ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2522
เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดย คำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522"

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป [รก.2522/74/39พ./9 พฤษภาคม 2522]

มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และประกาศอื่นในส่วน ที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา 3 ทวิ พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัด เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการประกอบ กิจการหรือประกอบอาชีพ ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และมาตรา 50 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย [มาตรา 3 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541]

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "ธุรกิจเงินทุน" หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและ ใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ ดังต่อไปนี้

(1) กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์
(2) กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา
(3) กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค
(4) กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
(5) กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

"กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ

"กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ

"กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

 (1) ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคา เป็นงวด ๆ หรือโดยให้เช่าซื้อ
(2) ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการ ที่มิใช่ของตนเอง
(3) ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่ง จำหน่ายสินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้า ซึ่งยึดได้จากผู้เช่าซื้อรายอื่น
(4) รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่าย สินค้า

"กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ" หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุน จากประชาชนและทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

(1) ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและ หรือบ้านที่อยู่อาศัย
(2) ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัย สำหรับจำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ
(3) จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชนรวมทั้ง ให้ประชาชนเช่าซื้อ "จัดหาเงินทุนจากประชาชน" หมายความรวมถึง กู้ยืมเงินหรือ รับฝากเงินจากประชาชนด้วย

[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

"บัตรเงินฝาก" หมายความว่า ตราสารซึ่งเปลี่ยนมือได้ที่บริษัท เงินทุนออกให้แก่ผู้ฝากเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับฝากเงิน และเพื่อแสดง สิทธิของผู้ทรงตราสารที่จะได้รับเงินฝากคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ โดยจะมีการกำหนดดอกเบี้ยไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

 [นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

"ให้กู้ยืมเงิน" เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน หมายความรวมถึง รับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น หรือ ตราสารการเครดิต

"ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน เมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม

"ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนด ชำระคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วัน ให้กู้ยืม "ให้กู้ยืมเงินระยะยาว" หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระ คืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม "เงินกองทุน" หมายความว่า

(1) ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ และเงิน ที่บริษัทได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทนั้น
(2) ทุนสำรอง
(3) เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตาม มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท แต่ไม่รวมถึงเงินสำรอง สำหรับการลดค่าของสินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้
(4) กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร
(5) เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์ เงินสำรองอื่น และ
(6) เงินที่บริษัทได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ระยะยาวเกินห้าปีที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ

เงินกองทุนตาม (1) (2) (3) และ (4) ให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้น ในทุกงวดการบัญชีออกก่อน และให้หักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ชนิด ประเภทและการคำนวณเงินกองทุนตาม (5) หรือ (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เงินกองทุนตาม (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้หักเงิน ตามตราสารใน (6) ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทอื่นที่บริษัทนั้นถือไว้และ สินทรัพย์อื่นใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด

[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535]

นิยามคำว่า "ธุรกิจหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดย พระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "กิจการค้าหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "กิจการที่ปรึกษาการลงทุน" ถูกยกเลิกโดยพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราช บัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "กิจการจัดการลงทุน" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

นิยามคำว่า "บริษัทหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

"หลักทรัพย์" หมายความว่า

(1) ตั๋วเงินคลัง
(2) พันธบัตร
(3) หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดง สิทธิที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้
(4) ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์
(5) ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุน ซึ่งผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก
(6) ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 [นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

"ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์" หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ประเภท ดังต่อไปนี้

(1) กิจการเครดิตฟองซิเอร์
(2) กิจการรับซื้อฝาก
(3) กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กิจการเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธี รับจำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ

"กิจการรับซื้อฝาก" หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตาม สัญญาขายฝากเป็นทางค้าปกติ

"บริษัทจำกัด" หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

"บริษัท" หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์

[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

"บริษัทเงินทุน" หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจเงินทุน

นิยามคำว่า "บริษัทหลักทรัพย์" ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 "บริษัทเครดิตฟองซิเอร์" หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

"สำนักงานสาขา" หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ ซึ่งแยกออก จากสำนักงานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ ของบริษัท

"ใบอนุญาต" หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

[นิยามนี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

"ผู้จัดการ" หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการและผู้ซึ่ง ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย

[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

"สถาบันการเงิน" หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วย ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน

[นิยามนี้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล ที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

มาตรา 6 รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้ง พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ก็ได้ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา

มาตรา 6 ทวิ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวง การคลัง เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็น รองประธานกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการ และเลขานุการ และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคาร แห่งประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ [มาตรา 6 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติฯ พ.ศ. 2526]

มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ

(1) แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
(2) ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย พระราชบัญญัตินี้
(3) ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุนหรือ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(4) ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตร ประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่
(5) ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงตาม (3) ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

 [(3) ของมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535]

 | หน้าถัดไป »

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย