ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477

หน้า 2

หมวด 3 
อำนาจลงทัณฑ์
______ 

มาตรา 8   ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยตำรวจดังกล่าวไว้ใน   หมวด 2 นั้น ให้มีกำหนดเป็นหกสถาน คือ  

1. ภาคทัณฑ์  
2. ทัณฑกรรม  
3. กักยาม  
4. กักขัง  
5. จำขัง  
6. ลงโทษตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  

มาตรา 9 ภาคทัณฑ์นั้นคือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์   สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดง   ความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้   ทัณฑกรรมนั้นคือ ให้ทำงานโยธา งานสุขาภิบาล หรืองานอื่นของ   ราชการเพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยาม   นอกจากหน้าที่ประจำ   กักยาม คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควร ตามแต่ที่จะ   กำหนดให้   กักขัง   คือ ขังในที่ที่จัดไว้เพื่อควบคุมแต่เฉพาะคนเดียว หรือรวมกัน   หลายคน แล้วแต่จะได้มีคำสั่ง   จำขัง   คือ ขังในที่ควบคุม และจะใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องจำขัง   ได้เฉพาะเมื่อผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองขึ้นไปสั่งในกรณีต่อไปนี้  

(1) เมื่อมีเหตุให้เห็นว่าผู้ต้องจำขังน่าจะทำอันตรายต่อชีวิต หรือ   ร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น
(2) เมื่อผู้ต้องจำขังมีอาการแสดงให้เห็นว่า เป็นบุคคลวิกลจริต หรือ   จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ อันอาจเป็นภยันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น
(3) เมื่อมีเหตุให้เห็นว่าผู้ต้องจำขังพยายามจะหลบหนีการควบคุม 
(4) เมื่อคุมตัวผู้ต้องจำขังไปนอกที่ควบคุม และเป็นการสมควรที่จะต้อง   ใช้เครื่องพันธนาการ  
(5) เมื่อเห็นเป็นการสมควรจะต้องใช้เครื่องพันธนาการ เนื่องแต่   สภาพของที่ควบคุมหรือสภาพของเหตุการณ์  

ในกรณีดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็นเหตุฉุกเฉินไม่สามารถจะให้ผู้บังคับบัญชา   ตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองขึ้นไปสั่งการได้ทันท่วงที ให้ผู้มีหน้าที่ควบคุมซึ่งเป็นหัวหน้า   อยู่ในขณะนั้นเป็นผู้สั่งการได้ แต่ต้องรายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจโดยปกติ   เป็นการด่วน และผู้มีอำนาจโดยปกติจะสั่งงดเสียก็ได้   กักขังหรือจำขังนั้นจะใช้งานโยธา งานสุขาภิบาล หรืองานอื่นของ   ราชการด้วยก็ได้ แต่วันหนึ่งไม่ให้เกิน 6 ชั่วโมง   การลงโทษตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน หมายถึง   การลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน   ซึ่งใช้อยู่ แต่การสั่งกรณีไล่ออก หรือปลดออก หรือให้ออก หรือพักราชการ   แก่พลตำรวจหรือนายสิบตำรวจ ซึ่งมิใช่ระหว่างประจำการตามกฎหมายว่าด้วย   การรับราชการทหาร หรือเสมียนพนักงาน ให้อธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับ   มอบหมายจากอธิบดีกรมตำรวจตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการตำรวจ หรือเทียบเท่าขึ้นไป   สั่งได้ตามเหตุที่ระบุในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนอกจากทัณฑ์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 8 ห้ามมิให้ใช้วิธีลงทัณฑ์อย่างอื่น  

[มาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6)   พ.ศ. 2495]

มาตรา 9 ทวิ เมื่อมีความจำเป็นจะต้องกักตัวไว้สอบสวน ให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจกักตัวผู้ใต้บังคับบัญชาระหว่างดำเนินการสอบสวน เพื่อลงทัณฑ์ได้   เท่าที่จำเป็นแก่การสอบสวน แต่ต้องไม่เกินอำนาจลงทัณฑ์กักขังของผู้สั่งกักตัว   และต้องไม่เกินสิบห้าวัน ทั้งต้องให้เป็นไปตามระเบียบของกรมตำรวจ   ให้นับวันที่ถูกกักตัวรวมเข้าในวันลงทัณฑ์กักยาม กักขัง หรือจำขังด้วย   ถ้าสั่งลงทัณฑ์อย่างอื่นนอกจากทัณฑ์ดังกล่าว และเป็นทัณฑ์ที่ไม่ใช่ไล่ออกหรือ   ปลดออก แม้ถูกกักตัวเพียงวันเดียวก็ให้ถือว่าได้รับทัณฑ์นั้นมาครบแล้ว  

[มาตรา 9 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]  

มาตรา 10 ในการที่ผู้บังคับบัญชาจะลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำผิด นอกจาก   ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้กระทำได้แต่เฉพาะ   ตามที่กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ในตารางท้ายพระราชบัญญัตินี้   ส่วนผู้บังคับบัญชาชั้นใด จะมีอำนาจเป็นผู้ลงทัณฑ์ชั้นใด และผู้อยู่ใน   บังคับบัญชาชั้นใด จะเป็นผู้รับทัณฑ์ชั้นใด ซึ่งตามตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์   มิได้กำหนดไว้ให้ถือเกณฑ์เทียบ ดังต่อไปนี้  

ก. เทียบชั้นผู้บัญชาการ จเรตำรวจ  

ข. เทียบชั้นผู้ช่วยผู้บัญชาการ ผู้ช่วยจเรตำรวจ  

ค. เทียบชั้นผู้บังคับการ      

1. เลขานุการกรม      
2. หัวหน้ากอง      
3. ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจเอกขึ้นไป  

ง. เทียบชั้นรองผู้บังคับการ      

1. รองเลขานุการกรม      
2. รองหัวหน้ากอง      
3. ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจโท

จ. เทียบชั้นผู้กำกับการ   ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจตรี  

ฉ. เทียบชั้นผู้บังคับกอง      

1. หัวหน้าแผนก      
2. สารวัตร      
3. นายเวรผู้บัญชาการ      
4. นายเวรจเรตำรวจ      
5. นายแพทย์โท      
6. ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด      
7. ข้าราชการตำรวจชั้นนายร้อยตำรวจเอก  

ช. เทียบชั้นผู้บังคับหมวด      

1. ประจำแผนก      
2. หัวหน้าสถานี      
3. หัวหน้ากิ่งสถานี      
4. รองสารวัตร      
5. สมุห์บัญชี      
6. พนักงานพัสดุ      
7. พนักงานทะเบียนพล      
8. นายแพทย์ตรี      
9. นายเวรผู้บังคับการ    
10. ผู้ช่วยนายเวรผู้บังคับการ    
11. ผู้ช่วยนายเวรผู้บัญชาการ    
12. ผู้ช่วยนายเวรจเรตำรวจ    
13. ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอ    
14. ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มียศไม่เกินนายร้อยตำรวจโท     ทั้งนี้ ผู้ครองตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง ต้องเป็นข้าราชการตำรวจ   ชั้นสัญญาบัตร

ซ. เทียบชั้นผู้บังคับหมู่      

1. หัวหน้าสถานี      
2. หัวหน้ากิ่งสถานี      
3. สมุห์บัญชี      
4. พนักงานพัสดุ      
5. ผู้ช่วยนายเวรผู้บังคับการ      
6. พนักงานทะเบียนพล      
7. พนักงานทะเบียนคนต่างด้าว      
8. นายสิบพยาบาล      
9. นักเรียนนายร้อยตำรวจ    
10. ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอ    
11. เสมียนพนักงาน 

ทั้งนี้ นอกจาก 9. ผู้ครองตำแหน่งแต่ละตำแหน่งต้องเป็นข้าราชการ   ตำรวจชั้นประทวน  

[มาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]  

มาตรา 11   ผู้ลงทัณฑ์หรือผู้รับทัณฑ์ ซึ่งตำแหน่งที่รับราชการอยู่ไม่ตรง   ตามที่เทียบไว้ในมาตรา 10 แห่งหมวดนี้ ให้ถือเกณฑ์เทียบกับชั้นที่ใกล้เคียง   หรือเสมอกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 นั้น   ผู้ลงทัณฑ์หรือผู้รับทัณฑ์ ถ้าตำแหน่งกับยศตามที่เทียบไว้ในมาตรา 10   หรือมาตรา 11 ต่างกัน ให้ถือเอาตำแหน่งเป็นเกณฑ์   ผู้ทำการแทนหรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รั้งตำแหน่งก็ดี หรือผู้ที่ยัง   ว่าที่ยศอยู่ก็ดี สำหรับการลงทัณฑ์หรือรับทัณฑ์ให้ถือเสมือนหนึ่งได้ครองตำแหน่ง   หรือยศนั้นแล้ว แต่ผู้ที่มียศต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรจะใช้อำนาจของชั้นสัญญาบัตร   ซึ่งแม้ในขณะทำหน้าที่แทนในตำแหน่งสัญญาบัตร ตำแหน่งใดก็ดี สำหรับลงทัณฑ์ไม่ได้

มาตรา 12   กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตามที่ตราไว้นี้ ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์   สั่งลงทัณฑ์เต็มที่ได้สถานใดสถานหนึ่งแต่สถานเดียว ถ้าสั่งลงทัณฑ์ถึงสองสถาน   พร้อมกัน ต้องกำหนดทัณฑ์เพียงกึ่งหนึ่งของอัตราในสถานนั้น ๆ และห้ามมิให้   ลงทัณฑ์ในคราวเดียวมากกว่าสองสถาน

มาตรา 13   ก่อนที่ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์จะลงทัณฑ์ครั้งคราวใดก็ดี   ให้พิจารณาโดยถ้วนถี่จนได้ความแน่นอนว่า ผู้ที่จะต้องรับทัณฑ์นั้นมีความผิด   จริงแล้ว จึงสั่งลงทัณฑ์ อย่าลงทัณฑ์โดยโทษะจริต หรือลงทัณฑ์แก่ผู้ที่ไม่ได้   ความชัดเจนว่ามีความผิดนั้นเป็นอันขาด เมื่อพิจารณาความผิดละเอียดแล้ว   ต้องชี้แจงให้ผู้กระทำผิดนั้นทราบว่ากระทำผิดในข้อใด เพราะเหตุใด   แล้วจึงลงทัณฑ์  

มาตรา 14   ถ้าผู้มีอำนาจบังคับบัญชา ให้ลงทัณฑ์ข้าราชการชั้น   สัญญาบัตรคนใดไปแล้ว ให้แจ้งเรื่องลงทัณฑ์นั้นเสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดี   กรมตำรวจ  

มาตรา 15   เมื่อผู้มีอำนาจบังคับบัญชาได้ทราบว่า ผู้ซึ่งอยู่ในบังคับ   บัญชาของตนมีความผิดจนปรากฏแน่นอนแล้ว แต่ผู้กระทำผิดนั้นควรรับทัณฑ์ที่เหนือ   อำนาจตนจะสั่งลงทัณฑ์ได้ ก็ให้รายงานชี้แจงความผิดของผู้กระทำผิดตลอดจน   ออกความเห็นว่า ควรลงทัณฑ์ประการใด เสนอตามลำดับชั้น จนถึงผู้มีอำนาจ   ลงทัณฑ์เพื่อขอให้ผู้นั้นสั่งการต่อไป  

มาตรา 16 ถ้าเป็นความผิดซึ่งได้มีกฎกระทรวงกำหนดทัณฑ์ไว้   แน่นอนแล้ว เช่น ฐานขาดหนีราชการ เป็นต้น หากกำหนดทัณฑ์นั้นเกินอำนาจ   ของผู้บังคับบัญชาที่จะสั่งลงทัณฑ์ได้ ก็ให้นำเสนอตามลำดับถึงผู้มีอำนาจลงทัณฑ์  

[มาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]

มาตรา 17   นายตำรวจที่เป็นหัวหน้าทำการควบคุมตำรวจไปราชการ   โดยลำพัง ให้มีอำนาจที่จะสั่งลงทัณฑ์ผู้อยู่ใต้อำนาจในระหว่างเวลาที่ควบคุมอยู่นั้น   เสมอ ผู้มีอำนาจสั่งลงทัณฑ์เหนือตนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งได้ แต่ไม่เกินอำนาจรองอธิบดี

มาตรา 18   ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ได้สั่งลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดในฐานจำขัง   หรือกักขังแล้ว และขณะรับทัณฑ์อยู่นั้น ผู้รับทัณฑ์กระทำผิดขึ้นอีก ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์   จะสั่งเพิ่มทัณฑ์ ก็ให้พิจารณาดูกำหนดทัณฑ์ที่สั่งไว้แต่เดิมก่อน ห้ามมิให้กำหนดเวลา   ให้ผู้ต้องถูกจำขังหรือกักขังทั้งกำหนดเดิมและกำหนด ที่เพิ่มใหม่รวมกันเกินกว่า   กำหนดอำนาจของผู้สั่งลงทัณฑ์นั้นเป็นอันขาด หากผู้กระทำผิดควรรับทัณฑ์เกินกว่า   อำนาจผู้ที่จะสั่งลงทัณฑ์แล้ว ให้ปฏิบัติการตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 15 แห่งหมวดนี้  

มาตรา 19   นับตั้งแต่วันที่ปรากฏหลักฐานแห่งความผิดของผู้กระทำผิด   ซึ่งจะต้องรับทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีคำสั่งลงทัณฑ์อันแน่นอนแล้ว ถ้าผู้มี   อำนาจลงทัณฑ์มิได้จัดการให้ผู้นั้นได้รับทัณฑ์ภายในกำหนดสามเดือน ให้นับว่า   ล่วงเลยเวลาที่จะลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นไว้แต่ผู้ที่กระทำผิดนั้นขาดหนี   ราชการก่อนครบกำหนดสามเดือน จึงมิให้นับวันที่ขาดหนี้นี้เข้าในกำหนดเวลา   ล่วงเลย ให้นับแต่วันที่ได้ตัวผู้นั้นกลับมายังที่รับราชการ  

มาตรา 20   เมื่อผู้มีอำนาจได้สั่งลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว   ผู้ที่สั่งลงทัณฑ์หรือผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเหนือผู้ที่สั่งลงทัณฑ์นั้น มีอำนาจที่จะเพิ่ม   ทัณฑ์หรือลดทัณฑ์ หรือยกทัณฑ์เสียก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มทัณฑ์แล้ว ทัณฑ์ที่สั่งเพิ่มขึ้นนั้น   รวมกับทัณฑ์ที่สั่งไว้แล้วต้องไม่เกินอำนาจของผู้ที่สั่งใหม่นั้น

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย