Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ไทย

หลวงนิแพทย์นิติสรรค์ (ฮวดหลี หุตะโกวิท)

แปลจากต้นฉบับภาษษอังกฤษเรื่อง
The Tai Race-The Elder Brother of the Chinese
โดย Dr.William Clifton Dodd

ที่ไม่มีหนังสือในยูนนาน

         เช้าวันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2453 ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางจากเมืองบ่อซึ่งข้าพเจ้าได้อาศัยอยู่ 4 วัน ผู้ที่ไปด้วยกันครั้งนี้นิกจากพวกเราแต่เดิมกับคนที่จะตามไปส่งด้วยสองคนนั้น ยังมีชาวไทยเหนือหัวหน้านำทางคนนนั้น ทำหน้าที่ล่ามภาษาจีนไปด้วย ชาวไทยเหนือผู้นี้ไม่รู้ภาษาจีนเท่าใดนัก แต่จำเป็นต้องใช้ชั่วคราว ที่จริงล่านนี้นานๆ จะใช้ได้สักครั้ง ผู้ที่ไม่รู้ภาษาจีนเพียงพออาจได้รับความดูหมิ่นจากเจ้าพนักงานจีนก็ได้ ในประเทศทางทิศตะวันออก ถาษาในชาติเดียวกันมักมีสองอย่าง คือภาษาราชการ หรือราชสำนักอย่างหนึ่ง ในระหว่างชนชาติไทยก็มีแบบแผนภาษา 2 อย่างเหมือนกัน คือภาษาราชการหรือภาษาหนังสือ และภาษาที่ใช้พูดกันตามธรรมดาหรือภาษาชาวตลาด  ภาษาไทยที่ใช้ในราชการเป็นภาษาหนังสือและมีที่สังเกตุต่างกันกับภาษาชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าภาษาตลาด เพราะภาษาตลาดแม้มีความหมายอย่างเดียวกัน ก็มักพูดเพี้ยนไปจากคำเดิม เพราะฉะนั้นพวกมิสชันรีที่รู้ภาษาไทยเป็นภาษาหนังสือจึงสามารถพูดกับข้าราชการไทยได้เกือบทุกแห่ง เช่นในเชียงใหม่ เชียงราย เชียงตุง เชียงรุ้ง หรือเมืองบ่อ ในส่วนราชการจีนนั้นคงมีภาษาหนังสือและภาษาตลาดเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าเกรงวง่าล่ามของข้าพเจ้าคงไม่รู้หนังสือจีนดี พูดภาษาจีนได้ก็อย่างภาษาตลาด ซึ่งคงไม่ดีกว่ากุลีจีนไปไม่ท่าไรนัก ผู้ที่เป็นล่ามอย่างดีจะต้องรู้หนังสือมากทีเดียว
           หนทางที่จะเดินไปยังจังหวัดปู-เออ-ฟู นั้นจะต้องใช้เวลามากกว่า 4 วันจึงจะถึง เราต้องเดินตัดข้ามภูเขา ซึ่งภูเขาเหล่านี้เป็นภูเขางามสมกับเป็นภูเขาในถิ่นนี้ อยู่ติดกับทางหลวงที่จะไปยังจังหวัดเม่งสูใกล้กับโมไฮ(Mo hei)
           ศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2453 ข้าพเจ้าหยุดรับประทานอาหารกลางวันที่ตำบลนี้ จังหวัดนี้แต่ก่อนเป็นของไทยเรียกว่าเมืองโฮ(Mong ho) แล้วจีนมาเรียกผิดไปว่าโมไฮ ข้าพเจ้าสงสัยว่าคงมีหมู่บ้านไทยอยู่ที่นี่ไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าหรือล่ามหาได้ออกไปค้นหาหมู่บ้านเหล่านั้นไม่ ต่อในวันรุ่งขึ้นจึงได้พบชาชาติไทยมาก พวกเราถึงแม่น้ำดำตอนเหนือ จีนเรียกว่าปะเปียน(Pa pien) เมื่อเวลาเที่ยงวันเสาร์ที่ 23 เมษายน ได้พักที่ตำบลหนึ่งซึ่งจีนเรียกว่า เสียปะเปียน(Hsia-pa-pien) แต่ไทยเรียกเมืองโท้ (Mong to) ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่จะพักอยู่ในหมู่บ้านชนชาติไทยแถบแม่น้ำดำนี้นานนักไม่ได้ เพราะจวนจะฤดูฝน และระยะทางที่จะไปยังอีกไกลมาก เพราะฉะนั้นเมื่อหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันแล้วก็ออกเดินทางต่อไป พอเวลาบ่ายจึงได้ข้านสะพานเหล็ก เป็นสะพานแขวนของแม่น้ำดำและไม่สู้แน่นหนาน่าไว้ใจนัก  แต่พวกเราก็ข้ามไปได้โดยสวัสดิภาพ ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกยินดีมาก พบหญิงไทยนำกล้วยมาขาย แล้วเรามาหยุดพักนอนที่ตำบลหนึ่งซึ่งจีนเรียกว่าเชาไผ(Shao Hpai) ข้าพเจ้าได้ขอพักในโรงขายอาหารของจีน ซึ่งออกจะเดือดร้อนพอใช้ แล้วข้าพเจ้าได้ใช้ให้ล่ามของข้าพเจ้าไปเที่ยวค้นหาหมู่บ้านไทย เพราะการที่ข้าพเจ้าจ้างล่ามมาด้วยนี้ ก็มุ่งหมายจะให้ล่ามไปเที่ยวติดต่อและสืบถามหาคนไทย เขาก็ได้ออกไปค้นหาในบริเวณตำบลเชาไผ ซึ่งมีลำธารแยกออกเป็นสาขาจากแม่น้ำดำและตำบลแถบแม่น้ำดำใต้ลงไป ไม่ช้าเท่าไรล่ามก็กลับมาบอกข้าพเจ้าว่า มีชนชาติไทยตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลที่เขาไปค้นหานั้นเป็นอันมาก ข้าพเจ้าคิดว่าจะออกไปเยี่ยมตามหมู่บ้านแต่ไม่ต้องไป เพราะคนไทยเหล่านั้นพากันมาที่โรงขายอาหารจีนที่ข้าพเจ้าพัก ข้าพเจ้าเปิดหีบเสียงให้ฟังและได้สนทนากับเขาบ้าง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สู้เข้าใจความที่ข้าพเจ้าพูดนัด เพราะชนชาติไทยพวกนี้ไม่มีหนังสือ และดูเหมือนจะไม่มีคำทางศาสนามาใช้ในภาษาด้วย แต่สำเนียงของเขาใกล้ข้างไทยเหนือ ล่ามที่เป็นชาวไทยเหนือจึงส่งภาษากับเขาได้ดีกว่าข้าพเจ้า การออกเสียงของเขาคล้ายภาษาลื้อ ข้าพเจ้าได้ยินคนหนึ่งในนั้นพูดว่านิดหน่อย ซึ่งเป็นเสียงที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินที่ไหนเลยนอกจากในประเทศไทย
           พวกนี้ได้บอกข้าพเจ้าว่า เขาได้อพยพมาจากเชียงตุงติง(Chieng tung Ting) มาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 20-30 ชั่วคนมาแล้ว ซึ่งต่อนั้นขึ้นไปเกือบครึ่งของระยะทางนี้ก็จะถึงเมืองตาลิ-ฟู(Tali-fu) บางทีชนชาติไทยพวกนี้จะอยู่ในภาคหนึ่งของอาณาจักรน่านเจ้าก็เป็นได้ และทั้งเขาก็ได้อพยพมาเมื่อครั้งอาณาจักรน่านเจ้าได้ถูกกุไบลข่านกษัตริย์มองโกลยกทัพมาตีเมื่อ พ.ศ. 1777  อย่างเดียวกับชนชาติลื้ออันมีบ้านเมืองอยู่ในภาคหนึ่งเรียกว่าปา ซึ่งติดต่อกับอาณาจักรน่านเจ้า ที่จีนเรียกว่า ปายี่ ลักษณะเฉพาะของชนชาติไทยแถบแม่น้ำดำนี้ คือเป็นชนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่บนภูเขา ซึ่งแปลกกว่าชนชาติไทยพวกอื่นๆ คงเป็นเพราะสิ่งที่อยู่ล้อมรอบและภูมิประเทศที่เป็นพืดเขา จึงทำให้ไทยพวกนี้กลายเป็นชาวเขาไป ชาวเมือเชาไผได้บอกข้าพเจ้าว่า ข้ามลำธารนี้ไปทางใต้มีชนชาติไทยปลูกไร่ข้าวอยู่ตามเชิงเขา ในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่ายข้าพเจ้าได้พบชาชาติไทยหมู่หนึ่ง เขาบอกว่าอยู่ที่เชิงเขา เหนือหนทางนั้นขึ้นไปมีหมู่บ้านอยู่ 5 หมู่ด้วยกัน แต่เป็นชนชาติไทยเสีย 4 หมู่ เขาบอกว่า ปู่ย่าตายายของเขาอพยพมาจากเชียงตุงติง แต่เป็นเวลากี่ชั่วอายุคนมาแล้วเขาหารู้ไม่ ข้าพเจ้าได้ส่งภาษากับเขาดูเข้าใจกันง่ายกว่าที่พูดกับคนในเมืองเชาไผ สังเกตได้ว่าคำพูดของเขามีสำเนียงไทยแท้ มีคำจีนปนอยู่น้อยที่สุด สำเนียงของเขาเหมือนชนชาติไทยเหนือ แต่คำพูดที่เกี่ยวในทางศาสนานั้นไม่มีเลย เพราะเมื่อข้าพเจ้าพูดกับเขาถึงเรื่องที่เกี่ยวด้วยศาสนาเขาก็ไม่เข้าใจ เขาบอกว่าเขานับถือผี และเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายาย ชาติไทยแถบแม่น้ำดำนี้เท่านั้นที่ข้าพเจ้าได้เคยพบและเคยได้ยินว่าเป็นชาวเขาชาวดอย เป็นที่น่าเสียใจอยู่บ้างที่ไทยพวกนี้ที่นับว่าเป็นสาขาของชนชาติใหญ่ชาติหนึ่งอันมีชื่อว่าชาติอิสระ มากลายเป็นชาวเขา ไม่มีหนังสือไป เพราะตามปกติ ชนชาติไทยแม้บางพวกจะไม่มีหนังสือ ก็ย่อมฐานะและลักษณะสูงกว่าชนชาวเขาอื่นๆ ในอินโดจีน แท้จริงไทยพวกนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะไม่พูดไทยแท้ การที่ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนี้เท่าที่ได้พบภาษาคำพูดของเขาแล้ว (ไม่รวมคำจีนด้วย) เกือบจะว่าเหมือนภาษาลาว ซึ่งมีลักษระที่สังเกตได้ว่าเพี้ยนกับภาษาในประเทศไทยหรือภาษาเงี้ยวตอนตะวันตกในพม่าไม่กี่มากน้อย มีเสียอยู่อย่างเดียวคือไม่ใคร่มีคำทางศาสนาซึ่งชนชาติไทยนับตั้ง 12-13 ล้านคนที่นับถือพุทธศาสนาใช้พูดกัน และผู้สอนศาสนาคริสเตียนก็จำเป็นต้องใช้คำทางศาสนาที่เป็นภาษาของชนที่จะต้องสอนนั้นด้วย


           ตั้งแต่เวลาเช้า 25 เมษายน ถึง 30 เมษายน รวม 6 วัน พวกเราต้องเดินทางบนภูเขาชันซึ่งเคยรู้รสมาแล้ว และเดินข้ามภูเขาที่เป็นเขตคั่นระหว่างแม่น้ำแดงกับแม่น้ำดำ แต่เคาระห์ดีที่มีเนินลาดบนพืดเขาหลายแห่ง แม้ส่วนมากจะเป็นเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ ก็ตาม แต่ที่จริงหนทางนั้นเป็นทางเรียบร้อยตามพืดเขาไป ภูมิประเทศที่ผ่านมานั้นงดงามน่าดูหลายแห่ง ทั้งอากาศก็โปร่ง แต่ว่าโรงขายอาหารนั้นเลวเต็มที
            ชนที่อยู่ในแถบภูเขาเหล่านี้ โดยมากเป็นชาวเขาซึ่งเป็นเชื้อสายชาติทิเบต-พม่า ตามที่นายพันตรีดาวีสได้กล่าวไว้ในหนังสือที่เขาแต่งว่า ถึงแม้ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าจะไปตรวจเฉพาะชนชาติไทย แต่ก็ควรเอาใจใส่ในชาติเพื่อนบ้านของไทยด้วย เช่น ชาติโลโล (Lolo) กาตู (Katu) ปูตู(Putu) ปิโอ(Pio) มะไฮ(Mahoi) และอะกา(Aka) พวกอะกานี้ ข้าพเจ้าทราบว่ามีอยู่ในพม่าด้วยแต่เรียกว่าก้อ (Kaw) ข้าพเจ้าได้พบและพูดถึงพวกนี้เมื่อเดินทางถึงเมืองหลวงที่แล้วมา ชาติมะไฮนั้นพวกเราได้พบที่จังหวัดเสเม้าก็มาก ชื่อชนชาติที่นายพันตรีดาวีสแยกไว้เป็น กาตู ปูตู ปิโอ มะไฮ และอะกานี้ เว้นแต่โลโลเท่านั้นจีนได้รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกันว่าโวนี (Woni) เขากล่าวว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่จีนเรียกคนหลายชาติที่อยู่ในมณฑลยูนนานตอนใต้ และพูดเป็นสำเนียงโลโล ชื่อนี้ที่จริงก็เหมาะแก่การสังเกตชนชาติเหล่านี้ได้โดยภาษา แต่ส่วนรูปร่างและลักษณะแล้วนับว่าด้อยกว่าชาติโลโล นายพันตรีดาวีสกล่าวว่า ชาติโลโลมีรูปร่างสูงสง่าหน้าตาดี และผิวเนื้องามกว่าชาติเหล่านั้น
           ในจังหวัดตูงกวน ซึ่งพวกเราได้ผ่านมาเมื่อวันจันทร์นั้น มีชาติจีนน้อยที่สุด แต่มีชาติโลโล โวนี และไทยเป็นอันมาก และที่ถะลางติง (Ta-lang ting) ซึ่งข้าพเจ้าได้หยุดพำแรมเมื่อคืนวันพุธนั้น นายพันตรีดาวีสได้กล่าวไว้ว่า เป็นหลักแหล่งของชนชาติโวนี และชนชาติโวนีอยู่เป็นส่วนมาก ดูก็สมจริงดังนั้นด้วย นอกจากนี้นายพันตรีดาวีสยังได้จดหมายเหตุไว้ว่า ได้พบชาติโลโลและพวกต่างๆ ในชนชาติโวนี อยู่ในมณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนานเป็นอันมาก เรื่องที่เขากล่าวนั้นมีหลักฐานพอเชื่อได้ จึงได้คัดบางตอนมากล่าวบ้างดังนี้
          มีชาติสามชาติที่อยู่ในจังหวัดถะลางติง คือ ปูตู ปิโอ และกาตู ชาติทั้งสามนี้สำเนียงภาษาคล้ายกันและพูดเข้าใจกันดี การที่จะรู้ว่าชาติทั้งสามนี้ต่างกันอย่างไร สังเกตได้จากธรรมเนียมการแต่งกายของผู้หญิง หญิงปูตูและปิโอแต่งกายน่าดู สวมเสื้อสีคล้ำยาวเกือบถึงเข่าผ่าข้างหน้าตลอด และมีผ้าผืนหนึ่งรัดอกอีกต่างหาก ผ้ารัดอกนี้ทำให้เป็นที่สังเกตผิดกันในระหว่างผู้หญิงของชาติทั้งสอง คือถ้าเป็นชาติปูตูใช้ลูกดุมติดทาบเสื้อเลย ถ้าเป็นหญิงปิโอก็ใช้ผ้ารัดรอบแต่อยู่ข้างในเสื้อ ส่วนผ้านุ่งของหญิงทั้งสองชาตินี้เป็นผ้าผืนเดียวพันรอบบั้นเอวและเหน็บไว้แน่นมิให้หลุด มีผ้าพันศรีษะเป็นสี่เหลี่ยมยาว เมื่อพันแล้วตวัดตวัดชายห้อยไปอยู่ข้างหลัง เครื่องประดับกายนั้นใส่ตุ้มหูใหญ่ทำด้วยเงิน สีของเสื้อและผ้าคาดเอวทำให้เป็นที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นหญิงปิโอมักจะแต่งเครื่องขาว แต่หญิงปูตูใช้เครื่องน้ำเงินคล้ำเสมอ ส่วนหญิงสาวๆ ที่แต่งงานแล้วมักจะสวมหมวกสีน้ำเงินแทนผ้าพัน และผมก็มักจะไว้ยาวราวฟุตหนึ่ง ผู้หญิงชาติกาตูนั้นแต่งกายต่างกันกับชาติทั้งสองคือนุ่งกางเกงและมีผ้าพันศรีษะ มีระย้าทำด้วยโลหะห้อยลงมาข้างหน้า
          ออกจะง่ายแก่ข้าพเจ้ามาก ที่นายพันตรีดาวีสได้แยกชนชาติโวนีออกเป็นพวกๆ คือ ละฮู(LA HU) และลีซู(Li Su) แล้วรวมพวกเหล่านี้เป็นชาติไลซู(Leisu) คือชาติโลโลอันเป็นเชื้อสายทิเบต-พม่า ชาติโวนีคล้ายกันมากกับชาติโลโลตามที่ข้าพเจ้าได้พบ แต่ชาติละฮูซึ่งไทยและพม่าเรียกว่ามูเซอ (Mo-so) ซึ่งมีจำนวนมากอยู่ทางฝ่ายเหนือของไทยและแคว้นเชียงตุงนั้นมีรูปร่างสูงและผิวพรรณดี แม้พวกลีซู ซึ่งคนไทยเรียกว่าลีซอ(Li-saw) ก็มีรูปร่างคล้ายมูเซอ พวกนี้ข้าพเจ้าได้พบมากในแคว้นเชียงตุงและพ้นเขตเชียงตุงไปทางตะวันตกของแม่น้ำสาลวีน และทางแถบแม่น้ำยางสีก็มีอยู่หลายร้อย นายฟุลเลอร์ตันได้จดรายงานไว้ว่า มีพวกลีซูหลายร้อยคนสมัครเข้ารีตถือศาสนาคริสต์เมื่อเปิดสถานสอนศาสนาที่เสเม้าในมณฑลยูนนาน ส่วนพวกอะกาหรือที่พวกเราเรียกว่าก้อก็นับเข้าอยู่ในชาติโลโลด้วย ก้อเป็นพวกที่น่ารู้พวกหนึ่ง มีอยู่ในแคว้นเชียงตุงมากกว่าชนชาวเขาชาติอื่นๆ ถ้าหากภาษาของพวกก้อจะมีการแสดงให้เห็นว่าใกล้เคียงกับชาติโลโลแล้วจากรูปร่างท่าทางและการแต่งกายของพวกก้อ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าภาษาโลโลนั้น ชนชาติก้อคงได้รับมาใช้ภายหลังชาติโลโล และชาติพวกพ้องกันอื่นๆ ในประเทศจีนนั้น อนึ่ง พวกมิสชันรีที่ไปสอยศาสนาอยู่ในระหว่างพวกโลโลก็ได้ทำการสำเร็จไปได้มากแล้ว
         แม้ในเวลานี้ชนชาติไทยที่อยู่บนภูเขา ซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่ระหว่างแม่น้ำแดงกับแม่น้ำดำจะมีจำนวนน้อย แต่เชื่อว่าครั้งก่อนคงมีจำนวนมากกว่านี้มาก เมืองสำคัญสองเมืองที่ข้าพเจ้าผ่านมาในสัปดาห์ก่อนนั้นอยู่บนภูเขามีชื่อเป็นไทย นอกนั้นมีชื่อเป็นจีน เมืองตูงกวนซึ่งข้าพเจ้าผ่านมาเมื่อวันจันทร์ เป็นภาษาจีน มีผู้บอกว่าแปลมาจากภาษาไทยซึ่งเป็นชื่อเดิมว่า เป็นเมืองงามอยู่ในภูมิประเทศอันเหมาะ คนไทยยังคงเรียกชื่อเมืองนี้ว่าเมืองสูง(Mong sung) ตั้งอยู่บนที่ราบสูงอันอุดมและงดงาม สูงจากระดับน้ำทะเล 5200 ฟุต เมืองถะลางติงนั้น คนชาวเมืองเชาไผในเขตเมืองแท้(Mong te) อันเป็นเมืองของไทยได้บอกข้าพเจ้าว่า ตะลอง(Talawng) ข้าพเจ้ามีธุระมากเลยไม่อาจไปเที่ยวดูเมืองนี้ได้ และทั้งข้าพเจ้าก็ไม่มีเวลาพอจะไปค้นหาหมู่บ้านไทย เพราะจะต้องปีนภูเขาซึ่งเป็นพืดยืดยาว ทำให้รู้สึกเบื่อมาก ข้าพเจ้าจึงจำต้องหยุดพัก แต่ถึงกระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าก็ได้ให้ล่ามของข้าพเจ้าออกไปเที่ยวสืบหาหมู่บ้านไทย เขากลับมาบอกว่าได้พบบ้าง เขายังบอกอีกว่า ที่เมืองเตินกูง(Ton Kung) ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ระยะทางสองวันมีวัดไทยอยู่วัดหนึ่ง
         ในดินแดนลุ่มแม่น้ำแดงนี้เต็มไปด้วยชนชาติไทยแพร่หลายแผ่ขึ้นไปทางเหนือตามลำแม่น้ำไกลมากจนเลยพ้นทางเกวียนที่ตัดข้ามไป เวลาบ่ายวันเสาร์ที่ 30 เมษายน ข้าพเจ้าได้ลงจากที่ดอนไปที่ราบลุ่มแม่น้ำถึงเมืองๆหนึ่ง ซึ่งจีนเรียกว่าเยือนเชียงโจว(Yuan chinag chou) แต่ไทยเรียกว่าเมืองจูง (Chung) ทุ่งราบนี้เต็มไปด้วยพืชสีเขียวน่าดูมาก มีระยะยาวซึ่งถ้าจะเดินให้ตลอดราวสองวัน ถึงแม้ฤดูนี้ในประเทศไทยและพม่าไม่ใช่ฤดูทำนา แต่ในถิ่นนี้มีการทำนาปลูกข้าวมาสองเดือนแล้ว
บัดนี้ข้าวกำลังขึ้นงอกงาม จึงทำให้ทุ่งราบนี้แลดูเขียวไปหมด ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นทำให้ประหลาดใจมาก เพราะเดินทางมาบนพืดเขาหลายวันหาได้พบเช่นนั้นไม่ ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีและปลื้มใจมากว่า ไม่ช้าพวกเราคงจะได้มาอยู่ในแผ่นดินของชนชาติไทยอีก ทุ่งราบนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1500 ฟุต ข้าพเจ้าได้พบสวนหมากใหญ่โตและพบต้นฝ่ายที่เขาปลูกไว้ในที่ต่างๆ พวกเราได้คุ้นเคยต่อความลพบากต่างๆ มามากแล้ว มาในถิ่นนี้เพื่อนเก่าของข้าพเจ้าคือยุง ส่วนความเมื่อยล้า ไข้ป่า อากาศร้อนและอื่นๆ นับว่าเกือบไม่มี เพราะมีบ้านจีนน้อย นอกนั้นเป็นไทย เขาบอกว่าบ้านไทยมีอยู่ 32 หมู่ด้วยกัน
           ชนชาติไทยในดินแดนแม่น้ำลุ่มแม่น้ำนี้มีต่างกันสองพวก เรียกเป็นภาษาจีนว่า สุยปายี่ (Shuie pa-yi) พวกหนึ่ง ก้อปายี่ (Kaw Pa-yi) พวกหนึ่ง เขาแปลให้ข้าพเจ้าฟังว่าหมายถึงคนป่าน้ำพวกหนึ่ง กับคนป่าลายพวกหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าคนป่าลายนั้นเพราะผู้หญิงชาตินี้นุ่งผ้าถุงเป็นลายขวางอย่างเดียวกับผู้หญิงไทยที่อยู่ทางใต้ลงมา หญิงไทยในลุ่มแม่น้ำแดงนี้นุ่งผ้าถุงสั้นๆ และจะเดินได้คล่องแคล่วไม่ขัดขวาง เพราะข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในที่นี้นานจึงรู้ไม่ได้แน่ว่าเหตุใดจึงเรียกชนผู้นี้ว่าคนป่าน้ำ แต่ว่าโดยหลักฐานชื่อของคนป่าทั้งสองนี้คงสืบมาจากพวกปา ซึ่งเป็นชาติโบราณนานทีเดียว นานกว่าสมัยอับราฮัมเสียอีก บางทีชาติทั้งสองนี้คงอพยพมาต่างสมัยกันบ้างเล็กน้อย ไม่ใช่แต่ชื่อและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงจะต่างกันเท่านั้น แม้สำเนียงภาษาก็ต่างกันด้วย เวลาบ่ายวันเสาร์ข้าพเจ้ากับล่ามได้ไปเที่ยวตามหมู่บ้านไทยซึ่งจีนเรียกว่าคนป่าน้ำ ฟังเสียงที่พวกเขาพูดกันในพวกเขา ไม่เข้าใจ ถึงแม้คำนามทั้งหมดและคำกิริยาโดยมากคล้ายกันก็จริง แต่คำต่อและคำกิริยาช่วยทำให้ข้าพเจ้าลำบากมาก สำนวนคำพูดนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นภาษาไทยที่เพี้ยนไป ถ้าสังเตกและเทียบเคียงกับคำไทยที่ข้าพเจ้ารู้มาบ้างแล้วก็พอจะพูดกันเข้าใจได้ เขาบอกว่าในถิ่นที่เขาอยู่ไม่มีวัดพุทธศาสนาเลย
           รุ่งขึ้นข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวตามหมู่บ้านไทยลาย ซึ่งจีนเรียกว่าคนป่าลาย ข้าพเจ้าและล่ามได้สนทนากับเขาก็พอเข้าใจกันได้ แต่มีลำบากบ้างไม่เฉพาะแต่คำนาม แม้คำกิริยาและสำนวนพูดจาก็คล้ายไทยพวกก่อนโดยมาก คนหนึ่งในพวกนั้นพูดว่าถ้าเขามาอยู่กับข้าพเจ้าสักสองสามเดือนคงพูดเข้าใจกันเป็นอย่างดี นี่เป็นความจริงเพราะไทยลายเป็นไทยดั้งเดิม แต่ไทยพวกนี้ดูเหมือนไม่มีศาสนาเช่นเดียวกับพวกไทยน้ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีถ้อยคำในทางศาสนา เขาไม่มีความเกี่ยวข้องติดต่อกับความเชื่อดั้งเดิมเหมือนกับพวกพี่น้องไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งมีคำที่ใช้ในศาสนาเป็นบาลีและสันสกฤต แม้แต่คำว่าศาสนาเขาก็ไม่เข้าใจว่าอะไร ข้าพเจ้าถามว่าเขาไหว้อะไร เขาตอบว่าไหว้ผู้ปกครอง ข้าพเจ้าพูดว่าไม่ใช่ ข้าพเจ้าหมายถึงผู้มีอำนาจเหนือผู้ปกครองอีกทีหนึ่งต่างหาก แล้วข้าพเจ้าก็ชี้ไปบนฟ้า เขาตอบว่าไม่ทราบ ข้าพเจ้าถามว่าเมื่อตกใจอะไรขึ้นมาเคยร้อง พุทโธ ธัมโม สังโฆหรือเปล่า เขาตอบว่าคำเหล่านั้นไม่เคยได้ยินเลย

อ่านหน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com