Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ

กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ

เช่นนี้ อะไรเล่าจะเป็นกฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ – กฎที่ทำให้อารยธรรมเจริญก้าวหน้าไป?

กฎนี้จะต้องอธิบายอย่างแจ่มชัดและเจาะจงแน่นอน มิใช่กล่าวคลุม ๆ ทั่วไปอย่างเลื่อนลอยหรือการเปรียบเทียบอย่างผิวเผินกับสิ่งอื่น ว่าทำไมถึงแม้จะสันนิษฐานกันว่ามนุษย์จะเริ่มต้นมาด้วยความสามารถเหมือนกันและตั้งแต่เวลาเดียวกัน ขณะนี้จึงมีความแตกต่างกันอย่างมากมายในด้านพัฒนาการของสังคม มันจะต้องให้เหตุผลสำหรับอารยธรรมที่ชะงักงันและสำหรับอารยธรรมที่เสื่อมโทรมและสลายตัวไป จะต้องให้เหตุผลสำหรับข้อเท็จจริงทั่วไปเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของอารยธรรมและสำหรับพลังที่หยุดยั้งหรือทำความเสื่อมโทรมให้ ซึ่งความก้าวหน้าของอารยธรรมได้ก่อให้เกิดขึ้นเสมอมา กฎนี้จะต้องให้เหตุผลสำหรับการเสื่อมถอยหลังตลอดจนการก้าวหน้า สำหรับความแตกต่างกันในลักษณะทั่วไประหว่างอารยธรรมของเอเชียกับอารยธรรมของยุโรป ให้เหตุผลสำหรับความแตกต่างกันระหว่างอารยธรรมโบราณกับอารยธรรมสมัยใหม่ สำหรับอัตราการก้าวหน้าที่แตกต่างกัน และสำหรับการระเบิด การเริ่มต้นและการหยุดของความก้าวหน้า ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ ย่อย ๆ และดังนั้นมันจะต้องแสดงให้เราเห็นว่าเงื่อนไขที่สำคัญของความก้าวหน้าคืออะไร และการปรุงปรับทางสังคมเช่นไรที่ทำให้การก้าวหน้าเป็นไปด้วยดี อะไรที่ถ่วงรั้งความก้าวหน้า

ไม่เป็นการยากที่จะค้นให้พบกฎเช่นนี้ ขอให้เราเพียงแต่มองเท่านั้นแล้วเราก็จะแลเห็น ข้าพเจ้าจะไม่แสร้งทำเป็นว่ามันมีความละเอียดแม่นตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ จะเพียงแต่ชี้ออกมาให้เห็นเท่านั้น

แรงกระตุ้นที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าคือความปรารถนา อันมีฝังประจำอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ – นั่นคือ ความปรารถนาที่จะบำบัดความต้องการเยี่ยงสัตว์ ความต้องการในด้านพุทธิปัญญา และความต้องการในด้านความเห็นอกเห็นใจ ความปรารถนาที่จะได้เป็น ได้รู้ และได้กระทำ – นี่คือความปรารถนาซึ่งถ้าไม่ถึงอนันตภาพแล้วก็ไม่รู้จักอิ่ม เพราะว่ามันจะทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้รับสมความปรารถนา

จิตใจเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้าไปและซึ่งทำให้จับยึดความก้าวหน้าแต่ละครั้งไว้ได้และนำมาเป็นชัยภูมิสำหรับการก้าวหน้าใหม่ ๆ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะเพิ่มขนาดร่างกายให้ตนเองมิได้ด้วยการแสวงหาความรู้ความคิด แต่มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ขยายความรู้เกี่ยวกับเอกภพและขยายอำนาจของเขาเหนือเอกภพ ซึ่งเท่าที่เราสามารถจะเห็นได้นั้นก็มีถึงขนาดไม่รู้จักสิ้นสุด ชีวิตที่สั้นของมนุษย์ทำให้แต่ละคนก้าวไปได้เพียงระยะสั้น ๆ แต่ถึงแม้คนแต่ละชั่วอายุจะทำได้เพียงเล็กน้อย คนหลาย ๆ รุ่นต่อกันไปที่รับความก้าวหน้าของบรรพบุรุษเข้าไว้ก็อาจจะค่อย ๆ ยกฐานะของมนุษยชาติขึ้น ดังเช่นปะการังที่ค่อย ๆ ยกตัวเองขึ้นมาจากก้นทะเลโดยการสร้างตัวเองขึ้นเหนือผลงานของปะการังรุ่นก่อน ๆ

เพราะฉะนั้นพลังจิตใจจึงเป็นเครื่องยนต์แห่งความก้าวหน้า และมนุษย์มีแนวโน้มที่จะก้าวหน้าไปตามส่วนกับพลังจิตที่ใช้ไปในการก้าวหน้า – นั่นคือพลังจิตซึ่งอุทิศไปในการขยายความรู้ การปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น และการทำให้สภาพสังคมดีขึ้น แต่พลังจิตหรือพลังสมองย่อมมีปริมาณตายตัวอันหนึ่ง – นั่นคือ มีขอบเขตจำกัดอันหนึ่งสำหรับงานที่มนุษย์จะสามารถกระทำได้ด้วยความคิดของเขา เช่นเดียวกับที่มีขอบเขตจำกัดสำหรับงานที่เขาจะสามารถทำได้ด้วยร่างกายของเขา เพราะฉะนั้นพลังจิตที่จะสามารถอุทิศไปในการสร้างความก้าวหน้าได้จึงเป็นเพียงส่วนที่เหลือจากที่ต้องการสำหรับความมุ่งหมายที่ไม่เกี่ยวกับความก้าวหน้า

ความมุ่งหมายที่ไม่เกี่ยวกับความก้าวหน้าเหล่านี้ ซึ่งพลังสมองต้องถูกใช้หมดเปลืองไปอาจจะแบ่งออกได้เป็นการธำรงรักษา (maintenance) และการขัดแย้ง (conflict) สำหรับคำว่าการธำรงรักษานั้น ข้าพเจ้ามิได้หมายเฉพาะการค้ำจุนให้ดำรงชีพอยู่ได้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงการพยุงสภาพสังคมและความก้าวหน้าที่ได้รับมาแล้วให้คงอยู่ด้วย สำหรับคำว่าการขัดแย้งนั้น ข้าพเจ้ามิได้หมายเฉพาะการสงครามและการเตรียมเพื่อสงครามเท่านั้น แต่รวมถึงบรรดาการใช้พลังจิตหมดเปลืองไปในการหาทางบำบัดความปรารถนาโดยเสียประโยชน์ของผู้อื่น และในการต่อต้านการรุกรานเช่นนั้นด้วย

ถ้าจะเปรียบสังคมเสมือนเรือ ความก้าวหน้าของเรือผ่านไปในน้ำจะไม่ขึ้นอยู่กับการใช้แรงงานของลูกเรือ หากขึ้นอยู่กับแรงงานที่อุทิศไปในการขับเคลื่อน มันจะลดลงไปถ้าต้องมีการใช้แรงงานไปในการวิดน้ำหรือต้องใช้แรงงานไปในการต่อสู้ระหว่างลูกเรือด้วยกันเองหรือในการดึงเรือกันไปคนละทิศ

โดยที่ในสภาพที่คนเราแยกกันอยู่ พลังทั้งหมดของมนุษย์จะต้องใช้ไปในการดำรงชีวิตให้อยู่ต่อไป และจะมีพลังสมองเหลือสำหรับความมุ่งหมายที่สูงกว่าก็เฉพาะต่อเมื่อมนุษย์มีการร่วมสังคมกันในประชาคมซึ่งทำให้มีการแบ่งงาน และมีสภาพอันถูกหลักเศรษฐกิจทั้งปวงอันเกิดจากความร่วมมือกันของมนุษย์จำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้น การร่วมสังคม (association) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการแรกสำหรับความก้าวหน้า การปรับปรุงดีขึ้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์เข้ามาร่วมสังคมกันอย่างสงบสุข และยิ่งมีการร่วมสังคมกันกว้างขวางและใกล้ชิดขึ้นเพียงไร การปรับปรุงดีขึ้นก็มีทางที่จะเกิดได้มากขึ้นเพียงนั้น และโดยที่การใช้พลังสมองสิ้นเปลืองไปเปล่าในการขัดแย้งกันย่อมจะมากขึ้นหรือน้อยลงแล้วแต่ว่ากฎแห่งศีลธรรมซึ่งให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ทุกคนจะถูกละเลยเสียหรือยอมรับกัน ดังนั้นความเสมอภาคหรือความยุติธรรม (equality or justice) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญประการที่สองสำหรับความก้าวหน้า

ดังนั้นกฎว่าด้วยความก้าวหน้าก็คือการร่วมสังคมกันอย่างเสมอภาค (association in equality) การร่วมสังคมกันจะปลดปล่อยพลังสมองสำหรับการใช้ไปในการปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้าขึ้น และความเสมอภาค หรือความยุติธรรม หรือเสรีภาพ – ทั้งนี้เพราะศัพท์เหล่านี้หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการรับรองกฎแห่งศีลธรรม – จะป้องกันมิให้พลังนี้ถูกใช้หมดเปลืองไปในการต่อสู้อันไม่เกิดผล

นี่คือกฎแห่งความก้าวหน้าซึ่งจะอธิบายเหตุผลที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน ความก้าวหน้า การหยุดชะงัก และการเสื่อมถอยหลังทั้งสิ้น มนุษย์มีแนวโน้มที่จะก้าวหน้าไปเมื่อเขาเข้ามาใกล้ชิดกัน และด้วยความร่วมมือกัน ก็จะทำให้พลังจิตสำหรับจะอุทิศไปในการปรับปรุงเจริญขึ้นมีมากขึ้น แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกันหรือการร่วมสังคมกระทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในด้านสภาพและอำนาจ แนวโน้มไปสู่ความก้าวหน้านี้ก็จะลดน้อยลง หยุดชะงัก และในที่สุดก็ถอยกลับ

ถ้าความสามารถอันฝังอยู่ภายในมีเหมือน ๆ กัน จะปรากฏชัดว่าพัฒนาการของ สังคมจะดำเนินไปเร็วหรือช้า จะหยุดหรือถอยกลับ ก็ย่อมแล้วแต่ความต้านทานที่จะต้องเผชิญด้วย โดยทั่วๆ ไป อุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประการตามความสัมพันธ์กับสังคมเอง คืออุปสรรคภายนอก และอุปสรรคภายใน – อุปสรรคภายนอกจะแสดงผลอย่างมากในระยะต้น ๆ ของอารยธรรม อุปสรรคภายในจะปรากฏความสำคัญยิ่งขึ้นในระยะหลัง ๆ

มนุษย์มีธรรมชาติต้องการสังคม ไม่จำเป็นจะต้องจับเขาเอามาขังและทำให้เชื่องเพื่อที่จะชักนำให้เขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ความช่วยตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาเกิดเข้ามาสู่โลกและระยะเวลาอันยาวนานกว่าความสามารถของเขาจะขึ้นสูงเต็มที่ได้ ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเท่าที่เราสังเกตเห็น ความสัมพันธ์นี้ในชนชาติที่หยาบ ๆ มีกว้างขวางกว่าและเข้มแข็งกว่าในชนชาติที่เจริญ สังคมขั้นแรกคือครอบครัว แล้วขยายออกไปเป็นเผ่าชนซึ่งยังคงมีความสัมพันธ์ในสายโลหิตร่วมกัน และแม้แต่เมื่อได้กลายเป็นชาติใหญ่ ๆ แล้วก็ยังถือว่ามีสายโลหิตร่วมกันอยู่อีก

ถ้าเอามนุษย์เช่นนี้ไปไว้บนโลกที่มีพื้นผิวและลมฟ้าอากาศต่าง ๆ กันเช่นโลกเรานี้ จะปรากฏชัดว่า ถึงแม้จะมีความสามารถเท่ากัน เริ่มต้นอย่างเท่าเทียมกันก็ตาม แต่พัฒนาการทางสังคมจะต้องแตกต่างกันไปมาก สิ่งจำกัดอันแรกหรือความต้านทานต่อการร่วมสังคมจะมาจากลักษณะของธรรมชาติทางกายภาพ และในเมื่อลักษณะเหล่านี้แตกต่างกันไปมากตามตำบลที่ ความแตกต่างมากเช่นเดียวกันในความก้าวหน้าทางสังคมก็จะต้องแสดงตัวเองออกด้วย ความเร็วสุทธิในการเพิ่มและความใกล้ชิดที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันเมื่อพลเมืองเพิ่มขึ้นในสภาพความรู้หยาบ ๆ ซึ่งการหาเลี้ยงชีพต้องอาศัยพึ่งพาจากการประทานให้โดยสมัครใจของธรรมชาติเป็นสำคัญนั้น ย่อมจะขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ ดิน และโครงรูปทางกายภาพอย่างมาก ในที่ซึ่งต้องการอาหารและเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นมาก ในที่ซึ่งพื้นโลกกันดารและไม่โอบเอื้อ ในที่ซึ่งชีวิตอันอุดมมากมายแห่งป่าโซนร้อนท้าทายความพยายามอันอ่อนแอของคนป่าที่จะควบคุม ในที่ซึ่งเทือกเขา ทะเลทราย หรือ ทะเลเป็นเครื่องแบ่งแยกและกั้นมนุษย์ให้อยู่โดดเดี่ยว เหล่านี้ การร่วมสังคม และพลังแห่งความเจริญก้าวหน้า อันเกิดจากการร่วมสังคม ย่อมจะก้าวไปได้เพียง เล็กน้อยในชั้นแรก แต่ ณ ท้องทุ่งอันอุดมแห่งเขตอบอุ่นซึ่งมนุษย์สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยสิ้นเปลืองแรงงานน้อยกว่าและโดยใช้พื้นที่น้อยกว่ามาก มนุษย์ย่อมจะเข้ารวมกันได้ใกล้ชิดขึ้น และพลังจิตซึ่งสามารถจะอุทิศให้แก่ความเจริญในขั้นแรกก็มีปริมาณสูงกว่ามาก ดังนั้น อารยธรรมจึงย่อมเกิดขึ้นในที่ลุ่มใหญ่ ๆ และที่ราบก่อนเป็นธรรมดา ซึ่งเราจะได้พบอนุสรณ์ ดึกดำบรรพ์ที่สุดของอารยธรรม

แต่ความหลากหลายในสภาพของธรรมชาติเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความหลากหลายในพัฒนาการทางสังคมดังกล่าวโดยตรงเท่านั้น หากด้วยการทำให้เกิดความหลาก หลายในพัฒนาการของสังคมนั่นเอง ยังทำให้เกิดอุปสรรค หรือที่ถูกคือพลังต่อต้านอันแข็งขัน ต่อการทำให้เจริญขึ้นภายในตัวมนุษย์เอง เมื่อครอบครัวและเผ่าชนแบ่งแยกออกไปจากกัน ความรู้สึกทางสังคมระหว่างพวกเขาก็ไม่แสดงอิทธิพลต่อไป และจะเกิดความแตกต่างกันขึ้นในด้านภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา – กล่าวสั้น ๆ คือแตกต่างกันในสายใยแห่งสังคมทั้งข่ายซึ่งประชาคมแต่ละประชาคม ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงไร ทอสานขึ้นมาอยู่เป็นเนืองนิจ เมื่อเกิดความแตกต่างกันเช่นนี้ ความเดียดฉันท์ก็เกิดขึ้นตามมา เกิดความเป็นปรปักษ์กันขึ้น การติดต่อก่อให้เกิดการพิพาทกันได้ง่าย การรุกรานทำให้เกิดการรุกรานมากขึ้น และการกดขี่รังแกทำให้เกิดการแก้แค้น* และดังนั้น ระหว่างสังคมอันแยกออกจากกันเหล่านี้ ความรู้สึกเช่นของ Ishmael และน้ำใจเช่นของ Cain ก็เกิดขึ้น สงครามกลายเป็นความสัมพันธ์อันเรื้อรัง และดูเป็นการสงครามคือการปฏิเสธการร่วมสังคม ดังนั้นการแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นเผ่าชนต่าง ๆ ด้วยการทำให้เกิดสงครามมากขึ้นจึงเป็นเครื่องถ่วงความเจริญก้าวหน้า ในขณะเดียว กันในดินแดนที่ประชากรสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้มากโดยไม่มีการแบ่งแยกกันนัก อารยธรรมก็จะได้รับประโยชน์เนื่องจากปราศจากสงครามระหว่างเผ่าชน ถึงแม้เมื่อประชาคมนั้นเป็นส่วน รวมจะต้องทำสงครามนอกเขตแดนออกไปก็ตาม ดังนั้นในที่ซึ่งความต้านทานของธรรมชาติต่อ การร่วมสังคมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมนุษย์มีน้อยที่สุด เราก็จะรู้สึกได้น้อยที่สุดในพลังต่อต้านเนื่องจากการสงครามในชั้นแรก และในที่ราบอันอุดมซึ่งอารยธรรมได้เริ่มขึ้นก่อนที่อื่น อารย-ธรรมก็อาจจะเจริญขึ้นได้สูงยิ่งในขณะที่เผ่าชนอื่น ๆ ที่กระจายกันอยู่ยังป่าเถื่อนอยู่ ดังนั้นเมื่อประชาคมเล็ก ๆ ที่แยกกันอยู่อยู่ในภาวะสงครามเรื้อรัง ซึ่งเป็นเครื่องกีดกั้นความเจริญก้าวหน้า ขั้นแรกที่ประชาคมเหล่านี้จะก้าวไปสู่อารยธรรมได้ก็คือการมาของเผ่าชนหรือชาติผู้พิชิตบางรายซึ่งจะรวมประชาคมเล็ก ๆ เหล่านี้เข้าเป็นประชาคมใหญ่อันจะช่วยดำรงสันติภาพภายในไว้ เมื่อพลังแห่งการร่วมสังคมอย่างสันตินี้สลายตัวลง จะเป็นโดยถูกโจมตีจากภายนอกหรือการแตก แยกภายในก็ตาม ความเจริญก้าวหน้าก็จะหยุดชะงัก และการเสื่อมถอยหลังจะเริ่มเกิดขึ้น

แต่มิใช่มีเพียงการพิชิตอย่างเดียวที่มีผลทำให้เกิดการร่วมสังคมกัน ซึ่งพร้อมกันนั้นก็ส่งเสริมอารยธรรมให้สูงขึ้นด้วยโดยการปลดปล่อยพลังสมองให้พ้นจากความจำเป็นในด้านการสงคราม ถึงแม้ความแตกต่างกันในด้านลมฟ้าอากาศ ดิน และรูปลักษณ์ของผิวพิภพจะมีอิทธิพลทำให้มนุษยชาติแบ่งแยกออกจากกันในชั้นแรก แต่มันก็มีอิทธิพลส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้นด้วย และการพาณิชย์ซึ่งในตัวเองเป็นรูปหนึ่งของการร่วมสังคมหรือการร่วมมือกัน ก็มีอิทธิพลส่งเสริมอารยธรรม ซึ่งมิใช่จะเพียงโดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นโดยการสร้างสมความเอาใจใส่ในผลประโยชน์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการสงคราม และโดยการขจัดความโง่เขลาอันเป็นแหล่งกำเนิดของความเดียดฉันท์และความเป็นปรปักษ์ต่อกันด้วย

เช่นเดียวกันในด้านศาสนา ถึงแม้รูปแบบต่าง ๆ กันของศาสนาและความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันที่เกิดขึ้นจะแยกมนุษย์ออกจากกันและทำให้เกิดสงครามอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม แต่ในบางเวลาศาสนาก็เป็นเครื่องมือส่งเสริมการร่วมสังคม การเคารพบูชาร่วมกันมักจะทำให้สงครามบรรเทาเบาบางลงและนับเป็นมูลฐานแห่งความสามัคคีดังเช่นในระหว่างชนชาติกรีก ในขณะเดียวกันชัยชนะของศาสนาคริสเตียนต่อพวกป่าเถื่อนในยุโรปก็ทำให้เกิดอารยธรรมสมัยใหม่ขึ้น ถ้าหากไม่มีศาสนาคริสต์อยู่เมื่อจักรวรรดิโรมันสลายตัว ยุโรปก็จะขาดเครื่องผูกพันสำหรับการร่วมสังคมกันทั้งปวง และอาจตกต่ำลงสู่สภาพที่ไม่ดีไปกว่าอินเดียนแดงแห่งอเมริกาเหนือเท่าไรนักหรือได้รับแต่เพียงอารยธรรมอันมีลักษณะแบบเอเชียจากอำนาจดาบของกลุ่มผู้รุกรานซึ่งศาสนาหนึ่งได้หล่อหลอมให้กลายเป็นอำนาจอันทรงพลัง ศาสนานี้ซึ่งเกิดขึ้นในทะเลทรายแห่งอเรเบียได้ทำให้เผ่าชนต่าง ๆ ซึ่งแยกออกจากกันมานานแสนนานแล้วกลับเข้าร่วมกันใหม่ และจากนั้นก็ได้ทำให้ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของมนุษยชาติเข้ามาร่วมในสังคมแห่งศรัทธาในศาสนาร่วมกัน

ด้วยการพิจารณาสิ่งที่เรารู้จากประวัติศาสตร์โลก เราก็ได้เห็นว่าอารยธรรมทุกหนทุกแห่งเกิดขึ้นในที่ซึ่งมนุษย์เข้ามาร่วมสังคมกัน และทุกหนทุกแห่งอารยธรรมนี้จะสูญหาย ไปเมื่อการร่วมสังคมกันสุดสิ้นลง โดยทำนองนี้อารยธรรมโรมันซึ่งแผ่ออกไปทั่วยุโรปด้วยการพิชิตซึ่งทำให้เกิดความสงบสุขภายในก็ถูกทำลายลงโดยการบุกรุกของเหล่าประเทศทางเหนือซึ่ง ได้ทำให้สังคมแตกแยกออกอีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และความก้าวหน้าซึ่งดำเนินมาในอารย-ธรรมสมัยใหม่ของเราขณะนี้ก็เริ่มขึ้นเมื่อระบบฟิวแดลเริ่มจะทำให้มนุษย์เข้าร่วมสังคมกันเป็นประชาคมใหญ่ ๆ อีกครั้งหนึ่ง และพลังสูงสุดทางจิตใจแห่งโรมเริ่มนำประชาคมเหล่านี้เข้ามาสู่ความสัมพันธ์ร่วมกัน ดังที่กองทหารโรมันเคยกระทำมาก่อน เมื่อความผูกพันเนื่องจากระบบฟิวแดลขยายออกไปเป็นประเทศต่าง ๆ ที่ปกครองตนเอง และศาสนาคริสต์ทำให้มีกิริยามารยาทดีขึ้น ก่อให้เกิดความรู้วิทยาการซึ่งในยุคมืดได้หลบซ่อนตัวอยู่ ผูกพันสายใยแห่งการร่วมกันอย่างสันติเข้าไว้ในองค์การศาสนาที่แผ่ออกทั่วไป และสอนให้มีการร่วมสังคมในทางศาสนา ความก้าวหน้าก็ดำเนินไปได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อมนุษย์เราถูกนำมาร่วมสังคมกันและร่วมมือกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น ก็ได้ดำเนินไปด้วยพลังที่สูงขึ้น ๆ

แต่เราจะไม่มีวันเข้าใจถึงแนวทางแห่งอารยธรรมและปรากฏการณ์ต่าง ๆ กันซึ่งประวัติศาสตร์ของมันได้แสดงให้เห็น ถ้ามิได้พิจารณาสิ่งที่ข้าพเจ้าอาจเรียกได้ว่าความต้านทานภายในหรือแรงต่อต้าน ซึ่งเกิดขึ้นในใจกลางของสังคมที่กำลังก้าวหน้าและเป็นเครื่องอธิบายได้โดยลำพังว่าทำไมอายธรรมซึ่งเคยเริ่มต้นด้วยดีจึงหยุดชะงักลงได้ในตนเองหรือถูกทำลายลงด้วยคนป่าเถื่อน

พลังสมองอันเป็นเครื่องยนต์แห่งความก้าวหน้าของสังคม ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระโดยการร่วมสังคมกัน ซึ่งบางทีอาจจะเป็นสิ่งที่จะเรียกได้อย่างเหมาะสมกว่าว่าบูรณา-การ (integration) สังคมในกระบวนการเช่นนี้จะมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น บุคคลจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น อาชีพและหน้าที่ต่าง ๆ จะแบ่งซอยออกเป็นแขนง ๆ โดยเฉพาะ ประชากรจะกลับอยู่ประจำเป็นที่เป็นทางแทนที่จะตระเวนไป แทนที่มนุษย์แต่ละคนจะพยายามหาสิ่งบำบัดความต้องการของตนเองทั้งหมด จะกลับมีการแบ่งแยกอาชีพและอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ – คนหนึ่งจะขวนขวายหาความชำนาญแต่เพียงในสิ่งหนึ่ง และอีกคนหนึ่งก็หาความชำนาญในอีกสิ่งหนึ่ง เช่นเดียวกันสำหรับความรู้ มวลแห่งความรู้ทั้งหลายจะมีแนวโน้มอยู่เป็นนิจที่จะกว้างขวางออกไปเกินกว่าที่มนุษย์คนเดียวจะรู้ได้หมด และได้ถูกแบ่งแยกออกไปเป็นสาขาต่าง ๆ ซึ่งแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปก็ขวนขวายหาและติดตามหา เช่นเดียวกันการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ก็มีแนวโน้มที่จะผ่านเข้าไปอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอุทิศ ตนเองโดยเฉพาะสำหรับการนั้น และการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย การบริหารความยุติ-ธรรม การแบ่งมอบหน้าที่สาธารณะและการแจกจ่ายรางวัล การดำเนินการสงคราม ฯลฯ ก็กลาย เป็นหน้าที่โดยเฉพาะของรัฐบาล กล่าวสั้น ๆ ถ้าจะใช้ภาษาที่ Herbert Spencer นิยามศัพท์วิวัฒ-นาการ ก็จะได้ดังนี้ พัฒนาการแห่งสังคมคือการผ่านจากความเป็นแบบเดียวกัน (homogeneity) อันไม่เจาะจงไม่สอดคล้องกันเข้าสู่ความต่างแบบกัน (heterogeneity) อันเจาะจงสอดคล้องกัน ทั้งนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลอันเป็นองค์ประกอบ ยิ่งพัฒนาการแห่งสังคมอยู่ในขั้นที่ต่ำเพียงไร สังคมก็มีสภาพคล้ายคลึงกับอินทรีย์ของสัตว์ชั้นต่ำที่สุดเพียงนั้น ซึ่งปราศจากอวัยวะหรือแขนขาและสามารถจะตัดเอาส่วนหนึ่งออกได้โดยไม่ตายไป ยิ่งพัฒนาการแห่งสังคมอยู่ในขั้นสูงเพียงไร สังคมก็ยิ่งมีสภาพคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเพียงนั้น ซึ่งแบ่งแยกหน้าที่และความสามารถออก ไปโดยเฉพาะ และสมาชิกแต่ละคนก็ต้องพึ่งพาสมาชิกอื่น ๆ อย่างยิ่ง

กระบวนการแห่งบูรณาการ การแบ่งหน้าที่และความสามารถออกเป็นเฉพาะอย่าง ดังที่ดำเนินไปในสังคมขณะนี้ ยังมีช่องทางแห่งความไม่เท่าเทียมกันติดตามมาเป็นนิจ ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งที่อาจจะเป็นกฎแห่งธรรมชาติของมนุษย์ที่ลึกซึ้งที่สุดกฎหนึ่งก็ได้ ข้าพเจ้ามิได้หมายความว่าความไม่เท่าเทียมกันเป็นผลลัพธ์อันจำเป็นแห่งความเจริญเติบโตของสังคม แต่หมายความว่านั่นเป็นแนวโน้มอยู่เป็นนิจของความเจริญเติบโตแห่งสังคมถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปรุงปรับทางสังคมซึ่งจะก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันขึ้นในสภาพใหม่ที่เป็นผลจากความเจริญเติบโต หรืออาจจะกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าหมายความว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ คือกฎหมาย ขนบธรรมเนียม และสถาบันทางการเมือง ซึ่งแต่ละสังคมทอถักขึ้นสำหรับตนเองนั้น มีแนวโน้มอยู่เป็นนิจที่จะกลับคับเกินไปเมื่อสังคมพัฒนาขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าหมายความว่า ในขณะที่มนุษย์เราเจริญก้าวหน้าออกไป เขาก็ต้องคลำหาทางไปตามเส้นทางอันวกวน ซึ่งถ้าเขามุ่งตรงไปเขาจะต้องหลงทางอย่างแน่นอน และเหตุผลและความยุติธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เขาเดินตามเส้นทางสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้

เพราะว่า ในขณะเดียวกับที่บูรณาการซึ่งติดตามมากับความเจริญก้าวหน้ามีแนว โน้มอยู่ภายในตัวเองที่จะปลดปล่อยพลังสมองให้ดำเนินการทำความเจริญนั้น ก็มีแนวโน้มต่อต้านเกิดขึ้น ทั้งตามส่วนกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นและตามส่วนกับการเพิ่มความสลับซับซ้อนของสังคม จากการเกิดสภาพความไม่เท่าเทียมกัน อันทำให้พลังสมองสิ้นเปลืองไปเปล่า และเมื่อเพิ่มความรุนแรงขึ้น ก็จะทำให้ความเจริญก้าวหน้าหยุดชะงัก

การจะสืบหากฎที่มีผลทำให้เกิดพลัง ซึ่งจะหยุดยั้งความก้าวหน้าพร้อมกับที่เกิดความก้าวหน้าไปนั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้วดูเหมือนว่าจะเท่ากับเป็นการหาคำตอบต่อปัญหาที่ลึก ซึ้งเกินกว่าปัญหาการเกิดเอกภพเสียอีก – นั่นคือปัญหากำเนิดของสิ่งชั่วร้าย ข้าพเจ้าขอพอใจอยู่แค่ชี้ให้เห็นลักษณะการเกิดของแนวโน้มที่ทำให้พัฒนาการหยุดชะงักในขณะที่สังคมพัฒนาไป

ธรรมชาติของมนุษย์มีลักษณะอยู่ 2 ประการซึ่งถึงอย่างไรก็ยังเป็นการดีที่จะขอให้ระลึกถึงเสียก่อน ประการหนึ่ง ก็คือ พลังแห่งนิสัยความเคยชิน – นั่นคือแนวโน้มที่จะยังคงกระทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปตามวิธีเดิม อีกประการหนึ่ง คือความเป็นไปได้แห่งความเสื่อมทรามทางสมองและทางศีลธรรม ผลของลักษณะประการแรกในพัฒนาการแห่งสังคมคือ จะยังคงรักษานิสัยความเคยชิน ขนบธรรมเนียม กฎหมาย และวิธีการต่าง ๆ ไว้ต่อไปเป็นเวลานานภายหลังจากที่สิ่งเหล่านี้ได้สูญเสียประโยชน์ดั้งเดิมไปแล้ว และผลของลักษณะอีกประการหนึ่งคือ จะทำให้เกิดสถาบันและแบบอย่างการคิดซึ่งความคิดความเข้าใจโดยปกติของมนุษย์พยายามผละออกห่างโดยสัญชาตญาณ

ความเจริญเติบโตและพัฒนาการของสังคมมิใช่จะเพียงแต่มีแนวโน้มที่จะทำให้ แต่ละคนต้องพึ่งพาคนอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ และลดอิทธิพลของบุคคลลงแม้แต่ในด้านสภาพของตนเอง เมื่อเทียบกับอิทธิพลของสังคม แต่ผลของการร่วมสังคมกันหรือบูรณาการยังจะทำให้เกิดพลังความสามารถร่วมกันขึ้นด้วย ซึ่งสามารถแยกให้เห็นแตกต่างจากผลรวมของพลังความ สามารถของแต่ละบุคคลได้ ทุกทิศทุกทางเราจะได้พบความคล้ายคลึงกัน หรือบางทีที่ถูกอาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของกฎอันเดียวกัน เมื่อร่างกายของสัตว์เพิ่มความสลับซับซ้อนขึ้น ก็เกิดมีชีวิตและพลังของส่วนรวมที่ร่วมกันขึ้นเหนือชีวิตและพลังของแต่ละส่วน เกิดมีความสามารถที่จะเคลื่อนไหวโดยสมัครใจขึ้น เหนือความสามารถที่จะเคลื่อนไหวโดยไม่สมัครใจ การกระทำและแรงกระตุ้นของบุคคลเป็นกลุ่มตามที่ได้สังเกตกันมาบ่อย ๆ นั้น ปรากฏว่า แตกต่างไปจากการกระทำและแรงกระตุ้นซึ่งแต่ละบุคคลต้องการจะแสดงออกในสถานการณ์เดียวกัน ความสามารถในการรบของกรมทหารอาจจะแตกต่างออกไปจากความสามารถของทหารแต่ละคนได้มาก แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกตัวอย่างขึ้นมาแสดง ในการสอบสวนของเราเกี่ยวกับลักษณะและการเกิดค่าเช่า เราได้ค้นพบสิ่งที่ข้าพเจ้าหมายถึงแล้ว ในที่พลเมืองเบาบาง ที่ดินก็ไม่มีราคา แต่เมื่อมนุษย์เข้ามารวมกัน ราคาที่ดินก็ปรากฏขึ้นและสูงขึ้น – นี่ เป็นสิ่งที่แตกต่างชัดเจนจากมูลค่าที่แต่ละคนก่อให้เกิดขึ้น เป็นราคาที่เกิดจากการร่วมสังคมกัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อการร่วมสังคมเพิ่มมากขึ้นและจะหายไปเมื่อการร่วมสังคมสลายตัวลง ข้อนี้เป็นความจริงเช่นเดียวกันสำหรับพลังอำนาจในรูปอื่น ๆ นอกไปจากในรูปที่เป็นเศรษฐทรัพย์

เมื่อสังคมขยายออก ความโอนเอียงที่จะใช้วิธีปรุงปรับสังคมตามเดิมต่อไปย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้พลังความสามารถอันเกิดจากส่วนรวมนี้เข้าไปอยู่ในมือของเพียงส่วนหนึ่งของประชาคมเท่านั้น และความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งเศรษฐทรัพย์และความสามารถอันได้มาเมื่อสังคมก้าวหน้าออกไปนั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะการรุกรานย่อมเติบโตขึ้นด้วยสิ่งที่เป็นอาหารของมัน และความคิดแห่งความยุติ-ธรรมก็พร่ามัวไป เนื่องจากการอดทนที่เคยชินเป็นนิสัยต่อความอยุติธรรม

โดยวิธีนี้ การจัดสังคมระบบหัวหน้าครอบครัวก็อาจขยายออกเป็นระบอบกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ได้โดยง่าย ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่งในพิภพ และมวลชนเป็นเพียงทาสสุดแต่พระราชหฤทัย เป็นธรรมดาที่บิดาควรจะเป็นหัวหน้านำครอบ ครัว และเมื่อเขาตาย บุตรชายคนโตในฐานะสมาชิกที่อาวุโสที่สุดและมีประสบการณ์มากที่สุดของประชาคมเล็ก ๆ ก็ควรจะได้สืบต่อฐานะหัวหน้า แต่การที่จะดำเนินการตามแบบนี้ต่อไปในเมื่อครอบครัวขยายออกก็เท่ากับเป็นการมอบอำนาจให้แก่ตระกูลสายหนึ่งโดยเฉพาะ และอำนาจที่มอบให้นี้ย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเผ่าพันธุ์นั้นใหญ่ขึ้น ๆ และอำนาจของประชา-คมเพิ่มขึ้น หัวหน้าครอบครัวจะกลายมาเป็นกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ ผู้จะทรงถือพระองค์เองว่า ทรงเป็นผู้มีสิทธิ์สูงสุด และผู้อื่นก็จะนับถือเช่นนั้น เมื่ออำนาจอันเกิดจากส่วนรวมเพิ่มขึ้นเมื่อ เทียบกับอำนาจของแต่ละบุคคล พระราชอำนาจของพระองค์ในการที่จะพระราชทานรางวัลและลงพระราชอาชญาก็เพิ่มขึ้นตาม เช่นเดียวกันแรงชักนำให้เกิดการประจบสอพลอและเกิดความกลัวในพระองค์ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จนกระทั่งในที่สุด ถ้ากระบวนการนี้มิได้รับความกระทบกระเทือนเปลี่ยนแปลงไป ประชาชาติหนึ่งก็จะหมอบราบคาบแก้วอยู่ที่เชิงราชบัลลังก์ และพลเมืองนับแสนจะทำงานเหนื่อยยากเป็นเวลา 50 ปี เพื่อจัดเตรียมสุสานสำหรับผู้หนึ่งในจำพวกเดียวกันกับตนซึ่งต้องตายเหมือนกัน

เช่นเดียวกัน หัวหน้านักรบของคนป่าเถื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ก็เป็นแต่คนหนึ่งในจำนวนคนกลุ่มนั้น ซึ่งพวกเขาเชื่อฟังในฐานะที่เป็นผู้กล้าหาญที่สุดและรอบคอบที่สุด แต่เมื่อคนจำนวนมากเข้ามาดำเนินการร่วมกัน การเลือกตัวก็ลำบากยิ่งขึ้น การเชื่อฟังอย่างตาบอดกลายเป็นสิ่งจำเป็นและสามารถบังคับได้ และอำนาจเด็ดขาดก็เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการสงครามขนาดใหญ่

สำหรับการแบ่งหน้าที่กันโดยเฉพาะก็เป็นเช่นเดียวกัน พลังการผลิตย่อมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสังคมเจริญเติบโตขึ้นอย่างมากมายจนถึงขั้นที่ แทนที่ผู้ผลิตทุกคนจะถูกเรียกให้ละทิ้งงานของตนมาทำสงคราม เราก็สามารถจะจัดตั้งกองทหารประจำขึ้นโดยเฉพาะได้ แต่การนี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้อำนาจเข้ากระจุกอยู่ในมือของพวกทหารหรือหัวหน้าของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรักษาความสงบภายใน การบริหารความยุติธรรม การก่อสร้างและดูแลงานสาธารณะ และที่น่าสังเกตก็คือการนับถือศาสนา ทุกประการ เหล่านี้มีแนวโน้มในทำนองเดียวกันที่จะผ่านเข้าไปอยู่ในมือของชนชั้นพิเศษซึ่งมีความพอใจที่จะขยายหน้าที่และอำนาจของตนให้มากขึ้น

แต่สาเหตุอันยิ่งใหญ่ของความไม่เท่าเทียมกันอยู่ที่การผูดขาดธรรมชาติซึ่งได้มาโดยการเป็นเจ้าของที่ดิน ความคิดความเข้าใจขั้นแรกของมนุษย์ดูเหมือนจะถือว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวมร่วมกันอยู่เสมอ แต่วิธีหยาบ ๆ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือรับรองกรรมสิทธิ์อันนี้ในชั้นแรก ๆ – เช่นการแบ่งที่ดินกันทุกปีหรือการเพาะปลูกร่วมกันนั้น – เหมาะสมแต่เฉพาะกับพัฒนาการขั้นต่ำเท่านั้น ความคิดในเรื่องกรรมสิทธิ์ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อคิดถึงสิ่งของที่มนุษย์เป็นผู้ผลิตขึ้นมา ได้ถูกนำไปใช้กับที่ดินด้วยอย่างง่ายดาย และระบบซึ่งได้ทำให้ผู้ปรับปรุงและผู้ใช้ที่ดินได้รับรางวัลตามสมควรกับแรงงานของตนเมื่อประชากรยังเบาบางอยู่นั้น ในที่สุดเมื่อประชากรหนาแน่นขึ้นและเกิดค่าเช่าขึ้นก็มีผลให้ผู้ผลิตถูกแย่งชิงค่าแรงของตนไป ไม่แต่เพียงเท่านี้ ซ้ำการริบเอาค่าเช่ามาเป็นสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะยังคงรักษาที่ดินไว้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของส่วนรวมได้ง่ายในสภาพพัฒนาการสูง ๆ นั้น ก็กลับกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของชนชั้นหนึ่งไป เมื่ออำนาจทางการเมืองและศาสนาผ่านเข้าไปอยู่ในมือของชนชั้นนี้ และส่วนที่เหลือของประชาคมก็กลายเป็นแต่เพียงผู้เช่า และการสงครามและการพิชิต ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองกระจุกตัวและทำให้เกิดระบบทาสขึ้นนั้น ก็ย่อมจะมีผลให้เกิดการยึดครองที่ดินในที่ซึ่งความเจริญเติบโตของสังคมทำให้ที่ดินมีราคาขึ้นมาด้วย ชนชั้นที่มีอำนาจซึ่งรวบอำนาจไว้ในมือของตนก็จะรวบกรรมสิทธิ์ในที่ดินเข้าไว้ด้วยโดยทำนองเดียวกันในไม่ช้า ส่วนใหญ่ของแผ่นดินที่ถูกพิชิตจะตกเป็นของพวกนี้ ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่เดิมจะใช้เพาะปลูกในฐานะเป็นผู้เช่าหรือทาสติดที่ดิน และที่ดินสาธารณะซึ่งถูกทอดทิ้งไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่งในทุกประเทศในขณะที่สังคมเจริญเติบโตขึ้นตามธรรมดา และซึ่งระบบดึกดำ-บรรพ์ของวัฒนธรรมหมู่บ้านปล่อยให้ทุ่งหญ้าและป่าไม้เป็นที่สาธารณะนั้น ในไม่ช้าก็ถูกจับจองเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนดังที่เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในสมัยใหม่นี้เอง เมื่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้นแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินก็มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวกันเข้าในขณะที่พัฒนาการดำเนินต่อไป

ข้าพเจ้าเพียงแต่พยายามที่จะแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงทั่วไปว่า ในขณะที่สังคมพัฒนาไป ความไม่เท่าเทียมกันก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น และจะไม่ชี้ให้เห็นผลลัพธ์โดยเฉพาะ ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่ข้อเท็จจริงสำคัญนี้ทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ทั้งมวลแห่งการหยุดชะงักและการเสื่อมถอยหลัง ความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งอำนาจและเศรษฐทรัพย์ อันเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของมนุษย์ในสังคม ย่อมมีแนวโน้มที่จะยับยั้งและในที่สุดจะต่อต้านพลังซึ่งทำให้เกิดความเจริญและทำให้สังคมก้าวหน้าไป สำหรับฝ่ายหนึ่ง มวลชนหมู่มากของประชาคมจะถูกบังคับให้ต้องใช้พลังสมองของตนไปเพียงเพื่อการยังชีพอยู่เท่านั้น สำหรับอีกฝ่ายหนึ่งพลังสมองจะถูกใช้หมดไปในการรักษาระบบความไม่เท่าเทียมกันไว้และพยายามขยายออกให้มากขึ้น ในการโอ่อวด การฟุ่มเฟือยและในการสงคราม ประชาคมซึ่งแบ่งออกเป็นชนชั้นปกครองกับชนชั้นที่ถูกปกครอง – ชนชั้นที่ร่ำรวยมหาศาลกับชนชั้นที่ยากจนอย่างยิ่ง อาจจะ “สร้างขึ้นได้ใหญ่โตราวกับยักษ์และทำสำเร็จอย่างประณีตราวกับช่างเพชร” แต่มันจะเป็นอนุสรณ์แห่งความภาคภูมิใจอันโหดเหี้ยมและความฟุ้งเฟ้อที่ไร้สาระ หรือเป็นอนุสรณ์แห่งศาสนาที่กลายจากหน้าที่ยกมนุษย์ขึ้นสู่ระดับสูงไปเป็นเครื่องมือสำหรับทำให้มนุษย์ตกต่ำลง การค้นคิดประดิษฐ์อาจจะดำเนินต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่มันจะเป็นการค้นคิดประดิษฐ์ให้เกิดความวิจิตรพิสดารขึ้นในการหรูหราฟุ่มเฟือย มิใช่การค้นคิดประดิษฐ์ที่จะบรรเทาความยากแค้นและเพิ่มความสามารถ ในความลึกลับของโบสถ์หรือห้องของแพทย์ประจำราชสำนักนั้น อาจจะยังมีการแสวงหาความรู้กันอยู่ แต่มันจะถูกปิดบังไว้เสมือนสิ่งลึกลับหรือถ้ามันกล้าเสี่ยงปรากฏออกมาเพื่อยกระดับความคิดทั่วไปให้สูงขึ้น หรือทำให้ชีวิตสามัญสด ใสขึ้น มันจะถูกเหยียบย่ำลงไปในฐานะการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เป็นอันตราย เพราะว่าในขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันมีแนวโน้มทำให้พลังสมองที่จะอุทิศให้แก่การทำความเจริญ ได้ลดลงไป มันก็มีแนวโน้มทำให้มนุษย์เป็นศัตรูกับความเจริญก้าวหน้าด้วย ในบรรดาชนชั้นที่ต้องโง่เขลาอยู่เพราะความจำเป็นที่จะต้องทำงานเหนื่อยยากเพียงเพื่อประทังชีวิตอยู่เท่านั้น ย่อมเป็นที่รู้กันดีเกินกว่าที่จะต้องการคำอธิบายใด ๆ ว่าพวกเขามีความสมัครใจมากเพียงไรในการที่จะเกาะยึดอยู่กับวิธีการเก่า ๆ ในทางตรงกันข้าม ลัทธิยึดมั่นในของเดิมสำหรับชนชั้นที่ได้รับประโยชน์พิเศษ จากการปรุงปรับของสังคมตามแบบที่เป็นอยู่ในขณะนั้นก็ปรากฏเด่นชัดเท่าเทียมกัน แนวโน้มที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ นี้ (ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เจริญก้าวหน้า) ปรากฏให้สังเกตได้ในองค์การพิเศษทุกองค์การ – ในด้านศาสนา กฎหมาย การแพทย์ วิทยาศาสตร์ สมาคมอาชีพต่าง ๆ และมันจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อองค์การนั้นเป็นองค์การปิด องค์การที่มีลักษณะปิดจะมีสัญชาตญาณเกลียดชังนวัตกรรม และผู้คิดค้นนวัตกรรมเสมอ ซึ่งนับเป็นเพียงการแสดงออกของความกลัวตามสัญชาตญาณว่าความเปลี่ยนแปลงอาจมีแนวโน้มที่จะพังทลายรั้วซึ่งปิดกั้นตนเองไว้จากฝูงชนสามัญ และจะทำให้ตนหมดความสำคัญหมดอำนาจไป และหมู่คณะนี้ก็พอใจอยู่เสมอที่จะหวงแหนความรู้หรือความชำนาญพิเศษของตนไว้อย่างระมัดระวัง

โดยวิธีนี้เองที่ความชะงักงันเกิดขึ้นต่อจากความก้าวหน้า ความไม่เท่าเทียมกัน ที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้นย่อมจะต้องทำให้ความเจริญก้าวหน้าหยุดชะงัก และถ้ายังคงมีอยู่หรือก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางไม่ดี มันก็จะทำให้สูญเสียแม้แต่พลังสมองที่จำเป็นสำหรับใช้ในการธำรงรักษา (maintenance) และความเสื่อมถอยหลังก็จะเริ่มขึ้น

หลักการเหล่านี้ทำให้ประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมเป็นที่เข้าใจได้ ในตำบลที่ลมฟ้าอากาศ ดิน และโครงรูปทางกายภาพมีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันในขณะที่มนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้น และดังนั้นจึงเกิดอารยธรรมขึ้นก่อนแห่งอื่นนั้น ความต้านทานภายในต่อความก้าวหน้าย่อมจะก่อตัวขึ้นในลักษณะที่เป็นปกติและทั่วถึงยิ่งกว่าในที่ซึ่งบรรดาประชาคมเล็ก ๆ (ซึ่งเกิดความแตกต่างกันขึ้นเนื่องจากการถูกแบ่งแยกกัน) เข้ามารวมกันเป็นสังคมที่ใกล้ชิดในภายหลัง สำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนจะเป็นข้อนี้เองที่อธิบายถึงลักษณะทั่ว ๆ ไปของอารยธรรมสมัยแรก ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอารยธรรมยุโรปสมัยหลัง ๆ บรรดาประชาคมที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันเช่นนี้ อันพัฒนาขึ้นมาจากขั้นแรกเริ่มโดยปราศจากการกระทบกระเทือนเนื่องจากการขัดแย้งระหว่างขนบธรรมเนียม กฎหมาย ศาสนา ฯลฯ ที่ต่างกัน ย่อมจะแสดงให้เห็นความเป็นแบบอย่างเดียวกันมากกว่ามาก พลังที่กระจุกตัวและพลังที่มุ่งอนุรักษ์ระบบเดิมนั้นอาจจะกล่าวได้ว่ามีแรงกระทำไปในทางเดียวกัน พวกหัวหน้าที่แข่งขันกันจะไม่ต่อต้านกันเอง และความแตกต่างกันในลัทธิความเชื่อก็ไม่ถ่วงการเติบโตของอิทธิพลของพระ ดังนั้น อำนาจทางการเมืองและทางศาสนา เศรษฐทรัพย์และความรู้ จึงมีแนว โน้มที่จะรวมตัวกันอยู่ ณ จุดศูนย์กลางอันเดียวกัน สาเหตุอันเดียวกันกับที่มีแนวโน้มทำให้เกิดกษัตริย์สืบสันตติวงศ์และพระสืบสันตติวงศ์นี้ จะมีแนวโน้มทำให้เกิดช่างฝีมือและกรรมกรสืบตระกูลขึ้นด้วย และทำให้สังคมแบ่งแยกกันออกเป็นชั้นวรรณะ ดังนั้นพลังซึ่งการร่วมสังคมกันได้ปลดปล่อยออกมาเพื่อความก้าวหน้าก็จะสูญเสียไปเปล่า และเครื่องกีดกั้นความก้าวหน้าต่อ ๆ ไปก็จะค่อย ๆ เกิดมากขึ้น พลังงานส่วนเกินของมวลชนจะถูกใช้ไปในการก่อสร้างโบสถ์ วัง และพีระมิด เพื่อสนองความภาคภูมิใจและความหรูหราฟุ่มเฟือยแห่งเจ้านายของตน และถ้า หากความปรารถนาที่จะปรับปรุง ทำความเจริญก้าวหน้าให้มวลมนุษย์ ได้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นที่ สุขสบาย มันก็จะถูกต่อต้านทันทีด้วยความกลัวการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ สังคมที่พัฒนาไปในลักษณะนี้ในที่สุดก็จะต้องหยุดชะงักโดยลัทธิอนุรักษ์นิยมยึดมั่นในของเดิมซึ่งไม่ยอมให้มีการก้าวหน้าต่อไป

สภาพชะงักงันโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ต่อไปนานเพียงไรนั้น ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับสาเหตุภายนอก เพราะพันธะแห่งสภาพแวดล้อมทางสังคมอันแข็งแกร่งซึ่งเติบโตขึ้นย่อมจะระงับพลังแห่งการทำลายด้วยเช่นเดียวกับที่ระงับการปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้า ประชาคมเช่นนี้ย่อมมีผู้เข้ามาพิชิตได้โดยง่ายดายที่สุด ทั้งนี้เพราะมวลชนถูกอบรมให้ยินยอมนิ่งเฉยอยู่ในชีวิตที่ต้องใช้แรงงานไปอย่างไร้ความหวัง ถ้าผู้พิชิตเพียงแต่เข้าแทนที่ชนชั้นปกครองดังเช่นที่ราชวงศ์ Hyksos กระทำในอียิปต์และพวก Tartars กระทำในจีน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปเหมือนเดิม ถ้าพวกนี้เข้าทำลายล้าง ความสง่างามแห่งพระราชวังและโบสถ์จะเหลืออยู่แต่ซากปรักหักพัง พลเมืองจะเหลืออยู่เบาบาง และวิทยาการและศิลปะการช่างจะสูญสิ้นไป



อารยธรรมยุโรปมีลักษณะแตกต่างไปจากอารยธรรมแบบของอียิปต์ เพราะว่ามันมิได้เกิดขึ้นมาจากการร่วมสังคมกัน ของประชาชนที่มีลักษณะเป็นแบบอย่างเดียวกัน ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากขั้นแรกเริ่ม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นเวลานานภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นเดียวกัน หากแต่เกิดขึ้นมาจากการร่วมสังคมกันของประชาชนหลายกลุ่ม ซึ่งมีลักษณะสังคมแตกต่างกันไปเนื่องจากแยกกันอยู่แต่เดิม และซึ่งความที่เป็นหน่วยที่เล็กกว่า ก็ได้ป้องกันการรวมตัวกันของอำนาจและเศรษฐทรัพย์ไว้ ณ จุดศูนย์กลางอันหนึ่งได้นานกว่า โครงรูปทางกายภาพของคาบสมุทรกรีกทำให้ประชาชนในชั้นแรกแยกกันออกเป็นประชาคมเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง เมื่อ สาธารณรัฐและราชอาณาจักรเล็ก ๆ เหล่านั้นหยุดใช้พลังงานของตนให้สิ้นเปลืองไปในการสงคราม และความร่วมมือกันอย่างสันติในการพาณิชย์ขยายออก แสงแห่งอารยธรรมก็เจิดจ้าขึ้น แต่หลักการร่วมสังคมกันก็ไม่เคยที่จะเข้มแข็งพอที่จะช่วยกรีกให้รอดพ้นจากสงครามระหว่างเผ่า และเมื่อสงครามนี้สิ้นสุดลงเนื่องจากการถูกพิชิต แนวโน้มไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งบัณฑิตและรัฐบุรุษกรีกได้คิดหาหนทางต่าง ๆ ต่อต้านนั้น ก็ยังปรากฏผลออกมา และความกล้าหาญ ศิลปะ และวรรณกรรมของกรีกก็กลายเป็นสิ่งในอดีต และเช่นเดียวกัน เราก็จะ ได้เห็นการทำงานของหลักการสองประการแห่งการร่วมสังคมกันและความเสมอภาคกัน ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าแล้วความก้าวหน้าก็จะเกิดขึ้นนี้ ในการก่อตัวและการขยายออก ความเสื่อมโทรมและความพินาศของอารยธรรมโรมัน

อำนาจของโรม ซึ่งเกิดจากการร่วมสังคมกัน ของกสิกรอิสระและเสรีชนแห่ง อิตาลี และได้รับความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นจากการพิชิต ซึ่งทำให้ประเทศที่เป็นปฏิปักษ์กันเข้ามาร่วมสัมพันธ์กันนั้นได้ทำให้โลกเงียบสงบอยู่ในสันติภาพ แต่แนวโน้มไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งยับยั้งความก้าวหน้าอันแท้จริงมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนั้น ได้เพิ่มขึ้นเมื่ออารยธรรมโรมันขยายออก อารยธรรมโรมันมิได้ชะงักงันเหมือนอารยธรรมอันมีเนื้อเดียวกันตลอด ซึ่งยึดโยงกันเหนียว แน่นด้วยขนบธรรมเนียมและความเชื่อโชคลาง ซึ่งกดประชาชนไว้ภายใต้นั้น อาจจะช่วยป้องกันพวกเขาไว้ด้วย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดสันติภาพระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง แต่อารยธรรมโรมันผุพัง เสื่อมโทรมลงและพินาศไป กรุงโรมตายไปนานแล้วก่อนที่พวก Goth หรือ Vandal จะบุกรุกฝ่ากองทหารโรมันเข้าไป ถึงแม้เขตแดนของโรมันจะกำลังขยายออกไปก็ตาม กรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนใหญ่ ๆ ทำให้อิตาลีพินาศลง ความไม่เท่าเทียมกันทำให้พลังของจักรวรรดิโรมันเสื่อมสูญลงและทำลายความเข้มแข็งให้สิ้นไป รัฐบาลกลายเป็นผู้กดขี่ซึ่งแม้แต่การลอบสังหารก็ไม่สามารถจะทำให้บรรเทาลงได้ ความรักชาติกลายเป็นการยอมหมอบราบคาบแก้ว ความชั่วร้ายอย่างที่สุดแสดงตนเองออกอย่างเยาะเย้ยในที่สาธารณะ วรรณกรรมจมลงสู่ความไร้สาระ การเล่าเรียนถูกลืม ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ต้องไร้ประโยชน์ไปเปล่าทั้งที่ไม่มีการทำลายล้างของสงคราม – ความไม่เสมอภาคกันทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทุกหนทุกแห่ง ทั้งทางการเมือง ทางความคิด ทางศีลธรรม และทางวัตถุ ความป่าเถื่อนซึ่งเข้าครอบงำโรมมิได้มาจากภายนอก แต่จากภายในนั้นเอง มันเป็นผลอันจำเป็นแห่งระบบซึ่งทำให้เกิดทาสและข้าติดที่ดินขึ้นแทนที่กสิกรอิสระแห่งอิตาลี และแบ่งแยกมณฑลต่าง ๆ ออกเป็นผืนดินกรรมสิทธิ์ของครอบครัวพวกสมาชิกสภา

อารยธรรมสมัยใหม่มีความยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรมเดิม ๆ ได้ก็เพราะความเสมอภาคกันมีมากขึ้นพร้อมไปกับการมากขึ้นในการร่วมสังคมกัน สาเหตุสำคัญสองประการมีส่วนช่วยในการนี้ – นั่นคือการแบ่งแยกอำนาจที่กระจุกตัวกันอยู่ออกไปยังจุดศูนย์กลางเล็ก ๆ จำนวน มากโดยการไหลบ่าเข้ามาของชนชาติทางเหนือ และอิทธิพลของศาสนาคริสต์ ถ้าปราศจากเสียซึ่งสาเหตุประการแรก ก็จะเกิดภาวะชะงักงันและการเสื่อมโทรมลงอย่างช้า ๆ ของจักรวรรดิตะวันออกซึ่งศาสนาและรัฐบาลมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและการสูญเสียอำนาจภายนอกมิได้ทำให้การกดขี่ภายในบรรเทาลง และถ้าปราศจากเสียซึ่งสาเหตุประการที่สอง ความป่าเถื่อนก็จะเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักการแห่งการร่วมสังคมกัน หรือความเจริญดีขึ้น หัวหน้าระดับย่อยและเจ้าที่ดินผู้ยึดอำนาจอธิปไตยในถิ่นของตนไว้เหนียวแน่นทุกหนทุกแห่งต่างก็ป้องกันการรวบอำนาจของกันและกัน เมืองต่าง ๆ ของอิตาลีได้รับเสรีภาพโบราณของตนกลับมาใหม่ เกิดมีเมืองเสรีขนาดเล็กขึ้น ประชาคมหมู่บ้านเริ่มหยั่งรากลง และทาสก็ได้สิทธิในที่ดินซึ่งตนทำการเพาะปลูก เชื้อแห่งความคิดของพวกติวตันในเรื่องความเสมอภาคแผ่เข้าไปในสายใยแห่งสังคมซึ่งสับสนและขาดวิ่น และถึงแม้สังคมจะแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แยกกันจำนวนมากมาย แต่ความคิดที่จะเข้าร่วมสังคมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นก็ยังคงมีอยู่เสมอ – มันมีอยู่ในการจดจำถึงจักรวรรดิอันไพศาล มันมีอยู่ในการเรียกร้องของศาสนาสากลอันหนึ่ง

ถึงแม้ศาสนาคริสต์จะผิดรูปไปและถูกเจือปนเมื่อซึมซาบเข้าสู่อารยธรรมที่กำลังเสื่อมโทรมลง ถึงแม้จะมีการนำเอาเทพเจ้าของพวกนอกศาสนาเข้ามาไว้ในโบสถ์ของศาสนาคริสต์ นำเอาแบบอย่างของพวกนอกศาสนาเข้ามาในพิธีการของศาสนาคริสต์ และนำความคิดของพวกนอกศาสนาเข้ามาสู่ความเชื่อถือของศาสนาคริสต์ แต่ความคิดที่เป็นสาระสำคัญของศาสนาคริสต์ในเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ก็ไม่เคยถูกทำลายสิ้นไปเลย และเหตุการณ์ 2 ประการ ที่สำคัญที่สุดก็ได้เกิดขึ้นแก่อารยธรรมที่กำลังเริ่มต้น – นั่นคือ การสถาปนาตำแหน่งสันตะปาปา และพรหมจรรย์ของนักบวช สิ่งแรกได้ป้องกันอำนาจฝ่ายศาสนามิให้กระจุกตัวแบบอำนาจฝ่ายโลก และสิ่งหลังได้ป้องกันมิให้มีการสถาปนาวรรณะของนักบวชขึ้นในระหว่างที่อำนาจทั้งหลายมีแนวโน้มไปสู่ระบบสืบตระกูล

ในความพยายามของศาสนาที่จะยกเลิกระบบทาส ในความพยายามของศาสนาที่จะบรรเทาความชั่วร้ายแห่งสงครามของเอกชน (Truce of God) ในคำสั่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระ ในที่ประชุมสังฆสภาซึ่งรวมชาติต่าง ๆ เข้าด้วยกันและคำประกาศซึ่งไม่คำนึงถึงพรมแดนทางการเมือง ในมือของคนตระกูลต่ำซึ่งศาสนาวางเครื่องหมายที่ผู้เย่อหยิ่งที่สุดต้องคุกเข่าลง ในตัวบิชอปผู้ซึ่งได้กลายเป็นขุนนางชั้นสูงสุดเนื่องจากการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ในตัว “ผู้รับใช้แห่งบรรดาผู้รับใช้” (เพราะตำแหน่งตามทางการเรียกเช่นนั้น) ผู้ถือสิทธิตัดสินชี้ขาดระหว่างประเทศด้วยคุณค่าของแหวนชาวประมงธรรมดา และมีกษัตริย์เป็นผู้ทรงยึดโกลนให้ ศาสนาเป็นสิ่งที่ส่งเสริมการร่วมสังคมกัน เป็นพยานแห่งความเสมอภาคตามธรรมชาติของมนุษย์ และศาสนาเองก็เป็นเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยงน้ำใจ ซึ่งเมื่องานชั้นแรกของศาสนาในการทำให้เกิดการร่วมสังคมกันและการปลดปล่อยได้กระทำไปเกือบจะสำเร็จแล้ว – นั่นคือเมื่อพันธะที่ศาสนาได้ก่อขึ้นมา มีความเข้มแข็งและได้มอบความรู้ที่ได้รักษาไว้ให้แก่โลกแล้ว – จะสลัดโซ่ตรวนที่ศาสนาเองจะใช้ล่ามจิตใจมนุษย์ออก และยุบองค์การของตนเองในส่วนใหญ่ของยุโรปเสีย

การก่อตัวและความเจริญเติบโตของอารยธรรมยุโรป เป็นเรื่องที่กว้างขวางและซับซ้อนเกินกว่าที่จะบรรยายให้เห็นอย่างถูกต้องได้โดยข้อความสั้น ๆ ไม่กี่ย่อหน้า แต่ในราย ละเอียดทั้งปวงของมันก็เช่นเดียวกับในลักษณะสำคัญ ๆ คือ ย่อมจะแสดงให้เห็นสัจธรรมที่ความก้าวหน้าดำเนินไปในเมื่อสังคมมีแนวโน้มไปสู่การร่วมสังคมกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น และความเสมอภาคกันยิ่งขึ้น อารยธรรมคือความร่วมมือกัน ความสามัคคีและเสรีภาพเป็นปัจจัยของมัน การร่วมสังคมกันซึ่งขยายออกอย่างกว้างขวาง – มิใช่เพียงโดยการเติบโตของประชาคมที่ใหญ่ขึ้นและหนาแน่นขึ้นเท่านั้น แต่โดยการเพิ่มการพาณิชย์และปริวรรตกรรมหลายชั้นซึ่งทอสานแต่ละประชาคมเข้าด้วยกันและเชื่อมต่อประชาคมเหล่านี้เข้ากับประชาคมอื่น ๆ ถึงแม้จะแยกอยู่ห่างจากกันมากก็ตาม ความเจริญเติบโตของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายเทศบาล ความก้าวหน้าในความปลอดภัยแห่งทรัพย์สินและร่างกาย ในเสรีภาพส่วนบุคคล และความ ก้าวหน้าไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย – ได้ก้าวหน้าไปสู่การยอมรับกันถึงสิทธิอันเท่า เทียมกันในชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขสบาย – สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้อารยธรรมสมัยใหม่ของเรายิ่งใหญ่กว่าและสูงส่งกว่าอารยธรรมใด ๆ ที่เคยมีมาแล้วมากนัก สิ่งเหล่านี้แหละที่ได้ปลดปล่อยพลังสมอง ซึ่งได้ม้วนเอาม่านแห่งความโง่เขลาซึ่งซ่อนทุกสิ่งทุกอย่าง นอก จากส่วนน้อยของโลกไว้ให้พ้นจากความรู้ของมนุษย์นั้นกลับขึ้นไป พลังสมองซึ่งได้วัดวง โคจรของลูกกลมที่โคจรอยู่ และเชื้อเชิญให้เรามองหาชีวิตที่เต้นและเคลื่อนไหวอยู่ในหยดน้ำ พลังสมองซึ่งเปิดห้องแห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติออก และอ่านความลึกลับของอดีตที่ฝัง ไว้นานแล้ว พลังสมองซึ่งนำเอาพลังธรรมชาติเข้ามาใช้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วแรงงานของมนุษย์ดูเล็กจิ๋วไปถนัด และเพิ่มอำนาจการผลิตขึ้นโดยการค้นคิดประดิษฐ์สำคัญ ๆ นับพันประการ

นับเป็นแฟชั่นที่จะกล่าวกันว่าแม้แต่สงครามและระบบทาสก็เป็นวิธีที่จะทำให้มนุษยชาติก้าวหน้าออกไป ทั้งนี้ด้วยความคิดที่เชื่อโชคชะตา ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวพาดพิงถึงแล้วว่าแทรกซึมไปทั่วในหนังสือปัจจุบัน แต่สงครามซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับการร่วมสังคมกันจะช่วยให้เกิดความก้าวหน้าได้ก็เพียงต่อเมื่อมันป้องกันมิให้เกิดสงครามต่อไปหรือทำลายเครื่องกีดกั้นอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม ซึ่งเครื่องกีดกั้นนี้ก็คือสงครามเชิงรับ (passive war) นั่นเอง

สำหรับระบบทาสนั้น ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเลยว่ามันจะช่วยก่อให้เกิดเสรีภาพขึ้นมาได้อย่างไร และเสรีภาพอันมีความหมายเช่นเดียวกับความเสมอภาคก็เป็นแรงกระตุ้นและเงื่อนไขแห่งความก้าวหน้ามานับแต่สภาพที่หยาบที่สุดเท่าที่จะสามารถนึกได้ว่ามีมนุษย์อยู่ ความคิดของ Auguste Comte ที่ว่าระบบทาสได้ทำให้การกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันสูญสิ้นไปนับว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันพอ ๆ กับข้อสังเกตตลก ๆ ของ Elia เกี่ยวกับเหตุที่มนุษย์เกิดความพอใจในหมูย่างขึ้นมา ความคิดนี้ตั้งข้อสมมติว่าความชอบซึ่งไม่เคยปรากฏในตัวมนุษย์ยกเว้นแต่จะเป็นผลจากเงื่อนไขที่ผิดธรรมดาที่สุด – นั่นคือความต้องการที่ร้ายกาจที่สุดหรือความเชื่อโชคลางที่โหดเหี้ยมที่สุด** – นั้นเป็นแรงกระตุ้นเริ่มแรก และมนุษย์ซึ่งแม้แต่ในสภาพต่ำที่สุดก็ยังสูงกว่าสัตว์อื่น ๆ ทั้งสิ้น ก็มีความกระหายตามธรรมชาติชนิดที่สัตว์ชั้นดีไม่แสดงออกให้เห็น เช่นเดียวกันสำหรับความคิดที่ว่าระบบทาสทำให้เกิดอารยธรรมโดยทำให้เจ้าของทาสมีเวลาว่างที่จะทำความเจริญขึ้นได้

ระบบทาสไม่เคยช่วยทำให้เกิดความเจริญ และจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วย ไม่ว่าประชาคมจะประกอบด้วยนายคนหนึ่งกับทาสอีกคนหนึ่งเท่านั้น หรือจะประกอบ ด้วยนายจำนวนนับพัน กับทาสจำนวนนับล้าน ระบบทาสย่อมจะต้องทำให้เกิดความสูญเสียสิ้นเปลืองพลังของมนุษย์ไปเปล่า เพราะว่าไม่เพียงแต่แรงงานของทาสจะก่อให้เกิดผลิตผลน้อยกว่าแรงงานเสรีเท่านั้น แต่พลังของเจ้าของทาสก็สิ้นเปลืองไปเช่นเดียวกันในการควบคุมและเฝ้าดูแลทาสของตนและถูกดึงไปเสียจากทิศทางที่จะไปสู่ความเจริญก้าวหน้าที่แท้จริง ระบบทาสได้ถ่วงและป้องกันมิให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นนับแต่ต้นจนถึงที่สุดเช่นเดียวกับการปฏิเสธด้านอื่น ๆ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเสมอภาคตามธรรมชาติของมนุษย์ ความเจริญก้าวหน้าจะหยุดลงตามส่วนกับที่ระบบทาสมีบทบาทสำคัญในสังคม การที่ระบบทาสเป็นสิ่งธรรมดาทั่วไปในโลกยุคเดิมย่อมจะเป็นเหตุผลที่ปราศจากข้อสงสัยว่าทำไมกิจกรรมทางสมองซึ่งทำความวิจิตรให้แก่วรรณกรรมและศิลปะอย่างมากนั้นจึงไม่เคยได้ค้นพบและประดิษฐ์คิดค้นสิ่งสำคัญ ๆ ที่แสดงลักษณะของอารยธรรมสมัยใหม่ ไม่เคยมีผู้ครอบครองทาสคนใดเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น ในประชาคมที่มีการครอบครองทาส ชนชั้นสูงอาจจะมีความหรูหราฟุ่มเฟือยและมีกิริยามารยาทดีงาม แต่มิใช่เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น สิ่งใดก็ตามที่ทำให้กรรมกรเสื่อมทรามลงและปล้นผลตอบแทนจากความเหนื่อยยากของเขาไป สิ่งนั้นย่อมจะปิดกั้นความคิดที่จะประดิษฐ์คิดค้นและทำให้ไม่มีการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์คิดค้นและการค้นพบถึงแม้ว่าจะได้ประดิษฐ์หรือค้นพบขึ้นมาแล้วก็ตาม เสรีภาพเท่านั้นที่จะได้รับมนตร์ขลังแห่งอำนาจที่สามารถเรียกภูติซึ่งมีสิ่งของในพิทักษ์ คือขุมทรัพย์ของโลกและพลังอันมองไม่เห็นแห่งอากาศ

กฎแห่งความก้าวหน้าของมนุษยชาติ มันจะเป็นอะไรนอกจากกฎแห่งศีล-ธรรม? ถ้าการปรุงปรับของสังคมเป็นไปในทางที่จะส่งเสริมความยุติธรรม ถ้ามันยอมรับรู้ความเสมอภาคกันในสิทธิระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ถ้ามันประกันให้ทุกคนได้รับเสรีภาพอันสมบูรณ์ซึ่งถูกจำกัดเฉพาะแต่ด้วยเสรีภาพอันเท่าเทียมกันของผู้อื่น อารยธรรมก็จะต้องก้าวหน้าออกไป ถ้าการปรุงปรับของสังคมมิได้กระทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ อารยธรรมที่กำลังก้าวหน้าก็จะหยุดชะงักและเสื่อมถอย เศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ย่อมไม่สามารถจะสอนบทเรียนใด ๆ ได้ ถ้าบทเรียนนั้น ๆ มิได้รวมอยู่ในสัจธรรมง่าย ๆ ที่สอนให้แก่บรรดาชาวประมงที่น่าสงสารและชาวนายิวโดยท่านผู้ถูกตรึงกับไม้กางเขนเมื่อ 1,800 ปีมาแล้ว – สัจธรรมง่าย ๆ ซึ่งภายใต้ความวิปริตเนื่องจากความเห็นแก่ตัวและความผิดรูปเนื่องจากความเชื่องมงายนั้น ดูเหมือนจะเป็นรากมูลแห่งศาสนาทุกศาสนาที่ได้เคยพยายามที่จะวางหลักความปรารถนาด้านจิตใจของมนุษย์

อ่านต่อ >>>

* ผู้ใดก็ตามที่ได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากอคติจะมากหรือน้อยก็ตาม และซึ่งได้ร่วมสังคมกับชนหลายชั้น จะได้เห็นในสังคมอารยะว่าเป็นการง่ายเพียงไรที่ความโง่เขลาจะกลายเป็นความดูถูกเกลียดชัง เป็นสิ่งธรรมดาเพียงไรที่เราจะคิดว่าความแตกต่างกันในกิริยามารยาท ขนบธรรมเนียม ศาสนา ฯลฯ นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความด้อยกว่าของผู้ที่แตกต่างไปจากเรา ตัวอย่างเช่นในศาสนา ความหมายแห่งบทสวด –

“ฉันใคร่จะเป็นพวกแบ็ปติสต์ แสดงสีหน้าชื่นแช่มแจ่มใส มากกว่าที่จะเป็นพวกเมธอดิสต์ และเสียสง่าราศีอยู่ร่ำไป” ได้ปรากฏให้สังเกตได้ในทุกนิกาย บิชอปชาวอังกฤษกล่าวว่า “ลัทธิที่เคร่งคือลัทธิของข้าพเจ้า และลัทธินอกรีตคือลัทธิอื่น ๆ ทั้งสิ้น” ในขณะเดียวกันแนวโน้มโดยทั่วไปก็คือการถือว่าทุกคนที่อยู่ทั้งนอกลัทธิที่เคร่งและลัทธินอกรีตของศาสนาที่ถือกันอยู่เป็นส่วนใหญ่นั้นก็คือคนป่าเถื่อนหรือพวกนอกศาสนา แนวโน้มทำนองเดียวกันนี้ปรากฏให้เห็นได้ในความแตกต่างกันอย่างอื่น ๆ ธรรมดาระหว่างสังคมต่าง ๆ และความสามารถทั้งหลายของมนุษย์ถูกใช้หมดไปในการเข้าตีหรือการตั้งรับ ในการประหัตประหารกัน และทำลายล้างเศรษฐทรัพย์ของกันและกัน หรือไม่ก็ใช้ไปในการเตรียมการทำนองเดียวกับสงครามทุกชนิด กำแพงภาษีคุ้มครองและบรรดากองทหารประจำปกติของโลกอารยะในขณะนี้จะเป็นพยานให้เห็นได้ว่าภาวะความเป็นปรปักษ์ต่อกันเช่นนี้ดำรงอยู่มาเป็นเวลานานเพียงไร และความยากลำบากในการที่จะจัดให้มีกฎหมายสงวนลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการยากเพียงไรที่จะขจัดความคิดที่ว่าโจรกรรมจากชาวต่างประเทศมิใช่เป็นการผิด เราจะสามารถรู้สึกประหลาดใจในความเป็นปร-ปักษ์ต่อกันชั่วกาลนานระหว่างเผ่าชนและเหล่ากอได้หรือ? เมื่อแต่ละประชาคมแยกต่างหากออกจากกัน – นั่นคือเมื่อแต่ละประชาคมมิได้รับอิทธิพลจากประชาคมอื่น ๆ และสานทอสายใยแห่งสภาพแวดล้อมทางสังคมขึ้นแยกต่างหาก อันแต่ละบุคคลไม่สามารถจะรอดพ้นไปได้นั้น เราจะสามารถประหลาดใจได้หรือว่าการมีสงครามนั้นควรถือเป็นกฎ และสันติภาพเป็นข้อยกเว้น? “พวกเขาเคยเป็นเหมือนกับที่พวกเราเป็นอยู่”

** ชาวเกาะแซนด์วิชให้เกียรติแก่หัวหน้าที่ดี ๆ ของตนโดยการกินศพของเขา และจะไม่แตะต้องหัวหน้าที่เลวและกดขี่ ชาวนิวซีแลนด์มีความคิดว่าเขาจะมีความเข้มแข็งและกล้าหาญ ถ้าได้กินศัตรู และข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นต้นกำเนิดโดยทั่วไปของการกินเชลยศึก

ทฤษฎีปัจจุบันว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์ ความไม่เพียงพอของทฤษฎีนี้
ความแตกต่างกันในอารยธรรมเป็นเพราะอะไร
กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ
อารยธรรมสมัยใหม่จะเสื่อมลงได้อย่างไร
สัจจะศูนย์กลาง
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com