 35 ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน (ก) ให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือ หลักทรัพย์อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (ข) ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือ ทรัพย์สินอื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน ราคาของหลักประกัน การคำนวณราคาของหลักประกัน ถ้าเป็นหลักทรัพย์ รัฐบาลไทยให้ถือตามราคาที่ตราไว้ ถ้าเป็นหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นให้ถือ ตามราคาตลาด ถ้าไม่มีราคาตลาดให้ถือตามราคาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด

มาตรา 37 บริษัทเงินทุนต้องเปิดทำตามเวลา และหยุดทำการตาม วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือ หยุดทำการในเวลาหรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

หมวด 3*
บริษัทหลักทรัพย์
______

มาตรา 39* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 40* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 41* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 42* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 43* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 44* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 45* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 46* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 47* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 48* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 49* ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

*[หมวด 3 ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

หมวด 4
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
______

มาตรา 50 ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

มาตรา 51 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ นำหน้าและ จำกัด ต่อท้าย

มาตรา 52 ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ใช้ชื่อหรือ คำแสดงชื่อในธุรกิจว่า บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมาย เช่นเดียวกัน
มาตรา 53* บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องมีทุนจดทะเบียนและทุน ซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท *[มาตรา 53 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526] มาตรา 54 ห้ามมิให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำการดังต่อไปนี้ (1)* ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการ อนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (2) ให้กู้ยืมเงิน เว้นแต่การรับจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกัน (3) ให้กรรมการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นกู้ยืมเงิน และให้นำ ความในมาตรา 20(7) วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(4) ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ในประเภท ที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะ กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ส่วนการให้ประชาชนเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจาก ผู้จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เมื่อได้มีบุคคลตกลงจะเช่าซื้อแล้ว รวมทั้งการให้ เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กลับเข้าครองอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดสัญญานั้น ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำได้ เมื่อได้ กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดดังกล่าวนี้ให้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา (5) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่ (ก) อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจ หรือสำหรับเป็นที่พักหรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัท เครดิตฟองซิเอร์นั้นตามสมควร และได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ข) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจาก การรับจำนองและซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาล หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือได้รับโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นมาเนื่องจาก การชำระหนี้ แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในห้าปี นับแต่ วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือภายในกำหนด เวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ค) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ มาเพื่อการให้เช่าซื้อตาม (4) วรรคสอง และเมื่อมีการให้เช่าซื้อแล้ว บริษัท เครดิตฟองซิเอร์จะนำเอาอสังหาริมทรัพย์นั้นไปจำนองหรือก่อให้เกิดทรัพยสิทธิ ใด ๆ ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ง) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจาก สัญญาขายฝาก แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในห้าปีนับแต่ วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นพ้นกำหนดไถ่คืนตามสัญญาหรือตามเวลาที่กฎหมาย กำหนดไว้ แล้วแต่กรณี หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาต จากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตตาม (ก) (ข) (ค) หรือ (ง) ธนาคารแห่ง ประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (6) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของ จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น หรือซื้อหรือมีหุ้นหรือ หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์นั้น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (7)* จัดหาเงินทุนจากประชาชน เว้นแต่การออกหุ้นกู้และการกู้ยืม เงินที่มีกำหนดเวลาจ่ายคืนไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับ การกู้ยืม การชำระคืน และวงเงินขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุ เบกษา (8) ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ โดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (9) โฆษณากิจการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น เว้นแต่การโฆษณานั้น จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา *[(1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526 และ (7) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]
มาตรา 55 ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้กู้ยืมเงินโดยการรับ จำนองต้องมีข้อสงวนสิทธิให้ผู้กู้โดยสมบูรณ์ในการชำระเงินคืนทั้งสิ้น หรือแต่ บางส่วนได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะ เรียกค่าชดเชยได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความ เห็นชอบของรัฐมนตรี ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ต้องมี ข้อสงวนสิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อน เวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องลดราคาที่เช่าซื้อ ลงตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 56* ให้นำมาตรา 14 วรรคสองและวรรคสาม มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20(13) มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 22 ทวิ มาตรา 22 ตรี มาตรา 23 มาตรา 23 ทวิ มาตรา 23 ตรี มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 26 ทวิ มาตรา 26 ตรี มาตรา 26 จัตวา มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 29 ทวิ มาตรา 30 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 และมาตรา 38 มาใช้บังคับแก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม *[มาตรา 56 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]

หมวด 5
การควบคุมบริษัท การเพิกถอนใบอนุญาต และการเลิกบริษัท
______

มาตรา 57* เมื่อปรากฏหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่า บริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ บริษัทนั้นแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนด ในการนี้จะสั่งให้เพิ่มทุนหรือลดทุนด้วยก็ได้ ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าบริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ใน ลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์ของ ประชาชน รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาต แต่ใน กรณีที่บริษัทดำเนินการแก้ไขการบริหารงานให้ถูกต้อง หรือดำเนินการอื่นใด ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด รัฐมนตรีจะยัง ไม่สั่งควบคุมบริษัทนั้นหรือยังไม่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ ในการนี้รัฐมนตรี จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงาน ของบริษัทนั้น ให้บริษัทต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งควบคุมบริษัทใดตามวรรคสอง รัฐมนตรีมีอำนาจ สั่งให้บริษัทนั้นระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด *[ความในวรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]

มาตรา 57 ทวิ* เมื่อปรากฏหลักฐานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า บริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคล

ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคาร แห่งประเทศไทยตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 57 ตรี ธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการ หรือ บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทผู้เป็นต้นเหตุดังกล่าวออกจาก ตำแหน่งได้ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้ถอดถอนบุคคลใด ให้บริษัท นั้นแต่งตั้งบุคคลอื่นโดยความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าดำรง ตำแหน่งแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันถอดถอน บริษัทใดไม่ถอดถอนบุคคล หรือถอดถอนแล้วไม่แต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทน ธนาคารแห่ง ประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้ (1) ถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการ ดำเนินงานของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอน (2) แต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทน ผู้ซึ่งถูกถอดถอน ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนิน งานของบริษัทใด ซึ่งหากปล่อยเนิ่นช้าอาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของ ประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจ สั่งถอดถอนกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของ บริษัทนั้น และแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทน ได้ทันทีตามที่เห็นสมควร ให้ผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง (2) หรือวรรคสองอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาไม่เกินสามปี และมิให้นำความใน มาตรา 22(7) และ (8) มาใช้บังคับ และให้บุคคลดังกล่าวได้รับ ค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น และในระหว่างเวลาที่บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งอยู่ ผู้ถือหุ้นของบริษัท จะมีมติเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้
บุคคลซึ่งถูกถอดถอนจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด ๆ ในบริษัทนั้นไม่ได้ไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม และต้องอำนวยความสะดวก และให้ข้อเท็จจริงแก่บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง (2) หรือ วรรคสอง หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรานี้ เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี *[มาตรา 57 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2540]

มาตรา 57 ตรี* ในกรณีที่บริษัทใดไม่เพิ่มทุนหรือลดทุนภายในกำหนด เวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าคำสั่ง ของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลา ตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องให้บริษัทใดเพิ่มทุนหรือลดทุน เพื่อให้บริษัทนั้นสามารถพยุงฐานะและการดำเนินงานต่อไปได้ ธนาคารแห่ง ประเทศไทยจะสั่งให้บริษัทนั้นเพิ่มทุนหรือลดทุนทันทีก็ได้ โดยให้ถือว่าคำสั่ง ของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น *ในการเพิ่มทุนหรือลดทุนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองหรือการเสนอ ขายหุ้นเพิ่มทุน มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการกำหนดจำนวน ขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วของบริษัท และมาตรา 1117 มาตรา 1220 มาตรา 1222 มาตรา 1224 มาตรา 1225 และมาตรา 1226
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 50 มาตรา 136 วรรคสอง (2) มาตรา 137 มาตรา 139 และมาตรา 141 แห่งพระราชบัญญัติบริษัท มหาชนจำกัด พ.ศ.2535 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ *[มาตรา 57 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 และความในวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2540]

มาตรา 58 ในการสั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาตตาม มาตรา 57 วรรคสอง ให้รัฐมนตรีแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทนั้นทราบ และปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทนั้น กับทั้งให้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ

มาตรา 59 ในการควบคุมบริษัทให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการควบคุม บริษัทขึ้นประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคน คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของบริษัทนั้นได้ทุกประการ และ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้แทนของบริษัทนั้น ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง กรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจและหน้าที่พนักงาน ควบคุมบริษัทคนหนึ่งหรือหลายคนให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กรรมการให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 60 เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่บริษัทใด (1) ห้ามมิให้กรรมการและพนักงานของบริษัทกระทำกิจการของ บริษัทนั้นอีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมบริษัท
(2) ให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทนั้นจัดการอันสมควร เพื่อปกปักรักษาทรัพย์และประโยชน์ของบริษัทไว้ และรีบรายงานกิจการ และ มอบทรัพย์สินพร้อมด้วยสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับ กิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัทให้แก่คณะกรรมการควบคุมบริษัทโดยมิชักช้า

มาตรา 61 เมื่อบริษัทใดถูกควบคุม ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือ เอกสารของบริษัทนั้นแจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการควบคุมบริษัททราบ โดยมิชักช้า

มาตรา 62 เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา 57 ให้คณะกรรมการควบคุม บริษัท หรือพนักงานควบคุมบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือให้แสดง หรือส่งสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่น อันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัทที่ถูกควบคุม

มาตรา 63 เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูกควบคุม สามารถจะดำเนินกิจการของตนเองได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรี เห็นสมควรก็ให้สั่งเลิกการควบคุม และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใน หนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่า บริษัทที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนิน กิจการต่อไปได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่ง เพิกถอนใบอนุญาต และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์ รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ

มาตรา 64 ในกรณีที่บริษัทใดไม่ประกอบกิจการประเภทที่ได้รับ ใบอนุญาตตามปริมาณที่รัฐมนตรีเห็นสมควรในช่วงระยะเวลาสองปีใด ๆ รัฐมนตรี จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการทุกประเภทหรือประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่ได้รับใบอนุญาตก็ได้
มาตรา 64 ทวิ* ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 57 วรรคสอง มาตรา 63 วรรคสอง หรือในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ทุกประเภทตามมาตรา 64 ให้บริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเป็นอันเลิก บริษัทจำกัด *[มาตรา 64 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 65 เมื่อบริษัทใดมีความประสงค์ที่จะเลิกประกอบกิจการ ตามประเภทที่ได้รับใบอนุญาต ให้ยื่นขออนุญาตเลิกประกอบกิจการต่อรัฐมนตรี ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา 65 ทวิ* บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีผล ขาดทุนตามมาตรา 26 ทวิ วรรคสอง ให้บริษัทนั้นเป็นอันเลิกบริษัทจำกัดและ ให้ถือว่าใบอนุญาตของบริษัทนั้นถูกเพิกถอน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) บริษัทมิได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงาน ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 26 ทวิ วรรคสอง (2) บริษัทมิได้ปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตาม มาตรา 26 ทวิ ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด (3) ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบด้วยใน โครงการตามมาตรา 26 ทวิ วรรคสอง และบริษัทไม่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 26 ทวิ วรรคสาม (4) รัฐมนตรีมีคำชี้ขาดยืนตามการไม่ให้ความเห็นชอบด้วยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามมาตรา 26 ทวิ วรรคสาม *[มาตรา 65 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 66* เมื่อมีการเลิกบริษัทตามมาตรา 64 ทวิ หรือ มาตรา 65 ทวิ ให้มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี การชำระบัญชีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด ว่าด้วยการชำระบัญชี แล้วแต่กรณี เว้นแต่การใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ที่ประชุมใหญ่ ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐมนตรี *[ความในวรรคหนึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 67 กรรมการควบคุมบริษัท พนักงานควบคุมบริษัท และ ผู้ชำระบัญชีอาจได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมหรือชำระบัญชีบริษัทใด ให้จ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น

หมวด 5 ทวิ*
การควบกิจการและการโอนกิจการ
______

มาตรา 67 ทวิ การควบบริษัทเข้าด้วยกันไม่มีผลเป็นการโอน ใบอนุญาตของบริษัทเดิมไปเป็นของบริษัทใหม่

มาตรา 67 ตรี การโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ ให้แก่สถาบันการเงินอื่นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี เมื่อได้รับความเห็นชอบการโอนกิจการจากรัฐมนตรีแล้ว ให้ดำเนินการ โอนกิจการได้ โดยการโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ไม่ต้องบอกกล่าว การโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่เป็นการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่นเพื่อโอนกิจการ ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันไม่นำมาตรา 22(4) มาใช้บังคับเป็นเวลา ไม่เกินห้าปี

มาตรา 67 จัตวา ในกรณีที่คณะกรรมการของบริษัทใดมีข้อเสนอจะ ควบกิจการกับสถาบันการเงินอื่นหรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ ให้แก่สถาบันการเงินอื่นเป็นการเร่งด่วน หรือในกรณีตามมาตรา 26 ทวิ ที่คณะกรรมการของบริษัทเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงาน โดยการควบกิจการหรือโอนกิจการ หรือในกรณีตามมาตรา 26 มาตรา 26 ตรี หรือมาตรา 57 ที่คณะกรรมการของบริษัทหรือคณะกรรมการควบคุมเสนอแก้ไข ฐานะหรือการดำเนินงานโดยการควบกิจการหรือโอนกิจการ ถ้ารัฐมนตรีโดย คำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีความจำเป็น เร่งด่วนที่ต้องควบกิจการหรือโอนกิจการเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน และประโยชน์ของประชาชน ให้มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาอนุญาต ให้ดำเนินการได้โดยจะกำหนดระยะเวลาดำเนินการและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ *ในการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ถ้าบริษัท หรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี (1) มาตรา 237 มาตรา 1117 มาตรา 1185 มาตรา 1220 มาตรา 1222 มาตรา 1224 มาตรา 1225 มาตรา 1226 และมาตรา 1240 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) มาตรา 50 มาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 102 ประกอบกับ มาตรา 33 วรรคสอง มาตรา 137 มาตรา 139 วรรคหนึ่ง มาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 147 และมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
(3) มาตรา 94 (2) มาตรา 114 และมาตรา 115 แห่งพระราช บัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ทั้งนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สิน หรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินเนื่องในการควบกิจการหรือการโอน กิจการ *[ความในวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541] ให้บริษัทและสถาบันการเงินที่ควบกิจการหรือโอนหรือรับโอนกิจการ ตามวรรคหนึ่ง จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อควบกิจการหรือโอนหรือรับโอน กิจการ ในการนี้มิให้นำบทกฎหมายเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อควบกิจการ หรือโอนหรือรับโอนกิจการของบริษัทหรือสถาบันการเงินนั้นมาใช้บังคับ และ ให้บริษัทและสถาบันการเงินนั้นงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้นเมื่อพ้นเจ็ดวันนับแต่ วันมีประกาศอนุญาตให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งจนถึงวันประชุมผู้ถือหุ้น และ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นโดยจัดส่งหนังสือนัดให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า เจ็ดวันแต่ต้องไม่เกินสิบสี่วัน ทั้งนี้ ให้โฆษณาคำบอกกล่าวนัดประชุมใน หนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่าสามวันก่อนวันประชุมด้วย ในการประชุมถ้ามีคะแนน เสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม ให้ถือว่าการควบกิจการหรือการโอนหรือรับโอนกิจการนั้นเป็นการชอบด้วย กฎหมาย ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทและสถาบันการเงินตามวรรคหนึ่งเป็นคดี ล้มละลายในระหว่างการดำเนินการเพื่อควบกิจการหรือโอนกิจการตามที่ได้รับ ความเห็นชอบตามมาตรานี้ ให้บริษัทและสถาบันการเงินตามวรรคหนึ่งได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม และภาษีอากรต่าง ๆ บรรดาที่เกิดจากการควบกิจการหรือโอนกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะกำหนดเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้
คณะกรรมการของสถาบันการเงินที่ควบกันแล้วมีสิทธิยื่นขอ จดทะเบียนการควบกิจการได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่รัฐมนตรีอนุญาตให้ ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ในการอนุญาตให้ควบกิจการหรือโอนกิจการตามมาตรานี้ หากกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่ง ประเทศไทยจำต้องเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินและได้รับความเสียหาย ให้รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงินแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินตามควรแก่กรณี ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลใดในการดำเนินการตาม วรรคสอง บริษัทและสถาบันการเงินต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นนั้น *[ความในวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 และวรรคแปดเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541]

มาตรา 67 เบญจ* ในการควบคุมกิจการของบริษัทหรือโอนกิจการ ของบริษัทให้แก่สถาบันการเงินหากมีการโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่น ที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันให้หลักประกันนั้น ตกแก่สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ *[มาตรา 67 เบญจ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541]

มาตรา 67 ฉ* ในการควบกิจการของบริษัทหรือโอนกิจการของ บริษัทให้แก่สถาบันการเงินถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนใด คดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว
ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้ว และในกรณี ที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษานั้น *[มาตรา 67 ฉ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541] *[ความในหมวด 5 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540]

หมวด 6
พนักงานเจ้าหน้าที่
______

มาตรา 68* ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ (1)* สั่งให้กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท ผู้สอบบัญชี ของบริษัท และผู้รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของบริษัทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือด้วยเครื่องมืออื่นใดมาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สิน ของบริษัท (2)* เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือในสถานที่ซึ่ง รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของบริษัทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือด้วยเครื่องมือ อื่นใด (3)* เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอัน เป็นความผิดตามมาตรา 11 หรือมาตรา 50 หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่ เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ในเวลา ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก (4) ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
(5) เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบ ธุรกิจของลูกหนี้ของบริษัท ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคล ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร *[มาตรา 68 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526 และ (1) และ (2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และ (3) แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

มาตรา 69 ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตร ประจำตัวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดใน กฎกระทรวง

หมวด 7
บทกำหนดโทษ
______

มาตรา 70* บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 10 มาตรา 12 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 22 ทวิ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม มาตรา 23 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา 26 ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา 37 มาตรา 51 มาตรา 53 มาตรา 54 หรือมาตรา 55 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ
ตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 20 (1) (2) (4) (5) (6) (8) หรือ (11) มาตรา 22 ตรี มาตรา 23 ทวิ มาตรา 26 วรรคสอง มาตรา 26 ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา 26 ตรี วรรคสอง มาตรา 26 จัตวา มาตรา 29 ทวิ มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือ วรรคสาม มาตรา 37 มาตรา 54(1) (4) (5) (6) (8) หรือ (9) มาตรา 55 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือมาตรา 65 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา 7 วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ สามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง *[มาตรา 70 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 71* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 11 หรือมาตรา 50 ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับ อีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ *[มาตรา 71 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

มาตรา 72* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 10 ทวิ มาตรา 13 หรือมาตรา 52 หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 10 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท และปรับอีก ไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ *[มาตรา 72 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]
มาตรา 73* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 57 ทวิ วรรคสอง มาตรา 60 หรือมาตรา 61 หรือฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมบริษัท หรือพนักงาน ควบคุมบริษัทตามมาตรา 62 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับ ไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยัง ฝ่าฝืนอยู่ *[มาตรา 73 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 73 ทวิ* ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท *[มาตรา 73 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 74* ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่อำนวยความ สะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท *[มาตรา 74 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 74 ทวิ* ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับหรือหมายไว้ ที่สิ่งใด ๆ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรืออายัด หรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกิน สามแสนบาท *[มาตรา 74 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 74 ตรี* ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันพนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ยึด อายัด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อ บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สินหรือ เอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท *[มาตรา 74 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75* ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 10 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง มาตรา 22 ทวิ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือ วรรคสาม มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 37 หรือมาตรา 53 กรรมการ หรือผู้จัดการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของ บริษัทนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย *ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 มาตรา 23 ทวิ มาตรา 26 ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา 26 ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา 32 มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา 54 หรือมาตรา 55 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 20(1) (2) (4) (6) หรือ (11) มาตรา 22 ตรี มาตรา 23 ทวิ มาตรา 26 วรรคสอง มาตรา 26 ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา 29 ทวิ มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา 54(1) (4) (5) (6) หรือ มาตรา 35 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา 54(1) (4) (5) (6) หรือ (9) มาตรา 55 หรือมาตรา 57 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง กรรมการ หรือ
ผู้จัดการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย *[มาตรา 75 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และความในวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

มาตรา 75 ทวิ* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัทโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็น เท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับ ตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 ตรี* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัท หรือทรัพย์สินที่บริษัทเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วย ประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ใน ลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 75 จัตวา* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของบริษัทหรือซึ่งบริษัทเป็น เจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 เบญจ* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท เอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินอันบริษัทมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครอง ของบริษัท ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท *[มาตรา 75 เบญจ เพิ่มเติมพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 ฉ* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ ดำเนินงานของบริษัท รู้ว่าเจ้าหนี้ของบริษัทหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งจะใช้สิทธิ ของเจ้าหนี้บริษัทบังคับการชำระหนี้จากบริษัท ใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้อง ทางศาลให้ชำระหนี้ (1) ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของบริษัท หรือ (2) แกล้งให้บริษัทเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง ถ้าได้กระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 ฉ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 75 สัตต* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหา ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการ เสียหายแก่บริษัทนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 สัตต เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 อัฏฐ* กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้ (1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของบริษัทหรือที่เกี่ยวกับบริษัท (2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสาร ของบริษัทหรือที่เกี่ยวกับบริษัท หรือ (3) ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อ ความเป็นจริง ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำ เพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาด ประโยชน์อันควรได้ หรือลวงบุคคลใด ๆ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 อัฏฐ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 นว* ผู้สอบบัญชีใดของบริษัทรับรองงบดุล หรือบัญชีอื่นใด อันไม่ถูกต้อง หรือทำรายงานเท็จ หรือฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรคสี่ ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสามแสนบาท *[มาตรา 75 นว เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 75 ทศ* ผู้ใดก่อให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่ง รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีกระทำความผิดตามที่ บัญญัติในมาตรา 75 ทวิ มาตรา 75 ตรี มาตรา 75 จัตวา มาตรา 75 เบญจ มาตรา 75 ฉ มาตรา 75 สัตต มาตรา 75 อัฏฐ และมาตรา 75 นว ไม่ว่า ด้วยการใช้ สั่ง ขู่เข็ญ จ้าง หรือด้วยวิธีอื่นใดต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรานั้น ๆ *[มาตรา 75 ทศ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 เอกาทศ* ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบ ในการดำเนินงานของบริษัท กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 75 ทวิ มาตรา 75 ตรี มาตรา 75 จัตวา มาตรา 75 เบญจ มาตรา 75 ฉ มาตรา 75 สัตต และมาตรา 75 อัฏฐ ไม่ว่าก่อนหรือขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ เว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกนั้น *[มาตรา 75 เอกาทศ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 75 ทวาทศ* ในความผิดตามมาตรา 75 ทวิ มาตรา 75 ตรี มาตรา 75 จัตวา มาตรา 75 เบญจ มาตรา 75 ฉ มาตรา 75 สัตต มาตรา 75 อัฏฐ มาตรา 75 นว มาตรา 75 ทศ หรือมาตรา 75 เอกาทศ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา หรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้เสียหายด้วย และ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล *[มาตรา 75 ทวาทศ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]
มาตรา 75 เตรส* ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำ ความผิดตามมาตรา 75 ทวิ มาตรา 75 ตรี มาตรา 75 จัตวา มาตรา 75 เบญจ มาตรา 75 ฉ มาตรา 75 สัตต มาตรา 75 อัฏฐ มาตรา 75 นว มาตรา 75 ทศ หรือมาตรา 75 เอกาทศ และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า หากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้น หรือทรัพย์สินซึ่ง ตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกินกว่า หนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล ให้คำสั่งยึดหรือ อายัดดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็น ไม่สามารถฟ้องคดีได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยาย ระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่ง ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง การยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวล รัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีตามวรรคหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลดังกล่าวจะ หลบหนีออกนอกราชอาณาจักรเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ ให้ศาล อาญามีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนได้ ในกรณี ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน เมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ บุคคลที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมายแจ้งให้อธิบดีกรมตำรวจ ทราบ ให้อธิบดีกรมตำรวจมีอำนาจสั่งห้ามมิให้บุคคลนั้นออกนอกราชอาณาจักร ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวได้เป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวันจนกว่าศาลอาญาจะมี คำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอาญาหรือของอธิบดีกรมตำรวจที่สั่งตาม วรรคสี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท *[มาตรา 75 เตรส เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528]
มาตรา 76 ความผิดตามมาตรา 70 ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้ มีการเปรียบเทียบตามมาตรา 79 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจพบการกระทำความผิดหรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาด อายุความ

มาตรา 77* ผู้ใดล่วงรู้กิจการของบริษัทใดเนื่องจากการปฏิบัติตาม อำนาจและหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยจะ พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจากตามหน้าที่ หรือเพื่อ ประโยชน์แก่การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี หรือเป็นการเปิดเผยเกี่ยวกับ การกระทำความผิดของบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ *[มาตรา 77 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 78 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 71 มาตรา 72 หรือมาตรา 73 เป็นนิติบุคคล กรรมการของนิติบุคคลนั้น หรือ บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติ ไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำ ความผิดของนิติบุคคลนั้น

มาตรา 79 ความผิดตามมาตรา 70 หรือมาตรา 75 ให้คณะกรรมการ ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนสามคน ซึ่งคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด และผู้ต้องหาได้ชำระ ค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้วให้คดีนั้น เป็นอันเลิกกัน

บทเฉพาะกาล
______

มาตรา 80 ให้ถือว่าบริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภทใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้ว ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภทนั้น แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าสำนักงานสาขาที่ได้รับอนุญาตของบริษัทตาม กฎหมายดังกล่าวในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสำนักงานสาขาที่ได้รับ อนุญาตของบริษัทนั้นตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีได้ กำหนดไว้ในการอนุญาต

มาตรา 81 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 80 บริษัทใดมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเป็นจำนวนต่ำกว่าอัตรา ที่กำหนดในมาตรา 17 วรรคสาม อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการที่เป็นผู้มีสัญชาติไทยในอัตราที่เป็นอยู่นั้นได้ต่อไป แต่ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 80 บริษัทใดมีจำนวน หุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ถึงสามในห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้ว ทั้งหมด หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึงสามในห้าของจำนวน กรรมการทั้งหมด บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นต้องดำเนินการ ให้มีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถือไม่ต่ำกว่าสามในห้าของจำนวนหุ้นที่ จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสาม ในห้าของจำนวนกรรมการทั้งหมดภายในเวลาเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ

มาตรา 82 บุคคลใดถือหุ้นบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวมกันเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา 14 อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้คงมีสิทธิถือหุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใด ก็ให้คงมีสิทธิถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือนั้น ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งได้รับ มรดกในหุ้นนั้นในวันหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม บทบัญญัติมาตรา 18 มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง

มาตรา 83 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่จัดตั้งขึ้นเป็น บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการ ค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้วในวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อไปได้ และถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นได้ออกหุ้นไว้แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา 16 และหรือมีผู้ถือหุ้นซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครคิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการแก้ไขเสีย ให้ถูกต้องตามมาตรา 16 หรือมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ภายใน เจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยต้องดำเนินการตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าสิบรายโดยผู้ถือหุ้น ดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของจำนวนหุ้น ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(2) ภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าราย โดย ผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวน หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด (3) ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยราย โดยผู้ถือหุ้น ดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่ จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง (1) (2) หรือ (3) ถ้ามีเหตุ จำเป็นและสมควร รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้ก็ได้ ในการขยายระยะเวลา ดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา 84 ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายใน ระยะเวลาที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา 83 หากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ใดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ประสงค์จะเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่ ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวน ให้ประชาชนเข้าชื่อซื้อหุ้นได้ ในการออกหนังสือชี้ชวนดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณีเพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาให้ บังคับโดยอนุโลม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น และบทบัญญัติ ว่าด้วยการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้

มาตรา 85* ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526
มาตรา 86 บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามมาตรา 80 บริษัทใดมีทุนถูกต้องตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง มาตรา 42 หรือมาตรา 53 แล้วแต่กรณีอยู่แล้ว และได้มีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้ เพิ่มทุนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้บริษัทนั้นดำเนินการเพิ่มทุนตามมติ พิเศษนั้นไปได้ โดยไม่ต้องขอรับอนุญาตตามมาตรา 20(1) มาตรา 43(1) หรือมาตรา 54(1) แล้วแต่กรณี

มาตรา 87 ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ตามมาตรา 80 ประกอบกิจการ ใด ๆ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ไม่อาจกระทำได้ตามมาตรา 43(6) อยู่แล้วในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทหลักทรัพย์เลิกประกอบกิจการนั้น ๆ ให้เสร็จสิ้น ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวมีความผูกพันตามนิติกรรมที่จะเลิก ประกอบกิจการที่ต้องห้ามตามมาตรา 43(6) ภายในกำหนดระยะเวลาตาม วรรคหนึ่งมิได้ ให้บริษัทหลักทรัพย์นั้นยื่นขออนุญาตต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรี ขยายกำหนดระยะเวลาดังกล่าวออกไปได้เท่าที่เห็นสมควร ในการอนุญาตให้ ขยายกำหนดระยะเวลา รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา 88 ให้บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ ตามมาตรา 80 ปฏิบัติตามมาตรา 12 มาตรา 40 หรือมาตรา 51 ตามแต่กรณีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บริษัทเงินทุนตามมาตรา 80 ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 89 ให้ผู้ที่ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมาย เช่นเดียวกันอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งต้องห้ามมิให้ใช้ ตามมาตรา 13 มาตรา 41 หรือมาตรา 52 เลิกใช้ชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าว ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 90 บริษัทเงินทุนตามมาตรา 80 บริษัทใดรับหุ้นของบริษัท เงินทุนจากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวน เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นหรือ มีหุ้นในบริษัทเงินทุนอื่นโดยชอบอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัท เงินทุนนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 20(3) (4) หรือ (5) แล้วแต่กรณี ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือภายในกำหนดเวลากว่า นั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 80 บริษัทใดมีหุ้นในบริษัทจำกัดใด เป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น หรือมีหุ้นหรือหุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัท เครดิตฟองซิเอร์นั้นโดยชอบอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทเครดิต ฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 54(6) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

มาตรา 91 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 80 บริษัทใดมี อสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อการประกอบธุรกิจให้เช่าซื้ออยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นแจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ภายในเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้วให้ดำเนินการ หรือให้จำหน่ายไปภายในเงื่อนไขและระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด
มาตรา 92 ให้ถือว่าสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีข้อสงวน สิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อนเวลา ที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว และให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติตาม มาตรา 55 วรรคสอง ด้วย

มาตรา 93 บริษัทตามมาตรา 80 บริษัทใดมีกรรมการ ผู้จัดการ พนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาอยู่แล้วโดยชอบ ก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บริษัทนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 22 ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 94 ให้บรรดาประกาศของกระทรวงการคลังที่ออกตาม ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2515 และ ประกาศและเงื่อนไขของกระทรวงการคลัง และประกาศและเงื่อนไขของ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามประกาศของกระทรวงการคลังดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขตามพระราชบัญญัตินี้ออกใช้บังคับ

มาตรา 95 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามมาตรา 80 บริษัทใดไม่ดำเนินการแก้ไขจำนวนหุ้นหรือกรรมการให้ถูกต้องภายในระยะเวลา ที่กำหนดตามมาตรา 81 หรือไม่ดำเนินการแก้ไขหุ้นหรือผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตาม มาตรา 16 หรือมาตรา 17 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณีภายในระยะเวลาที่ กำหนดหรือที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา 83 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง แสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังกระทำการ ฝ่าฝืนอยู่
มาตรา 96 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา 80 บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 84 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา 97 ความผิดตามมาตรา 95 และมาตรา 96 ให้คณะกรรมการ ตามมาตรา 79 มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำมาตรา 76 มาใช้บังคับโดย อนุโลม

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส.โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี

อัตราค่าธรรมเนียม
______

(1) คำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
      หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์                                                   500 บาท
(2) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน  ธุรกิจหลักทรัพย์
      หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์  ประเภทละ                           10,000 บาท

________________________

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วย ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยเฉพาะ การควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าวได้ อาศัยประกาศของกระทรวงการคลังและประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคโดยทั่วไป ซึ่งยังไม่รัดกุมพอทำให้ประชาชนซึ่งเกี่ยวข้องเสียเปรียบและไม่ได้รับความ คุ้มครองเท่าที่ควร สมควรมีกฎหมายเฉพาะควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าว เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนได้โดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

________________________
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526

มาตรา 37 ให้บุคคลซึ่งใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจที่มีคำว่า การลงทุน เครดิต หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันอยู่แล้วในวันที่ พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับซึ่งต้องห้ามมิให้ใช้ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เลิกใช้ชื่อคำแสดงชื่อ หรือคำอื่นใดดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับ

มาตรา 38 บริษัทเงินทุนใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้ว ไม่ถูกต้องตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้บริษัทเงินทุนนั้นดำเนินการตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท (2) ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท (3) ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท (4) ภายในสี่ปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท
มาตรา 39 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ แล้วไม่ถูกต้องตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท (2) ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้อง ดำเนินการให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า ยี่สิบล้านบาท (3) ภายในกำหนดสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้อง ดำเนินการให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า สามสิบล้านบาท

มาตรา 40 ในการดำเนินการตามมาตรา 38 หรือมาตรา 39 แห่งพระราชกำหนดนี้ ถ้ามีเหตุจำเป็นและสมควร รัฐมนตรีจะขยายระยะ เวลาให้ก็ได้ ในการขยายระยะเวลาดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ความในมาตรา 20(1) หรือมาตรา 54(1) แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่การ เพิ่มทุนของบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เพื่อดำเนินการตาม มาตรา 38 หรือมาตรา 39 แห่งพระราชกำหนดนี้ แล้วแต่กรณี

มาตรา 41 ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดที่ได้ รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์อยู่แล้วก่อนวันที่ พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จะต้องเพิ่มทุนตามมาตรา 38 หรือมาตรา 39 แห่ง
พระราชกำหนดนี้ โดยการออกหุ้นใหม่ ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนเข้าชื่อซื้อหุ้นได้ ในการ ออกหนังสือชี้ชวนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณีเพิ่มทุนตาม กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นและบทบัญญัติว่าด้วย การเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้

มาตรา 42 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดไม่ดำเนินการ ให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรา 38 หรือมาตรา 39 แห่งพระราชกำหนดนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ความผิดตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการตามมาตรา 79 แห่งพระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำความในมาตรา 76 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 43 ให้บริษัทปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลาหกเดือน ตามมาตรา 23 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชกำหนดนี้ ตั้งแต่ปีบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป
มาตรา 44 ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์บริษัทใด มีผลขาดทุนตามมาตรา 26 ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ การ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้บริษัทดังกล่าวเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคาร แห่งประเทศไทย ภายในสามเดือนนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับและให้ นำความในมาตรา 26 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจ กำหนดมาตรการและเงื่อนไขในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและบริษัท เครดิตฟองซิเอร์ ตามวรรคหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา 45 ให้บริษัทซึ่งดำเนินการอยู่แล้วในวันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับดำเนินการขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือ พนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทต่อธนาคาร แห่งประเทศไทยตามมาตรา 22 มาตรา 49 หรือมาตรา 56 แห่งพระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่พระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มีมาตรการยังไม่เพียงพอในการควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของ ประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ และขณะนี้สถาบัน
การเงินหลายแห่งกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงซึ่งต้องได้รับการควบคุมกำกับ เป็นกรณีเร่งด่วน และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะ รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราช กำหนดนี้ [รก.2526/195/1พ./15 ธันวาคม 2526]

________________________
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 บทเฉพาะกาล

มาตรา 18 บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดซึ่งอยู่ใน ระหว่างดำเนินการลดทุน เพิ่มทุน ควบกิจการหรือรวมกิจการเข้ากับบริษัทอื่น ตามโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานอยู่ในวันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับ ให้นำความในมาตรา 26 ทวิ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ มาใช้บังคับ

มาตรา 19 ผู้ใดกระทำการแทนบริษัทซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ต่างประเทศ โดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักรอยู่แล้ว ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะดำเนินการต่อไป ให้ยื่นขอ อนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นขออนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งไม่อนุญาต
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526 ยังมีมาตรการไม่เพียงพอแก่การควบคุม และกำกับการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน รวมทั้งขาดมาตรการที่เหมาะสม ในการช่วยแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินหากจะพึงมีขึ้น สมควรที่จะต้อง ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับภาวการณ์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและก่อให้ เกิดเสถียรภาพในระบบสถาบันการเงินอย่างแท้จริง รวมทั้งเพื่อประโยชน์ แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนรวม และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ [รก.2528/177/21พ./26 พฤศจิกายน 2528]

________________________
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ใน ปัจจุบันการควบคุมดูแลเรื่องตลาดทุน และธุรกิจเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์อยู่ ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ทางราชการจึงได้ตราพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ขึ้นใช้บังคับ เพื่อรวบรวมบทบัญญัติในเรื่อง ดังกล่าวไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ดังกล่าวได้มีบทบัญญัติครอบคลุมถึงการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
ซึ่งในขณะนี้อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเดรดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 สมควรยกเลิกบทบัญญัติ ในเรื่องดังกล่าวเพื่อมิให้ซ้ำซ้อนกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ [รก.2535/43/1/8 เมษายน 2535]

________________________
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535

มาตรา 11 ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมิได้ออกประกาศ ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้ หรือออกประกาศแล้วแต่ประกาศดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ ให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ถือปฏิบัติตามประกาศของธนาคาร แห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามมาตรา 29 หรือมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526 ไปพลางก่อน

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และเพิ่มเติมบทบัญญัติใหม่เพื่อขยาย ขอบเขตการประกอบธุรกิจเงินทุน โดยให้บริษัทเงินทุนสามารถรับฝากเงินจาก ประชาชนโดยการออกสมุดคู่ฝากหรืออกบัตรเงินฝากได้ นอกจากนี้ ได้ยกเลิก ข้อกำหนดเกี่ยวกับการกระจายหุ้นให้บุคคลธรรมดารายย่อยเพื่อให้สอดคล้องกับ
กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด และปรับปรุงข้อกำหนดในเรื่องเงินกองทุน ของบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางสากล ตามข้อเสนอของ BANK FOR INTERNATIONAL SETTLEMENT (BIS) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ช่วยพัฒนาและกำกับสถาบันการเงินที่ดำเนิน กิจการในตลาดต่างประเทศให้มีความมั่นคงเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ [รก.2535/44/7/9 เมษายน 2535]

________________________
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 ยังขาดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันการเงิน ดำเนินการควบกิจการหรือโอนกิจการ ประกอบกับการควบกิจการหรือโอน กิจการบางกรณีจำเป็นต้องกระทำโดยเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูฐานะและสร้างความ มั่นคงแก่ระบบสถาบันการเงินและคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน สมควร กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนองความจำเป็นดังกล่าว และโดยที่ธุรกิจ การเงินในปัจจุบันอยู่ในภาวะซบเซาจำต้องแก้ไขโดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ [รก.2540/29ก/15/28 มิถุนายน 2540]
________________________
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2540
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจาก การแก้ไขปัญหาของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ประสบปัญหา ด้านฐานะหรือการดำเนินการอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ ของประชาชนตามบทบัญญัติของกฎหมายในปัจจุบันไม่อาจดำเนินการให้ทันต่อ ความเร่งด่วนของสถานการณ์ได้ ซึ่งความล่าช้าของการดำเนินการจะส่งผล กระทบอย่างกว้างขวางแก่เศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สมควรให้อำนาจ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแก้ไขปัญหาของบริษัทดังกล่าวที่ประสบภาวะวิกฤต ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะ หลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชกำหนดนี้ [รก.2540/60ก/29/24 ตุลาคม 2540]

________________________
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ ควบกิจการหรือโอนกิจการได้โดยเร็ว อันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาวิกฤต ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และในขณะเดียวกันสถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ก็สามารถควบกิจการและโอนกิจการได้ด้วย ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขบทบัญญัติ ในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการ
ธนาคารพาณิชย์เพื่อให้การควบกิจการหรือโอนกิจการระหว่างธนาคารพาณิชย์ กับสถาบันการเงินตามกฎหมายทั้งสองฉบับมีความสอดคล้องกัน และโดยที่เป็น กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความ มั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ [รก.2541/51ก/9/23 สิงหาคม 2541]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com