สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

แสวงหาสาระของประชาธิปไตยสำหรับเมืองไทย

สุลักษณ์ ศิวรักษ์

3

ประชาธิปไตยกับสยามประเทศ

ในกรณีของสยามนั้น ตั้งแต่ ร.ศ. 103 ซึ่งเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2428 หรือ ค.ศ. 1885 แล้ว ที่เจ้านายไทยและข้าราชการไทยในสถานทูตที่ลอนดอนและปารีสได้กราบบังคมทูลให้ทรงใช้ระบอบการปกครองตามทางของประชาธิปไตย โดยใช้คำทับศัพท์อังกฤษว่า ลิมิติดโมนาคี (Limited Monarchy) หรือ คอนสติตูชาแนลโมนาคี (Constitutional Monarchy) คือระบอบราชาธิปไตยจำกัด หรือภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ Absolute Monarchy แต่พระมหากษัตริย์ในเวลานั้น คือรัชกาลที่ 5 ได้ทรงตอบคำกราบบังคมทูลที่ว่านี้ว่า

“....และการปกครองบ้านเมือง เช่นประเทศสยามนี้ ตามอำนาจอย่างเจ้าแผ่นดินประเทศอื่นๆ คือ ประเทศยุโรป ก็จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ และจะไม่เป็นที่ชอบใจของราษฎรทั่วหน้าด้วย เหมือนอย่างที่จะมีปาลิเมนต์ จะไม่มีผู้ใดซึ่งสามารถเป็นเมมเบอร์ได้สักกี่คน” ครั้นแล้วทรงสรุปว่า เพราะเหตุฉะนั้น “ข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรว่า ราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินควรจะกำหนดตามแบบเดิม”

นี่ก็คือไม่ยอมหันเหไปตามวิธีการปกครองของตะวันตก ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางประชาธิปไตยยิ่งๆ ขึ้น โดยที่ความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปได้ลดน้อยถอยตัวลงทุกทีๆ จนปลาสนาการไปภายหลังรัชกาลที่ 5 ไม่นานนัก

ในเมืองไทยเองก็มี ต.ว.ส. วัณณาโภหรือเทียนวรรณ ที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งก็แสดงได้ว่าท่านผู้นั้นย่อมได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของเทียนวรรณนั้น ในฐานะที่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ถ้อยคำของเขาแม้อาจจะถึงพระเนตรพระกรรณ ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรๆ ทั้งยังถูกจองจำในข้อหาว่าหมิ่นตราพระราชสีห์เป็นเวลาถึง 16 ปี นี่ก็ออกจะคล้ายกับการถูกพิพากษาจำคุกในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั่นเอง

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย