Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์

บทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ และบทเร้าวิงวอนอื่นๆ

สารานุกรมคาทอลิกของ บรอเดอริก ที่มีเพียงเล่มเดียว กล่าวถึงบทเร้าวิงวอนไว้ดังนี้ : “บทเร้าวิงวอนมาจากคำภาษากรีกว่า  Lite ซึ่งแปลว่า ‘บทภาวนา’ แต่เดิมเคยใช้คำนี้กับบทภาวนาทั่วไปที่สวดซ้ำบ่อย ๆ ต่อมาจึงได้นำบทเร้าวิงวอนมารวมไว้ในพิธีกรรม ซึ่งพระสงฆ์จะเป็นผู้สวดนำ และสัตบุรุษตอบรับ นอกจากนี้ ยังใช้สวดในพิธีแห่ และพิธีการทางศาสนาอื่น ๆ พระศาสนจักรอนุมัติให้สวดบทเร้าวิงวอนในที่สาธารณะได้เพียงห้าบทเท่านั้น คือ บทเร้าวิงวอนแห่งโลเรโต (บทเร้าวิงวอนพระนางพรหมจารีมารีย์ ซึ่งตามปกติจะใช้สวดหลังจากสวดสายประคำ) บทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลาย บทเร้าวิงวอนพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า บทเร้าวิงวอนนักบุญยอแซฟ และบทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์”

 

บางคนรู้สึกว่า การปฏิรูปพิธีกรรมทำให้พวกเขาไม่มีวันอธิษฐานภาวนาเหมือนเดิม (Days of Rogation) สารานุกรมคาทอลิกยุคใหม่ (เล่มเดียวเช่นกัน) ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับวันอธิษฐานภาวนาไว้อย่างละเอียดพอสมควรว่า “อาณาจักรคริสต์ศาสนาตะวันตก กำหนดบางวันในต้นฤดูร้อนให้เป็นวันอธิษฐานภาวนา และจำศีล วันภาวนาใหญ่ (Major Rogation) คือวันที่ 25 เมษายน และเป็นวันที่คริสตชนดัดแปลงมาจากพิธี Robigalia ของคนนอกศาสนา ซึ่งจัดขบวนแห่ไปตามทุ่งข้าวโพด และสวดภาวนาขอให้พืชผลปลอดภัยจากเชื้อรา วันฉลองนักบุญมาระโก ซึ่งตรงกับวันที่ 25 เมษายน เป็นวันที่ตั้งขึ้นในภายหลัง ส่วนวันภาวนาเล็ก (Minor Rogations) ตรงกับวันจันทร์ อังคาร และพุธ ก่อนวันพฤหัสบดี ในสัปดาห์ที่ฉลองพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

 

“ในปี 1969 พระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ได้แทนที่วันอธิษฐานภาวนา (Rogation Days) ด้วยช่วงเวลาภาวนาเพื่อจำเป็นต่างๆ ของมนุษยชาติ พืชผลจากแผ่นดิน และผลผลิตจากมือมนุษย์ ช่วงเวลาภาวนาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในเวลาต่าง ๆ ตลอดทั้งปี และสภาพระสังฆราชท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนด” (หน้า 753) เหตุผลที่เรากล่าวถึงวันอธิษฐานภาวนาในที่นี้ เพราะบทเร้าวิงวอนมักถูกดึงไปเกี่ยวข้องกับวันเหล่านี้ เพราะเป็นวันภาวนา และเสนอวิงวอนอย่างแท้จริง อีกทั้งบทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลายก็เปิดโอกาสคนทั่วไปวิงวอนขอได้อย่างหลากหลาย ในวันอธิษฐานภาวนานี้ สัตบุรุษจะสวดบทเร้าวิงวอนเหล่านี้โดยพระสงฆ์สวดนำ และร่วมในขบวนแห่ก่อนพิธีบูชามิสซา พิธีบูชามิสซาเองก็นี้จะเน้นเรื่องการเป็นทุกข์ถึงบาปเช่นกัน ดังนั้น บทเร้าวิงวอนจึงเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพิธีกรรม พิธีมิสซาแบบละติน ยังคงรวมบทเร้าวิงวอนไว้ในพิธีกรรมประจำวัน ด้วยการขับร้องเพลง Kyrie eleison หรือพระเจ้าทรงเมตตาเทอญ

 

บท Kyrie สามข้อนี้เป็นภาษากรีก ส่วนเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในพิธีกรรมจารีตละติน จนกระทั่งภายหลังสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ซึ่งมีการปฏิรูปพิธีกรรมให้เป็นภาษาท้องถิ่น จากการเปลี่ยนแปลงนี้ บทวิงวอนขอพระเมตตาจึงถูกลดลงมาเหลือเพียงสามข้อ

 

ในสารานุกรม บริตานิกา มีคำอธิบายบทเร้าวิงวอนที่ยาวกว่า และละเอียดกว่า รวมทั้งอธิบายความเป็นมาด้วย บทเร้าวิงวอนสืบสาวได้จนถึงสมณสมัยของพระสันตะปาปา เปลาจีอุส ที่ 1 (555-560) หลังจากเกิดโรคระบาดภายหลังน้ำท่วม พระสันตะปาปาทรงสั่งให้สวดบทเร้าวิงวอนเจ็ดครั้ง ซึ่งบางครั้งเรียกกันว่า ขบวนแห่เจ็ดขบวนอันประกอบด้วย คณะสงฆ์ ฆราวาส นักพรต พรหมจารี แม่บ้าน หญิงหม้าย และเด็ก บทเร้าวิงวอนเหล่านี้ใช้แต่คำว่า Kyrie eleison เท่านั้น บทเร้าวิงวอนมีลักษณะเด่นเหมือนกัน ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของบทเร้าวิงวอน คือ 1) การร้องขอความช่วยเหลือ 2) การปัดเป่า 3) ขอให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย 4) การวิงวอน ซึ่งจะเห็นได้จากบทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลายที่สัตบุรุษตอบรับต่าง ๆ กัน คือ ทรงเมตตาเราเทอญ ช่วยวิงวอนเทอญ ทรงช่วยเราให้รอดเทอญ โปรดสดับฟังเทอญ ซึ่งยังไม่เปลี่ยนแปลงตราบจนทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าบทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลายจะเป็นบทภาวนาที่เก่าแก่ที่สุด และใช้กันในหลายโอกาส บทเร้าวิงวอนนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ (เช่นในพิธีบวชพระสงฆ์)การคุกเข่า และการหมอบราบ ขณะที่สวดบทเร้าวิงวอนระหว่างมิสซาเป็นหลักฐานยืนยันลักษณะของการวิงวอนของบทภาวนานี้

 

ขณะที่พระศาสนจักรอนุญาตให้สวดบทเร้าวิงวอนเพียง 5 บทในที่สาธารณะ แต่มีบทเร้าวิงวอนอื่น ๆ อีกมากมายที่จะพบเห็นได้ในหนังสือศรัทธา หรือหนังสือภาวนาที่คนทั่วไปใช้กัน ดังนั้น หนังสือภาวนาเล่มใหญ่ในเมืองกันนาดา (Kannada) จึงบรรจุบทเร้าวิงวอนไว้มากกว่า 20บท ตัวอย่างหนึ่ง คือ บทเร้าวิงวอนนักบุญเปาโล ฤษี หรือนักบุญเปาโลแห่งทะเลทราย ซึ่งเป็นนักบุญองค์โปรดของชาวกันนาดา บทเร้าวิงวอนนี้ รวมถึงบทเร้าวิงวอนนักบุญต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยม เช่นนักบุญอันตน จะมีลักษณะพิเศษ คือ มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของนักบุญเหล่านั้นด้วย และจากการอ่านบทเร้าวิงวอนเหล่านี้ทำให้สามารถรู้จักชีวิตของท่าน หรืออย่างน้อยก็รู้เหตุการณ์สำคัญในชีวิตของนักบุญองค์นั้นได้

 

ไม่ว่านักบุญนั้นจะเป็นใคร และไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาแบบใด บทเร้าวิงวอนนักบุญเหล่านี้จะเริ่มต้นด้วยคำวิงวอนต่อสามพระบุคคลในพระตรีเอกภาพ ตามมาด้วยพระนางพรหมจารีมารีย์ ดังนั้นจึงเป็นการรักษาลำดับความสำคัญ นอกจากนี้ยังมีบทเร้าวิงวอนอารักขเทวดา บทเร้าวิงวอนเพื่อคนใกล้สิ้นใจ เป็นต้น

 

ในบรรดาบทเร้าวิงวอนทั้งหมดที่ได้รับอนุญาต บทเร้าวิงวอนนักบุญยอแซฟสั้นที่สุด และเป็นการเหมาะสมแล้ว เพราะนักบุญยอแซฟ ไม่ใช่คนพูดมาก แม้ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งที่มีอภิสิทธิ์ก็ตาม ในศตวรรษแรก ๆ ดูเหมือนว่านักบุญยอแซฟไม่มีความสำคัญมากนักต่อความศรัทธา หรือชีวิตศิลปะของคริสตชน โดยเฉพาะในหมู่คนละติน แต่ชาวคอปต์ อียิปต์ และชนชาติอื่นๆ เคารพท่าน ความศรัทธาต่อท่านถูกนำมาเผยแพร่ในโลกตะวันตก โดยนักบวชคณะฟรังซิสกัน และโดยเฉพาะนักบุญเบอร์นาดีน แห่งซีเอนนา พระสันตะปาปา ซิกซ์ตัส ที่ 4 ซึ่งเป็นนักบวชฟรังซิสกัน ได้ประกาศให้จัดฉลองนักบุญยอแซฟ ทั่วโลก ดังนั้นบทเร้าวิงวอนต่อท่านจึงอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15ความศรัทธาต่อบิดาเลี้ยงของพระเยซูเจ้า เพิ่มทวีขึ้นระหว่างสองศตวรรษที่ผ่านมานี้ บทเร้าวิงวอนกล่าวถึงคุณธรรมของท่านนักบุญมากกว่ากิจกรรมของท่าน

 

บทเร้าวิงวอนแม่พระมีชื่อว่าบทเร้าวิงวอนแห่งโลเรโต อันเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับบ้านที่โลเรโต ซึ่งมีตำนานกล่าวถึงมากมาย โดยสันนิษฐานว่าเป็นบ้านที่แม่พระเกิด ที่ซึ่งพระนางพบกับอัครเทวดากาเบรียล และพระวจนาตถ์ทรงรับเอาธรรมชาติมนุษย์ สารานุกรมคาทอลิกกล่าวว่า “เรื่องชวนศรัทธาเล่าไว้จนเกินจริงว่า บ้านนี้ถูกดัดแปลงให้เป็นวัดโดยพวกอัครสาวก และนักบุญลูกา ได้สร้างรูปปั้นของแม่พระสำหรับวัดหลังนี้ เมื่ออาณาจักรละติน แห่งเยรูซาเล็ม ล่มสลายในปี ค.ศ. 1290 เทวทูตได้นำบ้านนี้ย้ายไปที่ฟียุม (Fiume) ในยูโกสลาเวีย ต่อจากนั้นก็นำไปยังสถานที่อื่นๆ อีกสองสามแห่ง เพื่อให้ได้รับการคารวะ การย้ายไปตั้งในสถานที่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ชื่อโลเรโตในอิตาลี ก็เป็นผลงานของเทวทูตเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1295 ด้วยเช่นกัน” มหาวิหารโลเรโต ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1587 ไม่ว่าตำนานจะมีคุณค่าหรือไม่ แต่ชื่อของบทเร้าวิงวอนแห่งโลเรโตนั้นเหมาะสมที่สุด เพราะกล่าวถึงชีวิต และกิจกรรมในบ้านของพระนางมารีย์ เห็นได้ชัดว่าบทภาวนานี้เรียกพระนางมารีย์ด้วยสมญาต่าง ๆ บางสมญาเกี่ยวข้องกับบทบาทของพระนางในงานของพระเยซูเจ้า บางครั้งก็เรียกพระนางว่าพรหมจารี บางครั้งก็เรียกว่าพระมารดา และท้ายที่สุดก็เรียกพระนางว่าราชินี ท่อนกลางของบทภาวนามีความหมายฝ่ายวิญญาณ เช่น “กุหลาบสวรรค์” ระหว่างศตวรรษที่ 20 มีความนิยมเรียกขานพระนางมากขึ้นว่า ราชินี ตามบทเร้าวิงวอนข้อสุดท้าย

 

คงจะไม่ผิดจากความจริงนัก ถ้าจะกล่าวว่า นักบุญแบร์นาร์ด แห่งแคลร์โวซ์ มีส่วนในการประพันธ์บทเร้าวิงวอนแห่งโลเรโต (แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ตั้งชื่อบทภาวนานี้ก็ตาม) ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ท่านได้รับสมญาว่า พิณของพระนางมารีย์ (Mariae Cithara) เพราะท่านมีงานประพันธ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระนางมารีย์

 

ในฐานะนักเพ่งฌาน แบร์นาร์ด คงไม่เพียงแต่รัก แต่คงต้องหลงไหลพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง เนื่องจากชื่อของบุคคลหนึ่งย่อมบ่งบอกอัตลักษณ์ และบุคลิกภาพของบุคคลนั้น นักบุญแบร์นาร์ด คงต้องมีส่วนในการประพันธ์บทเร้าวิงวอนพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า เนื่องจากเพลงสวดเกี่ยวกับพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นที่นิยม ก็เป็นผลงานของแบร์นาร์ด แต่พระนามของพระเยซูเจ้าก็ปรากฏอยู่ในพันธสัญญาใหม่แล้ว และมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่หนึ่ง คำตอบต่อคำถามของพระเยซูเจ้า ว่า “คนทั่วไปเขาพูดว่าบุตรแห่งมนุษย์เป็นใคร?” ได้แสดงถึงแก่นแท้ของพระนามของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นพระนามที่เทวทูตได้เอ่ยถึงระหว่างแจ้งสารต่อพระนางมารีย์ ในบทสนทนากับหญิงชาวสะมาเรีย เราเห็นว่าเธอค่อยๆ รู้จักพระเยซูเจ้ามากขึ้น เริ่มต้นจาก “ชาวยิว” เป็น “ประกาศก” จนถึง “พระคริสตเจ้า” ผู้ที่ได้ยินคำยืนยันของเธอและมาหาพระเยซูเจ้า ประกาศว่าพระองค์เป็น “พระผู้ไถ่ของโลก”ต่อมาจึงมีการนำภาพลักษณ์ต่าง ๆ มาใช้อ้างถึงพระองค์เช่น แสงสว่าง หนทาง ความจริง ชุมพาบาลใจดี ชื่ออื่นๆ ที่สำคัญกว่า คือ พระผู้เป็นเจ้า บุตรของพระเจ้า ชื่อเหล่านี้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความเชื่อที่เพิ่มทวีขึ้นในหมู่คริสตชนยุคแรก

 

ชื่อที่สั้นที่สุดในบทเร้าวิงวอนคือ “พระเยซูเจ้า พระเจ้าของชาวเรา” ชื่อที่น่าประทับใจที่สุดคือ “พระเยซูเจ้า คู่รักของเรา” ชื่อที่ยาวที่สุดคือ “พระเยซูเจ้า พระบิดาแห่งโลกอนาคต” ส่วนหนึ่งของบทเร้าวิงวอนกล่าวถึงคุณธรรมของพระองค์ในฐานะมนุษย์ และลงท้ายว่า “พระเยซูเจ้า มงกุฎแห่งคณะนักบุญทั้งหลาย” จุดเด่นอย่างหนึ่งคือ คำวิงวอนมากมายตามแบบฉบับของบทเร้าวิงวอนนักบุญทั้งหลาย ซึ่งสรุปชีวิต และผลงานของพระองค์ในโลกนี้ – ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พระองค์ทรงใช้ในการปลดปล่อยชาวโลก

 

ในบรรดาบทเร้าวิงวอนทั้งห้า แม้บทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์จะปราศจากการร้องขอความช่วยเหลือ การขอให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย และการวิงวอน แต่มีความสง่า และมีจุดประสงค์ที่จะเปิดเผยทีละน้อย ผ่านข้อความเชื่อที่ค่อนข้างยาวเกี่ยวกับธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า และงานไถ่กู้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงใช้ในการปฏิบัติตามแผนงานของพระเจ้า หลายข้อมีต้นกำเนิดมาจากพระวรสาร หลายข้อมาจากพันธสัญญาเดิม จดหมายของนักบุญเปาโลให้คำอธิบาย และทำให้เกิดความเข้าใจอันลึกซึ้งในพระหฤทัยของพระเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์พระองค์นี้ ดังที่กล่าวไว้ในอารัมภบทของพระวรสารของนักบุญยอห์น บทเร้าวิงวอนเริ่มต้นขึ้นในพระอุระของพระบิดานิรันดร และลงท้ายด้วยพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นมงกุฎ และความโสมนัสยินดีของนักบุญทั้งหลาย

ความศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ในอดีต และปัจจุบัน
รากฐานความเชื่อของความศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า
คำขอร้องของพระสันตะปาปา
ความศรัทธานี้ และความศรัทธาอื่นๆ
พระหฤทัยรักของพระเยซูคริสตเจ้า
พระบุคคลของพระเยซูคริสตเจ้า
สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย
ความศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน
การชดเชยบาปต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์
การปลอบโยนพระเยซูเจ้า
คำสัญญา 9 ข้อ ของพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์
ความเหมาะสมของความศรัทธาในสหัสวรรษที่ 3
บทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ และบทเร้าวิงวอนอื่นๆ
บทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์
คำอธิบายคำวิงวอนในบทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์
ภาคผนวก
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com