Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ไทย

หลวงนิแพทย์นิติสรรค์ (ฮวดหลี หุตะโกวิท)

แปลจากต้นฉบับภาษษอังกฤษเรื่อง
The Tai Race-The Elder Brother of the Chinese
โดย Dr.William Clifton Dodd

แถบแม่น้ำยางสี

(หน้า 2)

           เมื่อตกลงว่าจะต้องพักอยู่ที่จังหวัดนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็เริ่มลงมือทำการ และนายเม็ตคัลฟ์ก็เริ่มต้นเรียนภาษาไทย ไม่ใช่จะตั้งบทเรียนให้เขาทุกๆ วันเท่านั้น ยังต้องสอนหนังสือไทยเหนือให้ด้วย ต่อมาไม่ช้าข้าพเจ้าก็ป่วย และอยู่ในที่นอนตั้งแต่วันที่ 10 จนถึง 26 มิถุนายน จึงหายป่วย ในระหว่างนั้นแหม่มดอดด์ผู้พยาบาลข้าพเจ้าก็ได้สอนเขาแทนข้าพเจ้า วันละ 2 ชั่วโมง สอนอยู่สองสัปดาห์

           ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พวกเราได้ไปเที่ยวตามเนินเขา ได้ชมพูมิประเทศ อันงดงามหลายแห่ง ซึ่งภูเขาอันงดงามเหล่านี้ได้ทำให้ข้าพเจ้าชื่นบาน และทั้งอากาศก็สดชื่นทำให้เกิดกำลังกระปรี้กระเปร่าขึ้น ข้าพเจ้าได้เที่ยวชมภูเขาเหล่านี้จนเกือบจะจำได้ทุกๆ ลูก และได้เดินไปตามทางระหว่างเนินเขาซึ่งเป็นทางที่สร้างขึ้นเองโดยอำนาจแห่งฝีเท้าของชาวเขานั้นตั้งร้อยๆ ได้ใช้เดินกันมาเป็นเวลานานจนเป็นทางเรียบ

           ในวันที่ 7 กรกฎาคม แหม่มดอดด์ได้เปิดโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง สอนภาษาไทยขึ้นในตำบลนี้โรงหนึ่ง ในครั้งแรกมีนักเรียน 6 คน นักเรียนเหล่านี้โดยมากเป็นหญิงรุ่นสาวบางคนก็แต่งงานแล้ว หัวหน้านักเรียนคนหนึ่งเป็นหญิงสาวอายุ 19 ปีรูปร่างสวยกว่าเพื่อนได้เคยเรียนหนังสือมาแล้ว เขามีชื่อเป็นสองภาษา คือเป็นชื่อภาษาไทยกับภาษาจีน ชื่อจีนเรียกว่าหลีเจา นักเรียนเหล่านี้ได้ตั้งใจเรียน ไม่ช้าเท่าใดก็อ่านหนังสือไทยเหนือออก ภาษาของชนชาติไทยพวกนี้ก็อย่างเดียวกับพวกไทยที่ไม่ได้ถือพุทธศาสนา คือไม่มีคำบาลีปนอยู่ในภาษา เพราะไทยพวกที่ถือพุทธศาสนานั้นคำที่พูดใช้ให้รู้กันในทางศาสนามักเป็นคำเนื่องจากบาลีโดยมาก แต่ไทยแถบแม่น้ำยางสีนี้จะพูดเป็นประโยชน์ติดต่อให้เป็นเรื่องราวก็มักใช้ภาษาจีนปนเข้าไปด้วย ถ้าจะสังเกตแล้วมีถ้อยคำโดยมากที่เขาพูดกันคล้ายไทยแต่อย่างภาษาตลาดชนชาติที่สืบสายโลหิตกันต่อมานานโดยลำพังและไม่มีหนังสือที่จะบังคับภาษาให้เป็นแบบเดียวกันเช่นนี้ จึงมีการออกเสียงผันแปรไปหลายอย่างต่างๆ กัน เหตุฉะนั้นในการสอนศาสนาแก่พวกนี้ การพูดออกเป็นคำๆ ก็ดี เป็นประโยคก็ดี จะต้องเอาคำจีนมาประกอบความหมายใช้ในทางศาสนาจึงจะได้ โดยอาศัยความพยายามสืบค้นหาถ้อยคำในภาษาไทย และภาษาจีบประกอบบ้างไม่ถึงสองเดือนก็เป็นผลสำเร็จ และใช้สอนพอจะทำให้เขาเข้าใจทางศาสนาได้บ้าง เมื่อโรงเรียนนี้ค่อยเจริญขึ้น ข้าพเจ้าและแหม่นต้องเอาใจใส่แต่งบทเพลงสวดมนต์เป็นภาษาไทยมากอยู่

           14 สิงหาคม พวกเราได้ออกเดินทางไปยังจังหวัดหนองหลวง ฝนตกหนักจึงไม่ได้ออกเดินทางไปไหนจนล่วง 10 วันแล้วนักเรียนไทยนั้นไปด้วยกันกับข้าพเจ้า เขาแต่งตัวเดินทางดูน่าขันสะพายกร้าเครื่องเสบียงบนหลัง ส่วนผู้หญิง ก็สะพายห่อผ้าสวมหมวกจีนปีกกว้างพวกเราได้มาหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันบนยอดเขาใกล้ตึกร้างหลังหนึ่ง ได้ความว่าเป็นของนายทหารแก่คนหนึ่ง การเดินทางขึ้นเขาสนุกดี ได้ข้ามเนินเขาซึ่งข้าพเจ้าได้เคยมาเที่ยวครั้งหนึ่งเมื่อ 6 สัปดาห์มาแล้ว ที่ต้องเดินทางนี้อีกก็ประสงค์จะไปหาหมู่บ้านชนชาติไทยที่ตั้งอยู่ในแถบนั้น ภูเขายอดสูงมีหลายลูกและเป็นเงื้อมง้ำมีหนทางเล็กข้าไปยังตึกร้างที่กล่าวมาแล้ว เจ้าของตึกนั้นเข้าใจเลือกตั้งบ้านเหมาะมาก เพราะภูมิประเทศงามโดยรอบ บางทีจะเป็นช่องโจรจึงได้อยู่ลึกลับให้พ้นถิ่นคนไปมา

           ข้าพเจ้ามาถึงหมู่บ้านชนชาติเมี้ยวเวลา 5 ท.ล. ซึ่งจะต้องหยุดพักและแรมคืนที่นี่ พวกเราพักที่โรงติดกับคอกม้า ทั้งอยู่และทั้งนอนด้วย มีพื้นดินเรียบ ฝาทำด้วยดินมีเขม่าจับเพราะตั้งเตาไฟกลางโรง ตรงประตูออกไปมีเล้าหมู ขณะที่ฝนตกอยู่ตลอดวันพวกเราต้องผิงไฟโดยนั่งลงบนม้ายาวล้อมเตาไฟกลางโรง มีคนไทยอยู่ 11 คน ชาวลิซูซึ่งเป็นคนใช้ของนายเม็ตคัลฟ์ 2 คน คนชาตเมี้ยวและชาติอื่นอีก 3 คนรวมกันผิงไฟ แต่โรงอาหารนั้นตั้งอยู่ห่างพ้นทุ่งนาสักหนึ่งในสี่ไมล์ โรงนั้นสะอาดกว่าโรงที่พวกเรานอนเสียอีก เขาได้เตรียมไว้สำหรับรับรองพวกเรา ได้ฆ่าหมูตัวหนึ่งสำหรับเลี้ยง แล้วเอาข้าพเจ้ามาจากจังหวัดสะปุชัน เพราะชาวเขาเหล่านี้ไม่กินข้าเจ้า กินแต่ข้าวโพดกับข้าวฟ่างชนิดหนึ่ง มีไก่ด้วย มีกระบะไม้อย่างใหญ่ใส่ข้าวตั้งไว้กลางโต๊ะ มีชามใส่เนื้อใส่ผักและถั่วต่างๆ ตั้งไว้ข้างๆ กระบะข้าวการกินอาหารครั้งนี้ข้าพเจ้าพยายามกินด้วยตะเกียบเป็นครั้งแรก

พฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม เวลากลางคืน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสนอนในที่สูง ซึ่งดูเหมือนเป็นยุ้งสำหรับเก็บพืชพันธุ์ต่างๆ มีกระจาดใส่ข้าวโพด ถั่วมัน และพืชอื่นๆ ซึ่งยังไม่ได้กองไว้สักครึ่งพื้นได้ ที่นั้นจึงแคบเข้าเป็นห้องเล็กพอตั้งเตียงนอนเดินทางได้ และมีอากาศผ่านเข้าออกทำให้นอนสบาย พอรุ่งเช้าจึงได้เดินทางต่อไป วันนี้ได้เดินทางมาตามถนนบนภูเขาสูงๆ ต่ำๆ และขันหลายแห่ง ทำให้ชักช้าจนไม่สามารถจะไปให้ถึงโรงขายอาหารจีนซึ่งกะไว้ว่าจะเป็นที่พักค้างคืน จนเวลาจวนพลบค่ำจึงถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งไม่มีโรงขายอาหาร พวกเราได้ขออนุญาตเข้าไปพักนอกในโรงซึ่งปลูกขึ้นใหม่ๆ ยังไม่เสร็จ แม้จะสกปรกก็พอทนได้ จะหาอะไรไม่ได้เลยนอกจากฟืนและน้ำ แต่ก็ได้อาศัยรับประทานอาหารที่เตรียมมาแล้วจึงเข้านอน

           ศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม ได้ออกเดินทางในตอนเช้า ถนนขรุขระมาก แต่ในตอนบ่ายหนทางเดินค่อยมีเรียบหน่อย ถนนบนภูเขาที่เดินมานี้คดเคี้ยว และอ้อมค้อม และรกประกอบด้วยพฤกษชาติเป็นอันมาก ภูเขานี้เป็นเทือกยึดยาวพ้นแม่น้ำยางสีเข้าไปในแดนของมณฑลเสฉวน มีไม้หลายพันธุ์ และมีดอกสีต่างๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป และทั้งผลไม้กินได้ก็มีหลายอย่าง แต่หาได้พบหมู่บ้านไทยซึ่งหวังว่าจะพบไม่ เหตุฉะนั้น จึงได้หันไปหาหมู่บ้านเมี้ยวได้พบโรงสวดของมิสชันนารีประจำชาติจีนโรงหนึ่ง พวกเราได้อาศัยพักอยูในหมู่บ้านเมี้ยวนี้มาถึงที่นั้นเป็นเวลากลางคืน 9 ล.ท. รู้สึกอ่อนเพลียมาก เพราะได้เดินในเวลากลางคืนเดือนหงายถึงชั่วโมงหนึ่ง และหนทางตอนสุดท้ายก็เป็นเขาสูงชันเดินลำบากมาก แต่เผอิญมีเด็กจุดไต้นำทางเดินบนภูเขานี้ในที่มืด จนกระทั่งลงจากเขาได้ แต่ผู้หาเสบียงอาหารยังมาไม่ทัน พวกไทยที่มาด้วยจึงเอามันต้มมาให้หม้อหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าได้กินกับเนยกระป๋อง และรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะดีกว่านี้



           เสาร์ที่ 17 สิงหาคม คนไทยที่อยู่ด้วยข้าพเจ้าก็กลับไปบ้านแต่เช้า ทางเดินต่อไปนั้นเป็นทางลาดจากเนินเขา เมื่อยิ่งใกล้หุบเขาเข้ามาก็ได้พบธรรมชาติที่งามน่าดูมากขึ้นทำให้คิดถึงภูเขาอัลบ์ในยุโรป มีหมู่บ้านหนึ่งตั้งอยู่ในหมู่ไม้ริมเชิงเขา มีทะเลสาบน้อยอยู่ข้างๆ น้ำใสสะอาด หมู่บ้านนี้มีชื่อว่านะโส เป็นหมู่บ้านสำคัญแห่งหนึ่งมีชนชาติไทยเป็นเจ้าของถิ่น นอกเชิงเขานี้ออกไปเป็นซึ่งมีต้นข้าวกำลังขึ้นเขียวชอุ่มอยู่เต็มทุ่ง และเมื่อแลออกไปในทุ่งนานั้น ก็เห็นหลังคาเรือนตั้งอยู่หมู่หนึ่งราว 30 หลัง เรียกว่าจังหวัดหนองหลวง เป็นถิ่นของชนชาติไทย ตามทางแคบที่ข้าพเจ้าผ่านภูเขาไปนั้นมีเงื้อมสูงชันตั้งขึ้นประดุจกำแพง มีไม้เลื้อยคล้ายเชิงชายประกอบสองข้างทาง มีที่ว่างเป็นหย่อมๆ ต่อออกไปเป็นพืชเขายื่นออกไปทางขวามือตามลำแม่น้ำยางสีไปจนพืดเขาสูงในมณฑลเสฉวน เมื่อพ้นหมู่บ้านนะโสแล้วก็ถึงถนนหินอันขรุขระ ไม่มีอะไรนอกจากหินก้อนใหญ่ๆ อยู่ในดินเปียกและมีน้ำเฉอะแฉะ และมีน้ำไหลข้ามทางเป็นแห่งๆ ข้าพเจ้าลงจากเก้าอี้หามและเดินด้วยเท้า เวลาเดินไม่ได้ดูอะไรนอกจากคอยระวังก้าวให้ดีเท่านั้น ส่วนเด็กหญิงไทยที่มาด้วยก็พากันเดินพลางหัวเราะกันพลาง และบางคนเดินลื่นหกล้ม ตัวข้าพเจ้าเองก็เดินไม่ตรงต้องคอยพยุงตัวเพราะกลัวหกล้มเหมือนกัน

           เมื่อพวกเรามาถึงหมู่บ้านในจังหวัดหนองหลวงนั้นแล้ว ชาวบ้านได้ให้พวกเราพักในเรือน เรือนนี้เป็นตึกดินสองชั้นแบบจีนหลังคาแบน ชั้นบนสำหรับนอน นายเม็ตคัลฟ์อยู่ห้องทางครัวไฟ ส่วนข้าพเจ้าอยู่ทางคอกม้า เมื่อข้าพเจ้านั่งบนระเบียงหน้าห้องนั้นแล้ว เด็กหญิงไทยที่มาด้วยนั้นได้นำพ่อแม่และย่าของเขามารู้จักกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความพอใจเป็นอันมากที่ได้เข้ามาอยู่ในระหว่างครอบครัวไทย หญิงรุ่นและเด็กหญิงแต่งตัวใส่เสื้อสั้นและหลวม แต่นุ่งกางเกงจีน เขาบอกว่าเขาหาซื้อเสื้อผ้าอย่างอื่นไม่ได้นอกจากกางเกงจีน หญิงรุ่นแต่งตัวใส่หมวกมีระย้าและผ้าคาด แต่หญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้วหรือหญิงแก่นุ่งผ้าทั้งผืนและพันคล้ายนุ่งผ้าถุงอย่างเดียวกับหญิงชาติเมื้ยวและหญิงนะโส มีธรรมเนียมที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคล้ายจีน คือที่ข้างในหลังบ้านมีโลง ซึ่งทำเตรียมไว้สำหรับใส่ศพคนแก่หง่อมในครอบครัวใบหนึ่งเสมอ

           ในวันต่อมาข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวตามหมู่บ้านไทยหลายแห่ง และได้ผ่านตลาดในเมืองแห่งหนึ่งมีคนมาประชุมกันมาก ระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้าไปตามบ้านและที่ตลาดนั้น ข้าพเจ้าได้เอาหนังสือเล่มต้นของข้าพเจ้าออกแสดงและสั่งสอนเขาด้วยภาษาของเขาเอง ชนในถิ่นนี้เป็นไทย แม้แต่เขาจะอยู่กระจัดกระจายห่างกัน ซึ่งช่วยเพิ่มสำมะโมครัวของถิ่นนั้นก็ดีเขาก็มีความรู้สึกภูมิใจในความเป็นชาติของเขาอย่างเดียวกับชนชาติไทยที่มีจำนวนมากอยู่ในส่วนใต้ของมณฑลยูนนานหลายแห่ง ในมณฑลกวางซีโดยมาก ในเขตเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและในประเทศไทยทั้งหมด ชนในตำบลที่ข้าพเจ้าไปพักอยู่ในวันนี้พูดว่า บรรพบุรุษของเขาได้อพยพมาจากทางทิศใต้คือเมืองที่เรียกว่าเมืองข้าวเหนียว เมื่อสิบเอ็ดชั่วอายุคนมาแล้ว ชายแก่คนหนึ่งซึ่งมีหูยานมากแล้วได้พูดอย่างแน่นแฟ้นว่า เราเป็นไทยแท้

           พวกเรามีเวลาพักอยู่ที่จังหวัดหนองหลวงนี้เพียงสามสัปดาห์ ซึ่งน้อยนัก แล้วเดินทางกลับมายังจังหวัดยูนนานฟู เมื่อขากลับนั้นข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมสถานสอนศาสนาประจำชาติลิซู นายและแหม่มโกวแมน ผู้เป็นมิสชันรีได้รับรองเลี้ยงดูข้าพเจ้าเป็นอย่างดี สถานแห่งนี้เป็นย่านกลางสำหรับสอนศาสนาแก่พวกลิซู การแต่งกายของพวกลิซูก็งามและน่าดู เมื่อวันอาทิตย์ข้าพเจ้าได้เห็นพวกลิซู 108 คน กำลังทำพิธีเข้ารีตศาสนาคริสต์ในโรงสวด ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง และในวันเดียวกัน นายปอร์เตียสก็ได้นำพวกนะโสเข้าพิธีเหมือนกันส่วนนายและแหม่มโกวแมนนั้นก็ได้เดินทางมายังจังหวัดยูนนานฟูกับข้าพเจ้าด้วยถนนบางแห่งที่มานั้นมีหญ้ารก บางแห่งก็มีพุ่มไม้คลุมทาง บางแห่งก็ชันจนเกือบเดินไม่ได้ คนหามเก้าอี้นั่งและคนขี้ม้าต้องลำบากมาก บางทีก็มีก้อนหินใหญ่ๆ ระเกะระกะ บางแห่งก็เป็นหล่มเป็นโคลน ซึ่งกว่าจะถึงจังหวัด ยูนนานฟูก็หลายวัน

           ข้าพเจ้าอยู่ที่จังหวัดยูนนานฟูอย่างสุขสบาย 12 วัน พวกมิสชันรีในเมืองนี้ทั้งหมดพร้อมกันได้เลี้ยงส่งข้าพเจ้าก่อนที่จะออกจากจังหวัดยูนนานฟูไป ข้าพเจ้ามีกิจธุระอื่นที่จะต้องทำอีก และต้องเตรียมการเพื่อประโยชน์สำหรับชนชาติไทยในตำบลอื่นๆ ข้าพเจ้ายินดีและปลื้มใจมากที่ได้พบมิสชันรีของสถานสอนศาสนาแห่งชาติต่างๆ ที่มาประชุมในที่นี้ยิ่งนัก นับว่าเป็นการประชุมพิเศษภายหลังที่ได้กลับมาจากจังหวัดหนองหลวงคราวนี้ ของประหลาดอย่างหนึ่ง คือประเทศไทยนั้นสำหรับพวกมิสชันรีที่นั่นก็คือประเทศที่เพิ่งค้นพบใหม่ เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ถูกซักไซ้ไต่ถาม และเขาขอให้ข้าพเจ้าจดชื่อสถานที่ตั้งสอนศาสนาของมิสชันรีสำหรับชนชาติไทยทั่วไปและสำหรับไทยเหนือโดยเฉพาะ ข้าพเจ้าก็ได้จดให้เขาว่ามีอะไรบ้าง ชื่อสถานที่เหล่านี้สำหรับจะให้เขียนจดหมายได้ถึงนั้น จดเป็นอักษรอังกฤษ บางแห่งก็แปลเป็นภาษาจีนไว้ นอกจากนี้พวกมิสชนรีเหล่านั้นต่างก็มีความพอใจเป็นอันมาก เมื่อได้ทราบว่าจะเปิดสถานที่สอนศาสนาขึ้นใหม่ที่จังหวัดเชียงรุ้งอีกแห่งหนึ่ง สำหรับสอนชนชาติไทยที่อยู่ในแดนจีน

           30 กันยายน พ.ศ. 2461 พวกเราพากันออกเดินทางจากยูนนานฟู เพื่อไปยังเชียงรุ้งต่อไป ในระหว่างเดินทางนั้นแม้จะมีฝนตกทำให้ถนนเป็นโคลนและมีผู้ร้ายอยู่บ้างก็มิได้ทำอันตรายอย่างใดจึงได้ถึงเชียงรุ้งโดยสวัสดิภาพ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เป็นเวลา 24 วัน แต่ถ้านับตั้งแต่ออกจากจังหวัดหนองหลวงมาตามแม่น้ำยางสีแล้วก็เป็นเวลา 30 วันพอดี.

คลิกอ่าน ตอนต่อไป >>>
เดินทางในยูนนาน พ.ศ. 2461>>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com