สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

แสวงหาสาระของประชาธิปไตยสำหรับเมืองไทย

สุลักษณ์ ศิวรักษ์

13

รัฐบาล ต้องมุ่งประโยชน์สุขของราษฎรเป็นที่ตั้ง

เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องมีรัฐบาล จะเป็นรัฐบาลในระบอบการปกครองใดก็ตาม ต้องมุ่งประโยชน์สุขของราษฎรเป็นที่ตั้ง ดังนายแพทย์จะใช้วิธีรักษาโรคอย่างไรก็ตาม ย่อมต้องมุ่งสุขภาพของผู้ป่วยเป็นประการสำคัญ ถึงแพทย์จะได้ค่าตอบแทนมากน้อยเพียงใด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง นี้ฉันใด ผู้ที่ปกครองรัฐก็ฉันนั้น ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยเพียงไร รัฐตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงนั้น ฉะนั้น จึงออกจะเป็นการยากที่จะให้คณาธิปัตย์เป็นรัฐตามปกติได้ เว้นแต่คนจำนวนน้อยที่ปกครองรัฐจะแบ่งสันปันส่วนทรัพย์สินออกไปจุนเจือราษฎรส่วนใหญ่ ให้ได้รับความสุขขั้นมูลฐานอย่างพอเพียง แต่อริสโตเติลก็ยอมรับว่า ถ้าชนชั้นปกครองมุ่งไปที่ทรัพย์มากเท่าไร เขาย่อมบังเกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น เป็นอันยากที่จะมุ่งประโยชน์สุขและคุณความดีสำหรับส่วนรวมได้ (common good)

รัฐธรรมนูญปกติ: ราชาธิปไตย (monarchy) อภิชนาธิปไตย (aristocracy) และราษฎราธิปไตย (polity)

รัฐธรรมนูญผิดปกติ: ทรราชาธิปไตย (tyranny) คณาธิปไตย (oligarchy) ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพ (democracy)

รัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะแบ่งเป็น 2 ประเภทดังกล่าวแล้ว แต่ละประเภทยังแยกซอยออกได้อีก คือ

ประเภทปกติ กำหนดให้มีรัฐบาลตามระบอบการปกครองต่างๆ ดังนี้

1. ราชาธิปไตย (monarchy)

2. อภิชนาธิปไตย (aristocracy)

3. ราษฎราธิปไตย (polity) หรือรัฐปาลาธิปไตย อันได้แก่ ประชาธิปไตยชนิดที่ชนชั้นปกครองปราศจากความเห็นแก่ตัว และมุ่งประโยชน์ในทางสูงส่งถ่ายเดียว

ประเภทผิดปกติ ที่รัฐบาลเห็นแก่ตัว แบ่งระบอบการปกครองอันเลวร้ายออกได้เป็น 3 ประเภท

1. ทรราชาธิปไตย (tyranny) มุ่งประโยชน์ของพระราชาเพียงหนึ่งเดียว

2. คณาธิปไตย (oligarchy) มุ่งประโยชน์ของชนชั้นเศรษฐีมีทรัพย์เป็นเกณฑ์ จนกลายเป็นธนาธิปไตย (plutocracy)

3. ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพ (democracy) มุ่งที่คนจนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในกลุ่มน้อยอื่นๆ

ทางฝ่ายดีหรือปกติ อริสโตเติลถือว่าราชาธิปไตยเป็นเลิศ เพราะถ้าคนคนหนึ่งประเสริฐและสามารถ ย่อมทำประโยชน์ให้บังเกิดคุณความดีแก่ราษฎรในรัฐได้ตลอด อภิชนาธิปไตยรองลงมา เพราะการปกครองรัฐระบอบนี้ ต้องมีจำนวนชนชั้นปกครองมากขึ้น ย่อมจะให้ดีเลิศทีเดียวไม่ได้ แต่ก็อาจรักษาคุณธรรมของคณะคนกลุ่มน้อยได้ง่ายกว่าราษฎราธิปไตย เพราะยิ่งผู้ปกครองรัฐมีจำนวนมากเท่าไร ระดับมาตรฐานทางคุณธรรมก็ต้องย่อหย่อนลงเท่านั้น จนออกจะเป็นแบบกึ่งดิบกึ่งดีไป หรือเป็นเพียงระเบียบวินัยอย่างที่พวกทหารถือว่าสำคัญเท่านั้นเอง เช่น ให้เกิดความกลัว เลยถือว่าความกล้าหาญเป็นตัวคุณธรรมไป

ทางฝ่ายเลวหรือผิดปกตินั้น ทรราชาธิปไตยเป็นเลวที่สุด ดังสุภาษิตละตินที่ว่า “Curruptio optimi pessima” (เมื่อคนสูงสุดเลวร้ายเสียแล้ว ย่อมเลวร้ายถึงที่สุด) ธนาธิปไตยเลวร้ายน้อยลง เพราะพวกเศรษฐีเป็นเพียงพวกกลางๆ กะทิ และหลายคนด้วยกัน ถึงจะรวมหัวกันทำความชั่ว ก็ไม่เลวร้ายเท่าคนๆ เดียวที่ฉลาดเฉลียววางแผนและบงการอยู่อย่างมีอำนาจสิทธิ์ขาดเป็นเอกเทศ โดยที่ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพย่อมเลวร้ายน้อยที่สุด เพราะอย่างน้อยก็ทำความเลวเพื่อพวกตน ซึ่งเป็นคนหมู่มาก เท่ากับว่าคนหมู่มากย่อมได้ผลประโยชน์พลอยได้อยู่ด้วย

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย