Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

กว่าจะมาเป็นไทย

3

หลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มชนชาวไทย

จากร่องรอยทางโบราณคดีและหลักฐานตำนานต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าประมาณได้ว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 ชนชาติไทยได้มาตั้งมั่นอยู่แล้ว ทางภาคเหนือของดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันมีการก่อตั้งเมื่อต่าง ๆ ซึ่งปรากฏชื่อในตำนาน เช่น เวียงหิรัญนคร เงินยางเชียงแสน เวียงไชยปราการ และเวียงฝาง เป็นต้น เมืองเหล่านี้มีลักษณะการปกครองแบบรัฐ

อย่างไรก็ตาม นอกจากร่องรอยทางโบราณคดีและหลักฐานทางตำนานแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่น ๆ เกี่ยวกับนครรัฐไทยเหล่านี้ เราจึงไม่ค่อยทราบความเป็นมา สภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของนครรัฐไทยในระยะแรก ๆ

ส่วนหลักฐานที่ปรากฏในจารึกและภาพหลักศิลาของชนชาติอื่น ๆ นั้น จารึกของอาณาจักรจามปา พ.ศ.1593 ณ วิหารโปนาการ์ เมืองญาตรัง ประเทศเวียดนามปัจจุบัน ได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยปรเมศวร ทรงบูรณะพระปฏิมาเจ้าแม่ภควดีที่วิหารแห่งนี้ และได้ทรงอุทิศทาสเชลยศึกถวายเป็นข้าพระ ในบรรดาทาสที่อุทิศถวายนี้มีทาสเชลยศึกชาวสยามอยู่ด้วย

ในจารึกพม่า ปรากฏคำว่า “สยาม” เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1663 และในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ได้ปรากฏภาพหลักศิลานูนต่ำ ที่ระเบียงชั้นนอกของ ปราสาทนครวัดในเมืองพระนครหลวง ประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เป็นภาพ กองทัพชาวสยาม ตามเสด็จขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656 – หลัง พ.ศ.1668) พระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรเขมร

จากหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เราทราบว่า ชนชาติไทยได้เข้ามาตั้ง ถิ่นฐานอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย สันนิษฐานว่าชนชาติไทยคงจะได้แผ่กระจายอยู่ทั่วไปในอาณาบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และอาจจะลงไปถึงคาบสมุทรภาคใต้ การปกครองของกลุ่มชนที่กำลังมีอำนาจอยู่ในแหลมอินโดจีนขณะนั้น คือ ชนชาติมอญ และชนชาติเขมร

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ชนชาติมอญได้เสื่อมอำนาจลง ดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของอาณาจักรเขมรประมาณ 200 ปี แต่ในช่วงระยะ 200 ปีนี้ อำนาจทางการเมืองของเขมรไม่คงที่ บางครั้งเข้มแข็ง บางครั้ง อ่อนแอ ช่วงที่เขมรมีอำนาจมาก คือ ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545 – 1593) พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656 – หลัง พ.ศ.1688) และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1742 – ราว พ.ศ.1760) หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรเขมรได้เสื่อมลงมาก ทำให้นครรัฐและแว่นแคว้นของคนไทยตั้งตนขึ้นเป็นอิสระ ประวัติศาสตร์ไทยที่มีหลักฐานแน่นอนจึงเริ่มขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 18

 

คนไทและการตั้งหลักแหล่ง
ชนชาวไทมีประวัติความเป็นเชื้อชาติไทมาแต่ก่อนพุทธกาล ในปัจจุบันชาวไทอาศัยอยู่ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามภูมิศาสตร์ได้ ดังนี้

1. กลุ่มไทตะวันตก ได้แก่ ไทอาหม ไทคำตี ไทใหญ่
ไทอาหม
อยู่ในราชอาณาจักรอาหมเดิม บริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้นอัสสัมของประเทศอินเดีย ปัจจุบันถูกวัฒนธรรมอินเดียเข้าครอบงำเป็นอันมาก
ไทคำตี อาศัยอยู่ในภาคเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า หรือ ตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำอิรวดี มีไทคำตีบางส่วนอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไทคำตีนี้ได้รับวัฒนธรรมของพม่าเข้าครอบงำมากเช่นกัน
ไทใหญ่ ว่า ฉานหรือชาน แต่ไทพวกนี้นิยมเรียกตนเองว่า “ไทใหญ่” หรือ “ไทหลวง” หรือ “โตโหลง” ทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างกับชื่อพวกไททางใต้ซึ่งพวกเขานิยมเรียกว่า “ไทใต้” หรือ “ไทตาเออ” ชาวไทในประเทศไทยเรียกไทใหญ่ว่า “เงี้ยว” ไทใหญ่หรือพวกเงี้ยวนี้อาศัยอยู่ตาม ลุ่มแม่น้ำและภูเขาในเขตสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าทางภาคเหนือของยะไข่ และตะนาวศรี ส่วนในประเทศไทยอาศัยอยู่มากในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก

2. กลุ่มไทใต้
กลุ่มไทใต้ ได้แก่ ไทในประเทศไทย ซึ่งเป็นชาวไทกลุ่มเดียวที่มีเสรีภาพ และเป็น รัฐอิสระและเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีภาษาที่ใช้ในประเทศไทยนี้ ได้รับอิทธิพลจากภาษาอื่น ๆ ทำให้มีคำใหม่ ๆ ซึ่งชาวไทจากที่อื่นอาจจะไม่เข้าใจ
ไทโคราช เป็นชาติพันธุ์ไทที่อาศัยอยู่ในเขตนครราชสีมา บางส่วนของจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดบุรีรัมย์ ภาษาที่ใช้เหมือนกับภาษาในภาคกลางของประเทศ แต่มักจะใช้เสียงเอกแทนเสียงโท เช่น คำว่า ม่า แทนคำว่า ม้า ใช้คำว่า เสื่อ แทนคำว่า เสื้อ เป็นต้น ชาวไทโคราชมีวัฒนธรรมเชื่อมโยงระหว่างไทภาคกลางกับชาวไทภาคกลางในภาคอีสาน
ไทปักษ์ใต้ เป็นชาติพันธุ์ไทยที่มีส่วนผสมกับชาวมาเลเซียหรือพวกเงาะ เป็นชาวไทที่อาศัยอยู่ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงสุดเขตดินแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย

3. กลุ่มไทลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่
ไทยเหนือ
ซึ่งเรียกตนเองว่า “ไทโหน” หรือ “ไทเหนอ” อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลฮุนหนำ (ยูนนาน) ลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน พูดภาษาไทลื้อ มีวัฒนธรรมในด้านการแต่งกายและอื่น ๆ คล้ายคลึงกับชาวจีน แต่ยังพูดภาษาไทคล้ายไทลื้อ คนไทพวกนี้รวมถึงคนไทในสิบสองพันนาในมณฑลฮุนหนำของจีนด้วย
ไทลื้อ เป็นไทสาขาหนึ่งของชาติอ้ายลาว ในปัจจุบันไทลื้ออาศัยอยู่สิบสองพันนา (หนังสือบางเล่มเขียนว่าสิบสองปันนา)
ไทเขิน ชาวไทเขินนี้เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ไทเกิ๋น ชาวไทเกิ๋นนี้มีความใกล้ชิดกับพวกไทลื้อ ไทยวน และไทลาว ไทเขินใช้ภาษาและตัวหนังสือคล้ายกับภาษาลาว เชื่อกันว่าพระเจ้ามังรายกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่มีเชื้อสายเป็นไทเขิน ปัจจุบันนี้มีไทเขินอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย
ไทยวน (พึงสังเกตคำว่า “ยวน” ซึ่งต่างกับคำว่า “ญวน”) ไทยวนได้แก่ ชาวไทในล้านนา เป็นไทที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนมาก บางครั้งเรียกว่า ชาวโยน โยนะหรือโยนก ต่างกับชาวญวนซึ่งเป็นคนละเชื้อชาติกับไท ซึ่งหมายถึงชนชาติเวียดนามอยู่ในเขตตังเกี๋ย ปัจจุบันไทยวนอาศัยอยู่ในภาคเหนือโดยทั่ว ๆ ไป เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ และน่าน ภาษาไทยวนคล้ายกับภาษาลื้อและเขิน มีอักษรซึ่งเรียกว่า อักษร ล้านนา ซึ่งมีส่วนคล้ายกับอักษรพม่า และลาวในลุ่มแม่น้ำโขง
ลาว ชาวไทยเรียกคนไทที่อยู่ในภาคอีสานของประเทศไทยและในเขตประเทศลาวว่า “ลาว” ภาษาลาวคล้ายภาษาไทยและไทใหญ่ แต่จะมีคำบางคำซึ่งแตกต่างออกไปบ้าง แต่พอจะสังเกตได้ว่าเป็นชาวไทเช่นเดียวกันกับคนไทยในภาคกลาง
ไทละเลิง ย่อ ย้อย นี้จะพบมากในฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ในประเทศไทยมีอาศัยอยู่ในจังหวัดสกลนคร และนครพนม

4. กลุ่มไทยในที่สูง
ไทดำ
อยู่ในแคว้นสิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไทระหว่างแม่น้ำแดงกับแม่น้ำดำของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมืองสำคัญของไทดำเดิมเรียกว่าเมืองแถง ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า เดียนเบียนฟู ไทดำได้อพยพเข้ามาอยู่ตอนเหนือของสาธารณัฐรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเลยเข้ามาอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคเหนือของประเทศไทยด้วย ไทดำพูดภาษาไทเหมือนไทอื่น ๆ นับถือพุทธศาสนาและวิญญาณของบรรพบุรุษ บางท่านกล่าวว่าไทดำเป็นกลุ่มเดียวกันกับชาวจ้วงในประเทศจีน
ไทขาว อาศัยอยู่บริเวณชายแดนมณฑลฮุนหนำหรือยูนนาน แม่น้ำแดง แม่น้ำดำ ไทขาว นับถือพุทธศาสนาและวิญญาณบรรพบุรุษตลอดจนถึงพระภูมิเจ้าที่ ชาวเวียดนามเรียกไทขาวว่า “ไทโท” หรือ “ไทตรัง” คำว่า “โท” แปลว่า “แผ่นดิน” ที่ชาวเวียดนามเรียกเช่นนั้นเพราะไทขาวเป็นผู้ที่ชอบทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ
ไทแดง อาศัยอยู่บริเวณชายแดนของสาธารณรัฐสังคมเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พูดภาษาคล้ายภาษาไทคำและลาวที่อยู่อาศัยอยู่ในแขวง ซำเหนือ เนื่องจากภาวะสงครามในประเทศทั้งนี้จึงมีไทแดงอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยด้วย
ไทเหนือหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไทเหนอ อาศัยอยู่ในแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหกและซำเหนือ แคว้นหลวงพระบาง เชียงขวางและพงสาลี ในประเทสสาธารรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ไทพวน ชาวไทพวนอาศัยอยู่แถบเมืองพวนในแคว้นเชียงขวางและหลวงพระบางและมีเชื้อสายไทยวน อาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี ฯลฯ
ผู้ไท คำว่า “ผู้” แปลว่า “คน” ดังนั้นจึงหมายความถึงคนไทนั่นเอง ชายผู้ไทอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในจังหวัดอุดรธานีและร้อยเอ็ด ชาวไทในท้องถิ่นนั้นเรียกเขตที่ผู้ไทอยู่ว่า “เขตลาวชาว” ผู้ไทมีอยู่มากในบริเวณหัวพันทั้งห้าทั้งหก สิบสองจุไท และภาคเหนือของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ซ่ง ซึ่งเป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง เดิมอยู่ในแขวงซ้ำเหนือ อพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดสุโขทัย ลพบุรี สระบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ฯลฯ

5. กลุ่มไทตะวันออก
กลุ่มไทตะวันออกนั้นได้แก่ ชาวไท ต่อไปนี้
จุงเจีย ชาวจุงเจียอยู่ในมณฑลไกวเจาของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนบางครั้งก็เรียกชาวจุงเจียว่า เดีย อิเจีย อีเจน จุย ปูยี หรือยอย ด็อกเตอร์ วิลเลี่ยม คลิฟตัน หมอสอนศาสนาซึ่งเคยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปีได้เคยเดินทางไปสอนศาสนาและศึกษาถึงชนชาติไทด้วยตนเอง และได้เรียบเรียงเป็นหนังสือซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยหลวงนิแพทย์นิสรรค์ ได้กล่าวถึงชาวไทซึ่งเรียกตนเองว่า “ชาวจุงเจีย” ไว้ว่า “ผู้หญิงจุงเจียไม่ได้รัดเท้าเหมือนหญิงเมี้ยว (จีน) แต่การแต่งกายนั้นใช้เสื้อคับและนุ่งผ้าถุง การแต่งกายชนิดนี้ยังใช้กันอยู่ทั่วไปตามนอก ๆ เมือง แต่ในเมืองไกวยางนั้น ผู้หญิงที่แต่งกายทันสมัย เช่น หญิงรุ่นสาวก็แต่งกายอย่างจีน คือใส่เสื้อหลวมและนุ่งกางเกง ซึ่งเป็นธรรมเนียมแต่งกายของหญิงจีน และโดยเหตุที่ผู้หญิงไม่ได้รัดเท้าเหมือนหญิงจีน จึงได้แลเห็นหญิงจุงเจียไปทำการงานในไร่นามากกว่าหญิงจีน แต่ผู้ชายชาติจุงเจียโดยมากเป็น ชาวนาและแต่งกายอย่างเดียวกับชาวนาจีนและชาวตำบลนั้น ต่อเมื่อถึงคราวมีงานออกหน้าออกตาเขาจึงแต่งกายใช้เสื้อยาวอย่างจีน
ไทจวง ไทจวงส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลกวางซีและกวางตุ้ง บางครั้งอาจจะเรียกว่า “จ้วง” หรือ ไทโท ตู หรือตูเจน ไทโท บางครั้งเรียกว่า “ไต” คำว่า “โท” ตามภาษาเวียดนามหมายถึงดิน ไทโทมักจะทำการเพาะปลูกอยู่แถบแม่น้ำแดงและตามเขตมณฑลกวางซี นอกจากนี้ยังมีพวก ไทตรุงจา (หรือจองเกียหรือฮอยอี) ไทนาง (หรือเกีย นุงเนียง และยาง) ไททูลาว (หรือตูลาว) ปาอี

จากข้อความดังกล่าวแล้วข้างต้นจะเห็นว่าชาวไทเป็นชาติพันธุ์ใหญ่ชาติหนึ่ง แม้จะ ไม่มีสถิติที่แน่นอน แต่พอจะกล่าวได้ว่ามีชาวไทยทั้งหมัดไม่น้อยกว่าร้อยล้านคน ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย นอกจากนั้นกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ นับแต่ภาคตะวันออกของอินเดียทางเหนือของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ทางใต้ของจีนในมณฑลฮุนหนำ ไกวจิ๋ง กวางซี กวางตุ้ง และอาจจะมีบางเผ่าซึ่งยังอาศัยอยู่เหนือขึ้นไปในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเกือบทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์ไท นอกจากนี้ก็มีชาวไทอยู่ในทางตอนเหนือของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สำหรับในประเทศไทยนั้นชาวไทยอยู่กับเต็มประเทศมาเลเซีย เช่น ในรัฐไทรบุรี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าชาวไทอาศัยอยู่ในพื้นที่หลายล้านตารางกิโลเมตร

โดยทั่วไปชาวไทจะพูดภาษาพยางค์เดียว และมีเสียงสูงต่ำแตกต่างกันไป บางเผ่าอาจจะมีเสียงสูงต่ำถึง 9 เสียง แต่ส่วนมากจะอยู่ในระหว่าง 5-7 เสียง ชาวไทเข้าใจภาษาของกันและกันได้มากน้อยตามแต่เผ่าพันธุ์และความใกล้ชิดชาวไทในประเทศไทยกับชาวลาว ไทลื้อ ไทใหญ่ ฯลฯ ซึ่งจะเข้าใจซึ่งกันและกันได้มาก ชาวไทดังกล่าวแล้วข้างต้นมีภาษา วัฒนธรรม ความนึกคิดซึ่งคล้ายกัน ชาวไทเหล่านี้แตกต่างกับชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น พม่า ลีซอ มูซอ มูเซอ อีก้อ คนเหล่านี้มีเชื้อสายทิเบตพม่า หาใช่ชาวไทไม่ ส่วนพวกเขมร ขมุ โซส่วย (กุย) ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี และร้อยเอ็ดนั้น เป็นชนเชื้อชาติมอญเขมร

ข้อมูลจาก ::   “ความหมายของคำว่าคนไท” ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยก่อนสมัยสุโขทัย สมาคมมิตรภาพไทย – จีน

ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com