Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ปิคาสโซ

1. Pablo Diego Jose Francisco de Paula Juan Nepomuceno María de los Remedios Cipriano de la Santísima Trinidad Martyr Patricio Clito Ruíz y Picasso

(25 ตุลาคม 1881 – 8 เมษายน 1973)

          ปิคาสโซเป็นจิตรกรเชื้อสายแอนดาลูเซียน-สแปนิช นอกจากนี้เขายังเป็นประติมากร และนักวาดเส้นด้วย ปิคาสโซนับเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงในคริสตศตวรรษที่ 20 และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการศิลปะคิวบิสม์ (ผลงานศิลปะที่ประกอบสร้างขึ้นจากรูปทรงเรขาคณิต) และลักษณะหลากหลายสไตล์ที่รวมอยู่ในผลงานของเขา ในท่ามกลางผลงานอันมีชื่อเสียงของปิคาสโซนั้น ผลงานอันโดดเด่นคือภาพ Les Demoiselles d'Avignon (1907) และภาพเขียนเกี่ยวกับการที่เยอรมันทิ้งระเบิดที่เมืองเกอนิกา ช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองสแปนิช ในชื่อภาพ Guernica (1937)

วัยเยาว์ของปิคาสโซ

ปิคาสโซน้อยได้แสดงถึงทักษะและความสามารถมาตั้งแต่วัยเด็กในเรื่องของการวาดเส้น ตามที่แม่ของเขาเล่าไว้ ชื่อที่เป็นวลีแรกๆ ของเขาคือ “piz, piz”, เป็นคำย่อของคำในภาษาสเปนที่หมายถึงดินสอ(pencil). นับจากวัยเพียง 7 ขวบ ปิคาสโซก็ได้รับการฝึกฝนทางด้านศิลปะอย่างเป็นทางการแล้วโดยพ่อของเขา ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพคน และการวาดภาพสีน้ำมัน. พ่อของเขาเป็นศิลปินที่เขียนภาพแบบจารีต และเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่า การฝึกฝนทางด้านศิลปะอย่างเหมาะสม จะต้องคัดลอกผลงานศิลปะของบรรดาปรมาจารย์ทั้งหลายอย่างมีวินัย และต้องฝึกหัดวาดเส้นภาพร่างกายคนทั้งตัวจากหุ่นปูนปลาสเตอร์ และแบบคนที่มีชีวิต

ครอบครัวของปิคาสโซได้ย้ายไปอยู่ที่ La coruna ในปี ค.ศ.1891 ซึ่งที่นั่น พ่อของเขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และทำการสอนอยู่ที่สถาบันศิลปะ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นราว 4 ปี. ในช่วงที่พำนักอยู่ที่นั่น พ่อของเขาค้นพบว่า งานจิตรกรรมภาพสเก็ตรูปนกพิราบของบุตรชายเหนือกว่าฝีมือของเขา โดยสังเกตอย่างถี่ถ้วนในด้านเทคนิคของลูกชาย เขารู้สึกว่าปิคาสโซในวัย 13 ขวบได้ล้ำหน้าไปกว่าเขามาก และด้วยเหตุดังนั้น เขาจึงปฏิญานตนเลิกเขียนรูปอีกต่อไป

เข้าศึกษาในโรงเรียนศิลปะ

ในปี ค.ศ.1895 น้องสาววัย 7 ขวบของปิคาสโซ, Conchita ถึงแก่กรรมด้วยโรคคอตีบ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวต่อจิตใจแก่ปิคาสโซเป็นอันมาก จากนั้นครอบครัวก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บาร์ซีโลนา (Barcelona), พ่อของเขาได้งานที่สถาบันสอนศิลปะ ในขณะที่ปิคาสโซเจริญเติบโตในเมืองใหญ่นี้ ซึ่งเป็นห้วงที่เขาตกอยู่ในภาวะเศร้าโศกและการหวนหาอดีตอันมีความสุขเกี่ยวกับบ้านเดิมของตน พ่อของเขาได้โน้มน้าวให้บรรดาเจ้าหน้าที่ยินยอมให้บุตรชายเข้าสอบในชั้นเรียน ซึ่งปกติแล้วกระบวนการนี้ นักศึกษาต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่ปิคาสโซใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น คณะกรรมการรู้สึกประทับใจมากและยินยอมรับปิคาสโซให้เข้าเรียน ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

ปิคาสโซในฐานะนักศึกษา แต่ขาดเสียซึ่งวินัย อย่างไรก็ตาม เขาได้สร้างมิตรภาพเอาไว้มากซึ่งมีผลกับชีวิตของเขาต่อมาในภายหลัง พ่อของเขาได้เช่าห้องเล็กๆ ให้แก่เขาห้องหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้าน  ดังนั้นปิคาสโซจึงสามารถทำงานได้ลำพังตนโดยไม่มีใครรบกวน พ่อของเขายังคงจับตาเขาตลอดเวลา คอยวิพากษ์วิจารณ์งานวาดเส้นของเขา ทั้งคู่ต่างถกเถียงกันอยู่เสมอ

ลุงและพ่อของปิคาสโซตัดสินใจที่จะส่งเขา ในฐานะศิลปินรุ่นเยาว์ไปยังแมดริด ที่ Royal Academy of San Fernando, ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนสอนศิลปะที่ก้าวหน้าของประเทศ. ในปี 1897 ปิคาสโซอายุได้ 16 ปี และเริ่มออกเดินทางด้วยตัวเอง กระนั้นก็ตาม การยอมรับได้ยากของเขาต่อระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ทำให้เขายุติการเข้าชั้นเรียนหลังจากลงทะเบียน แต่อย่างไรก็ตาม แมดริดได้สร้างความสนใจให้ในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น ผลงานจิตรกรรม  the Prado housed paintings โดยศิลปินที่น่านับถือ อย่าง Diego Velazquez, Francisco Goya, และ Francisco Zurbaran. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปิคาสโซชื่นชมในผลงานของ  El Greco; ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยองค์ประกอบต่างๆ อย่างแขน ขา ลำตัวที่ยืดออก, สีสรรที่ดึงดูดความสนใจ, ลักษณะใบหน้าที่ดูลึกลับ ที่ต่อมาได้สะท้อนอยู่ในภาพผลงานของปิคาสโซ

ชีวิตส่วนตัวของปิคาสโซ (Personal life)

หลังจากเรียนศิลปะที่แมดริด ปิคาสโซได้เดินทางไปยังกรุงปารีสครั้งแรกในปี ค.ศ.1900 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ปารีสถือเป็นเมืองหลวงทางด้านศิลปะของยุโรป. ณ ที่นั้น เขาได้พบกับเพื่อนที่เป็นชาวปารีส นักหนังสือพิมพ์และกวี นาม Max Jacob, ซึ่งช่วยปิคาสโซเรียนรู้ด้านภาษาและวรรณกรรม ในไม่ช้าพวกเขาก็แบ่งปันห้องเช่าในอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง. แม็กซ์นอนในตอนกลางคืน ขณะที่ปิคาสโซนอนตอนกลางวัน และทำงานในตอนกลางคืน. ห้วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ยากจนข้นแค้นอย่างสุดๆ  สาพอากาศหนาวเย็นและสิ้นหวัง. ผลงานของปิคาสโซจำนวนมากได้ถูกเผาเพื่อแลกกับความอบอุ่นในห้องเล็กๆ

แมดริดในปี 1901 นั้น เป็นปีที่ปิคาสโซและเพื่อนซึ่งฝักใฝ่แนวคิดอนาธิปไตย นามว่า Francisco de Asís Soler ได้ก่อตั้งนิตยสาร Arte Joven (Young Art), ซึ่งได้มีการตีพิมพ์ออกมา 5  ฉบับ. Soler ทำหน้าที่ เป็นคนหาบทความมาลง ส่วนปิคาสโซทำหน้าที่เขียนภาพประกอบนิตยสาร ส่วนใหญ่เป็นรูปการ์ตูนที่ดูขึงขัง ซึ่งบ่งถึงและแสดงความเห็นอกเห็นใจภาวะของผู้ยากไร้ นับจากวันเวลานั้น เขาเริ่มเซ็นชื่อผลงานของตนเองว่า Picasso เฉยๆ, ขณะที่ก่อนหน้านี้ เขาจะลงชื่อในภาพเขียนว่า Pablo Ruiz y Picasso.

ชีวิตรัก และการตกเป็นจำเลยขโมยภาพโมนาลิซา

ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ปิคาสโซได้แบ่งเวลาของเขาระหว่างบาร์เซโรนาและปารีส. ในปี 1904 ในช่วงระหว่างกลางของความโกลาหล เขาได้พบกับ Fernande Olivier, ศิลปินโบฮีเมียนซึ่งต่อมากลายเป็นภรรยาลับ ภาพของ Olivier ปรากฏอยู่ในผลงานจิตรกรรมยุคกุหลาบ (Rose period paintings) ของเขา. หลังจากประสบกับความมีชื่อเสียงและโชคลาภ ปิคาสโซได้ละจากโอลิเวียร์ ไปสู่ Marcelle Humbert, ซึ่งเขามักจะเรียกเธอว่า Eva. ปิคาสโซ ได้ประกาศถึงความรักของเขาที่มีต่ออีวา ในงานคิวบิสท์หลายๆ ภาพของตน

ในปารีส, ปิคาสโซรับรองแขกซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่โดดเด่นและสนใจเรื่องเดียวกันในที่พัก Montmartre และ Montparnasse เพื่อนของเขาประกอบด้วย Andre Breton, นักกวี Guillaume Apollinaire, นักเขียน Alfred Jarry, และ Gertrude Stein. สำหรับ Apollinaire ต่อมาถูกจับกุมในฐานะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการขโมยภาพ Mona Lisa จากพิพิธภัณฑ์ Louvre ในปี ค.ศ. 1911. Apollonaire ได้ชี้ไปยังเพื่อนของเขาปิคาสโซ, ซึ่งได้ถูกนำตัวมาสอบสวนด้วยเช่นกัน แต่ภายหลังทั้งคู่หลุดพ้นจากข้อกล่าวหา และได้รับการปล่อยตัว

เขายังคงมีความสัมพันธ์กับภรรยาลับหลายคนไว้ ทั้งที่ยังคงอยู่กับภรรยาของเขาคนเดิม ปิคาสโซได้แต่งงานเป็นครั้งที่สองและมีลูกด้วยกัน 4 คนโดยสามคนเป็นหญิง ในช่วงฤดูร้อนของปี 1918 ปิคาสโซได้แต่งงานกับ Olga Khokhlova ซึ่งเป็นนักเต้นบัลเล่ต์หญิงร่วมกับคณะของ Sergei Diaghilev สำหรับเธอแล้ว ปิคาสโซกำลังออกแบบภาพเกี่ยวกับบัลเล่ต์, ในชื่อภาพ Parade, Khokhlova ได้แนะนำปิคาสโซกับสังคมชนชั้นสูง นำเขาออกงานดินเนอร์อย่างเป็นทางการ และงานสังคมของพวกคนรวยในช่วงทศวรรษที่ 1920s ของปารีส. ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อ Paulo ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์ที่ค่อนข้างทำตัวเหลวแหลก และทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้พ่อของเขา. นอกจากความสัมพันธ์ที่มีต่อ Olga Khokhlova แล้ว ปิคาสโซยังมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นๆ อีกหลายคนในประวัติชีวิตของเขา แม้กระทั่งก่อนที่เขาจะถึงแก่กรรม

ปิคาสโซกับสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิคาสโซยังคงพำนักอยู่ในปารีส ขณะที่ฝ่ายเยอรมันเข้ายึดครองเมืองนี้ สไตล์การทำงานทางด้านศิลปะของปิคาสโซ ไม่เป็นที่ถูกใจในทัศนะทางศิลปะของพวกนาซี ด้วยเหตุดังนั้น เขาจึงไม่สามารถที่จะแสดงผลงานของตนในช่วงเวลาดังกล่าวได้. แม้จะถอยห่างจากสตูดิโอการทำงานของเขา แต่ปิคาสโซยังคงเขียนภาพอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เยอรมันจะทำให้การหล่อบรอนส์เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในปารีส แต่ปิคาสโซกลับไม่ให้ความเอาใจใส่ มีการใช้บรอนส์อย่างเป็นปกติโดยมีการลักลอบส่งมาถึงเขาโดยพวกต่อต้านชาวฝรั่งเศส

หลังจากการปลดปล่อยปารีสในปี 1944 ปิคาสโซเริ่มสมาคมกับนักศึกษาศิลปะรุ่นเยาว์คนหนึ่ง นามว่า Francoise Gilot. ในท้ายที่สุด ทั้งสองกลายเป็นคู่รักกัน และได้มีลูกด้วยกันสองคน,  Claude และ Paloma. โดยเฉพาะท่ามกลางผู้หญิงของปิคาสโซ Gilot ได้ละทิ้งจากปิคาสโซไปในช่วงปี 1953 เนื่องจากมีการกล่าวหาว่า เขากระทำการรุนแรงและมีการนอกใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำร้ายปิคาสโซอย่างมาก  เขาต้องผ่านห้วงเวลาที่ค่อนข้างยุ่งยากนี้เกี่ยวกับการตีจากของ Gilot ไปสู่วัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการรับรูของเขาว่า มาถึงตอนนี้ในช่วงทศวรรษที่ 70s เขาไม่ได้เป็นที่ดึงดูดใจอีกต่อไปแล้ว และค่อนข้างเป็นพวกวิตถารสำหรับสำหรับหญิงสาวทั้งหลาย

ผลงานวาดเส้นด้วยน้ำหมึกจำนวนมากในช่วงเวลานี้ได้เปิดเผยให้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนแก่น่าเกลียด รูปร่างแคระแกร็นคล้ายๆ พวกตัวตลกที่ต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวสวย รวมไปถึง การมีความสัมพันธ์เพียง 6 สัปดาห์กับ Genevieve Laporte, ผู้ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2005 ได้มีการเปิดประมูลภาพผลงานวาดเส้นต่างๆของปิคาสโซที่เขียนรูปเกี่ยวกับตัวเธอ

วัยชรา และบ้านหลังใหญ่

ปิคาสโซได้ก่อสร้างอาคารขนาดมหึมาในสไตล์กอธิค และจัดให้มีวิลล่าหรือบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่หลายหลังในทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ณ Notre-dame-de-vie ซึ่งอยู่ในเขตชานเมืองของ Mougins, ใน Provence-Alpes-Cote d'Azur. โดยในช่วงเวลานี้เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง บ่อยครั้ง ได้ให้ความสนใจมากในเรื่องชีวิตส่วนตัว เช่นเดียวกับการให้ความใส่ใจในเรื่องของศิลปะ

นอกจากการประสบความสำเร็จในทางศิลปะนานาชนิด ปิคาสโซยังมีอาชีพเกี่ยวกับภาพยนตร์ด้วย รวมถึงการปรากฏตัวใน Jean Cocteau’s Testament of Orpheus. ปิคาสโซมักจะแสดงตัวของเขาเองในภาพยนตร์ของตน. ในปี ค.ศ.1955 เขาได้ช่วยสร้างภาพยนตร์เรื่องThe Mystery of Picasso ซึ่งได้รับการกำกับโดย Henri-Georges Clouzot.

ปาโบล ปิคาสโซ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 1973 ใน Mougins, ฝรั่งเศส ขณะนั้นเขาและภรรยาแจ็คเกอรีน(Jacqueline) กำลังให้การต้อนรับเพื่อนๆ สำหรับมื้อเย็น คำพูดสุดท้ายของเขาคือ “ดื่มให้กับผม ดื่มให้สุขภาพของผม คุณต่างรู้ว่า ผมไม่สามารถดื่มได้อีกต่อไปแล้ว” (“Drink to me, drink to my health, you know I can’t drink any more.”) ร่างของเขาได้ถูกฝังที่ Castle Vauvenargues’ park, ใน Vauvenargues, Bouches-du-Rhone. ในฐานะภรรยาคนสุดท้าย แจ็คเกอรีน ปกป้องมิให้ Claude และ  Paloma (ลูกของปิคาสโซ) เข้ามาร่วมในงานพิธีฝังศพครั้งนี้

แนวคิดทางการเมืองของปิคาสโซ (Political views)

ปิคาสโซวางตัวเป็นกลางในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1, สงครามกลางเมืองของสเปน, และสงครามโลกครั้งที่สอง เขาปฏิเสธที่จะต่อสู้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางคนในยุคร่วมสมัยเดียวกันกับเขารู้สึกว่า ความรักสงบและสันติภาพของเขาเกี่ยวพันกับความขี้ขลาดยิ่งกว่าหลักการใดๆ. ในบทความชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker เรียกเขาว่า “คนขี้ขลาด ซึ่งนั่งนอนอยู่ภายนอกสงครามโลกทั้งสองครั้ง ในขณะที่บรรดาเพื่อนๆ ของเขากำลังตกทุกข์ได้ยากและกำลังตายลงทีละคน”

ในฐานะพลเมืองสเปนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ปิคาสโซมิได้อยู่ภายใต้การบังคับให้ต้องต่อสู้กับการรุกรานของเยอรมันในสงครามโลกแต่อย่างใด. ในสงครามกลางเมืองสเปน ในฐานะพลเมืองสเปนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เขามีทางเลือกและมีความผูกพันในฐานะอาสาสมัครที่จะหวนกลับไปยังประเทศของตนเพื่อร่วมรบในสงคราม ปิคาสโซได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว และประณามความเป็นเผด็จการของ Francisco Franco โดยผ่านผลงานศิลปกรรมของเขา โดยไม่ได้มีการจับอาวุธหรือเครื่องมือประหัตประหารเพื่อทำร้ายใคร เขายังคงห่างเหินและโดดเดี่ยวจากขบวนการปลดปล่อยเพื่อความเป็นอิสระ Catalan (เมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน) ด้วย ในช่วงที่เขายังเยาววัย ทั้งที่มีการแสดงออกในเชิงสนับสนุนทั่วไป และมีมิตรภาพอันดีต่อกลุ่มกิจกรรมต่างๆ พวกนั้น

ในปี ค.ศ.1944 ปิคาสโซได้ร่วมกับพรรคการเมือง the French Communist Party, ซึ่งได้จัดให้มีการประชุมสันติภาพระหว่างประเทศในโปแลนด์ และในปี 1950 เขาได้รับรางวัล Stalin Peace Prize จากรัฐบาลสหภาพโซเวียด. แต่การวิจารณ์พรรคเกี่ยวกับภาพเหมือนของสตาลิน ในฐานะที่ไม่เหมือนจริงเพียงพอ ได้สร้างความเย็นชาและคลายความสนใจของปิคาสโซ ต่อการเมืองคอมมิวนิสท์ แม้ว่าเขายังคงความเป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์ของพรรคคอมมิวนิสท์จนกระทั่งวาระสุดท้ายก็ตาม

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง ปี 1945 โดย Jerome Seckler, ปิคาสโซกล่าวว่า: ผมเป็นคอมมิวนิสท์ และภาพเขียนของผมก็เป็นจิตรกรรมคอมมิวนิสท์... แต่ถ้าผมเป็นช่างทำรองเท้า ความเป็นพวกนิยมราชวงศ์หรือเป็นคอมมิวนิสท์ หรือจะอะไรก็ตาม ก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้ผมตอกรองเท้าด้วยวิธีการที่พิเศษใดๆ เพื่อแสดงถึงความฝักใฝ่ทางการเมืองของผม” เขาขัดแย้งกับการแทรกแซงขององค์การสหประชาชาติ และสหรัฐอเมริกา ในสงครามกลางเมืองเกาหลี และได้เขียนภาพเรื่องราวนี้ใน Massacre in Korea.

ในปี ค.ศ.1962 เขาได้รับรางวัลสันติภาพเลนิน(the International Lenin Peace Prize)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com