Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์และการเมือง

อภิชัย พันธเสน

3

แน่นอนว่าในยุคของท่านอาจารย์ป๋วยที่เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และหลังจากนั้น ได้เป็นอาจารย์ประจำธรรมดา และกลับมาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์และนักศึกษาจำนวนหนึ่งมีความตื่นตัวและสนใจการเมือง ตลอดจนมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่ง ทั้งนี้จะไม่กล่าวถึงบรรดาศิษย์ของคณะเศรษฐศาสตร์ ที่มีมากและมีหลายรุ่น แต่อาจารย์ในขณะนั้นก็มีอาจารย์ทวี หมื่นนิกร อาจารย์รังสรรค์ ชนะพรพันธุ์ อาจารย์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และผู้เขียน นอกจากนั้นยังมีอาจารย์ในคณะฯ อีกเป็นจำนวนมาก ที่อาจจะไม่ใช่พวกกองหน้าแต่ก็เป็นกองหลังและกองหนุนอีกเป็นจำนวนมาก

ทุกครั้งที่มีความไม่ชอบมาพากลทางการเมืองที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ อาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์จะเปิดประเด็นด้วยการอภิปรายทางวิชาการและเชิญผู้เกี่ยวข้อง มาร่วมอภิปราย เพื่อสร้างผลสะเทือนทางการเมือง หรือบางครั้งจะมีการจัดสัมมนาทางวิชาการ ที่เรียกว่า Symposium โดยเอาประเด็นที่เด่นทางสังคมเป็นประเด็นในการอภิปราย เพื่อหวังผล ให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายทางการเมือง

มีกรณีศึกษาอีกหนึ่งกรณีที่น่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจได้ กล่าวคือในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มซวนเซก่อนที่จะมีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ก่อนหน้านั้น ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและมีตำแหน่งสำคัญในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มค่าเงินบาท ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีพื้นฐานดีและจะไม่มีปัญหาอะไร อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งก็มีความจริง อีกด้านหนึ่งอยู่ด้วย เนื่องจากในขณะนั้นว่าธนาคารดังกล่าวได้กู้เงินดอลล่าร์สหรัฐมาปล่อยให้กู้ ต่อภายในประเทศไทยมากพอสมควร ถ้าค่าเงินบาทลดลงจากการลอยตัวค่าเงินบาท ธนาคารแห่งนั้นก็จะประสบปัญหามากด้วย แต่คณาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์กลับร่วมกัน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลลอยตัวค่าเงินบาทพร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นแสวงหาความช่วยเหลือจาก IMF ด้วย ทั้งนี้เพราะคณาจารย์ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พิจารณาจากมุมมองผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และในที่สุดวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลก็ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและขอให้ IMF เข้ามาช่วยลดปัญหาการขาดแคลนเงินสำรองเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่เกิดจากการป้องกันการโจมตีค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนหน้านั้น ตรงนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่างของการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยแนวทางที่ถูกต้องและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักในโอกาส ที่เหมาะสม ถ้าหากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองลักษณะดังกล่าวข้อเสนอก็จะเป็นเพียงประเด็นถกเถียงกันในสังคมและสถานการณ์อาจจะถลำลึกไปกว่านี้ เท่าที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการ ท่านเดิมที่เคยสังกัดอยู่กับกลุ่มการเมืองฝั่งตรงกันข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันได้ออกมากล่าวหา การดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน (2552) ว่าจะทำให้ GDP ของประเทศไทยมีค่า - 4.5 ต่ำที่สุด ในเอเชียและในโลก ซึ่งบัดนี้ปรากฏผลชัดเจนแล้วว่าทั้งประเทศญี่ปุ่นและสิงค์โปร์มีปัญหามากกว่าประเทศไทย โดยในคราวนี้ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด ซึ่งก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สะท้อนแนวโน้มในอนาคตของ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังจะได้กล่าวต่อไป

ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 17 พฤษภาคม 2535 แม้กระทั่งกระบวนการขับไล่นายกทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 ก็จะมีอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหอกล่ารายชื่อหรือเข้าร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นด้วย แต่ต่อไปในอนาคตจะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อีกหรือไม่คงเป็นเรื่องที่คณาจารย์ ในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ให้คำตอบ

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของกรณีศึกษาที่สะท้อนความเกี่ยวพันของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับบทบาททางการเมือง เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีความเป็นมา จากพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง มิได้ประสบความสำเร็จเสมอไป แต่อย่างน้อยก็เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างโอกาสทางการเมือง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการเคลื่อนไหวในโอกาสและจังหวะที่จะช่วยให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้



หนทางต่อไปในอนาคต

หลังจากการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทางด้านการเมืองในปี 2548 นับเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ในฐานะที่เป็น ผู้สังเกตการณ์จากภายนอกเห็นว่าการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ ค่อนข้างจะแผ่วเบาลง ความจริงความแผ่วเบาดังกล่าวเริ่มมีมาแล้วหลังจากยุค 17 พฤษภาคม 2535 แต่ก็ยังมีเชื้อที่จะเดินต่อบ้าง เข้าใจว่าต่อจากนี้เป็นต้นไปคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คงเหมือนๆ กับคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นๆ คือ เน้นการทำงานทางวิชาการเป็นหลัก สาเหตุน่าจะมาจากสามประการหลัก ประการแรก ความไม่ต่อเนื่องของอาจารย์ที่อาจารย์ในรุ่นหลังๆ นั้นไม่ได้ผ่านประสบการณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก นอกจากนั้นสถานะภาพของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็ได้สอนให้พวกเราเน้นการเป็น “มืออาชีพ” และปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองที่จะตัดสินใจเอง หรือประการที่สอง เกิดการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์เช่นเดียวกับการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั่วไป ทำให้อาจารย์ที่คิดว่าตนเองมีอุดมการณ์ต่างกับผู้อื่นไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งต่างจากในอดีตที่อาจารย์อาจจะคิดเห็นไม่ตรงกันก็ยังทำงานด้วยกันได้จากลักษณะความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนร่วมคณะฯ และไม่คิดว่าความแตกทางความคิดไม่ใช่เรื่องที่ควรจะแบ่งแยกเพราะทุกคนต่างก็มิได้ มีผลประโยชน์แฝงเร้นจากความเชื่อในความคิดนั้นๆ และประการสุดท้ายถูกครอบด้วยกรอบและโครงสร้างของลัทธิทุนนิยม ทำให้อาจารย์ทั้งหลายเน้นที่จะอยู่รอดในโลกของวัตถุนิยมด้วยการหารายได้จากกิจกรรมทางวิชาการที่ตนเองมีความได้เปรียบเป็นหลัก อีกทั้งสังคมและการเมือง มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินไปกว่าที่จะอุทิศเวลาเพื่อทำความเข้าใจหรือมีส่วนร่วมได้ อิทธิพลประการหลังนี้น่าจะมาแรงกว่าปัจจัยในข้อ (1) และ (2)

คำถามต่อไปจึงมีอยู่ว่าการเน้นความเป็นมืออาชีพแบบนี้กับแบบเดิมไหนจะดีกว่ากัน คำตอบในเรื่องนี้ก็คือคงจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ ทั้งนี้เพราะบริบททั้งหลายได้เปลี่ยนไป จนหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็อยากจะขอเตือนอาจารย์รุ่นน้องและรุ่นลูกศิษย์ว่าการเป็น นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีสำหรับประเทศไทยนอกจากจะต้องเข้าใจปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์แล้วยังต้องเข้าใจปัจจัยในมิติอื่นๆ สามารถเห็นภาพรวมของเรื่องที่ต้องการศึกษา รวมทั้งผลกระทบของเรื่อง ที่ศึกษา ตลอดจนเข้าใจบริบทที่จะนำไปประยุกต์ใช้และในที่สุดจะต้องติดตามการเคลื่อนไหว ทางการเมือง เพื่อผลในการจุดประกายความคิดให้แก่สังคม หรือผลที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งอาจต้องรอคอยจังหวะและโอกาสที่สมควร ในขณะเดียวกันก็ไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องไปเป็นนักการเมืองเอง ยกเว้นเป็นผู้ที่มีจริตเช่นนั้นอยู่แล้ว และในขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจต่อทฤษฎีการตัดสินใจของนักการเมือง ซึ่งมีประเด็นที่สลับซับซ้อน ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ที่จะพยายามทำความเข้าใจเหตุผลทางตรรกะหรือทางทฤษฎีซึ่งไม่จำเป็นจะต้องสะท้อนความเป็นจริงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์สามารทำได้คือติดตามพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองที่สำคัญๆ ตลอดจนพัฒนาทางการเมืองรวมทั้งค้นหาจุดที่จะเป็นคานงัด ตลอดจนจังหวะที่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่จะช่วยให้สังคมมีความเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญก็คือจะต้องเปิดใจให้กว้างในการหาความรู้และรับฟังความคิดที่หลากหลาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพันธะกิจ (Mission) ที่ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ (impossible) แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เคยเป็นจิตวิญญาณของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในอดีต แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องรักษาจิตวิญญาณเหล่านั้นไว้ถ้าหากบริบทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ทั้งนี้เพราะการเป็น “นักเศรษฐศาสตร์มืออาชีพ” ที่สนใจเฉพาะประเด็นทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้การดำรงชีวิตง่ายกว่ามาก เพียงแต่เป็นชีวิตที่ไม่ค่อยท้าทายเท่านั้น

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com