Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กลับหน้า พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ >>>

คำอธิบายคำวิงวอนในบทเร้าวิงวอนพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์

พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ร่วมสภาวะกับพระวจนาตถ์แห่งพระเจ้า

          ชาวคาทอลิกที่เป็นผู้ใหญ่ย่อมต้องเรียนรู้ และเข้าใจคำศัพท์ทางเทววิทยาบางคำได้ไม่ช้าก็เร็ว คำว่า “ร่วมสภาวะ” ซึ่งปรากฏในบทเร้าวิงวอนข้อที่สามนี้มีความหมายเหมือนกับคำว่า “ร่วมสารัตถะ” ซึ่งเป็นคำสำคัญคำหนึ่ง คำอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับคำเหล่านี้เป็นคำภาษากรีก คือ “logos” และ “homoousios” ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายระหว่างช่วงต้นของการพัฒนาคำสั่งสอน อันเป็นผลมาจากการหารือในสภาสงฆ์ของพระศาสนจักร นอกจากคำว่า “logos” ซึ่งนักบุญยอห์น ใช้ในประโยคแรกของพระวรสารของท่านแล้ว คำอื่น ๆ ไม่มีอยู่ในพระวรสาร คำว่า logos ตรงกับภาษาละติน ว่า Verbum (พระวาจาของพระเจ้า)ผู้นิพนธ์พระวรสารไม่ได้เขียนตำราปรัชญา แต่เขียนประวัติศาสตร์แห่งความรอดผ่านทางพระเยซูเจ้า เพื่อให้ชาวกรีก และชาวโรมันเข้าใจ และเพื่อแก้ปัญหาซึ่งเกิดจากการทำความเข้าใจประวัติศาสคร์ความรอด ปิตาจารย์แห่งพระศาสนจักร และสภาพระศาสนจักรจึงใช้คำทางปรัชญา ในยุคกลาง โทมัส อากวีนัส นำคำศัพท์ และแนวคิดตามปรัชญาของอาริสโตเติล มาใช้อย่างกว้างขวาง

 

          บางครั้งก็มีบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความพยายามอธิบายคำสอนทางศาสนาอย่างง่าย ๆ พวกเขาดูเหมือนจะถามว่า “ธรรมล้ำลึกก็คือธรรมล้ำลึก จะพยายามอธิบายไปทำไม?” ไม่มีใครพยายามอธิบายธรรมล้ำลึกได้อย่างเพียงพอแน่นอน แต่กระนั้น แม้แต่ธรรมล้ำลึกที่ลึกซึ้งที่สุดก็ไม่ควรดูเหมือนจะขัดต่อหลักเหตุผล ดังนั้น ถ้าเราจะพูดว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียว และพระเจ้าทรงเป็นสามพระองค์ ย่อมสร้างความรู้สึกขัดแย้งภายใน แต่ความรู้สึกขัดแย้งนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราอธิบายว่า พระเจ้าทรงมีพระธรรมชาติหนึ่งเดียว แต่ทรงมีสามพระบุคคล นี่คือการใช้คำศัพท์ทางปรัชญาสองคำ และ 2 แนวคิด เพื่ออธิบายธรรมล้ำลึกอย่างครบถ้วน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเราใช้หลักปรัชญาเพื่ออธิบายเทววิทยา

 

          บทเร้าวิงวอนข้อนี้ทำให้เข้าใจข้อก่อนหน้านี้มากขึ้น ซึ่งเป็นการประกาศถึงธรรมล้ำลึกแห่งการรับเอากายของพระวจนาตถ์ และย่อข้อสรุปของสภาพระศาสนจักรในยุคต้น ซึ่งประณามความคิดนอกรีตจำนวนมากที่เกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้า ความคิดนอกรีตบางอย่างให้คำอธิบายผิด ๆ เกี่ยวกับพระตรีเอกภาพ บางอย่างทำให้ผู้มีความเชื่อสับสนเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์-พระ กล่าวคือ ธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสตเจ้า

 

          เราอาจเริ่มต้นด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสารัตถะ (substance) เมื่อใช้กับสิ่งที่เป็นวัตถุ คำนี้หมายถึงรากฐาน หรือแก่นแท้ ที่ยังคงอยู่ขณะที่เกิดความเปลี่ยนแปลงภายนอก ในตอนต้น ใบไม้จะอ่อนนุ่มมีสีเขียวอ่อน จากนั้นมันจะขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นสีเขียวแก่ และแข็ง ท้ายที่สุด เมื่อใกล้ฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะกลายเป็นสีเหลือง ร่วง และแห้งไป ในขณะที่ “ความเป็นใบไม้” ของมันยังคงอยู่อย่างถาวร แต่ความเปลี่ยนแปลงของขนาด สี เป็นต้น จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือความเปลี่ยนแปลงภายนอก ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกนี้ สารัตถะของใบไม้ยังคงอยู่ สารัตถะของมนุษย์จะคงอยู่ขณะที่เกิดความเปลี่ยนแปลงภายนอก กล่าวคือ มนุษย์คนเดียวกันจะผ่านการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็ก วัยรุ่น เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และถึงวัยชรา แต่โดยแก่นแท้ เขายังมีร่างกาย และวิญญาณเดียวกัน

 

          “พระศาสนจักใช้คำว่า ‘สารัตถะ’ (บางครั้งก็ใช้ ‘แก่นแท้’ หรือ ‘ธรรมชาติ’) เพื่อบ่งบอกภวันต์ของพระเจ้าในเอกภาพ” (คำสอน ข้อ 252) ซึ่งแสดงนัยว่าธรรมชาติ แก่นแท้ หรือสารัตถะของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว (แน่นอนว่า ไม่อาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ในพระเจ้า) ความจริงข้อนี้ได้รับการประกาศอย่างเต็มที่มากขึ้นโดยสภาสังคายนาครั้งที่ 11 แห่งโทเลโด (ค.ศ. 674) “พระบิดาทรงเป็นเช่นเดียวกับพระบุตร และพระบุตรทรงเป็นเช่นเดียวกับพระบิดา พระบิดา และพระบุตรเป็นเช่นเดียวกับพระจิต กล่าวคือเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวโดยธรรมชาติ” “พระศาสนจักรใช้คำว่า ‘พระบุคคล’ หรือ hypostasis เพื่อเรียกพระบิดา พระบุตร และพระจิต เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่มีอยู่ระหว่างแต่ละพระองค์ และใช้คำว่า ‘ความสัมพันธ์’ เพื่อแสดงความจริงว่า ความแตกต่างของพระองค์อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละพระองค์” “พระบุคคลไม่ได้มีส่วนแบ่งในพระเทวภาพ หากแต่ว่า แต่ละพระองค์เป็นพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์… สภาสังคายนาครั้งที่ 4 ที่ลาเตรัน (ค.ศ. 1215) ระบุว่า “แต่ละพระบุคคลคือความเป็นจริงสูงสุดนั้น กล่าวคือ สารัตถะ แก่นแท้ ธรรมชาติของพระเจ้า” (คำสอนข้อ 253)

 

          บัดนี้ เมื่อเราเข้าใจคำว่า “ร่วมสารัตถะ” และ “ร่วมสภาวะ” อย่างชัดเจนแล้ว เราจะสามารถทำความเข้าใจกับบทเร้าวิงวอนข้อนี้ได้ สมญาข้อนี้กล่าวถึงธรรมชาติของเอกภาพที่ดำรงอยู่ระหว่างพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า และพระวจนาตถ์ คำว่าพระวจนาตถ์ หมายถึงพระบุคคลที่สองของพระตรีเอกภาพ (ซึ่งเป็นคำที่นักบุญยอห์น ใช้ในบทแรกของพระวรสารของท่าน) ในองค์พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์-พระ มีเอกภาพทางสารัตถะของสองธรรมชาติที่แตกต่าง ธรรมชาติหนึ่งถูกสร้างขึ้น อีกธรรมชาติหนึ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ธรรมชาติหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกธรรมชาติหนึ่งเป็นพระเจ้า ธรรมชาติมนุษย์ของพระเยซูเจ้า (ร่างกาย และวิญญาณ) ได้ถูกรับไว้โดยพระบุคคลที่สอง (hypostasis) ดังนั้น จึงเรียกว่าการร่วมสภาวะ (hypostatic union) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ในกรณีของพระเยซูคริสตเจ้า พระบุคคลของพระวจนาตถ์ ผู้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น ทรงรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมนุษย์ โดยไม่ซึมซับเอาธรรมชาตินั้น และโดยที่พระบุคคลนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพื่อก่อรูปร่วมกันเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นมนุษย์ที่แท้จริง ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าในเวลาเดียวกัน

 

          ในศตวรรษแรก ๆ ของศาสนาคริสต์ พระศาสนจักรต้องต่อสู้กับความคิดนอกรีตมากมาย และต้องประกาศหลายครั้งถึงความหมายแท้จริงของการรับเอากายของพระวจนาตถ์ และอธิบายอย่างชัดเจนว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นใคร “ความคิดนอกรีตในยุคต้นไม่ได้ปฏิเสธพระเทวภาพของพระคริสตเจ้า มากเท่ากับปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของพระองค์ (Gnostic Docetism)…ในศตวรรษที่สาม ในสภาสังคายนาที่อันติโอก พระศาสนจักรต้องยืนยันต่อสู้กับ ปอล แห่งซาโมซาตา ว่าพระเยซูคริสตเจ้าคือพระบุตรของพระเจ้าโดยธรรมชาติ มิใช่โดยการรับเป็นบุตร (adoption) การประชุมสภาครั้งแรกที่นิเซีย ในปี ค.ศ. 325 ได้ประกาศความเชื่อของสภาว่า พระบุตรของพระเจ้า “ทรงเกิดจาก มิใช่ถูกสร้างจาก สารัตถะเดียวกันกับพระบิดา” และประณามอารีอัส ผู้ยืนยันว่าพระบุตรของพระเจ้าทรงเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า และพระองค์ทรงมี “สารัตถะอื่น” ที่ต่างจากสารัตถะของพระบิดา

 

          “ความคิดนอกรีตของเนสเตอร์ ถือว่าพระคริสตเจ้า เป็นพระบุคคลที่เป็นมนุษย์ ที่รวมตัวเข้ากับพระบุคคลที่เป็นพระเจ้าของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อต่อต้านความคิดนอกรีตนี้ นักบุญซีริล แห่งอเล็กซานเดรีย และการประชุมสภาครั้งที่ 3 ที่เอเฟซัส ในปี ค.ศ. 431 จึงได้ประกาศยืนยันความเชื่อว่า “พระวจนาตถ์ทรงรวมเนื้อหนัง ที่ถูกปลุกให้มีชีวิตโดยวิญญาณที่รู้จักเหตุผล เข้าไว้ในพระบุคคลของพระองค์ และทรงกลายเป็นมนุษย์… พวกโมโนฟีไซท์ (Monophysites) ยืนยันว่าธรรมชาติมนุษย์หมดไปจากตัวพระคริสต์ เมื่อพระบุคคลของบุตรของพระเจ้าเข้ามาครอบครองธรรมชาติมนุษย์นี้ การประชุมสภา ครั้งที่ 4 ที่คาลซีดอน ในปี ค.ศ. 451 ต่อสู้กับความคิดนอกรีตนี้ ด้วยการประกาศความเชื่อว่า “เราสอน และประกาศความเชื่ออย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าพระบุตรหนึ่งเดียว และพระองค์เดียว คือพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงมีพระเทวภาพครบบริบูรณ์ ทรงเป็นพระเจ้าแท้ และมนุษย์แท้ ประกอบด้วยวิญญาณที่รู้จักเหตุผล พระเทวภาพของพระองค์มีสารัตถะเดียวกันกับพระบิดา และความเป็นมนุษย์ของพระองค์มีสารัตถะเดียวกันกับเรา”  การประชุมสภาครั้งที่ 5 ที่คอนสแตนติโนเปิล ในปี ค.ศ. 553 ประกาศความเชื่อว่ามีเพียงพระบุคคลเดียว คือพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในพระตรีเอกภาพ

 

          แม้ว่าบทเร้าวิงวอนข้อนี้ไม่ได้ชวนให้เราอภิปรายอย่างซับซ้อนเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพ แต่ทำให้เรามีโอกาสทำความคุ้นเคยกับภาษาของนักเทววิทยา และยังช่วยให้เข้าใจวิธีการพูดบางอย่างได้ดีขึ้นด้วย เช่น พระเจ้าทรงตายเพื่อเรา นอกจากนี้ ยังช่วยให้เราเข้าใจประโยคว่า “พระเจ้าทรงมีหัวใจ” ข้อความจากบทสดุดีที่ 32 มีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นคำที่ยกมาอ้างในบททำวัตรต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ว่า “แบบแผนของพระองค์จะดำรงอยู่ตลอดกาล แผนการในพระหฤทัยของพระองค์จะดำรงอยู่ทุกยุคสมัย” เราใกล้ชิดพระหฤทัยของพระเยซูเจ้ามากขึ้นเท่าไร เราก็ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น

พระหฤทัยพระเยซู บุตรแห่งพระบิดานิรันดร
พระหฤทัยพระเยซู ที่พระจิตทรงตกแต่งในครรโภทรแห่งพระมารดาพรหมจารี
พระหฤทัยพระเยซู ร่วมสภาวะกับพระวจนาตถ์แห่งพระเจ้า
พระหฤทัยพระเยซู ทรงมหิทธิศักดิ์ไม่มีขอบเขต
พระหฤทัยพระเยซู วิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า
พระหฤทัยพระเยซู ตำหนักแห่งพระเจ้าสูงสุด
พระหฤทัยพระเยซู เคหะของพระเจ้า และประตูสวรรค์
พระหฤทัยพระเยซู เตาไฟโชติช่วงแห่งความรัก
พระหฤทัยพระเยซู เครื่องรองรับความยุติธรรม และความรัก
พระหฤทัยพระเยซู เปี่ยมด้วยคุณงาม และความรัก
พระหฤทัยพระเยซู ขุมฤทธิ์กุศลทั้งปวง
พระหฤทัยพระเยซู สมแก่คำสรรเสริญทุกประการ
พระหฤทัยพระเยซู ราชา และศูนย์รวมแห่งดวงใจทั้งหลาย
พระหฤทัยพระเยซู ขุมพระปรีชาญาณ และความรู้ทั้งปวง
พระหฤทัยพระเยซู ที่ประทับแห่งพระเทวภาพครบบริบูรณ์
พระหฤทัยพระเยซู ที่สบพระทัยแห่งพระบิดา
พระหฤทัยพระเยซู ที่เราได้รับทานจากความบริบูรณ์ของพระองค์
พระหฤทัยพระเยซู ความปรารถนาแห่งเนินเขานิรันดร
พระหฤทัยพระเยซู ทรงอดทน และเมตตากรุณา
พระหฤทัยพระเยซู ความมั่งคั่งสำหรับทุกคนที่มาวิงวอนพระองค์
พระหฤทัยพระเยซู ธารแห่งชีวิต และความศักดิ์สิทธิ์
พระหฤทัยพระเยซู ทรงชดเชยบาปของเรา
พระหฤทัยพระเยซู ถูกสบประมาทอย่างท่วมท้น (Loaded with opprobrium)
พระหฤทัยพระเยซู แหลกราญด้วยอาชญากรรมของเรา
พระหฤทัยพระเยซู นอบน้อมจนสิ้นพระชนม์
พระหฤทัยพระเยซู ถูกแทงด้วยหอก
พระหฤทัยพระเยซู ธารความทุเลาบรรเทา
พระหฤทัยพระเยซู ชีวิต และการคืนชีพของเรา
พระหฤทัยพระเยซู สันติภาพ และการคืนดีของเรา
พระหฤทัยพระเยซู ยัญบูชาไถ่บาปมนุษย์
พระหฤทัยพระเยซู ความรอดของผู้วางใจในพระองค์
พระหฤทัยพระเยซู ความวางใจของผู้ที่ตายในพระองค์
พระหฤทัยพระเยซู ความโสมนัสปรีดาแห่งนักบุญทั้งหลาย

กลับหน้า พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com