Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม>>

วัฒนธรรมและประเพณีไทย

3

บทบาทของวัดและพระสงฆ์ในสังคมไทย

             ในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านต่าง มี วัดประจำหมู่บ้านของตนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติรวมของคนทั้งหมู่บ้าน

             วัดจึงเป็นศูนย์รวมประชาชนและมีบทบาทดังต่อไปนี้
             
1) เป็นสถานศึกษา  สำหรับชาวบ้านจะส่งบุตรมารับการ ฝึกอบรม ทางศีลธรรมและเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ
             
2)  เป็นสถานสงเคราะห์ บุตรหลานของชาวบ้านที่ยากจน ได้มา อยู่ อาศัยเลี้ยงชีวิตและศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนผู้ใหญ่ที่ยากจนมาอาศัยเลี้ยงชีพ
             
3)  เป็นสถานพยาบาล รักษาคนเจ็บป่วยตามแผนโบราณ
             
4)  เป็นที่พักคนเดินทาง
             
5)  เป็นสโมสรที่ชาวบ้านพบปะสังสรรค์ และพักผ่อนหย่อนใจ
             
6)  เป็นสถานที่บันเทิง ที่จัดงานเทศกาลและมหรสพต่าง ๆ สำหรับ ชาวบ้าน
             
7)  เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คือ พระสงฆ์เป็นที่ปรึกษา แก้ปัญหา ชีวิตครอบครัวและความทุกข์ต่าง ๆ
             
8)  เป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรม วัดเป็นที่รวมศิลปกรรมต่าง ๆ ของชาติ ซึ่งเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์
             
9)  เป็นคลังพัสดุ สำหรับเก็บของใช้ต่าง ๆ ที่ชาวบ้านได้ใช้ร่วมกัน เมื่อมีงานวัดหรือยืมไปใช้เมื่อตนมีงานบ้าน
             
10)  เป็นศูนย์กลางการบริหารหรือการปกครอง ที่กำนันหรือผู้ใหญ่- บ้าน  จะเรียกลูกบ้านมาประชุม เพื่อบอกแจ้งกิจกรรมต่าง ๆ
             
11)  เป็นที่ประกอบพิธีกรรมหรือให้บริการด้านพิธีกรรม อันเป็นเรื่อง ผูกพันกับชีวิตของทุกคนในระยะต่าง ๆ ของชีวิต

             วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ส่วนพระสงฆ์เป็นตัวแทน ของวัด ในการแสดงบทบาทต่าง ๆ เป็นผู้นำทางจิตใจของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความเคารพ เชื่อถือ และการร่วมมือกันให้เกิดความสามัคคีความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้พระสงฆ์ยังมีบทบาท สำคัญในการควบคุมทางสังคมในระดับประเทศ ด้วยเพราะ พระสงฆ์เป็นที่เคารพนับถือ ของบุคคล ทุกชั้นในสังคมตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป ปัจจัยที่เชิดชูฐานะ ของ พระสงฆ์ ใน สังคมคือ
            
    1)  ความบริสุทธิ์
            
    2)  ความเสียสละบำเพ็ญประโยชน์
            
    3)  ความเป็นผู้นำทางสติปัญญา

             ปัจจุบันนี้บทบาทของวัดและพระสงฆ์เริ่มสูญเสียไป เพราะความ เจริญแบบตะวันตกเข้ามาสู่สังคมไทยเมื่อประมาณ 70-8 ปีที่ผ่านมา   เริ่มจากสังคมเมืองไปสู่สังคมชนบท    อย่างไรก็ตามพระสงฆ์ยังคงมีบทบาทมากบ้างน้อยบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง ของสังคมแต่ละสังคมโดยเฉพาะในชนบทหรือท้องถิ่นที่ห่างไกลมาก ๆ พระสงฆ์ยังคง มี บทบาท หลายอย่างเหมือนเดิมและเป็นความจริงที่ว่าคนไทยเกือบทุกคนจะต้องกลับเข้าสู่วัด อีกครั้งหนึ่ง ในวาระสุดท้ายของชีวิต กล่าวคือ เมื่อทุกคนถึงแก่กรรมลง โดยทั่วไปต้องไปทำพิธี ฌาปนกิจศพ ที่วัด จึงสรุปได้ว่า ห้วงชีวิตของพุทธศาสนิกชนต้องเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาตลอดเวลาตั้งแต่สมัย อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนกว่าพุทธศาสนาจะสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทยอันเป็นที่อยู่ ของสังคม ไทย

ความเชื่อ
         
ความเชื่อที่พบอยู่ในสังคมไทยนับแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้แก่ เรื่อง ไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ ที่มีความใกล้ชิดซึ่งกันและกัน และใกล้ชิดกับชีวิตของ คนไทยทั้งที่อยู่ ในสังคมดั้งเดิมและที่อยู่ในสังคมเมืองหรือสังคมทันสมัย (modern society) 

 

 ไสยศาสตร์
         คำว่า ไสยศาสตร์นี้ได้มีท่านผู้รู้ให้ความหมายไว้ต่างๆ กันมากมาย แต่อย่างไร ก็ตาม ความหมายนั้นก็มีแนวโน้มมาในทำนองเดียวกัน เช่น

         ไสยศาสตร์ คือ การเชื่อถือโดยรู้สึกเกรงขามหรือกลัวในสิ่งที่เข้าใจว่า อยู่เหนือ ธรรมชาติหรือใน สิ่งลึกลับ อันไม่สามารถจะทราบด้วยเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ และสิ่งนั้นอาจจะให้ดีหรือร้ายแก่ผู้ที่เชื่อถือก็ได้ เมื่อมีความรู้สึกเช่นนั้นก็สำแดงความเชื่อหรือความรู้สึกนั้นออกมา เป็นรูปพิธีรีตอง ประกอบไปด้วยคาถาและเวทมนตร์เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้เชื่อถือในทางดี เช่น เพื่อให้เกิดความ เป็นสิริมงคล ป้องกันเหตุร้าย หรือมิให้อุบาทว์จัญไรเข้ามาเบียดเบียน หรือ ถ้าเข้ามาแล้วก็ขับไล่ ให้หนีไปเสีย

         ไสยศาสตร์เป็นคู่ผัวตัวเมียกับอารมณ์ ของมนุษย์ ที่ปราศจากเหตุผล คำว่า "อารมณ์" ในที่นี้หมายถึงความรู้สึดหรือความนึกคิด ที่ปล่อยให้ไปตามความรู้สึกล้วนๆ ตามธรรมชาติของสัตว์(ไม่อาศัยการใช้เหตุผลเลย ถ้ามีการใช้สติปัญญา หรือ เหตุผล ขึ้นเมื่อไรสิ่งที่เรียกว่า "ไสยศาสตร์" ก็มีไม่ได้)

         อาจกล่าวได้ว่า ไสยศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของเวทมนตร์คาถา เป็นเรื่องของ อำนาจลึกลับของผีสางเทวดา หรือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เครื่องรางของขลัง น้ำมนต์ เคล็ด คาถา และอาคม เป็นต้น

         การที่คนเราสนใจไสยศาสตร์นั้นมีเหตุ 2 ประการ คือ เพราะความกลัว เช่น กลัวผี กลัวต้นไม้ใหญ่ กลัวภัยพิบัติ กลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย และกลัวอุบัติเหตุต่าง ๆ และเพราะ ความ ต้องการ เช่น ต้องการโชคลาภ ต้องการชัยชนะในการแข่งขันความสุขและความปลอดภัย เป็นต้น

    การที่สมาชิกของสังคมสนใจในเรื่องไสยศาสตร์ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์แน่ ไม่แน่นอนและไม่มั่นคงของสังคม เช่น เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกว่าชะตาชีวิต หรือทรัพย์สิน ของตน อยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนหรือไม่มั่นคงยากยิ่งขึ้นเท่าใด บุคคลเหล่านั้นจะแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้ง ไสยศาสตร์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมากขึ้นเท่านั้น

 ประเภทของไสยศาสตร์

         1. วิญญาณ  ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า วิญญาณเป็นนามธรรม ที่มีลักษณะ คล้าย ๆ กับพลังงานทางวัตถุ หากแต่ว่าเป็นพลังงานด้านนามธรรม มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา อำนาจการบันดาลของวิญญาณทำให้เกิดโอปาติกะ (สัตว์ที่ผุดขึ้น) ซึ่งอาจเป็นเทวดา สัตว์นรก หรือเปรตก็ได้ การติดต่อกบโอปปาติกะตามความเชื่อทางไสยศาสตร์สามารถทำได้โดย เชิญเทวดา ในกระจกหรือแล้วถามปัญหา เช่น ผีถ้วยแก้ว หรือเชิญเทวดาเข้าสิงในสรีระของกุมารี เช่น การเข้าทรง หรือการเข้าสมาธิติดต่อ ซึ่งผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นผู้ที่ได้สมาธิขั้นสูงเท่านั้น

         2.  ผีสางเทวดา  คนไทยมีความเชื่อว่าเรื่องผีว่ามีมากมายหลายชนิด ทั้งที่ให้ คุณ และโทษ ผีให้คุณที่ได้รับการยกย่องบูชาและเซ่นไหว้ ได้แก่ ผีเรือน ผีบ้าน พระภูมิ เจ้าพ่อ หลักเมือง ปู่เจ้าสมิงพราย และปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ส่วนผีที่โทษก็มีอยู่ไม่น้อย แต่คนไทยก็มีวิธีเซ่นไหว้ ขอร้องมิให้ผีมาทำอันตราย บรรดาผีทั้งหลายที่คนไทยรู้จักมานานมี ดังนี้
             
1)  แม่โพสพ  เป็นผีที่คนไทยเชื่อว่าคุ้มครองการทำไร่นาให้ได้ผลดี
             
2)  นางกวัก     เป็นผีผู้หญิงที่คนไทยเชื่อว่าทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง
             
3)  แม่ย่านาง   เป็นผู้หญิงแก่ ทำหน้าที่รักษาเรือ
             
4)  นางคะเคียน หรือพรายตะเคียน เป็นผีผู้หญิงประจำต้นตะเคียน
             
5)  ผีกระสือ ชอบออกหากินตอนกลางคืน
             
6)  นางตานี  เป็นผีผู้หญิงอยู่ในต้นกล้วยตานี
             
7)  ผีปอบ เป็นผีที่เข้าสิงในร่างกายของคนแล้วแย่งอาหารกิน จนคน ผ่ายผอม

เครื่องรางของขลัง

             ของขลัง (fetish) หมายถึง สิ่งของเฉพาะอย่างซึ่งมีอำนาจสิงอยู่ ผู้ใดนำของขลังผูกเข้ากับเส้นเชือกแขวนคอเอาไว้จะเกิดความอบอุ่น มั่นใจในตนเอง และกล้าที่จะออก ไป เสี่ยงภัย แต่ถ้าของขลังชิ้นนั้นไม่ได้ผลก็จะทิ้งไปแล้วพยายามหาอันใหม่มาทดแทนได้

             คนไทยมีการนับถือเครื่องรางมาแต่โบราณ สังเกตได้จากหนังสือ วรรณคดีต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีการกล่าวถึงเครื่องรางของขลังเสมอ ด้วยคิดว่าเครื่องรางของขลังสามารถ จะ ป้องกัน ภยันตรายทั้งปวง และที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้เกิดกำลังใจว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยตนได้ เครื่องรางของขลังจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ศรัทธา

โชคลาง
             โชคลาง หมายถึง เครื่องหมายที่ปรากฏให้เห็น เพื่อบอกเหตุร้ายหรือ เหตุดี ซึ่งคนไทยมีความยึดมั่นมาเป็นเวลาช้านานจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติ และงดเว้นปฏิบัติอยู่โดยทั่วไป เช่น ความฝัน จิ้งจกทัก เห็นดาวตก

             ไสยศาสตร์ มีบทบาทสำคัญต่อความเป็นอยู่ของคนไทยโดยทั่วไป โดย เฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในชนบทที่ได้รับการศึกษาน้อยหรือไม่ได้รับการศึกษาเลย  จะยึด ไสยศาสตร์เป็นเครื่องป้องกันภยันตรายที่พวกเขากลัว ดังนั้น หากต้องการจะเปลี่ยนแปลงหรือ พัฒนาชาว ชนบทให้เจริญขึ้น นักพัฒนาชนบทจำเป็นต้องคำนึงถึงความเชื่อของพวกเขา และต้องมีความรู้ ด้าน ไสยศาสตร์บ้างพอสมควร มิฉะนั้นแล้วอาจเกิดผลร้ายขึ้นได้ 

โหราศาสตร์

         โหราศาสตร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลาซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ว่าเป็นศาสตร์เพราะเป็นหลักวิชาการที่ใครจะปฏิเสธหรือทอดทิ้งไปทั้งหมดไม่ได้ ส่วนที่เป็น ศิลป์นั้นเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำนายหรือพยากรณ์ ซึ่งต้องใช้เทคนิควิธีหรือศิลปะส่วนบุคคล เป็นประการสำคัญ

         โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่อาจนับเนื่องอยู่ในไสยศาสตร์ ค่อนข้างลึกลับ และ ยากแก่การพิสูจน์ทดลอง ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ยอมรับว่าโหราศาสตร์ นั้นเป็นศาสตร์ แขนง อื่น ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์"

         โหราศาสตร์เป็นสิ่งที่คู่มากับ"หมอดู"ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้ว กษัตริย์ไทยโบราณทรงมีตำแหน่งหมอดูไว้ในราชสำนักเรียกว่า "โหราธิบดี" มีหน้าที่ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับ ฤกษ์ยามเพื่อดำเนินราชการทั่วไป เช่น การพิชัยสงคราม ยกทัพจับศึก ชาวบ้านเรียกตำแหน่งนี้ว่า "โหรหลวง" ในอินเดียโหราศาสตร์นี้ได้แพร่หลายอยู่ในหมู่วรรณะพราหมณ์ ซึ่งถือกันว่าเป็นสื่อของ เทพเจ้าบนสวรรค์ กษัตริย์จึงทรงตั้งพราหมณ์เป็นที่ปรึกษาราชการเรียกว่า "ปุโรหิต" ปัจจุบัน โหราศาสตร์มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ คือ

         1. การทำนายลักษณะและบุคคลในอนาคต โดยดูจากวันเดือนปีเกิด ลักษณะ รูปร่าง หรือจากลายมือ เช่น มีการนำดวงชะตามาพิจารณาว่าเกิดปีใดจะเป็นธาตุอะไร เช่น ปีชวดกับปีกุน เป็นธาตุน้ำ ปีฉลูกับปีจอ เป็นธาตุดิน ปีมะเส็งกับปีมะเมีย เป็นธาตุไฟ แล้วเทียบว่าธาตุใดเป็นมิตรหรือศัตรูกัน เช่น ธาตุดินเหมาะกับทุกธาตุ ธาตุน้ำกับธาตุไฟไม่ เหมาะ กัน  เพราะไฟเผาน้ำและธาตุเหล็กกับไฟไม่ดี เพราะไฟเผาเหล็ก เป็นต้น การเปรียบเทียบธาตุ คู่มิตร และศัตรูนี้มีเพื่อประโยชน์ในการทำนายหาเนื้อคู่ของบ่าวสาว และเพื่อหาความสุขในการครองเรือน

         2. การดูฤกษ์ยาม ปัจจุบันนี้โหราศาสตร์เข้ามามีอิทธิพล อย่างใหญ่หลวง ในการหาฤกษ์ยามของการปลูกบ้าน และการเดินทาง แต่ที่มีอิทธิพลมาที่สุดน่าจะได้แก่การ แต่งงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดเดือน คนไทยบางส่วนที่ยึดมั่นในประเพณีความเชื่อดั้งเดิมอยู่ เช่น ดูฤกษ์หรือกำหนดของการนุ่งผ้าใหม่ ตัดผ้าใหม่ ห้ามตัดผมวันพุธ ห้ามโกนผมวันพฤหัสบดี รวมทั้ง ยังดูไปถึงการเผาผีด้วย เช่น วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ห้ามเผาผี เป็นต้น

         3. การทำนายฝัน การฝันและการทำนายฝันยังคงปฏิบัติกันอยู่ เช่น ฝันว่า ทอดแหตกปลาและได้ปลาแปลว่าจะเสียของรัก ฝันว่าได้สวมแหวนแปลว่าจะได้เนื้อคู่ที่ถูกใจ ถ้าแต่งงานแล้วจะได้บุตรสุดที่รัก และฝันว่าถูกตัดมือตัดเท้าใส่ขื่อคา แปลว่าจะได้เลื่อนยศ เป็นต้น ทั้งนี้มีความเชื่อกันว่าตอนใกล้รุ่งจะแม่นกว่าเวลาอื่น ๆ

         4. การตั้งชื่อ ชื่อนั้นจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันหรือ ทำให้เจ้าของชื่อมีอนาคตเช่นไร มีนิสัยอย่างไร ปัจจุบันอิทธิพลของการตั้งชื่อลดน้อยลงไปบ้าง เพราะดูเหมือนว่า คนไทยมุ่งไปที่ความสละสลวยของคำมากกว่าที่จะนึกถึงความหมายของคำ

         5. การผูกดวงและทำนายดวงชะตา ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องเฉพาะ ๆ ไป เช่น เรื่องแต่งงาน เรื่องเคราะห์ เรื่องโชคชะตาต่าง ๆ เป็นต้น

         6. การปลูกต้นไม้ไว้ในบ้าน ปัจจุบันยังมีผู้ยึดถือและทำนายกันว่าต้นไม่ใด มีชื่อไม่เป็นมงคลห้ามปลูกไว้ในบ้าน เช่น ต้นโศก ระกำ ลั่นทม และต้นไม้ใดที่ควรปลูก เช่น มะยม เป็นต้น

         7. การทำนายปลีกย่อย เช่น ทำนายว่าลูกในท้องจะเป็นชายหรือหญิง ดูคนไข้ว่าจะตายหรือยู่ ดูลักษณะสัตว์เลี้ยง ดูโชคลาภประจำปี ดูของหาย ทำนายการเขม่นบริเวณ ต่าง ๆ เช่น เขม่นตาขวาแปลว่าจะได้ลาภ และการสร้างศาลพระภูมิ เป็นต้น

         8. การดูลักษณะคนและทำนายบุคลิกลักษณะเป็นอย่างไรและต่อไปจะเป็นเช่นไร โดยพิจารณาจากที่เกิดของไฝและปาน ลายมือ ลายเท้า นิ้วมือ หรือสรุปได้ว่าเป็นการ ทำนายจากลักษณะทุกส่วนของร่างกาย

         9. ความสวยงามและการแต่งตัว เชื่อกันว่าสีของเสื้อผ้าจะมีความหมาย     ในตัวของมันเอง และมีผลกระทบต่อผู้ใส่ด้วย เช่น สีม่วงเป็นสีแห่งความโศกเศร้า เป็นสีแห่งความ ผิดหวังในรัก และบ่งถึงความเป็นหม้าย สีเขียวบ่งถึงความร่มเย็นและประสบความสำเร็จในชีวิต หากผู้ใดชอบสวมใส่เสื้อเขียวจะมีการพยากรณ์ว่าเป็นบุคคลที่ไม่ยอมแก่ เป็นคนตรงชอบความจริง ตรงไปตรงมา     แต่ค่อนข้างขาดความอบอุ่นทางจิตใจ และไม่มีความแน่ใจในตนเอง 

หน้าถัดไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com