ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

เผชิญนักปริยัติ

 ขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งปวง

ความช่ำชองในวิถีของจิตวิญญาณทั้งในตนเองและในคนอื่นๆ สามารถทำให้ท่านธรรมโพธิแห่งอินเดียแสดงความคารวะต่อท่านมิลาเรปะ ดังนั้นชื่อเสียงเกียรติ์คุณของท่านจึงขจรไกลออกไปมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านนะยานัน พากันมาทำบุญกับท่านเพื่ออุทิศให้กับสรรพชีวิตทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อความเป็นศิริมงคลสำหรับชาวบ้าน ท่านมิลาเรปะยังคงพำนักอยู่ในท้องถ้ำแห่งนะยานันเพื่อโปรดสรรพสัตว์ต่อไป
ในครั้งกระนั้น มีภิกษุฝ่ายคันถะธุระบางองค์ ซึ่งเป็นนักปริยัติแห่งวิหารนะยานัน พากันริษยาท่านมิลาเรปะ พวกเขาใส่ร้ายท่านโดยเรียกท่านว่าเป็นคนนอกศาสนา และกล่าวคำนินทาว่าร้ายท่านต่างๆนาๆมากมาย
ในสมัยที่เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในนะยานัน ชาวบ้านหลายคนพากันไปกู้เงินจากภิกษุนักปริยัติ เพื่อลงทุนซื้อเมล็ดพืชไปเพาะปลูก พวกภิกษุนักปริยัติพากันกล่าวกับชาวบ้านว่า “เพราะว่าพวกเราไม่ได้เคยเรียนรู้ปฏิบัติตามคำสอนของคนนอกศาสนา พวกเราจึงไม่เคยได้รับจตุปัจจัยจากโยมสำหรับจัดการพิธีศพของผู้ที่เสียชีวิต ไทยทานที่ได้รับส่วนใหญ่จึงใช้ไปกับการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนที่ปราศจากมลทิน ซึ่งช่วยเหลืออะไรพวกโยมไม่ได้อย่างแน่นอน บัดนี้ ถ้าคุณโยมจะกู้เงิน ก็ควรไปหาครูนอกศาสนาของคุณโยม ซึ่งคุณโยมได้ถวายจตุปัจจัยของคุณโยมให้ ตั้งแต่เมื่อตอนที่คุณโยมยังมีโภคทรัพย์” ชาวบ้านบางคนได้เสนอความเห็นว่า “คำพูดของพระภิกษุท่านถูก เราอาจคำนึงถึงท่านมิลาเรปะว่าเป็นสรณะทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า แต่เรามีความต้องการสิ่งต่างๆในชีวิตนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเราควรทำบุญกับพระภิกษุที่ทรงปริยัติด้วย” ชาวบ้านส่วนใหญ่พากันเห็นด้วย ต่อมาจากเหตุการณ์นี้ไม่นาน บรรดาพระภิกษุนักปริยัติได้จัดให้มีการประชุมภายใต้การนำของ ท่านมหา โลดัน เกดันบูม และท่าน ราดัน ธัมมะ โลดรี พระภิกษุองค์หนึ่งในที่ประชุมพูดขึ้นว่า “มิลาเรปะต้องถูกขับออกไปจากที่นี่ ไม่เช่นนั้นพวกเราไม่มีวันชนะใจผู้คนได้มากกว่านี้ พวกเราย่อมไม่มีโอกาสเผยแพร่คำสอนของพวกเรา นอกจากนี้ คำสอนของมิลาเรปะยังออกนอกลู่นอกทางและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย เขาควรจะต้องถูกขับไล่ออกไปสถานเดียว” ภิกษุอาวุโสได้กล่าวว่า “มันจะดูไม่ดี ถ้าพวกเราขับไล่เจ้าโยคีนั่นไป ผู้คนจะแคลงใจและวิพากวิจารณ์พวกเรา วิธีที่ดีที่สุดคือส่งนักปริยัติชั้นยอดสามคนของเรา ผู้ช่ำชองใน ภาษาสันสกฤต ตรรกะวิทยา ปรัชญา และ พระสูตร ไปโต้คารมกับเขาในเรื่องศาสนาพุทธ โดยที่เจ้าโยคีเป็นคนโง่ทึ่มมาก ไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยนอกจากลิ้น เขาย่อมไม่สามารถโต้ตอบได้ ในคำถามเป็นร้อย อย่างดีก็อาจตอบได้สักสองสามคำถาม จากนั้นเราจึงสามารถปฏิเสธและกล่าวร้ายเจ้าโยคีนั่นได้ ความตื่นตระหนกเศร้าเสียใจ จะทำให้เขาหลบหนีไปด้วยตัวของเขาเอง” นักปริยัติชั้นยอดสามคนจึงถูกส่งไปพบท่านมิลาเรปะ เมื่อเรชุงปะเห็นพวกเขา ก็รู้สึกไม่สบายใจ ท่านเข้าไปขออนุญาตท่านมิลาเรปะว่า “มีภิกษุนักปริยัติสามองค์มาที่นี่ ต้องการพบท่านอาจารย์ กระผมควรให้เข้ามาหรือไม่?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “คุรุมาระปะของอาตมา กล่าวกับอาตมาว่า เจ้าต้องอุทิศ กาย วจี และมโน เพื่อประโยชน์สุขของสรรพชีวิตในทุกๆวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้แต่ในการสนทนาประจำวัน เจ้าควรพยายามรับใช้พวกเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จงพาเขาเข้ามา อาตมาจะพบพวกเขา” จากนั้นนักศึกษาทั้งสามได้รับการต้อนรับจากท่านมิลาเรปะ โดยท่านได้เริ่มกล่าวปฏิสันถารว่า “พลังแห่งความสัตย์นั้น สามารถทำลายหินผาหรือแบ่งแยกแผ่นดินและมหาสมุทรได้ ขอท่านได้แสดงข้อความแห่งพระสุตตันตะปิฎกแก่อาตมาด้วย” ผู้นำในกลุ่มนักศึกษาทั้งสามกล่าวด้วยความทะนงตนว่า “ พวกเราเป็นครูผู้ช่ำชองในการสอน ศีล สมาธิ ปัญญา พวกเราอาจไม่สอนพระสูตรกับท่าน เราขอถามท่านก่อนว่า ท่านมีกุศลอะไรพอที่จะรับจตุปัจจัยของประชาชน อย่างมั่นใจ?” ท่านมิลาเรปะ ตอบคำถามด้วยบทโศลกที่ชื่อว่า “ความรู้แจ้งตระหนักชัดของอาตมา จากการบำเพ็ญสมาธิภาวนา”

คำแนะนำสั่งสอนของท่านอาจารย์ซึ่งเป็นดังน้ำอมฤต คือบรมธรรมสูงสุด
เป็นยอดบทสรุปแห่งคัมภีร์และเหตุผลทั้งมวล ซึ่งผู้ศึกษาปฏิบัติธรรมย่อมปรารถนา
อาตมาขอสวดภาวนาให้ท่านอาจารย์สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้า
เพื่อเป็นเครื่องประดับอันสง่างามของอาตมาตลอดไป
อาตมาจัดรูปแบบของการบำเพ็ญเพียรออกได้สามนัย
การดำเนินสู่พระโพธิญาณตามวิถีทางของพระพุทธองค์คือรูปแบบแรก
การฝึกโยคะเพื่อความสมบูรณ์ของระบบประสาท,
การฝึกเดินลมปราณ, และการขับพิษออกจากร่างกายคือรูปแบบที่สอง
ส่วนนัยสุดท้าย คือการบำเพ็ญเพียรสู่สุญญตาธรรม
อาตมาปฏิบัติเพื่อดำเนินสู่พระโพธิญาณอย่างต่อเนื่องตลอดวันเพื่อสั่งสมความศรัทธาในพระธรรม
ในการสั่งสมโภชนาหารหลักแห่งความมีศรัทธาอย่างแท้จริง
อาตมาพิจารณามีธรรมวิจัยในสุญญตา
ในการสั่งสมโภชนาหาร ด้วยศรัทธาต่อกรรมและวิบากผล
อาตมาถวายเครื่องบายศรีแด่บรรดาเทพเจ้า
ในการสั่งสมโภชนาหารแห่งความศรัทธาที่เนื่องอยู่กับอัตตาตัวตน
อาตมาถวายเครื่องบวงสรวงต่อบรรดาเทพธิดา
สำหรับเหล่าภูตผีปีศาจ อาตมามอบเศษที่เหลือให้
อาตมาคือสมณะผู้หมุนกงล้อแห่งความเอื้ออาทร
อาตมาเพ่งพิจารณาต่อสุญญตภาวะ อันหมายถึงการตระหนักชัดในอนัตตาธรรมของสิ่งทั้งปวง
ทำให้อาตมาเป็นเนื้อนาบุญของสาธุชนผู้บริจาค

พระภิกษุนักศึกษารูปหนึ่งกล่าวว่า “ประดุจบุคคลที่แขนพิการ ซึ่งไม่สามารถปีนป่ายภูเขา บุคคลผู้ซึ่งปราศจากความรู้ในการศึกษาพุทธธรรม ก็ย่อมไม่สามารถบรรลุถึงความอิสระหลุดพ้น ประดุจชายตาบอดซึ่งมองไม่เห็นอะไร บุคคลผู้ปราศจากประสบการณ์ในสมาธิภาวนา ก็ย่อมไม่มีวันได้เห็นพระสัทธรรม การฝึกบำเพ็ญโยคะแห่งการอุบัติ บุคคลต้องเรียนรู้เสียก่อน ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ท่านกล่าวว่าท่านได้ฝึกปฏิบัติอยู่แล้ว จงบอกพวกเราซิว่า ท่านปฏิบัติอย่างไร?” ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า

ในเส้นทางสู่พระโพธิญาณ อาตมาเห็นเรือนกายของอาตมาแจ่มใส
ดังสายรุ้งที่ว่างเปล่าเพราะปราศจากสิ่งที่กำหนดรู้ใดๆ
ดังนั้นอาตมาย่อมสามารถปลดปล่อยตนเองออกจากอิทธิพลของตัณหาราคะอันร่านทุรนทั้งมวล
ถ้อยคำหลากหลาย เป็นดังเสียงสะท้อนที่ว่างเปล่าในทะเลทราย
ย่อมไม่ทำให้อาตมา หลงใหลหรือรำคาญ
ดังนั้นอาตมาจึงปราศจากความรักและความชังในดวงใจ
ธรรมชาติอันประภัสสรแห่งดวงจิต เปรียบดังรัศมีของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
ย่อมปราศจากขอบเขตุและไม่มีตัวตนแต่อย่างใด
การเข้าถึงธรรมชาติของมัน ทำให้อุปาทานในเบญจขันธ์มอดมลายลง
กาย วจี และมโนของปุถุชน โดยที่แท้แล้วก็คือเอกสภาวะเดียวกับ กาย วจี และปรีชาญาณแห่งพุทธะ
การอิสระจากความมืดบอดทั้งปวง ทำให้อาตมาเข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
อาตมาเบิกบานแจ่มใสด้วยการกระทำแต่กุศล อันสอดคล้องกับทางดำเนินแห่งพระธรรม
อาตมาได้เกิดแรงบันดาลใจนานัปการ เพราะอาตมาดำรงอยู่ในสัมมาอริยมรรคอันสมบูรณ์

พระภิกษุนักศึกษากล่าวว่า “สิ่งที่ท่านพูดมาอาจจะถูกก็ได้ ณ บัดนี้ จงได้บอกพวกเราว่าท่านฝึกปฏิบัติชำระระบบประสาท ระบบลมปราณและระบบขับของเสียอย่างไร?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า

ในการฝึกปฏิบัติเพื่อความสมบูรณ์ของระบบประสาท,
การฝึกเดินลมปราณ, และการขับสิ่งที่เป็นพิษออกจากร่างกาย
โดยผ่านสามช่องทางและอาศัยสี่จุดสำคัญในเรือนกาย
ย่อมทำให้สิ่งไม่พึงปรารถนาถูกปลดเปลื้องจากสรีระนี้
การปลุกเร้าอัตตาตัวตนย่อมมอดมลายลง
ธาตุทั้งห้าย่อมถึงความบริสุทธิ์โดยไม่ได้สูญสลายไปไหน แต่กลับแจ่มใสโดยประการทั้งปวง
อาตมาได้แลเห็นเป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตนถึงทัศนียภาพแห่งความจริงแท้สูงสุด
ดังนั้นอาตมาจึงไม่มีวันที่จะดำเนินไปอย่างผิดพลาด
การเดินลมปราณโดยผ่านศูนย์กลางกาย
ย่อมทำการแก้ไขส่วนสำคัญอันทำให้เกิดพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่ง
พลังสีขาวและสีแดงหลอมรวมกันในภายใน
ประสบการณ์แห่งสภาพที่ยิ่งกว่าสุข, ความสว่างไสวในภายใน, และการขจัดความคิดที่หลั่งไหล
ย่อมบังเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพากเพียรพยายามแต่อย่างใด
ดังนั้น เครื่องร้อยรัดและโมหะในภายในหย่อนคลายลง
อาตมาปฏิบัติธรรมผ่านดวงใจ มิใช่ด้วยปากพูด
อาตมารวมสัจจะสูงสุดซึ่งเป็นดุจมารดา และสมมุติสัจจะซึ่งเป็นดังบุตร เข้าด้วยกัน
อาตมาจึงสามารถระงับความยุ่งยากของตัณหาราคะทั้งมวล
โดยที่รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงรวมเป็นเอกสภาวะเดียวกับสุญญตาธรรม
ดวงใจของอาตมาจึงสะอาด สว่าง สงบ เบาสบาย
อาตมาผาสุกเสมอเพราะไม่เคยที่จะตกล่วงลงสู่กับดักของมิจฉาทิฐิใดๆ
ความทุกข์ทรมานสูญสลายไปในอาณาจักรแห่งพระธรรมธาตุ
อาตมาจึงดำรงอยู่ในสภาพที่ยิ่งกว่าสุขเสมอ

พระภิกษุนักศึกษากล่าวว่า “ตัวมาม๊อทที่อาศัยอยู่ใต้ดิน สามารถนอนหลับสี่เดือนด้วยการหายใจยาวเพียงครั้งเดียว โดยปราศจากการเคลื่อนไหวส่วนใดๆของร่างกาย ปลาทั้งหลายก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ กับการอยู่ในน้ำนานๆ มันพากันสามารถทำดังนั้นได้ เพียงเพราะพลังปราณของพวกมัน สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถครอบครองบุญกุศล เพราะดวงจิตของพวกมันมืดบอดอย่างสิ้นเชิง ท่านควรได้รู้ไว้ด้วยว่า บุญกุศลทั้งปวงบรรจุอยู่ในความเข้าใจของบุคคล ณ บัดนี้ จงได้บอกพวกเราถึงการปฏิบัติที่ท่านเรียกว่ามหามุทราหรือสุญญตาธรรม?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า

เมื่ออาตมาปฏิบัติมหามุทราหรือสุญญตาธรรม อาตมาสงบนิ่งอยู่ในอมตภาวะ
อาตมาย่อมอิสรเสรีโดยไม่ต้องพักหรือเพียรแต่อย่างไร
ในอาณาจักรแห่งความว่างเปล่าไร้อัตตาตัวตน
อาตมาสงบนิ่งอยู่ในความสว่างไสวแห่งดวงใจ
ในอาณาจักรของสภาพที่ยิ่งกว่าสุข อาตมาสงบนิ่งอยู่ด้วยความมีสติที่สมบูรณ์
ในอาณาจักรของการปราศจากความคิดที่หลั่งไหล อาตมาสถิตอยู่ในนิโรธสมาบัติ
ในท่ามกลางปรากฏการณ์หลากหลายและภารกิจอันยุ่งยากทั้งมวล
อาตมาดำรงมั่นอยู่ในสัมมาสมาธิ
การเพ่งเพียรศึกษาพฤติกรรมของดวงจิตตามที่กล่าวมานี้
ย่อมก่อให้เกิดความแจ่มแจ้งตระหนักชัดและศรัทธาที่มั่นคง
ด้วยแสงสว่างแห่งปรีชาญาณในภายใน
ทำให้บังเกิดเป็นผลสำเร็จที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องพยายาม
ไม่มีความลังเลสงสัยใดๆอีกต่อไป
ภารกิจที่จะต้องทำได้สำเร็จลุล่วงลงแล้ว ไม่มีกิจอื่นใดที่จะยิ่งไปกว่านี้อีก
อิสระจากความหวังและความหวั่นไหวโดยสิ้นเชิง อาตมาได้เข้าถึงสภาพปรมังสุขขัง
มันน่าชื่นชมและปีติปราโมทย์เพียงใด ที่สภาพทนได้ยากทั้งปวงถูกขจัดออกไปด้วยปัญญาญาณ

พระภิกษุนักศึกษากล่าวว่า “มันย่อมเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรออกมาจากปากของท่านได้นอกจากลิ้นของท่าน สิ่งซึ่งท่านเพิ่งกล่าวจบลง ฟังดูเข้าท่า แต่มันไม่ได้ต่างอะไรกับการลอกเลียนแบบอย่างจากของดั้งเดิม ณ บัดนี้ จงบอกพวกเราเถิด ว่าผู้ใดเป็นคุรุของท่าน?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมาเข้าถึงความรู้แจ้งทั้งปวงโดยอาศัยการศึกษาดวงจิตของอาตมาในภายใน ดังนั้นความนึกคิดทั้งปวงของอาตมา จึงกลายเป็นพระธรรมคำสอน ตราบเท่าที่อาตมายังไม่เผลอห่างจากดวงใจของอาตมาเอง อาตมาย่อมอยู่ใกล้ชิดกับพระสูตรทั้งหลายอยู่เสมอ อาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดว่า ปรากฏการณ์ทั้งปวง คือพฤติภาพแห่งดวงจิต และดวงจิตโดยตัวของมันเอง คือธรรมประทีปอันสว่างไสว” ในโอกาสนี้ ท่านได้แสดงบทโศลกว่า

อาตมาจะได้บอกท่าน ณ บัดนี้ ว่าผู้ใดคือคุรุของอาตมา
บรรดาคุรุของอาตมาคือวิสุทธิบุคคลผู้ซึ่งเรือนกายอันบริสุทธิ์ของท่าน
เปรียบดังดินแดนแห่งพุทธภาวะ
การเดินลมปราณอันไร้มลทินทั้งห้าคือบัลลังก์ของท่าน
การฝึกโยคะอันบริสุทธิ์ทั้งห้าเพื่อความสมบูรณ์ของระบบประสาท คืออาสนะดอกบัวของท่าน
การชำระมลทินของธาตุทั้งห้า เป็นดังการอาบด้วยแสงสุริยันและจันทราของท่าน
ธรรมชาติแห่งสุญญตาของดวงใจ คือ สรีระกายของท่าน
บรมครูของอาตมาคือท่านมหาสมณะ ดอจี ชาง ซึ่งมีสรีระกายอันเต็มไปด้วยสัมมาญาณทัสสนะ
หลวงปู่ของอาตมาคือท่าน ทิโลปะ ซึ่งเป็นผู้มีพลังอำนาจหกอย่าง
อาจารย์ของอาตมาคือท่าน นาโรปะ ผู้ซึ่งสามารถระงับมายาการแห่งสังสารวัฏ
องค์อุปัชฌาย์ของอาตมาคือท่าน มาระปะ ผู้ซึ่งมีพระคุณสูงสุด
ท่านเหล่านี้สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของอาตมา
ถ้าท่านมีจักษุที่แจ่มกระจ่าง ท่านย่อมสามารถหยั่งรู้ได้ว่า
วิสุทธิบุคคลเหล่านี้เข้าถึงพุทธภาวะอย่างแท้จริง
ถ้าท่านสวดภาวนาถึงคุรุเหล่านี้ ด้วยความจริงใจและศรัทธา
ท่านจักได้รับความชุ่มฉ่ำจากหยาดพิรุณแห่งเมตตาธรรม
ถ้าท่านได้สละอุทิศตนเพื่อปฏิบัติบำเพ็ญ
ประตูแห่งขุมคลังมหาสมบัติของการบรรลุถึงความตรัสรู้ จักเปิดออกสำหรับท่าน

เมื่อได้รับฟังโศลกบทนี้ของท่านมิลาเรปะ ความศรัทธาได้หยั่งลงในนักศึกษาปริยัติทั้งสาม เขาพากันน้อมกายลงกราบท่านมิลาเรปะและกล่าวว่า “ความโง่งม ความมืดบอด และความยุ่งยาก ต่างล้วนนำเคราะห์ร้ายมาให้โลกนี้ มันช่างจริงเสียนี่กระไร! มันช่างจริงเสียนี่กระไร! ด้วยดวงจิตที่มืดบอดของพวกเรา ทำให้เราคิดว่าท่านเป็นคนโง่ทึ่ม ซึ่งรับจตุปัจจัยจากผู้คนด้วยการแสดงธรรมนอกลู่นอกทาง แต่ท่านกลับตอบคำถามยากๆของพวกเราอย่างง่ายดาย โดยปราศจากความร้อนรนกระวนกระวายใดๆ ณ บัดนี้ พวกเราเสียใจมากที่ทะเลาะกับท่าน ได้โปรดยกโทษให้พวกเราด้วย โดยที่พวกเราไม่มีโอกาสและไม่มีบุญกุศลมากเพียงพอที่จะได้พบบรรดาคุรุของท่าน พวกเราจะสวดภาวนาถึงท่านด้วยความจริงใจและเคารพบูชา สำหรับตัวท่านนั้น ย่อมยิ่งใหญ่กว่าขุมคลังมหาสมบัติของการบรรลุถึงความตรัสรู้เสียอีก จงได้โปรดรับพวกเราเอาไว้ เพื่อให้ได้รับการก่อแรงบันดาลใจ และได้รับคำแนะนำสั่งสอนจากท่านด้วยเถิด” พวกเขาพากันรบเร้าอ้อนวอนท่านมิลาเรปะด้วยความอ่อนน้อมและเคารพบูชายิ่ง ท่านมิลาเรปะได้จุดประกาย และให้คำแนะนำที่ล้ำลึก ทั้งยังจัดให้พวกเขาได้บำเพ็ญสมาธิภาวนา ในเวลาต่อมา ทั้งหมดได้รับประสบการณ์และความรู้แจ้งตระหนักชัดมากมาย และกลับกลายเป็น พระภิกษุฝ่ายคันถะธุระสามองค์ที่บรรลุธรรม และมีความสง่างามดังสิงโตหิมะ
ครั้งหนึ่งในงานเทศกาลประจำปีของชาวบ้านนะยานัน พระภิกษุทั้งกลุ่มของท่านมิลาเรปะ และกลุ่มของมหา ดาโล และโลดัน ต่างก็ได้รับนิมนต์ให้ไปเป็นศุภมงคลในงาน นักศึกษาปริยัติทั้งสามรูปซึ่งกลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ของท่านมิลาเรปะก็ไปด้วย บัลลังก์ถูกจัดเตรียมไว้ให้มหา ดาโล และโลดัน ที่นั่งเป็นแถว ถูกเตรียมไว้สำหรับพระนักปริยัติองค์อื่นๆ บัลลังก์และแถวที่นั่ง ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสำหรับ ท่านมิลาเรปะ และบรรดาเรปะที่เป็นสานุศิษย์ ด้วยเช่นกัน

นักศึกษาปริยัติทั้งสามรูปซึ่งกลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ของท่านมิลาเรปะ ปรากฏกายคล้ายบรรดาเรปะ ซึ่งกระตุ้นเตือนให้มหาทั้งสองเล็งเห็นถึงความที่ศรัทธาของผู้คนต่อหมู่คณะของตนจะต้องลดถอยลงไปเรื่อยๆ ในภายหน้าอย่างแน่นอน ตราบใดที่ท่านมิลาเรปะยังอยู่ที่นี่ต่อไป.
มหาโลดัน ได้เดินเข้าไปพูดกับท่าน มิลาเรปะ ว่า “ท่านเป็นโยคีที่แหกคอก ท่านมิได้รอบรู้ในทฤษฎี ของเหตุและผล อันเป็นตรรกวิทยาขั้นสูง ท่านจะทำให้พระธรรมเสื่อมเสีย” ท่าน มิลาเรปะ ได้กล่าวตอบว่า “ท่านมหาที่รัก ท่านควรพากเพียรปฏิบัติให้เข้าถึงความสงบ อันเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงๆในภายใน แทนที่จะเอาแต่ยุ่งเกี่ยวกับถ้อยคำและการดีแต่พูดมาก ท่านต้องขจัดความทะยานอยากทุกรูปแบบให้สูญสิ้นไปอยู่ตลอดเวลา กุศลธรรมทั้งปวงไม่สามารถงอกงามบนตำรับตำรา หากแต่งอกงามได้บนจิตใจเท่านั้น ถ้าท่านไม่ปฏิบัติตามอาตมา ท่านจะผลักไสตัวท่านเองไปสู่โลกอบายอันน่าสะพรึงกลัวด้วยความริษยาของท่าน อาตมาไม่เข้าใจทฤษฎีของเหตุและผลตามแบบที่ท่านได้ศึกษามา ทฤษฎีของอาตมาคือคำสอนอันเต็มไปด้วยสาระของท่านอาจารย์ ที่ชี้นำสู่การพากเพียรปฏิบัติ จนเกิดผลเป็นความตระหนักชัดขึ้นภายในจิตใจจริงๆ อาตมาจะได้อธิบายทฤษฎีของอาตมาให้กระจ่างมากขึ้น ขอจงได้สดับเถิด”

อาตมาขอกราบลง ณ เบื้องบาทของท่านอาจารย์
ผู้เป็นอิสระจากการผูกพันร้อยรัดของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าประการ
ความเศร้าหมองของผู้คนคือช่วงขณะแห่งการริษยา จงได้ฟังอาตมา ท่านมหา ดาโล และ โลดัน
ถ้าไม่ได้ผ่านองค์กำเนิดของมารดาออกมา อาตมาจะดื่มกินน้ำนมของท่านได้อย่างไร
ถ้าท่านไม่เลี้ยงดูอาตมาด้วยน้ำนมหวานของท่าน
อาตมาจะเริ่มต้นบริโภคอาหารหยาบได้อย่างไร
ถ้าอาตมาไม่ได้บริโภคอาหารหยาบ อาตมาจะเติบโตได้อย่างไร
ถ้าอาตมาไม่เติบโต อาตมาจะข้ามธรณีประตูได้อย่างไร
ถ้าอาตมาไม่รู้จักข้ามธรณีประตู อาตมาจะท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคต่างๆได้อย่างไร
ถ้าอาตมาไม่ได้ท่องเที่ยวไปในภูมิภาคต่างๆ จะมีโอกาสพบท่านอาจารย์ได้อย่างไร
ถ้าไม่ได้พบท่านอาจารย์ อาตมาจะได้รับฟังข้อชี้แนะที่ประเสริฐสุดนี้ได้อย่างไร
ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งสอนของท่านอาจารย์
อาตมาจะสามารถบำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยวได้อย่างไร
ถ้าปราศจากการปฏิบัติบำเพ็ญ อาตมาจะเข้าถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดในภายในได้อย่างไร
ถ้าปราศจากประสบการณ์ในภายในแห่งเตโชกสิณ
อาตมาจะอบอุ่นอยู่ได้อย่างไรด้วยผ้าฝ้ายบางๆผืนนี้
ถ้าอาตมาดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ด้วยผ้าฝ้ายบางๆนี้ ญาติโยมจะศรัทธาอาตมาได้อย่างไร
ถ้าโยมอุปัฏฐากทั้งหลายไม่ศรัทธาในอาตมา ความริษยาของท่านมหาทั้งสองจะบังเกิดได้อย่างไร
ถ้าความริษยาไม่เคยเกิดขึ้นในดวงใจ ท่านมหาทั้งสองจะไปสู่นรกอเวจีได้อย่างไร ?

บนที่ราบซึ่งเห็นอยู่ลิบๆนั้น มีสัตว์ป่ากำลังวิ่งเล่นอย่างร่าเริง
ทำให้บรรดาสุนัขป่าเกิดความงุ่นง่านและริษยา
มันไม่ใช่เพราะเหตุผลดังนี้ดอกหรือ ที่ทำให้บรรดาสุนัขป่าบันดาลโทสะ?

ในท้องถ้ำแห่ง นะยานัน มิลาเรปะ อาศัยบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่
คุรุผู้มีแต่ถ้อยคำเช่นท่านมหาทั้งสอง จึงทุรนทุรายด้วยความริษยา
ไม่ใช่เพราะเหตุผลดังนี้ดอกหรือ ที่ทำให้ท่านมหาคุ้มคลั่ง?
การที่เฝ้ามองดูวัตถุปัจจัยซึ่งญาติโยมบริจาคให้อาตมา
มิใช่เป็นเหตุให้ท่านมหาทั้งสองกลายมาเป็นคนขี้อิจฉาและยุ่งยากดอกหรือ?
โอ้ ท่านมหาเปรียญผู้ยิ่งใหญ่
จงได้หยุดยึดมั่นกับคำพูดที่ไร้ความหมายด้วยลมปากอันว่างเปล่าเสียเถิด
จงหยุดเข้าใจว่าถ้อยคำเป็นตัวสัจจธรรม
เพราะแม้แต่คนนอกศาสนาก็อาจสามารถนำมากล่าวเล่นได้
บุคคลย่อมเวียนเกิดตายจนนับไม่ถ้วน โดยปราศจากแก่นสารแม้เพียงเล็กน้อย
ถ้าเขายังคงลูบคลำอยู่เพียงแค่คำพูด
มันย่อมเป็นการดีกว่าด้วยประการทั้งปวง
ที่จะเริ่มลงมือปราบปีศาจร้ายแห่งอุปาทานในเบ็ญจขันธ์ลงให้ได้
อาตมาไม่มีเวลาที่จะเสียไปให้กับการโต้เถียงมากนัก
อาตมาไม่รู้จักทฤษฎีของเหตุผลชนิดที่นำพาไปสู่การวิวาท
การสนทนากันในวันนี้ ท่านมหาทั้งสองเป็นผู้มีชัย

มหาดาโล ไม่พอใจท่านมิลาเรปะ เพิ่มขึ้นไปอีก ได้กล่าวว่า “เราถามท่านด้วยภาษาธรรมะ แต่ท่านไม่ได้ตอบเราในวิถีทางของศาสนาพุทธ กลับเลี่ยงที่จะลวงหมู่คนโง่ให้หลง เราไม่สามารจะเจรจาแบบท่านได้ ท่านหลอกลวงคนโง่ได้ แต่ไม่ใช่เรา ถ้าท่านไม่สามารถตอบคำถามในแนวทางที่ชาวพุทธศึกษากัน แต่ยังคงบิณฑบาตจากผู้คนด้วยคำสอนผิดๆ ท่านจะต้องถูกคว่ำบาตร” เมื่อกล่าวจบ มหาดาโล ได้ใช้มือกอบเอาผงคลีดินขว้างใส่หน้าท่านมิลาเรปะ ท่านมิลาเรปะปัดเศษผงคลีดินออก และคงยิ้มกับมหาดาโลเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และได้กล่าวตักเตือนมหาดาโล ว่า “การศึกษาพระธรรมวินัยโดยไม่ยอมละทิ้งโลกียสุขตามที่ทำอยู่นั้น ย่อมนำความทุกข์ทรมานมาให้ตนโดยส่วนเดียว ตามความเข้าใจของอาตมา พระธรรมเป็นโอสถขนานเอกสำหรับรักษาโรคกิเลสตัณหาของมนุษย์ แต่แนวทางที่ท่านปฏิบัติธรรม ย่อมมีแต่จะพอกเพิ่มกิเลสตัณหา เพราะฉะนั้น ธรรมะของอาตมา กับ ธรรมะของท่าน แตกต่างและขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง โดยที่เราไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน และไม่ได้เชื่อในหลักการเดียวกัน เราจะสามารถหาจุดร่วมเพื่อเป็นฐานที่จะสนทนาธรรมกันได้อย่างไร?”
ท่านเรชุงปะ ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่ท่านมิลาเรปะ ถูกมหาดาโลทำร้าย ได้เตรียมที่จะโต้ตอบบ้าง โดยเห็นว่าการปกป้องท่านมิลาเรปะ ย่อมเป็นกุศลแก่ตน ท่านมิลาเรปะได้ตักเตือนมิให้กระทำเช่นนี้อีกต่อไป โดยท่านกล่าวว่า “เรชุงปะเอ๋ย ความมั่งคั่งย่อมไร้ประโยชน์ ถ้าบุคคลยังมีความทะยานอยากอยู่อีก บรรดาญาติมิตรย่อมช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เมื่อบุคคลเกิดตัณหาราคะขึ้นในจิตใจ พระธรรมย่อมช่วยเหลืออะไรไม่ได้เมื่อบุคคลยังไม่เป็นอิสระจากเงื่อนไขแห่งโลกียารมณ์ แต่กลับจะทำให้ทุรนทุรายยิ่งขึ้น จงเต็มไปด้วยขันติธรรม และพยายามมีธัมมวิจัยต่อข้อตักเตือนของอาตมา อาตมาจะแสดงบทโศลกเพื่อปลุกสติและความคิดที่ดีงาม ให้ตื่นขึ้นมา”

อาตมาขอกราบคารวะแด่ท่านอาจารย์ มาระปะ
คุรุผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ท่านเป็นวิสุทธิบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสรณะแห่งปวงสรรพสัตว์
อาตมาขอสวดภาวนาระลึกถึงท่าน ให้ปกป้องพวกเราเพื่อละเว้นการกระทำที่เป็นอกุศลด้วย

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงได้สงบระงับลง ณ บัดนี้ และโปรดฟังอาตมา
บรรดาโมฆะบุรุษผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพุทธสาวก จักต้องตกต่ำเสื่อมลงในพระธรรมวินัยนี้
เมื่อได้ประสบกับเงื่อนไขแห่งโลกียารมณ์
เพราะความดำริอันไม่ชอบธรรม การกระทำที่เป็นมิจฉาปฏิปทา ย่อมนำความเดือดร้อนมาให้เสมอ
ถ้าเธอยังคงเอาแต่ต่อสู้กับผู้คน ก็หมายความว่าเธอได้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยแล้วโดยสมบูรณ์
ลูกเอ๋ย จงได้สงบระงับลง ณ บัดนี้ และโปรดฟังอาตมา

ในห้วงเวหาอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งพระธรรมอันทรงคุณอนันต์
อินทรีย์หนุ่มอันเป็นนิมิตหมายแห่งสติสัมปชัญญะของอาตมา เรียนรู้ที่จะโผบิน
เขาจะต้องไม่หยิ่งผยองลำพองตนในการที่สามารถเหินไปในฟากฟ้าได้
ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เขาจักต้องตกล่วงลงสู่หุบเหวอเวจีแห่งการทะเลาะวิวาทแตกแยกไม่ปรองดองกัน

ในท้องมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งการปฏิบัติธรรม
มัจฉาหนุ่มอันเป็นนิมิตหมายแห่งสติสัมปชัญญะของอาตมา เรียนรู้ที่จะแหวกว่ายไปในสายน้ำ
เขาจะต้องไม่ทะนงตนต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วในสายน้ำ
มิฉะนั้นแล้ว เขาจะหลงติดเข้าไปในตาข่ายอวนแห่งความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

เรชุงปะเอ๋ย จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ
บนภูเขาหิมะแห่งกุศลกรรม สิงโตหนุ่มอันเป็นนิมิตหมายแห่งสติสัมปชัญญะของอาตมา
เรียนรู้ที่จะเป็นนักต่อสู้ตัวฉกาจ
แต่เขาจะต้องไม่หยิ่งลำพองกับพลังอำนาจแห่งเขี้ยวเล็บของตน
มิฉะนั้น เขาจะต้องพินาศย่อยยับไปในพายุหิมะแห่งตัณหาราคะ

เรชุงปะเอ๋ย จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ
ในดินแดนอันบรมสุขแห่งการบรรลุธรรม
เด็กหนุ่มอันเป็นนิมิตหมายแห่งสติสัมปชัญญะของอาตมา เรียนรู้ที่จะดำเนินไปในสัมมาปฏิบัติ
แต่เขาจะต้องไม่กระทำมันด้วยความประมาท
มิฉะนั้นเขาจะสูญเสียไข่มุกเม็ดงามแห่งการรู้แจ้งต่อสุญญตภาวะ

เรชุงปะเอ๋ย จงได้ฟังถ้อยคำคุรุของเธอ
และพยายามระงับความชั่วร้ายในดวงใจลงให้ได้
มิฉะนั้นเธอจะถูกเผาผลาญด้วยไฟแห่งโทสะอันร้อนแรง
จงได้สำรวม กาย วจี และมโน อย่าได้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย
และจงได้พากเพียรขจัดตัณหาให้สูญสิ้นไปอยู่เสมอ

ท่านเรชุงปะสงบลง เมื่อได้ฟังคำตักเตือน ญาติโยมที่แวดล้อมอยู่ พากันตำหนิบรรดาพระภิกษุนักปริยัติ หลังจากเหตุการณ์นี้ ญาติโยมพากันศรัทธาในท่านมิลาเรปะมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ความตั้งใจที่พระภิกษุนักปริยัติ คาดว่าจะได้กล่าวติเตียนท่านมิลาเรปะ กลับกลายเป็นพวกตนต้องสูญเสียความน่าเลื่อมใสเพราะการกระทำของตนเอง
ในวันรุ่งขึ้น มหาทั้งสองรูปพร้อมบริวาร ได้เข้าไปยังที่พำนักของท่านมิลาเรปะอีก พร้อมหอบเอาคัมภีร์ไปด้วย เมื่อมาถึง เขาพากันขอพบท่านมิลาเรปะ เพื่อขอโทษในเหตุการณ์เมื่อวันวานที่ผ่านมา ท่านเรชุงปะกล่าวว่า “ไม่มีความต้องการ ที่จะให้มี การกล่าวขอโทษ หรือ การโต้เถียงใดๆอีกต่อไป และไม่มีความจำเป็นใดๆที่พวกท่านต้องพบท่านอาจารย์” ขณะที่ท่านเรชุงปะพยายามขัดขวางพวกเขา สานุศิษย์คนอื่นๆที่ไม่รู้เรื่องตั้งแต่ต้น ได้เข้ามาขอร้องให้ท่านมิลาเรปะพบกับพระภิกษุเหล่านั้น ท่านมิลาเรปะกล่าวด้วยความกรุณาว่า “ทางที่ดีที่สุด คืออย่าไปทำอะไรผิดเข้า แต่ถ้าทำผิดไปแล้ว และสามารถสำนึกผิดได้ในภายหลัง ก็นับว่าดีมาก จงปล่อยให้พวกเขาเข้ามาพบอาตมา” พวกพระภิกษุนักปริยัติได้ถวายอาหารและกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ ท่านเป็นฝ่ายถูก พวกเราเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป เพื่อเป็นการขอขมาโทษ พวกเราขอถวายอาหารท่าน เราจะใช้ตำราเหล่านี้เป็นกรอบไว้อ้างถึงหรือเพื่อสรุปตัดสิน ขอให้เราได้สนทนาธรรมกันด้วยความเป็นมิตรเถิด” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “พ่อครูที่รักทั้งหลาย มีภาษิตกล่าวว่า ‘ดูจากสีหน้าที่ยุ่งยากของเขา บุคคลย่อมรู้ได้ว่า เขากินมาแล้วหรือยัง’ การตัดสินว่าผู้ใดรู้ธรรมหรือไม่นั้น ต้องดูว่าเขาสามารถขจัดอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนได้มากน้อยเพียงไร ถ้าเขาทำได้ ก็ไม่เพียงแสดงว่ารู้ธรรมหากแต่ยังปฏิบัติสำเร็จอีกด้วย บุคคลที่สาธยายธรรมได้เก่งและคล่องแคล่วในการโต้เถียง แต่ถ้ายังไม่สามารถขจัดความยึดมั่นในอัตตาตัวตนลงได้แม้แต่น้อย ก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่ขาดทุนโดยแท้ เพราะย่อมเอาแต่สั่งสมเพิ่มพูนความหยิ่งทะนงอหังการ อันเป็นเหตุให้ตกจมลงไปในก้นบึ้งแห่งสังสารวัฏ เพราะฉะนั้น เท่าที่อาตมาเห็น การโต้เถียงเป็นอันตรายมากกว่า การขอขมาโทษของพวกท่านนั้น เป็นสิ่งดีงามจริงๆ ณ บัดนี้ เราจบสิ้นการสนทนาแล้ว พวกท่านกลับไปบ้านได้แล้ว”
มหาดาโลกล่าวโต้แย้งว่า “ย่อมมีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้น ที่จะหยั่งรู้ว่าผู้ใดขจัดความยึดมั่นในอัตตาตัวตนลงได้ และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวว่าผู้ที่ไม่สามารถจะถอดถอนอุปาทานในเบญจขันธ์ แต่มีความรู้มากมายเกี่ยวกับศาสนาพุทธ จะต้องตกจมลงไปในก้นบึ้งของสังสารวัฏตลอดไป ถ้าพูดแบบนั้นก็ย่อมกลายเป็นว่า ความรู้และการศึกษาเล่าเรียนเป็นบาปกรรม บุคคลอาจอ้างว่าความคงแก่เรียนโดยตัวของมันเอง คือบาปกรรม แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ขัดขวางบุคคลในการบำเพ็ญกุศล หรือไม่ได้ปกป้องบุคคลไม่ให้กระทำผิด แม้ว่าจะตั้งใจดี การอ้างเช่นนี้ บางที่จะเป็นเหตุให้ตกนรกมากกว่า เพราะฉะนั้น จึงมีความสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษาอย่างดี เพื่อสามารถแยกแยะสิ่งดีและชั่ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ เราจึงควรได้แลกเปลี่ยนทัศนะกัน ในพระธรรมคำสอน โดยที่พวกเราคุ้นเคยกับกฎเกณฑ์และรูปแบบของการปุจฉาวิสัชนา เราแนะว่าท่านควรเป็นผู้เลือกหัวข้อ เราจะได้แสดงความเห็นของพวกเราให้ท่านฟัง หรือถ้าท่านไม่เชื่อภูมิของพวกเรา ท่านก็สามารถถามพวกเราได้ทุกคำถาม พวกเราจะพยายามตอบ” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ถ้าท่านต้องการจะดื้อรั้นเช่นนั้น อาตมาก็ไม่มีทางเลือก เราทั้งคู่ เป็นที่รู้จักของชาวบ้านอย่างดี อาตมาจะเริ่มเลือกหัวข้อเรื่อง ที่อยู่เหนือความคงแก่เรียนและความโง่งม อาตมาจะถามบางคำถาม อาตมาจะแสดงถึงโจทย์ของอาตมาด้วย จงโปรดตอบอาตมาว่า ห้วงอวกาศนี้ถือว่าเป็นตัวกลางที่มีสิ่งกีดขวางหรือไม่?” มหาดาโลกล่าวว่า “ไม่มีใครถามคำถามแบบนี้ แต่โดยที่เราสัญญาไว้แล้วว่าจะตอบ เราต้องตอบ แน่นอน ห้วงอวกาศเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง จะเป็นอื่นไปจากนี้อีกได้อย่างไร?”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “อาตมาคิดว่า ห้วงอวกาศเป็นตัวกลางที่มีสิ่งกีดขวาง อะไรเป็นเหตุผลของท่าน ที่ทำให้หาญกล้ามาให้การยืนยันด้วยการสันนิษฐานเช่นนั้น”
ในขณะนั้น ท่านมิลาเรปะได้เพ่ง ‘สมาธิแห่งการทำให้อวกาศแข็งตัว’ แสดงอภิญญาตรึงมหาเปรียญไว้กับเก้าอี้ ขณะเดียวกับที่ท่านบอกมหาทั้งสองว่า “เรามาดูกันเถิดว่า อวกาศมีสิ่งกีดขวางหรือว่าไม่มี ท่านจงลุกขึ้นยืน และหมุนวนไปรอบๆ หรือจะทดลองเหยียดแขนขาออกดูก็ได้”
ถึงจะได้พยายามเพียงใด พระนักปริยัติก็ไม่สามารถขยับจากเก้าอี้หรือแม้แต่จะอ้าปากพูดได้ ขณะเดียวกัน ท่านมิลาเรปะก็ เดิน ยืน นอน และนั่งในท่าดอกบัว ในอากาศ จากนั้นท่านออกจากสมาธิ และพูดกับพระนักปริยัติว่า “ทำไมจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายของท่าน ในเมื่ออวกาศเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง?”
“นี้เป็นเพราะว่าท่านเรียนมนต์อันชั่วร้าย และไสยดำ จากคุรุของท่าน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นผลจากมนต์อันชั่วร้ายของท่าน มันเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปในสิ่งมีชีวิตทั้งปวงว่า อวกาศเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง”
จากนั้นท่านมิลาเรปะได้ถามว่า “มันเป็นความจริงที่ว่า โดยปราศจากการนึกคิดและความมีเหตุผล อวกาศถูกระลึกว่าเป็นตัวกลางซึ่งไม่มีสิ่งกีดขวาง โดยสิ่งมีชีวิตทั้งหมดหรือ? สัตว์เดรัจฉานเห็นว่าอวกาศเป็นเช่นนั้นด้วยหรือ? ท่านและบรรดาครูของท่าน ผู้ซึ่งลงความเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น ถูกปฏิเสธแล้ว ด้วยการทดลองของท่านเอง ทั้งหมดนี้อาจเกิดจากไสยดำของอาตมา แต่ข้อเท็จจริงที่ธรรมชาติอันมีสิ่งกีดขวางในอวกาศ ได้ถูกพิสูจน์ให้ท่านดูอย่างพอเพียงแล้ว ณ บัดนี้ อาตมาให้โจทย์ท่านว่า เมื่ออาตมาประกาศว่า ก้อนศิลาข้างหน้าเรา ไม่เป็นสิ่งกีดขวาง ท่านมีปฏิกิริยาอะไรต่อถ้อยแถลงของอาตมา?”
พระนักปริยัติตอบว่า “นอกจากจะใช้มนต์อันชั่วร้าย ก้อนศิลาไม่สามารถเป็นอื่น นอกจากเป็นสิ่งกีดขวาง”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ตามที่ท่านได้พูดไว้ตั้งแต่แรกว่าสามารถทดสอบกันและกันได้ อาตมาจะขอทดสอบพลังไสยศาสตร์ที่ท่านมีอยู่ จงแสดงไสยศาสตร์ เพื่อทำให้ก้อนศิลานี้ กลายเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง”
พระนักปริยัติตอบเลี่ยงไปว่า “การสามารถทำไสยศาสตร์ กับความตั้งใจที่จะทำดังนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ‘การมีความสามารถในการกระทำ’ ไม่ได้หมายความว่า ถูกอนุญาตให้กระทำ มีแต่ท่านที่เล่นไสยดำเท่านั้น ที่มีกรรมวิธีลวงผู้อื่น”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ท่านเองทำให้อาตมารู้สึกเหมือนว่า ท่านรู้และสามารถทำได้ทุกสิ่ง ท่านรู้หรือไม่ว่า สิ่งซึ่งท่านเรียกว่า ‘ไสยศาสตร์ต้องห้ามนั้น’ แม้แต่ในขณะนี้ ก็กำลังปรากฏฝนตกทั่วทั้งจักรวาล ด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าจำนวนมากมายเป็นอนันต์”
ท่านโลดันกล่าวว่า “เหมือนกับที่อวกาศกลายเป็นตัวกลางที่มีสิ่งกีดขวางเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ณ บัดนี้ โปรดกรุณาแสดงมนต์ที่ทำให้ก้อนศิลากลายเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวางด้วยเถิด”
ท่านมิลาเรปะได้เพ่ง ‘สมาธิแห่งการปลดเปลื้องเป็นอวกาศ’ อันทำให้ก้อนศิลาเป็นตัวกลางที่สามารถแทรกผ่านไปได้ และชำแรกกายผ่านก้อนศิลา จากบนลงล่างและจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง นอกจากนั้นท่านยังแสดงการเก็บร่างครึ่งหนึ่งไว้ในก้อนศิลา และโผล่อีกครึ่งหนึ่งออกมา จากนั้นท่านยกก้อนศิลาโยนขึ้นและปล่อยให้มันตกลงมา ในที่สุดท่านยกก้อนศิลาชูเอาไว้ และกล่าวกับเรชุงปะให้ไปนำเสาหินมา ท่านมิลาเรปะนำก้อนศิลาไปตั้งไว้บนเสาหิน กล่าวกันว่า รอยมือของท่านมิลาเรปะ ที่ประทับลงบนก้อนศิลา สามารถเห็นได้ถึงทุกวันนี้
ท่านโลดันกล่าวว่า “มันดูเหมือนว่าท่านทำให้ก้อนศิลาไม่ใช่สิ่งกีดขวาง ถ้าสิ่งที่เห็นนี้ไม่ใช่กลลวง เราควรสามารถผ่านก้อนศิลาไปได้ด้วย จงบอกเราด้วยเถิด ว่าเราสามารถผ่านไปด้วย ได้หรือไม่?”
ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “แน่นอน ถ้าก้อนศิลาเป็นสิ่งกีดขวาง อาตมาไม่ถูกฆ่าตายหรือ ถ้าเกิดล้มเหลวขึ้นมา?”
ท่านดาโลยังตะแบงกล่าวว่า “ก้อนศิลาไม่ได้สัมผัสเราเลย ถ้าไม่มีก้อนศิลาเสียแล้วตั้งแต่แรกเริ่ม จะมีประโยชน์อะไร ที่มามัวพูดกันถึง ความเป็นตัวกลางที่ไม่มีสิ่งกีดขวางของมัน?”
ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ความจริง มันได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้ว ว่ามันไม่ใช่สิ่งกีดขวาง การล้มเหลวที่จะรู้สึกต่อสิ่งใด ไม่ได้บ่งชี้ว่า ไม่มีสิ่งนั้น”
ท่านดาโล กลับเดือดดาลเพิ่มมากขึ้น แต่ท่านโลดัน เริ่มไม่แน่ใจในความรู้เห็นของท่านมิลาเรปะ เขานึกคิดไปว่า “ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นจริง พวกเรานักปริยัติผู้เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยไม่เชื่อถือ เป็นผู้ที่ยากแก่การโน้มน้าว ถ้าการแสดงทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำขึ้นด้วยกลลวง แต่กลับเป็นเครื่องพิสูจน์การบรรลุสัมฤทธิ์ผลแห่งสัมมาอริยมรรคของท่าน เราควรที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ในตัวท่านมิลาเรปะ จากคำสอนเรื่องบารมีทั้งหกของท่าน จะเป็นการดีกว่า” และได้อาราธนาว่า “ขอท่านได้กรุณาบอกพวกเราว่าจะปฏิบัติบารมีทั้งหกอย่างไร?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า
แด่พระรัตนตรัยผู้สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของอาตมา
อาตมาขอสวดภาวนาระลึกถึงด้วยความสุจริตแห่งดวงใจ
อาตมาขอพำนักอยู่ใต้ร่มเงาแห่งดวงแก้วทั้งสามนี้ตลอดไป
อาตมาขอสวดภาวนาให้อาตมาได้อยู่ภายในอ้อมกอดแห่งความเมตตาของท่าน
อาตมาขอสวดภาวนาให้สอดส่องทิพย์เนตรแลดูอาตมาด้วยความกรุณา
อาตมาขอสวดภาวนาให้เปิดเผยปรมัตถ์สัจจะแด่สรรพสัตว์ทั้งปวง

ในลัทธิมหายาน ย่อมไม่มีธรรมะชนิดที่เป็นการเพียงแต่พูดด้วยปาก
ในสัจจะแห่งอนัตตาธรรม ย่อมไม่มีการปฏิบัติอะไร ดังนั้นจึงละสังโยชน์ทั้งสิบประการลงได้

ถ้าบุคคลไม่สามารถปลดปล่อยตนเองจากความตระหนี่แล้วไซร้
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการเฝ้าสาธยายเรื่องการบริจาคทาน?
ถ้าบุคคลไม่ปฏิญาณโดยเด็ดขาดที่จะละเลิกการเป็นผู้เสแสร้งและฉ้อฉล
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการสะสมคัมภีร์ต่างๆเกี่ยวกับพระวินัย เอาไว้มากมาย?
ถ้าบุคคลไม่ยุติการนินทาว่าร้าย ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้จากการบำเพ็ญขันติธรรม?
ถ้าบุคคลยังไม่ละเลิกจากการเป็นผู้เกียจคร้าน ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการสมาทานศีล?
ถ้าบุคคลไม่อาจหยุดยั้งความเห็นผิดที่บังเกิดขึ้นในภายในได้
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการเฝ้าบำเพ็ญสมาธิภาวนา?
ถ้าบุคคลมิได้ตระหนักว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ล้วนกำลังแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตว์ ประโยชน์อะไรเล่าที่ได้รับจากการสั่งสมญาณทัสสนะ?
ถ้าบุคคลปราศจากความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติ
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการเล่าเรียนศึกษามากมาย?
ถ้าบุคคลมิได้เข้าใจถึงศิลปะแห่งการตอบรับหรือปฏิเสธ
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการกล่าวถึงกฎแห่งกรรมและวิบาก?
ถ้าดวงจิตของบุคคลยังไม่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรม
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้รับจากการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน?
ถ้าพิษร้ายแห่งมานะทิฐิยังมิได้ถูกกำจัดออกไป
ความรอบรู้ทั้งปวงล้วนนำไปสู่ความล้มเหลว
ถ้าความริษยายังมิได้ถูกกำจัดออกไปโดยเด็ดขาด
การตั้งปณิธานเพื่อบรรลุสู่โพธิญาณก็เป็นเพียงภาพลวงตา
ถ้าบุคคลยังไม่ละเลิกการคิดประทุษร้ายผู้คน
ชื่อเสียงเกียรติคุณของเขาย่อมปรากฏเพียงในความคิดเพ้อฝัน
ถ้าบุคคลยังไม่สามารถถอนอุปาทานว่าเป็นเรา เป็นของเราลงให้ได้
การพยายามเข้าถึงเอกสภาวะเดียวของพระธรรม ย่อมนำไปสู่มิจฉาทิฐิ
ถ้าบุคคลยังไม่ได้หลุดรอดจากอิทธิพลของปีศาจแห่งอัตตาตัวตน
มานะสังโยชน์ของเขาจักแข็งกร้าว และวิถีแห่งพุทธะของเขาย่อมอ่อนแอล้มเหลว

ถ้าการปฏิบัติของบุคคลมิได้ดำเนินไปตามเส้นทางแห่งพระธรรม
เขาย่อมไม่ยินดีและคอยปกปิดการกระทำอันเป็นสัมมาปฏิบัติของผู้อื่น
ถ้าบุคคลยังมิได้ลิ้มรสแห่งพระสัทธรรม การพร่ำสาธยายของเขาย่อมรบกวนจิตใจของผู้คน

จงอย่าปล่อยให้ชีวิตล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์กับถ้อยคำและคำพูดอีกต่อไป
จงมีสติอันมั่นคงที่จะเผชิญหน้ากับมรณะกาลซึ่งอาจมาเยือนได้ทุกเวลาเถิด

เมื่อท่านมิลาเรปะแสดงจบลง มหาดาโล วิจารณ์ว่า “เรายอมรับว่าท่านได้ยินได้ฟังปารามิตาทั้งหกมาแล้ว จงได้บอกพวกเราต่อไปว่า บุคคลควรปฏิบัติปารามิตาสิบอย่างไร?” ท่านมิลาเรปะกล่าวแสดงว่า

แด่ท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้ประเสริฐ อาตมาสวดภาวนาระลึกถึงท่าน
อาตมาสวดภาวนาถึงท่าน เพื่อระงับอกุศลธรรมแห่งความริษยาลงเสีย
อาตมาสวดภาวนา เพื่อปกป้องพวกเราในช่วงเวลาอันวิกฤตนี้ด้วย

โปรดฟังอาตมา ท่านดาโล ผู้คงแก่เรียนที่เต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิ
เพราะมิได้หมั่นเจริญมรณสติอยู่เนืองๆ ท่านจึงยังคงมัวแต่สาละวนอยู่กับถ้อยคำและการโต้เถียง
กาลเวลาล่วงมาเรื่อยๆจากสองปีกลายเป็นสามสิบปี ท่านก็ยังมิได้ตระหนักชัดถึงข้อเท็จจริงนี้
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมย่อมเป็นผลจากการปลงศรัทธาลงในเส้นทางดำเนินที่ถูกต้อง
ในช่วงเวลาอันหม่นหมองด้วยความริษยานี้
ยิ่งใหญ่หนักหนา คือตัณหาราคะอันร่านทุรนของผู้คน
การพูดเพ้อพกน้ำลายแตกฟองอย่างไร้สาระ เป็นบาปอันต่ำทรามแห่งวจีกรรมของผู้คน
บนฝั่งข้างโน้นแห่งความไร้อัตตาตัวตนซึ่งอาตมาได้บรรลุถึง ย่อมปราศจากสภาวะแห่งทานบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งความสิ้นวัฏฏะซึ่งอาตมาดำรงอยู่ ย่อมปราศจากสภาวะแห่งศีลบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งความไม่แบ่งแยกรูปแบบในการสละอุทิศตน
ย่อมปราศจากสภาวะแห่งเนกขัมมะบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งปัจจุบันขณะซึ่งอาตมาสถิตอยู่ ย่อมปราศจากสภาวะแห่งสมาธิบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งการรู้แจ้งตระหนักชัดถึงอมตธรรม ย่อมปราศจากสภาวะแห่งปัญญาบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์อันปราศจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งอาตมาสถิตอยู่
ย่อมปราศจากสภาวะแห่งอุเบกขาบารมี
บนฝั่งข้างโน้นซึ่งล่วงพ้นความ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ย่อมปราศจากสภาวะแห่งอธิษฐานบารมี
บนฝั่งข้างโน้นซึ่งล่วงพ้นความ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ย่อมปราศจากสภาวะแห่งขันติบารมี
บนฝั่งข้างโน้นซึ่งล่วงพ้นความ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ย่อมปราศจากสภาวะแห่งวิริยะบารมี
บนฝั่งข้างโน้นแห่งการถึงพร้อมด้วยการยังประโยชน์ตนและผู้อื่น ซึ่งอาตมาสถิตอยู่
ย่อมปราศจากสภาวะแห่งสัจจะบารมี
โดยที่กิเลสทั้งปวงไม่มีตัวตนและเป็นเอกสภาวะเดียวกับความสว่างไสวที่สมบูรณ์ด้วยสติ
ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่เรียกได้ว่าเป็นปัญญาญาณ
นี้คือความเห็นที่เป็นสัมมาทิฐิต่อการปฏิบัติธรรม
ถ้อยคำและการพูดมาก ย่อมเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ และช่วยเหลือได้น้อยนัก

ท่านโลดันอุทานออกมาว่า “การปฏิบัติและความเข้าใจของท่าน ช่างถูกต้องจริงๆ”
ท่านดาโล กลับกล่าวว่า “ถ้อยคำของท่านเหมือนการลอกเลียนแบบเป็นมือที่สาม มันไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างถนัดถนี่ สำหรับกลลวงนั้น แม้แต่พวกคนนอกศาสนา ก็สามารถแสดงได้อย่างสมบูรณ์ บารมีทั้งสิบที่ท่านเพิ่งกล่าวจบลง ก็เป็นไปแบบสักว่ากล่าวให้จบๆ ไม่ได้เหมือนที่อธิบายไว้ในตำราเหล่านี้แต่อย่างใด ณ บัดนี้ เราควรได้สนทนากันถึงหัวข้อที่บ่งชี้ไว้ในตำราเหล่านี้ ความรู้ของมนุษย์ทั้งปวง ควรถูกตรวจสอบและวิเคราะห์โดยอาศัยเหตุผลแห่งตรรกะวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการศึกษาเล่าเรียน ถ้าบุคคลรู้จักตรรกะแห่งเหตุผล การศึกษาเรียนรู้อื่นๆย่อมกลายเป็นเรื่องถัดไป เพราะฉะนั้นเราจึงแรกเริ่มสนทนาตรรกะศาสตร์แห่งเหตุผลกับท่าน ถ้าท่านสามารถตอบบรรดาคำถามของเรา เราย่อมจะยอมรับท่านได้ โดยทั่วๆไป ตรรกะแห่งเหตุผล เป็นการเรียนถึงบทสรุปตัดสิน และนิยามต่างๆของวิชาซึ่งสำคัญที่สุด อันคือ ประสบการณ์โดยตรงของ บทสรุปตัดสิน และการลงความเห็นแห่ง ‘เหตุผลที่เพียงพอ’ และ ‘เหตุผลที่ผิดพลาด’ ของ ‘บรรดาการพิสูจน์ที่ไม่เด็ดขาดแน่นอน’ และของรูปแบบสำหรับการสร้างโจทย์หรือประเด็นปัญหาขึ้นมา ณ บัดนี้ จงได้บอกเราถึง สิ่งเหล่านี้”
ท่านมิลาเรปะตอบว่า “พ่อครู ทั้งร่างกายและดวงจิตของท่าน ได้ครอบครองความชั่วร้ายไว้ ท่านมหาเป็นคุรุซึ่งไม่อาจนับถือตนเองได้ แล้วจะให้อาตมามีความเห็นสอดคล้องกับท่านได้อย่างไร? เมื่ออาตมาดื่มกินน้ำซุปแห่งข้อธรรม อันปราศจากความเมตตากรุณาที่ท่านโปรดปราน ลิ้นของอาตมาย่อมถูกลวกจนพอง เมื่ออาตมาบริโภคอาหารแห่งศรัทธาอันไม่มีการสละปล่อยวางตามแบบของท่าน รสชาติของมันย่อมเหมือนกับผักขมที่คลุกเคล้าด้วยผงคลีดินและขี้เถ้า โดยไม่ได้เติมเกลือลงไป กระเพาะของอาตมาย่อมเต็มแน่นไปด้วยอุปาทานในเบญจขันธ์ และแล้วกายส่วนบนของอาตมาย่อมเกิดอาการคลื่นเหียนด้วยความเห็นแก่ตัว จนสำรอกเอาความริษยาให้ปรากฏออกมาเป็นประจักษ์พยาน กายส่วนล่างของอาตมาย่อมปั่นป่วนไปด้วยลมร้ายแห่งวจีทุจริตอันหาสาระไม่ได้ จนขับถ่ายของเสียคืออุจจาระและปัสสาวะออกมา โรคาพาธย่อมเบียดเบียนอาตมาไปทั่วสรีระ ดังนั้นอาตมาจึงไม่อาจรับธรรมโอสถ ตามแบบของท่าน เพราะมีแต่จะทำให้โรคภัยกำเริบและมีอาการทรุดหนักลง และย่อมนำพาผู้คนสู่บาปกรรม อาตมาเข้าใจเฉพาะธรรมชาติอันว่างเปล่าที่สว่างไสว และสมบูรณ์ด้วยสติของดวงใจ ซึ่งปราศจากเงาหรือสิ่งกีดขวางใดๆเท่านั้น ด้วยพระสัทธรรมนี้ อาตมาย่อมมีความเข้าใจอย่างชัดเจนแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่มีร่องรอยใดๆของบทสรุปตัดสินและการลงความเห็น ที่สามารถถูกหาพบได้ในดวงจิตของอาตมา ถ้าท่านมหาต้องการให้อาตมาแสดงบางตัวอย่างของ ‘เหตุผลที่ผิดพลาด’ ความรู้ของท่านนั่นแหละ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะมันขัดแย้งกับพระธรรม และเพราะว่า ‘เหตุผลที่ผิดพลาด’ นี้ ได้พอกเพิ่มตัณหาราคะของท่าน ให้มากพอที่จะเป็นตัวอย่างของ ‘เหตุผลที่เพียงพอ’ ดังนั้นด้วยอาการเสแสร้งหลอกลวงของท่าน ซึ่งประกอบพร้อมไปด้วยทั้ง ‘เหตุผลที่ผิดพลาด’ และ ‘เหตุผลที่เพียงพอ’ ดังกล่าวมาแล้ว จึงกลับกลายมาเป็นตัวอย่างที่ดีของ ‘บรรดาการพิสูจน์ที่ไม่เด็ดขาดแน่นอน’”
ท่านโลดันสั่นหัวและหัวเราะลั่นออกมา และอุทานว่า “ขอบคุณสำหรับการย้อนมาแก้ถ้อยคำของเรา ท่านช่างเป็นบุคคลที่พยายามเฉไฉหาทางนึกคิดถึงความแตกต่างระหว่างหัวกับหางของใบหน้าเรา ได้อย่างยากลำบากพิสดารจริงๆ และท่านยังชอบแสดงตนว่าเป็นประหนึ่งพระพุทธเจ้าเสียเองอีกด้วย มันเป็นเรื่องน่าขบขันจริงๆ ท่านได้กล่าวตู่ว่า ทั้งร่างกายและดวงจิตของเรา ได้ครอบครองความชั่วร้ายไว้ ใครกันหนอที่เป็นประจักษ์พยานในเรื่องนั้น? ถ้าเป็นเพราะการศึกษาตรรกะศาสตร์ซึ่งเราสรรเสริญตนเองและปรักปรำผู้อื่นแล้วละก็ ท่านเองก็ไม่ได้ต่างจากเรา ท่านพูดเหมือนกับเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองและกล่าวลบหลู่เรา แม้แต่ในวิถีทางเช่นนี้ ท่านก็มีตรรกะศาสตร์แห่งเหตุผลของตัวท่านเอง พูดกันสั้นๆ ท่านไม่มีกุศลบารมีที่จะได้ศึกษาสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนั้น แทนที่จะตอบคำถามของเราอย่างถูกต้อง ท่านกลับฟุ้งถ้อยคำที่ไร้สาระออกมาคำโตๆ เราคิดว่าท่านควรนั่งปิดปากเงียบๆจะดีเสียกว่า” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาต้องการนั่งเงียบๆ แต่ท่านไม่ยอมอาตมาเอง โดยธรรมชาติ ท่านไม่ต้องการตรรกะแห่งเหตุผลของอาตมาดอก แต่ตรรกะของอาตมา นำอาตมาสู่ความผาสุกสงบเย็น เพราะฉะนั้นมันย่อมมีประโยชน์และมีความสำคัญมาก โดยที่อาตมาพูดกับท่านจากมุมมองของสัจจะธรรมในภายใน ซึ่งจี้เข้าจุดและดูคล้ายเป็นการกล่าวข่มท่าน มันจึงปรากฏเหมือนดังว่าอาตมาสรรเสริญตนเอง บรรดาดวงจิตของสรรพชีวิตทั้งปวง เป็นความว่างเปล่าและสว่างไสว ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความทุกข์ทรมานแห่งสังสารวัฏ และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความน่าอัศจรรย์ของพระนิพพาน นี้คือพุทธภาวะหรืออริยทรัพย์อันประเสริฐสูงสุด ด้วยการที่ไม่สามารถเข้าใจถึงอวิชชาที่ห่อหุ้มดวงใจของเรา จึงทำให้ต้องกระเสือกกระสนไปในสังสารวัฏ อันเต็มไปด้วยความร่านทุรนแห่งตัณหาราคะทั้งปวง บุคคลผู้ตระหนักชัดถึงธรรมชาติอันแท้จริงของดวงใจที่ปราศจากอวิชชาบดบัง คือผู้บรรลุธรรมหรือวิสุทธิบุคคล หรือพุทธะ และเขาย่อมบรรลุถึงพระนิพพาน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า”
‘ธรรมชาติแห่งพุทธภาวะ แทรกซึมอยู่ในสรรพชีวิตทั้งปวง
เพราะฉะนั้นสรรพชีวิตทั้งปวงในตัวของเขาทั้งหลายเอง จึงคือพุทธะ’
‘สรรพชีวิตทั้งปวงในตัวของเขาทั้งหลายเอง คือพุทธะ
เขาทั้งหลายถูกบดบังฉาบทาแปดเปื้อนด้วย บรรดามลทินแห่งโลกียวิสัย
ในเวลาที่มลทินทั้งหลายถูกชำระล้างออกไป เขาทั้งหลายจักเป็นพุทธะ’

‘บุคคลผู้รู้แจ้งตระหนักชัดต่อดวงจิตของเขาเอง
ย่อมหยั่งรู้ว่าธรรมชาติแห่งดวงจิตและปรีชาญาณคือสิ่งเดียวกัน
และเขาย่อมไม่แสวงหาพุทธภาวะในที่อื่นใดอีก
นี้เป็นคำสอนสูงสุดที่บุคคลสามารถปฏิบัติได้’

ตามที่อาตมาเข้าใจ “ใครก็ตามที่รู้แจ้งตระหนักชัดต่อ แสงสว่างแห่งสุญญตาธรรมในภายใน ย่อมกลายเป็นพุทธะ อาตมาได้พิจารณาว่า สัจจะสูงสุด ไม่ใช่อะไรอื่น นอกเหนือไปจาก ความรู้แจ้ง ตระหนักชัดต่อดวงจิตของตนเอง แต่ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ไม่ได้ศรัทธาตามนี้ นักปริยัติธรรมที่ไม่ศรัทธาในคำสอนชนิดนี้ ย่อมตกอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพญามาร ผู้คนที่นี่อาจเป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม มันทำให้ท่านเดือดร้อนมากเกินไป เพราะฉะนั้น อาตมาไม่พูดถึงมันเสียเลยจะดีกว่า”
มหาดาโล กล่าวท้าทายท่านมิลาเรปะ ให้พิสูจน์ด้วยการแสดงว่า ร่างกายและจิตของตนตกอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพญามารจริงๆ ตามคำกล่าวหาของท่านมิลาเรปะ และยังค่อนขอดท่านมิลาเรปะว่า ตนเองย่อมเหนือกว่าผู้ที่ลวงประชาชนด้วยการแสดงบทโศลกที่โง่งม
ท่านเรชุงปะ ได้แสดงให้ผู้คนในมหาสมาคมเห็นต่อหน้าว่า มหาดาโล ได้แอบมีสัมพันธ์กับหญิงสาวผู้หนึ่ง โดยมอบกำไรข้อมือไว้ให้ นอกจากนี้ยังค้นพบลูกประคำของมหาดาโล ที่บ้านของหญิงสาวผู้นี้ในวันถัดมาเพิ่มอีกด้วย มหาดาโล ต้องเสื่อมเสียมากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนมหาโลดัน ได้พิสูจน์ทราบชัดด้วยตัวของท่านเองในภายหลังว่า การล่วงรู้ถึงความเป็นคนหลอกลวงของมหาดาโลนั้น มิได้เกิดแต่การแอบบอกเล่าของผู้ใด หากแต่เกิดจากญาณวิถีของท่านมิลาเรปะเอง ความศรัทธาอย่างลึกซึ้งได้เริ่มหยั่งลงในดวงใจของท่านโลดัน ความหยิ่งผยองลำพองตนระงับลงอย่างสิ้นเชิง ท่านโลดัน จึงพยายามเข้าไปกราบรบเร้าที่จะฟังธรรมจากท่านมิลาเรปะ ท่านมิลาเรปะตอบว่า “คำสอนของอาตมา ไม่สามารถมอบให้แก่คนผู้ซึ่งไร้สมรรถนะที่จะรับมัน จงได้ฟังบทโศลกของอาตมา”

อาตมาขอน้อมคารวะท่านอาจารย์มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาสวดภาวนาถึงท่านเพื่อเกื้อหนุนอาตมา
ให้สามารถหยั่งรู้ถึงบรรดาพระธรรมคำสอนอันเร้นลับ

บรรดาคำสอนแห่งการพยากรณ์ของศาสนธรรมอันเร้นลับ เป็นสิ่งมีค่าที่น่าเกรงขาม
อาตมาสมควรหรือไม่หนอ ที่จะนำมาสั่งสอนนักปริยัติหัวดื้อ
ผู้ไม่รู้อะไรมากไปกว่าถ้อยคำและการโต้เถียง
อาตมาย่อมเสียเวลาเปล่า

ถ้าผู้บำเพ็ญสมาธิยังคงพูดเรื่องไร้สาระ
ความตั้งมั่นแห่งดวงจิตย่อมถึงความพินาศและเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ
คำสอนแห่งลัทธิตันตระควรนำไปปฏิบัติอย่างซ่อนเร้น
มันย่อมไม่บังเกิดมรรคผลใดๆถ้าจะเปิดเผยในย่านชุมชนที่หนาแน่น
การจบกิจแห่งพรหมจรรย์เกิดขึ้นได้ด้วยโพธิจิต
นักบวชที่หมกมุ่นกับศาสนพิธีย่อมเดินหลงทาง
บรรดาคำสอนอันล้ำลึกย่อมมีความหมายสำหรับยานอันดีเลิศทั้งหลาย
มันย่อมไร้ค่า ถ้าถ่ายทอดไปยังผู้ไม่มีสมรรถภาพในการประพฤติธรรม
บุคคลที่เริ่มบำเพ็ญอย่างโดดเดี่ยวแต่กลับละเลิกและคลุกคลีด้วยหมู่ในภายหลัง
ความพากเพียรของเขาย่อมไร้ผล
ประสบการณ์แห่งความตระหนักชัดในปรมัตถ์สภาวธรรม
เป็นเรื่องลึกซึ้งถ้านำมากล่าวแก่บุคคลธรรมดาทั่วๆไป
มันย่อมไร้ค่าและนำพาไปสู่ความอวดดี
เส้นทางดำเนินที่ผิดพลาดมากมายย่อมปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ
มันชักนำบุคคลไปสู่ความล้มเหลวด้วยชีวิตที่เปลืองเปล่าไร้สาระ
อาตมาได้ชี้นำแก่ท่านมามากพอสมควรแล้วในวันนี้

นักปริยัติกล่าวอีกว่า “ท่านอาจไม่ชอบใจที่จะบอกเราถึงประสบการณ์ภายในของท่าน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าท่านมีศักยภาพแห่งปัญญาญาณ อันเป็นผลมาจากการบำเพ็ญสมาธิภาวนาของท่าน จงได้กรุณาบอกเราสั้นๆ ถึงความเข้าใจต่อ การก่อแรงบันดาลใจ สัมมาอริยมรรค สภาวะ สัมมาทิฐิ สัมมาปฏิบัติ และการกระทำอันชอบ” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาไม่รู้จักคำสอนของท่าน ตามหัวข้อที่กล่าวมานี้ แต่อาตมาจะแสดงตามความเข้าใจของอาตมา ดังต่อไปนี้”

ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์ มาระปะ
เพื่อตอบข้อข้องใจของท่าน อาตมาจะได้สาธยาย จงพินิจพิจารณาด้วยความระมัดระวัง
และได้โปรดสงบความเห็นเก่าก่อนในดวงใจของท่านลง
โดยระงับการวิตกวิจารณ์ใดๆในขณะแห่งการรับฟัง

ทัศนียภาพซึ่งงดงามที่สุดนั้น คือความไร้ตัวตนที่จะเห็น
นี้คือธรรมชาติแห่งแก่นสารสาระอันสว่างไสวแห่งดวงใจ
การได้รับที่ดีที่สุดนั้น คือความไร้ตัวตนที่จะได้รับ
นี้คือขุมทรัพย์อันจักประมาณค่ามิได้แห่งธรรมชาติอันเป็นแก่นสารสาระของดวงใจ
โภชนาหารที่ดีที่สุดสำหรับนำความอิ่มหนำสำราญมาให้นั้น คือความไร้ตัวตนที่จะกิน
นี้คือโภชนาหารของการพ้นไปจากรูปลักษณ์แห่งสุญญตสมาธิ
เครื่องดื่มที่ดีที่สุดนั้น คือความไร้ตัวตนที่จะดื่ม นี้คือน้ำอมฤตแห่งพระโพธิญาณ
ปรีชาญาณนั้นเป็นเพียงความมีสติที่สมบูรณ์ มันอยู่เหนือถ้อยคำและการกล่าวแสดง
นี้มิใช่โลกอันคับแคบของลัทธิใดๆ นี้มิใช่อาณาจักรสำหรับคนโง่เขลา
แรงบันดาลใจสูงสุดคือความที่ว่าเพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีได้
เป็นกระแสปัจจยาการสืบต่อโดยไม่อาจกำหนดหมายลงไปได้ว่ามีอัตตาตัวตนของอะไร
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งความที่ไม่อาจกำหนดหมายเอาได้ว่าต่ำหรือสูง
ได้เข้าสู่สถานะอันเลิศแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งการไม่ได้กระทำสิ่งใดๆ เพราะไร้ตัวตนผู้กระทำ
กำลังเดินตามมรรคาอันสูงสุด
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งการไม่เวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไป
ได้รับสิ่งซึ่งดีที่สุดอันบุคคลพึงหวังว่าจะได้รับแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งความที่ไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธได้นั้น
นับได้ว่าเป็นผู้ที่ช่ำชองในทฤษฎีของเหตุและผลชั้นยอดแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งการที่ไม่อาจกำหนดหมายว่าใหญ่หรือเล็กนั้น
นับได้ว่าเข้าใจคำสอนของมหายานอันวิเศษสูงสุดแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งความที่ไม่อาจกำหนดหมายได้ว่าดีหรือชั่วนั้น
นับได้ว่าครอบครองอุเบกขาธรรมแห่งมัชฌิมาปฏิปทาที่สุดประเสริฐแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงสัจจะแห่งความไม่เป็นคู่ๆแต่เป็นเอกสภาวะเดียว
ได้เกิดธรรมจักษุต่อทัศนียภาพอันวิเศษสุดแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดต่อสัจจะแห่งการไร้ความกำหนดหมายใดๆ
ได้ล่วงรู้ถึงแนวทางอันยอดเยี่ยมต่อการบำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดต่อสัจจะของการไม่ได้รับเข้ามาหรือการไม่ได้ปล่อยออกไป
ได้รู้จักเส้นทางอันวิเศษในการปฏิบัติบำเพ็ญแล้ว
บุคคลผู้ซึ่งรู้แจ้งตระหนักชัดถึงตถาคตภาพแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง
อันปราศจากการพักหรือเพียรพยายามแต่อย่างใด
นับได้ว่าเข้าไปใกล้ความจบกิจแห่งการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว

สัจจธรรมนี้ย่อมไม่สามารถเข้าใจได้โดยครูอาจารย์
ที่มีแต่คำพูดเปล่าดายและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองลำพองตน
และย่อมไม่สามารถเข้าใจได้โดยโยคาวจร ที่เต็มไปด้วยอุปาทาน
สำหรับบรรดาผู้ที่พากันตั้งจิตปรารถนาสู่ความวิมุติหลุดพ้น
แต่ยังคงหมกมุ่นดำเนินไปในแนวทางแห่งการแสวงหาเครื่องจองจำกักขังตนเอง
บุคคลเหล่านี้ถูกพันธนาการด้วยอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนของบุคคลและตัวตนของสรรพสิ่ง
เขาพยายามปลดปล่อยตนเองสู่ความเสรี แต่กับผลักไสตนเองสู่วงล้อมอันคับแคบที่จำกัดขอบเขต
เขาปรารถนาความหลุดพ้น แต่กับติดตรึงหนาแน่นยิ่งขึ้น
เขาตกจมลงสู่ก้นบึ้งแห่งสังสารวัฏ และท่องเที่ยวเวียนวนอยู่ใน กามภพ รูปภพ และอรูปภพ
อันมืดมนอยู่ด้วยเมฆหมอกแห่งอวิชชาตลอดสิ้นกาลนาน

หลังจากได้ฟังบทโศลกนี้ ความทะนงตนของท่านโลดันถูกทำให้มอดมลายลงอย่างสิ้นเชิง เขาน้อมกายลงคารวะท่านมิลาเรปะ และขอคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมอีก ท่านโลดันได้กล่าวด้วยความศรัทธาต่อท่านมิลาเรปะว่า “การปุจฉาวิสัชชนานี้วิเศษจริงๆ เรายอมรับแล้ว ว่าท่านเป็นผู้มีชัยชนะ”
ท่านโลดันได้ชี้นำให้มหาดาโลเห็นคล้อยตามตนด้วย แต่กลับถูกมหาดาโลตำหนิว่าเป็นคนกลับกลอกเหมือนเด็กๆ มหาดาโล ได้มรณภาพในเวลาต่อมาไม่นาน และได้ตกล่วงไปถือกำเนิดยังภพภูมิที่ต่ำทราม
สำหรับท่านโลดัน ได้กลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ชั้นเลิศของท่านมิลาเรปะ
---------------------------------------

ในบทโศลกที่แสดงถึงบารมีทั้งสิบ ปรากฏว่าบทโศลกแสดงไว้เพียงแปดบารมี แต่หนึ่งในแปดบารมี ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Paramita of Power” ซึ่ง อธิษฐานบารมี วิริยะบารมี และ ขันติบารมี ล้วนเป็นบารมีแห่งกำลังสู่ความหลุดพ้นโดยตรงทั้งสิ้น และยังไม่มีกล่าวไว้ เหมือนบารมีอื่นๆอีกเจ็ดบารมีที่ปรากฏอยู่ในบทโศลกแล้ว ข้าพเจ้าจึงขยายบทโศลกส่วนนี้ ซ้ำกันสามบรรทัด และให้เนื่องกับ อธิษฐานบารมี วิริยะบารมี และ ขันติบารมี เพื่อแสดงให้ครบทศบารมี

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ผู้มีบทบาทนำให้เกิดการศึกษาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการมากที่สุดดาร์วินเสนอควาามคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

» สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน

» ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1,200 ล้านคน นั่นหมายความว่า ประชากรหนึ่งในห้าของโลกเป็นประชากรจีน

» ยอดมนุษย์
เรื่องราวและชีวิตของพวกเขา บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริง บางคนไร้ตัวตนบางคนล้มเหลว บางคนเป็นต้นแบบ เป็นอาชญากร

» รพินทรนาถฐากูร
หยุดเสียเถิดการสาธยาย การขับขานและการนั่งนับลูกประคำอะไรเหล่านี้ ท่านบูชาผู้ใดกันในมุมสลัวลาง...และเปล่าเปลี่ยวของเทวลัยที่หับบานประตูหน้าต่างมิดชิดรอบด้าน

» สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1980 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการ

» แม่ไม้มวยไทย
การเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้มาใช้งานอย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง

» ประวัติศาสตร์ศิลป์
วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลป์และการออกแบบศิลปะเครื่องประดับตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ค้นพบในแต่ละช่วงสมัย และส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จักธรรมชาติ