Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ

สัจจะศูนย์กลาง

ในพื้นที่สั้น ๆ ซึ่งการสอบสวนของเราตอนท้ายนี้ต้องถูกจำกัดอยู่ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องงดเว้นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะกล่าวไว้เป็นอันมาก และต้องกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็มิใช่จะเป็นการไม่เหมาะ

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดก็ปรากฏชัดว่า ในการสอบสวนด้านเศรษฐ-ศาสตร์ของเรา สัจจะซึ่งนำเราเข้าไปหานั้นปรากฏชัดเจนเช่นเดียวกันในการเกิดและการพินาศของชาติทั้งหลาย และในความเจริญและความเสื่อมของอารยธรรม และมันสอดคล้องกับการยอมรับที่ฝังลึกในด้านความสัมพันธ์และลำดับ ซึ่งเราเรียกว่าความคิดความเข้าใจทางศีลธรรม ดังนั้นข้อยุติของเราก็ได้รับลักษณะความแน่นอนที่สุดและการยืนยันเห็นชอบสูงสุด

สัจจะนี้เป็นทั้งภัยคุกคามและสัญญา มันแสดงว่าความชั่วร้ายอันเกิดจากการวิภาคเศรษฐทรัพย์อย่างไม่ยุติธรรมและไม่เท่าเทียมกันซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ๆ ในขณะที่อารยธรรมสมัยใหม่ดำเนินไปนั้นมิใช่สิ่งที่เกิดคู่ไปกับความก้าวหน้า แต่เป็นแนวโน้มซึ่งจะทำให้ความก้าวหน้าหยุดชะงัก มันจะไม่หายไปเอง ตรงกันข้ามความชั่วร้ายนี้จะเพิ่มขึ้น ๆ จนกระทั่งกวาดเรากลับไปสู่ความป่าเถื่อนตามวิถีทางที่อารยธรรมเดิม ๆ ทั้งสิ้นได้ผ่านไปแล้ว ยกเว้นไว้แต่จะกำจัดสาเหตุของมันเสีย แต่สัจจะนี้ก็แสดงด้วยว่า ความชั่วร้ายเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นเพราะกฎของธรรมชาติ หากเกิดขึ้นจากการปรุงปรับทางสังคมอย่างเลวแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งไม่รับรู้กฎของธรรมชาติ และถ้าได้ขจัดสาเหตุของมันเสียแล้วก็จะเท่ากับเราได้ให้แรงกระตุ้นอย่างมหาศาลแก่ความก้าวหน้า

ความยากจนในท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งทำความเจ็บปวดให้แก่มนุษย์และทำให้มนุษย์เข้าใกล้สภาพสัตว์ พร้อมทั้งความชั่วร้ายทั้งหลายอันเกิดขึ้นจากความยากจนนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากการปฏิเสธความยุติธรรม ในการยอมให้มีการผูกขาดโอกาสทั้งหลายซึ่งธรรมชาติให้แก่ทุกคนโดยเสรีนั้น เราได้ละเลยต่อกฎหลักมูลแห่งความยุติธรรม – เพราะว่า เท่าที่เราจะเห็นได้เมื่อเราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยใช้มาตราส่วนใหญ่ ความยุติธรรมจะดูเหมือนเป็นกฎสูงสุดแห่งเอกภพ แต่ถ้าเรากวาดล้างความอยุติธรรมนี้ไปเสียและยืนยันรักษาสิทธิของมนุษย์ทุกคนในโอกาสตามธรรมชาติ เราก็จะทำให้ตัวเราเองสอดคล้องกับกฎ – เราจะกำจัดสาเหตุสำคัญแห่งความไม่เท่าเทียมกันอันผิดธรรมชาติในการวิภาคเศรษฐทรัพย์และอำนาจ เราจะทำให้ความยากจนสูญสิ้นไป ทำให้กิเลสแห่งความโลภอันโหดเหี้ยมเชื่องลง ทำให้สายธารแห่งความชั่วร้ายและความทุกข์ยากเหือดแห้งไป ทำให้ประทีปแห่งวิทยาการสว่างขึ้นในที่มืด ทำให้เกิดความแข็งขันขึ้นใหม่ในการค้นคิดประดิษฐ์และเกิดแรงกระตุ้นใหม่ ๆ ในการค้นพบ นำความเข้มแข็งทางการเมืองเข้าแทนที่ความอ่อนแอทางการเมือง และทำให้ระบบกดขี่และอนาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปมิได้

การปฏิรูปที่ข้าพเจ้าเสนอนั้นสอดคล้องกันกับทุกสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนาทั้งทางการเมือง สังคม และทางศีลธรรม มันมีคุณสมบัติของการปฏิรูปที่แท้จริง เพราะมันจะทำให้การปฏิรูปอื่นๆ ทั้งสิ้นง่ายขึ้น มันจะเป็นอะไรนอกจากการปฏิบัติให้ลุล่วงไปทั้งตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์แห่งสัจจะซึ่งประกาศไว้ในคำประกาศเอกราช – สัจจะที่ “แจ่มชัดในตัวเอง” อันเป็นหัวใจและวิญญาณแห่งคำประกาศ – “มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาเท่าเทียมกัน มนุษย์ได้รับมอบสิทธิจากพระผู้สร้างบางประการอันไม่มีใครจะสามารถพรากไปเสียได้ ในบรรดาสิทธิเหล่านี้คือ ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุขสบาย!”

สิทธิเหล่านี้ย่อมถูกปฏิเสธเมื่อสิทธิอันเท่าเทียมกันในแผ่นดิน – บนแผ่นดินและโดยแผ่นดินเท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ – ถูกปฏิเสธ ความเสมอภาคกันในสิทธิทางการเมือง จะไม่ช่วยชดเชยให้กับการปฏิเสธสิทธิอันเท่าเทียมกันในความเอื้อเฟื้อของธรรม-ชาติ เมื่อสิทธิเท่าเทียมกันในแผ่นดินถูกปฏิเสธและเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและการค้นคิดประดิษฐ์ดำเนินไป เสรีภาพทางการเมืองก็กลายเป็นเพียงเสรีภาพที่จะแข่งขันกันหางานทำในอัตราค่าแรงชนิดที่เกือบทำให้อดตาย นี่คือสัจธรรมที่เราไม่ได้สนใจ ดังนั้นจึงมีขอทานและคนจรจัดเกิดขึ้นตามท้องถนน และความยากจนทำให้มนุษย์ซึ่งเราอวดอ้างว่าเป็นอธิปไตยทางการเมือง ต้องกลายเป็นทาส ความขาดแคลนทำให้เกิดความโง่เขลาชนิดที่โรงเรียนของเราไม่สามารถจะให้ความสว่างได้ พลเมืองลงคะแนนเสียงตามคำบงการของนายของตน นักกวนเมืองเข้าแย่งชิงบทบาทของรัฐบุรุษ ทองคำมีน้ำหนักในตราชูแห่งความยุติธรรม ในตำแหน่งสูง ๆ ผู้ที่เข้านั่งคือ ผู้ที่ไม่กระทำคุณความดีให้แก่ประเทศชาติแม้แต่จะเป็นเพียงคำกล่าวอย่างลวง ๆ ก็ตาม และเสาหลักแห่งสาธารณรัฐซึ่งเราเคยคิดว่าแข็งแรงเหลือเกินนั้นได้โค้งงอแล้วด้วยแรง เครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เราเชิดชูเทวีเสรีภาพทั้งในนามและในรูปแบบ เราสร้างอนุสาวรีย์เทวีเสรีภาพและกล่าวคำสรรเสริญ แต่เรามิได้เชื่อถือเทวีอย่างเต็มที่เลย และยิ่งเราเจริญเติบโตมากขึ้น ความต้องการของเทวีก็ยิ่งมากขึ้น เทวีจะไม่ยอมรับการบริการเพียงครึ่งเดียว!

เสรีภาพ! มันเป็นคำที่จะต้องอธิษฐานอ้อนวอน มิใช่รบกวนโสตประสาทด้วยคำโอ้อวดที่ว่างเปล่า เพราะเสรีภาพหมายถึงความยุติธรรม และความยุติธรรมคือกฎธรรมชาติ – กฎแห่งสุขภาพและสมมาตรและความเข้มแข็ง กฎแห่งภราดรภาพและความร่วมมือ

ผู้ที่ถือว่าเทวีเสรีภาพได้ปฏิบัติภารกิจลุล่วงไปแล้วเมื่อได้ยกเลิกเอกสิทธิ์สืบตระกูลและให้สิทธิลงคะแนนเสียงแก่มนุษย์ ผู้ที่คิดว่าเทวีไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดอีกในกิจวัตรประจำวันแห่งชีวิต ผู้นั้นย่อมไม่เห็นความสูงส่งที่แท้จริงของเทวี – สำหรับเขาเหล่านี้ กวีผู้กล่าวโคลงสดุดีเทวีจะดูเหมือนเป็นคนเพ้อเจ้อ และผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อเสรีภาพคือคนโง่! ดวงอาทิตย์เป็นเจ้าแห่งชีวิตและแสงสว่าง ฉันใด ลำแสงอาทิตย์ไม่เพียงแต่เจาะทะลุก้อนเมฆ แต่ยังสนับสนุนการเจริญเติบโตทั้งหลาย ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทั้งปวง และทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตและความงดงามแบบต่าง ๆ หลากหลายจากสิ่งที่มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นแต่มวลสารอันเย็นชืดและเฉื่อย ฉันใด เสรีภาพก็เป็นฉันนั้นสำหรับมนุษยชาติ มิใช่เพื่อความคิดเลื่อนลอยเท่านั้นที่มนุษย์เราสู้ทำงานเหนื่อยยากและล้มตายไป ที่ประจักษ์พยานแห่งเสรีภาพได้ยืนหยัดมาในทุกสมัยทุกยุค และซึ่งทำให้ผู้ยอมเสียสละเพื่อเสรีภาพสู้ทนรับความยากลำบาก

เรากล่าวถึงเสรีภาพ เสมือนเป็นสิ่งหนึ่ง และ กล่าวถึงคุณงามความดี เศรษฐทรัพย์ ความรู้ การค้นคิดประดิษฐ์ ความเข้มแข็งของชาติ และเอกราชของชาติ เสมือนเป็นสิ่งอื่น ๆ แต่เสรีภาพคือแหล่งกำเนิด คือมารดา คือเงื่อนไขอันจำเป็นแห่งสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น เสรีภาพ

สัมพันธ์กับคุณงามความดีเสมือนแสงสว่างกับสี เสรีภาพสัมพันธ์กับเศรษฐทรัพย์เสมือนแสงแดดกับเมล็ดธัญพืช กับความรู้เสมือนนัยน์ตากับการมองเห็น เสรีภาพคืออัจฉริยบุคคลแห่งการค้นคิดประดิษฐ์ คือกล้ามเนื้อแห่งความเข้มแข็งของชาติ และจิตวิญญาณแห่งเอกราชของชาติ เสรีภาพเกิดขึ้นที่ใด ที่นั่นคุณงามความดีย่อมเติบโตขึ้น เศรษฐทรัพย์มีมากขึ้น ความรู้ขยายออก การค้นคิดประดิษฐ์ทำให้ความสามารถของมนุษย์เพิ่มขึ้น และชาติที่มีเสรีภาพมากกว่าก็จะพุ่งขึ้นสูงในด้านความเข้มแข็งและจิตวิญญาณท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่น Saul กษัตริย์พระองค์แรกแห่งอิสราเอลท่ามกลางพี่น้องร่วมชาติของพระองค์ – สูงสง่ากว่าและสดใสกว่า ที่ใดเสรีภาพเสื่อมลง ที่นั่นคุณงามความดีจะเลือนหาย เศรษฐทรัพย์จะลดลง ความรู้ถูกลืม การค้นคิดประดิษฐ์หยุดชะงัก และจักรวรรดิที่เคยทรงอานุภาพในด้านกำลังทหารและศิลปะวิทยาการจะกลายเป็นเหยื่อที่น่าสมเพชแก่พวกป่าเถื่อนที่มีเสรีกว่า!



เสรีภาพได้ทอแสงมายังหมู่มนุษย์เพียงด้วยลำแสงที่ขาดเป็นช่วงและสว่างเพียงบางส่วน แต่เสรีภาพก็ได้ทำให้เกิดความก้าวหน้าทั้งหลาย

เสรีภาพได้มาสู่ทาสชนชาติหนึ่งที่หมอบราบอยู่ภายใต้แซ่ของพวกอียิปต์และนำพวกเขาออกจากฐานะแห่งทาส (House of Bondage) เสรีภาพทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นในทะเลทราย และทำให้เกิดชนชาติผู้พิชิตขึ้นจากเขาเหล่านี้ เจตนารมณ์เสรีแห่งกฎของโมเสสได้นำนักคิดขึ้นสู่ระดับสูงอันทำให้เขาแลเห็นเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า และดลใจกวีให้ร้อยกรองความคิดออกมาอย่างสูงเลิศ เสรีภาพทอแสงลงสู่ฝั่งทะเลของฟีนิเชีย แล้วเรือทั้งหลายก็แล่นผ่านหลักศิลาของเฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules ทางตะวันออกของช่องยิบรอลตาร์) เพื่อสำรวจทะเลที่ยังไม่มีใครรู้จัก เสรีภาพฉายแสงบางส่วนลงสู่กรีซ แล้วหินอ่อนก็เกิดขึ้นเป็นรูปร่างที่มีความสวยงามตามอุดมคติ คำพูดกลายเป็นเครื่องมือของความคิดอันลึกซึ้งแยบคาย และกองทหารนับจำนวนไม่ถ้วนของมหาราช Darius ก็แตกพ่ายต่อทหารอาสาสมัครจำนวนน้อยของบรรดาเมืองเสรีราวกับคลื่นที่ปะทะโขดหิน เสรีภาพส่องแสงไปยังบรรดานาขนาดแปลงละ 4 เอเคอร์ของกสิกรอิตาลี และจากพลังแห่งเสรีภาพ มหาอำนาจประเทศหนึ่งก็เกิดขึ้น ซึ่งพิชิตโลก แสงเหล่านี้ส่งประกายออกมาจากโล่ของนักรบเยอรมัน แล้วจักรพรรดิออกัสตัสก็ทรง กันแสงหากองทัพของพระองค์ ณ ราตรีหนึ่งหลังคราส แสงเฉียงแฉลบของเสรีภาพก็ส่องลงมายังบรรดาเมืองเสรีอีก วิชาการที่สูญสิ้นไปกลับฟื้นคืน อารยธรรมสมัยใหม่เริ่มต้น โลกใหม่ ถูกเปิดออก และเมื่อเสรีภาพเจริญเติบโตขึ้น ศิลปะ เศรษฐทรัพย์ อำนาจ ความรู้ และการขัดเกลาก็เจริญเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน ในประวัติศาสตร์ของทุกชาติ เราอาจจะได้อ่านความจริงข้อเดียวกันนี้ พลังที่เกิดขึ้นจาก Magna Charta ทำให้อังกฤษสามารถยึดได้หมู่บ้าน Crecy และ Agincourt การฟื้นคืนชีพของเสรีภาพจากระบบกดขี่ของราชวงศ์ทิวเดอร์ทำให้รัชสมัยของพระนางอิลิซาเบธรุ่งเรือง จิตวิญญาณซึ่งได้นำทรราชพระองค์หนึ่งไปสู่เครื่องประหารได้เพาะเมล็ดแห่งต้นไม้อันทรงอำนาจขึ้นที่นี่ พลังแห่งเสรีภาพสมัยโบราณทำให้สเปนเป็นชาติทรงอำนาจสูงสุดในโลกในทันทีที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แต่ก็ต้องตกต่ำลงสู่ก้นบึ้งแห่งความอ่อนแอในเมื่อระบบกดขี่เกิดขึ้นต่อจากเสรีภาพ จงดูพลังในเชิงพุทธิปัญญาทั้งสิ้นในฝรั่งเศสเสื่อมสูญไปภายใต้ระบบกดขี่แห่งศตวรรษที่ 17 เพื่อที่จะฟื้นคืนขึ้นอย่างสง่างามเมื่อเทวีเสรีภาพตื่นขึ้นในศตวรรษที่ 18 และโดยอาศัยรากฐานจากการให้สิทธิออกเสียงแก่ชาวนาฝรั่งเศสในการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ ก็ทำให้เกิดพลังอันเข้มแข็งซึ่งได้ท้าทายการพิชิตอยู่ในสมัยของเรา

เราจะไม่เชื่อมั่นในเทวีเสรีภาพหรือ?

ในสมัยของเรา พลังอันเคลือบแฝงได้คืบคลานเข้ามาเช่นเดียวกับในสมัยก่อน ๆ ซึ่งได้ทำลายเทวีเสรีภาพโดยก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคขึ้น ณ ขอบฟ้า เมฆเริ่มลดต่ำลง เทวีเสรีภาพเรียกร้องเราอีกแล้ว เราจะต้องติดตามเทวีต่อไป เราจะต้องเชื่อถือเธอเต็มที่ เราจะต้องรับเสรีภาพทั้งหมด มิฉะนั้นเสรีภาพก็จะไม่อยู่กับเรา ไม่เป็นการเพียงพอที่มนุษย์จะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่เป็นการเพียงพอที่มนุษย์จะมีความเสมอภาคกันทางทฤษฎีต่อหน้ากฎหมาย มนุษย์จะต้องมีเสรีภาพที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสและปัจจัยแห่งชีวิต มนุษย์จะต้องมีความเสมอภาคกันในความเอื้อเฟื้อของธรรมชาติ ถ้าไม่เลือกเอาเช่นนี้ เทวีเสรีภาพก็จะดึงเอาแสงสว่างของเธอกลับไป! ถ้าไม่เลือกเอาเช่นนี้ ความมืดก็จะเข้ามา และพลังที่ความก้าวหน้าก่อให้เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นอำนาจทำลายล้าง นี่เป็นกฎสากล นี่เป็นบทเรียนของศตวรรษต่าง ๆ ถ้าไม่วางรากฐานอยู่บนความยุติธรรม โครงร่างแห่งสังคมก็จะยืนหยัดอยู่มิได้

การปรุงปรับขั้นปฐมของสังคมของเราเป็นการปฏิเสธความยุติธรรม โดยการยอมให้มนุษย์ผู้หนึ่งได้ครอบครองที่ดิน ซึ่งมนุษย์ผู้อื่นต้องอาศัยดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินนั้น และจากแผ่นดินนั้น เราก็ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นทาสของผู้นั้นในระดับหนึ่งซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อความก้าวหน้าทางวัตถุดำเนินไป นี่คือการเล่นแร่แปรธาตุอย่างแยบยลซึ่งกำลังสกัดเอาผลแห่งการทำงานเหนื่อยยากจากมวลชนในอารยประเทศทุกแห่งไปโดยวิธีที่พวกเขาไม่รู้สึก นี่คือการเล่นแร่แปรธาตุอย่างแยบยลซึ่งกำลังสถาปนาระบบทาสที่ยากแค้นขึ้นและไร้ความหวังยิ่งขึ้นแทนที่ระบบทาสที่ถูกทำลายลงไปแล้ว กำลังทำให้เกิดระบบกดขี่ทางการเมืองขึ้นจากเสรีภาพทางการเมือง และในไม่ช้าก็จะต้องเปลี่ยนสถาบันประชาธิปไตยให้กลายเป็นอนาธิปไตย

สิ่งนี้แหละที่ทำให้พรแห่งความก้าวหน้าทางวัตถุกลายเป็นคำสาป สิ่งนี้แหละที่ต้อนให้มนุษย์เข้าไปแน่นกันอยู่ในห้องใต้ดินสกปรกและห้องเช่าซอมซ่อ ที่ทำให้มีคนเต็มคุกและหญิงเต็มซ่องโสเภณี ที่ลงปฏักมนุษย์ด้วยความขาดแคลนและเผาผลาญมนุษย์ด้วยความโลภ ที่ปล้นความสง่าและความสวยงามแห่งอิตถีเพศที่ดีพร้อมไปจากสตรี ที่คร่าความรื่นเริงและความบริสุทธิ์แห่งยามอรุณของชีวิตไปจากเด็กน้อย

อารยธรรมที่อาศัยพื้นฐานเช่นนี้ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ กฎอันยั่งยืนชั่ว นิรันดร์แห่งเอกภพย่อมห้ามอารยธรรมเช่นนี้ ซากพินาศแห่งจักรวรรดิที่ตายไปแล้วให้ปากคำว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ และพยานซึ่งอยู่ในวิญญาณทุกดวงก็ตอบเช่นเดียวกัน สิ่งนี้เป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความเมตตากรุณา บางสิ่งที่สง่าน่าเคารพยิ่งกว่าความมีใจกุศล – สิ่งนี้คือเทวียุติธรรมเอง ที่เรียกร้องให้เราแก้ไขความยุติธรรมนี้ให้ถูกต้อง ความยุติธรรมซึ่งจะไม่ถูกปฏิเสธ ซึ่งจะไม่สามารถบอกเลื่อนออกไปได้ – ความยุติธรรมซึ่งถือดาบพร้อมไปกับตราชู เราจะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงด้วยพิธีกรรมและการสวดมนต์อ้อนวอนหรือ? เราจะหลีกเลี่ยงประกาศิตแห่งกฎอันจะเปลี่ยนแปลงมิได้โดยการสร้างโบสถ์ในขณะที่ทารกซึ่งหิวโหยร้องคร่ำครวญและมารดาที่อ่อนเพลียร่ำไห้อยู่กระนั้นหรือ?

ถึงแม้อาจจะใช้ภาษาของคำสวด แต่มันก็เป็นการหมิ่นพระผู้เป็นเจ้าที่อ้างว่าความระทมทุกข์และความมีสภาพเยี่ยงสัตว์อันเกิดจากความยากจนนั้นเป็นเพราะประกาศิตที่ยาก แก่การเข้าใจแห่งพระผู้ทรงพระกรุณา การหมิ่นที่พนมมือเข้าหาพระผู้เป็นเจ้าโดยยกความรับผิดชอบในความขาดแคลนและอาชญากรรมแห่งนครใหญ่ ๆ ของเราให้แก่พระองค์ เราดูหมิ่นพระผู้ทรงเป็นนิรันดร เราใส่ร้ายพระผู้ทรงความยุติธรรม มนุษย์ผู้มีความกรุณาควรจะได้จัดระเบียบให้แก่โลก ผู้ที่รักความยุติธรรมควรจะบดขยี้จอมปลวกอันเป็นแผลฝีเช่นนั้นด้วยเท้าของเขา! มิใช่พระผู้ทรงมหิทธยานุภาพ แต่เป็นพวกเรานี่แหละที่ต้องรับผิดชอบต่อความชั่วร้ายและความทุกข์ยากซึ่งกลัดหนองอยู่ท่ามกลางอารยธรรมของเรา พระผู้สร้างทรงโปรยปรายของขวัญของพระองค์ลงมายังพวกเรา – มากเกินพอสำหรับทุกคน แต่เราเหยียบย่ำมันจมโคลนไปเสมือนหมูที่แย่งอาหารกัน – เหยียบย่ำมันจมโคลนไปในขณะที่เราฉุดกระชากลากทึ้งกันเอง!

ในใจกลางอารยธรรมของเราขณะนี้ ความขาดแคลนและความทุกข์ยากมีรุนแรงพอที่จะทำให้ผู้ที่ไม่ปิดตาของตนและทำประสาทให้แข็งเป็นเหล็กต้องใจคอเหี่ยวแห้ง เราจะกล้าหันไปหาพระผู้สร้างและขอให้พระองค์ทรงปลดเปลื้องภาวะเช่นนี้หรือ? สมมติว่าพระองค์ทรงรับฟังคำสวดอ้อนวอน และโดยพระโองการเช่นเดียวกับที่ทำให้เกิดเอกภพขึ้น ก็ได้เกิดพลังในดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยคุณความดีใหม่ เกิดพลังใหม่ขึ้นในพื้นดิน เกิดพืชขึ้น 2 เท่า และเมล็ดซึ่งเคยเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 50 เท่าก็กลายเป็นเพิ่มขึ้น 100 เท่า! ความยากจนจะลดน้อยลงหรือความขาดแคลนจะปลดเปลื้องไปกระนั้นหรือ? เห็นได้ชัดว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น! ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอันใดก็ตามจะเป็นแต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น พลังใหม่ ๆ ที่ไหลมาสู่เอกภพจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ก็แต่โดยผ่านทางแผ่นดินเท่านั้น และเมื่อที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ชนชั้นซึ่งผูกขาดพระกรุณาแห่งพระผู้สร้างอยู่ขณะนี้ก็จะผูกขาดพระกรุณาใหม่ ๆ ของพระองค์หมดสิ้น เฉพาะแต่เจ้าของที่ดินเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ ค่าเช่าจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงจะยังคงมีแนวโน้มไปสู่ระดับที่จะอดตายอยู่นั่นเอง!

นี่มิใช่เป็นเพียงการนิรนัย (deduction) ของวิชาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น หากเป็นข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ด้วย เรารู้ก็เพราะเราได้เห็นมาแล้ว ในสมัยของเรานี่เอง ภายใต้สายตาของเรานี่เอง พลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น อยู่ในทุกสิ่ง และแสดงผ่านทุกสิ่ง พลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเอกภพทั้งสิ้นเป็นเครื่องแสดงออกให้เห็น พลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสร้างสรรค์สรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งถ้าปราศจากพลังนี้แล้ว สิ่งที่มีอยู่ขณะนี้จะไม่เกิดขึ้นมาได้ ได้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ ซึ่งมนุษย์อาจจะรื่นรมย์ด้วยได้โดยแท้จริง ราวกับว่าความอุดมของธรรมชาติได้เพิ่มขึ้น ความคิดได้ผ่านเข้ามาในสมองของผู้หนึ่งที่หาทางเอาไอน้ำมาใช้ประโยชน์ได้สำหรับมนุษย์ ความลับได้ถูกกระซิบบอกที่โสตประสาทชั้นในของอีกผู้หนึ่งซึ่งทำให้สายฟ้ากลายเป็นเครื่องส่งข่าวรอบโลก กฎต่าง ๆ แห่งสสารได้ถูกเปิดเผยออกในทุกทิศทาง ในอุตสาหกรรมทุกสาขา แขนเหล็กและนิ้วเหล็กได้เกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อการผลิตเศรษฐทรัพย์เช่นเดียวกับที่ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้เพิ่มขึ้น ผลที่เกิดขึ้นเป็นเช่นไรหรือ? เจ้าของที่ดินได้ประโยชน์ทั้งสิ้นไป การค้นพบและการประดิษฐ์คิดค้นอันมหัศจรรย์แห่งศตวรรษของเรามิได้เพิ่มค่าแรงขึ้นหรือทำให้การทำงานเหนื่อยยากบรรเทาลง ผลลัพธ์ก็มีแต่เพียงทำให้คนไม่กี่คนร่ำรวยขึ้น ทำให้คนจำนวนมากหมดหนทางยิ่งขึ้น!

ของขวัญแห่งพระผู้สร้างจะถูกฉ้อโกงไปได้อย่างลอยนวลเช่นนั้นหรือ? เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือที่แรงงานจะถูกปล้นเอาสิ่งที่ทำมาหาได้ไปเสียในขณะที่ผู้โลภมากร่ำรวยไปด้วยเศรษฐทรัพย์ – ที่คนจำนวนมากต้องขาดแคลนในขณะที่คนไม่กี่คนมั่งมีล้นเหลือ? จงหันไปดูประวัติศาสตร์ จากทุกหน้าเราจะได้อ่านบทเรียนว่าความผิดเช่นนั้นไม่เคยพ้นการลงโทษไปได้เลย เทวี Nemesis ผู้ลงอาญา ซึ่งติดตามความอยุติธรรมไปไม่เคยพลาดและไม่เคยบรรทม! จงหันไปดูโดยรอบในขณะนี้ สภาพดังกล่าวจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือ? เราจะกล่าวได้แม้แต่เพียงว่า “After us the deluge!” กระนั้นหรือ? เปล่าเลย! หลักศิลาแห่งรัฐกำลังสั่นคลอนอยู่แล้วแม้แต่ในขณะนี้ และรากฐานแท้ ๆ แห่งสังคมก็เริ่มสั่นรัวด้วยพลังที่ถูกอัดและเปล่งแสงแดงเรื่ออยู่เบื้องใต้ การดิ้นรนต่อสู้ซึ่งจะต้องทำให้เกิดการฟื้นฟูขึ้น หรือไม่ก็กระเทือนไหวจนเกิดความหายนะนั้น ใกล้เข้ามา ถ้าหากว่ายังมิได้เริ่มขึ้นแล้ว

ประกาศิตได้ปรากฏออกมาแล้ว! พลังทั้งหลายได้ย่างเข้ามาสู่โลกพร้อมกับไอน้ำและไฟฟ้าและความสามารถใหม่ ๆ อันเกิดจากความก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้เราขึ้นสู่ระดับสูงขึ้นหรือไม่ก็ทำให้เราพินาศไปเช่นเดียวกับที่ชาติต่าง ๆ อารยธรรมต่าง ๆ พินาศไปก่อนแล้ว มันเป็นความหลงผิดซึ่งเกิดขึ้นนำหน้าการทำลายล้าง ที่จะแลเห็นว่าความไม่สงบทั่วไป ซึ่งทำให้โลกอารยะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงผลชั่วคราวของสาเหตุอันไม่จีรังยั่งยืนระหว่างความคิดประชาธิปไตยกับการปรุงปรับสังคมแบบอภิชนาธิปไตยนั้น มีความขัดแย้งกันชนิดที่ไม่สามารถจะปรองดองกันได้เลย เราจะได้เห็นความขัดแย้งนี้กำลังเกิดขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ และในยุโรป เราไม่สามารถจะให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งแก่มนุษย์พร้อมทั้งบังคับให้เขาต้องพเนจรไปด้วยได้อีกต่อไป เราไม่สามารถจะให้การศึกษาแก่เด็กชายหญิงในโรงเรียนแล้วก็ปฏิเสธสิทธิในการหาเลี้ยงชีวิตอย่างสุจริตของเขาได้อีกต่อไป เราไม่สามารถจะพูดพล่ามได้ต่อไปถึงสิทธิอันไม่สามารถจะพรากไปได้ของมนุษย์แล้วก็ปฏิเสธสิทธิอันไม่สามารถจะพรากไปได้ในพระกรุณาของพระผู้สร้าง เหล้าองุ่นใหม่ในขวดเก่าเริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นแล้วแม้แต่ในขณะนี้ และพลังสำคัญเริ่มรวมตัวกันเพื่อการต่อสู้ดิ้นรน!

แต่ในขณะที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ถ้าเราหันไปหาเทวีแห่งความยุติธรรมและเชื่อฟังเธอ ถ้าเราเชื่อถือเทวีแห่งเสรีภาพและตามเธอ ภยันตรายซึ่งกำลังคุกคามอยู่ขณะนี้จะต้องหายไป พลังซึ่งขู่ขวัญอยู่ขณะนี้จะกลายเป็นเครื่องมือยกมนุษย์ให้สูงขึ้น จงคิดถึงพลังซึ่งสูญเสียไปเปล่าขณะนี้ คิดถึงขอบเขตความรู้อันกว้างขวางสุดประมาณซึ่งยังจะต้องสำรวจต่อไป คิดถึงโอกาสความเป็นไปได้ซึ่งการประดิษฐ์คิดค้นอันมหัศจรรย์แห่งศตวรรษนี้เพียงแต่แนะให้พอมองเห็นเท่านั้น เมื่อความขาดแคลนสูญสิ้นไป เมื่อความโลภเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกอันสูงส่ง เมื่อภราดรภาพอันเกิดจากความเสมอภาคเข้าแทนที่ความริษยาและความกลัวซึ่งชักนำให้มนุษย์เป็นปฏิปักษ์กันเองอยู่ขณะนี้ เมื่อพลังสมองได้รับการปลดปล่อยออกมาด้วยสภาพที่ให้ความสะดวกสบายและเวลาว่างแม้แต่แก่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด เช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะวัดได้ถึงความสูงส่งที่อารยธรรมของเราจะพุ่งขึ้นไป? เราไม่สามารถจะหาถ้อยคำให้สมกับความคิดได้! มันคือยุคทองซึ่งกวีบรรยายถึงและผู้รู้อนาคตกล่าวไว้เป็นอุปมา! มันคือทัศนภาพอันสดใสซึ่งทำให้มนุษย์เห็นรังสีแห่งความงามสง่าฝังติดตาอยู่เสมอ มันคือสิ่งที่นักบุญโยฮันมองเห็นเมื่อหลับตาเข้าฌาน ณ เกาะ Patmos มันคือจุดสุดยอดแห่งศาสนาคริสต์ – แผ่นดินสวรรค์บนพื้นพิภพ อันมีกำแพงแก้วและประตูมุก! มันคือรัชสมัยของเจ้าชายแห่งสันติภาพ

ทฤษฎีปัจจุบันว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์ ความไม่เพียงพอของทฤษฎีนี้
ความแตกต่างกันในอารยธรรมเป็นเพราะอะไร
กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ
อารยธรรมสมัยใหม่จะเสื่อมลงได้อย่างไร
สัจจะศูนย์กลาง
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com