Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

สบู่ดำพลังงานทดแทน

2

คณะนักวิทยาศาสตร์ กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ได้วิเคราะห์น้ำมันสบู่ดำไว้ดังต่อไปนี้

  1. การสกัดน้ำมันจากเมล็ดสบู่ดำในห้องปฏิบัติการ ใช้สกัดด้วยตัวทำละลายปิโตรเลียมอีเธอร์ได้น้ำมันร้อยละ 34.96 ทั้งเปลือกและเนื้อในเมล็ด ร้อยละ 54.68 จากเนื้อในเมล็ด ซึ่งเป็นกรดไขมันอิ่มตัวร้อยละ 21.28 ไม่อิ่มตัวร้อยละ 78.72 จากรายงานการศึกษาน้ำมันสบู่ดำของ ดร.โยชิฟูมิ ทาเคดะ อดีตที่ปรึกษากองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร พบว่าน้ำมันสบู่ดำยังคงใสที่อุณหภูมิต่ำ และแข็งตัวที่อุณหภูมิ -7 องศาเซลเซียส แสดงว่า สามารถใช้น้ำมันนี้ขณะที่อากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ดี ไม่มีปัญหาเหมือนน้ำมันพืชอื่น ๆ
  2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบในแง่ปุ๋ยอินทรีย์ ระหว่างกากสบู่ดำและกากละหุ่ง ปรากฏผลคือ กากสบู่ดำมีอินทรีย์วัตถุร้อยละ 80 ไนโตรเจน 4.44 ฟอสฟอรัส 2.09 โพแทสเซียม 1.68 ในขณะที่กากละหุ่งจากโรงงานมีอินทรีย์วัตถุร้อยละ 82.8 ไนโตรเจน 5.20 ฟอสฟอรัส 1.10 โพแทสเซียม 1.10 ส่วนธาตุรองเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง กำมะถัน มีปริมาณใกล้เคียงกัน เกษตรกรนิยมใช้ใส่ต้นไม้ผล เพราะไม่มีเมล็ดวัชพืชต้องเสียเวลากำจัด เหมือนปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ซื้อขายกันในราคาตันละ 3,800 บาท ดังนั้น กากสบู่ดำน่าจะใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เหมือนกากละหุ่ง
  3. การวิเคราะห์เปรียบเทียบกากสบู่ดำกับปุ๋ยมูลกระบือ ไก่ เป็ด ปุ๋ยหมัก จากฟางข้าว ผักตบชวา ขยะ พบว่า กากสบู่ดำมีปริมาณไนโตรเจนมากกว่าปุ๋ยอื่นทั้งหมด ยกเว้นฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมน้อยกว่ามูลไก่เท่านั้น สมควรใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกชนิดหนึ่งในวงการเกษตร
         การสกัดหรือบีบอัดเมล็ดน้ำมันสบู่ดำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้เองนั้นได้พยายามทดลองหลายวิธีด้วยกันอาทิ การตากแดด คั่ว นึ่ง พรมน้ำแล้วตากแดด แช่น้ำแล้วตากแดด หรือเข้าเครื่องอบง่าย ๆ พบว่ามีอยู่ 1 วิธีพอจะได้น้ำมันสบู่ดำพอสมควรกล่าวคือ นำเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด ตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้ง แล้วบดเมล็ดให้แตกเป็นชิ้น ๆ แล้วใส่ลังซึ้งนึ่งด้วยไอน้ำเป็นเวลา 20 นาที นับตั้งแต่น้ำเดือด ยกลงมาเปิดฝาปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น หรือใส่ในตู้อบแสงอาทิตย์จนอุณหภูมิราว 80 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้น้ำมันในเมล็ดตื่นตัวพร้อมที่จะไหลออกมาเมื่อใช้แรงบีบอัด นำเข้าเครื่องบีบอัดในกระบอกเหล็กกลมที่เจาะรูเล็ก ๆ โดยรอบ ซึ่งมีเหล็กกลมหมุนเกลียวลงมา และใช้คันโยก แม่เหล็กแรงขนาด 20 ตัน ดันขึ้นมาในอันที่ทำให้เกิดการบีบตัวสูง น้ำมันจะไหลออกมาตามรูกระบอกมารวมกันในท่อกรองด้วยผ้าหนาพอควรจะได้น้ำมันราวร้อยละ 25 ของน้ำหนักเมล็ด นำไปใช้ได้ทันทีหรือทิ้งไว้ 1 คืน ก็ดี เมื่อใช้งานเครื่องบีบอัดนี้แล้วต้องทำความสะอาดหลังเสร็จงาน เพราะทิ้งไว้ให้หมักหมมทั้งภาชนะที่ใส่ไม่สะอาด จะทำให้น้ำมันที่บีบอัดครั้งต่อไปเสื่อมคุณภาพเร็ว

 

การทดสอบน้ำมันสบู่ดำที่บีบอัดได้กับเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า 1 สูบแบบลูกสูบนอนระบบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 400 ซี.ซี. 7 แรงม้า/2,200 รอบต่อนาที เปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซลด้วยการทำงานรอบต่อนาทีเท่ากันเพื่อดูความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ใช้ปรากฏว่า เครื่องที่ใช้น้ำมันสบู่ดำไม่ว่าจะเดินปกติ หรือเร่งเครื่องก็ตาม เดินสม่ำเสมอตลอดเวลาไม่มีการน็อคแต่อย่างใดอัตราการเร่งเท่ากันความสิ้นเปลือง น้ำมันสบู่ดำที่ใช้น้อยกว่าน้ำมันดีเซลเล็กน้อย กล่าวคือการทำงาน 1,500 - 2,000 รอบต่อนาที ใช้น้ำมันเฉลี่ยชั่วโมงละ 634.1 ซี.ซี. ส่วนน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 653.3 ซี.ซี.

การทดสอบและวิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์ ได้รับความอนุเคราะห์ร่วมมือจากกองมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล คูโบต้า 7 แรงม้า จำนวนรอบที่เดินเครื่อง 840 , 2,160 และ 2,600 รอบต่อนาที เปรียบเทียบการใช้น้ำมันดีเซลกับน้ำมันสบู่ดำพบว่า ควันดำจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 13.67 ในขณะที่น้ำมันสบู่ดำเฉลี่ยร้อยละ 13.42 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรฐานควันดำจากเครื่องยนต์ดีเซลไว้ไม่เกินร้อยละ 40 ด้วยเครื่องวัดควัน Bosch สำหรับคาร์บอนมอน๊อคไซด์ ที่ใช้น้ำมันสบู่ดำมีค่าเฉลี่ย 587 ppm. ที่ใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 583 ppm. โดยมาตรฐานกำหนดไว้ต้องเกิน 60,000 ppm.ส่วนการตรวจสอบหาปริมาณซัลเฟอร์ไดออคไซด์ ได้รับความอนุเคราะห์ร่วมมือจาก กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า เครื่องยนต์ที่เดินด้วยน้ำมันสบู่ดำไม่พบซัลเฟอร์ไดออกไซด์เลย ในขณะที่ใช้น้ำมันดีเซลมี 125 ppm.

เมื่อเดินเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้าดังกล่าวด้วยน้ำมันสบู่ดำครบ 1,000 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่บริษัทสยามคูโบต้าดีเซล จำกัด ได้ถอดชิ้นส่วน อาทิ เสื้อสูบ ลูกสูบ แหวน ลิ้น หัวฉีด และอื่น ๆ ออกมาตรวจสภาพการสึกหรอผลปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งยังไม่มียางเหนียวจับอีกด้วย

ในการนี้ ยังได้ทดสอบใช้แก๊สหุงต้มอาหาร (LPG) ร่วมกับน้ำมันสบู่ดำโดยถอดตัวหม้อกรองอากาศออก แล้วสวมกระบอกเหล็กหรือกระป๋องแฮ๊คที่ใหญ่กว่า และมีท่อแก๊สนำเข้าพร้อมกับใส่ฝอยขัดหม้อไว้ข้างในเข้าแทนที่ ปรากฏว่า เครื่องยนต์ทำงาน 1,500 - 2,300 รอบต่อนาที เมื่อใช้น้ำมันสบู่ดำอย่างเดียวเฉลี่ย 635.2 ซี.ซี. ต่อชั่วโมง แต่เมื่อใช้แก๊สหุงต้มร่วมกับน้ำมันสบู่ดำ เครื่องยนต์ใช้น้ำมันสบู่ดำเฉลี่ยชั่วโมงละ 145.3 ซี.ซี. และใช้แก๊สเฉลี่ยชั่วโมงละ 29.76 ลิตร แสดงว่าแก๊สหุงต้มช่วยประหยัดน้ำมันสบู่ดำ ร้อยละ 77.1

การทดสอบไถนาด้วยรถแทรคเตอร์ยันมาร์ ES 70 C ชนิดเดินตามพร้อมจานกระทะ โดยเปรียบเทียบใช้น้ำมันสบู่ดำกับน้ำมันดีเซลที่ความเร็ว 1,200 - 1,600 รอบต่อนาที เนื้อที่ 1 งาน 5 ครั้ง ที่หมู่ 3 ตำบลบางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2526 พอสรุปได้คือ เครื่องยนต์เดินเฉลี่ย 1,400 รอบต่อนาที ใช้น้ำมัน 402 ซี.ซี. เวลาไถเฉลี่ย 29 นาที ส่วนน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 442 ซี.ซี. เวลาไถเฉลี่ย 32 นาที ในกรณีใช้ความเร็วรอบสูงจะใช้น้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันสบู่ดำ เพราะจุดวาบไฟของน้ำมันดีเซลสูงกว่า

อ่านต่อ >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com