Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แนวทางสำหรับการจัดการคำเผยพระวจนะส่วนตัว

    การตอบสนองที่แน่ชัดในท่าทีและปฏิกิริยา มีความจำเป็นสำหรับเราที่จะให้ได้กำไรที่สูงสุดที่ควรจะเป็นจากคำเผยพระวจนะส่วนตัว เมื่อคำเผยพระวจนะส่วนตัวเป็นรีม่าเป็นจริงมาจากพระเจ้า การศึกษาฝึกฝนจากหลักพื้นฐานพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง จะต้องถูกกระทำเพื่อให้เกิดผลและเกิดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเราจะได้รับพระสัญญาจากโลโกหรือจากรีม่า การตอบสนองอันเดียวกันนั้นต้องมีเพื่อให้ได้รับตามพระสัญญา 

บันทึก อ่าน และภาวนา คำเผยพระวจนะส่วนตัวของท่าน

    "อย่าละเลยของประทานที่มีอยู่ในตัวท่าน ซึ่งได้ทรงประทานแก่ท่านตามคำพยากรณ์ เมื่อคณะผู้ปกครองได้วางมือของท่าน จงภาวนาสิ่งเหล่านี้ โดยถือเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อความเจริญของท่านจะได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง" (1 ทธ 4:14-15) ("Neglect not the gift that is in thee, which was given thee by prophecy, with the laying on of the hands of the presbytery. Meditate upon these things; give thyself wholly to them; that thy profiting may appear to all. ")

    ทีโมธีภาวนาคำเผยฯได้ถูกต้องอย่างไร นอกจากเขาจะบันทึกคำเผยฯไว้ แล้วอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก วิธีการปัจจุบัน คือ การอัดเทป แล้วแกะด้วยการเขียน แล้วจึงพิมพ์ 

สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่องานรับใช้ใหม่ๆ

    ถ้อยคำจากพระเจ้าที่พูดออกมา แต่ไม่ได้อัดเทปหรือเขียนไว้ มีค่าเพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะว่ารายละเอียดสำคัญจะถูกลืมไปในไม่ช้า ความคิดของเราสามารถจดจำถ้อยคำที่แน่นอนของคำเผยฯได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคำเผยฯยาว เราไม่สามารถตอบสนองคำเผยฯอย่างถูกต้องได้ นอกจากทุกคำถูกบันทึกไว้ แล้วอ่าน และทำความเข้าใจให้ท่องแท้

การตระเตรียมอย่างถูกต้องต่อคำเผยพระวจนะส่วนตัว

    ถ้าใครคนหนึ่ง(ผู้เผยพระวจนะ)มาหาเรา แล้วบอกว่าเขาหรือเธอมีถ้อยคำจากพระเจ้าสำหรับเรา เราควรจะขอให้เขารอสักครู่จนกว่าท่านจะเอาเครื่องอัดเทปมา หรือให้เขามาในสถานที่ที่มีเครื่องมือในการอัดเทป ถ้าไม่มีเครื่องอัดเทป เราควรขอให้คนอื่นช่วยจดให้ระหว่างที่เขาหรือเธอเผยพระวจนะ ในเรื่องนี้ ถ้าเขาหรือเธอเป็นคนของพระเจ้าที่แท้จริง ก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธเรื่องทำนองนี้

    ถ้าผู้พยากรณ์ได้เผยฯบนธรรมมาส เราต้องจดทุกอย่างที่จำได้ อย่างน้อยก็จุดสำคัญหลักๆ ข้าพเจ้าเคยบันทึกคำเผยฯด้วยวิธีเหล่านี้ แม้กระนั้นบางอันก็ยังสูญหายไป และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับคำเผยฯอันอื่นได้ 

การบันทึกทำให้เปรียบเทียบและยืนยันได้

    หลังจากเราบันทึกคำเผยฯหลายๆอันและเปรียบเทียบแล้ว เรามักจะสังเกตเห็นแนวความคิดและถ้อยคำอันเดียวกัน ปรากฏในข้อความจากหลายบุคคลที่ให้คำเผยฯซึ่งไม่มักคุ้นกับเรื่องราวที่เขาได้พูด คำเผยฯเหล่านี้ช่วยให้รู้ว่าน่าจะมาจากพระเจ้า เพราะว่ามันยืนยันจากปากของพยานหลายคน

    ในพระคัมภีร์ เมื่อพระเจ้าต้องเน้นจุดใดจุดหนึ่ง พระองค์จะกระตุ้นผู้เขียนให้คำเดิมๆ หรือประโยคเดิมหลายๆครั้ง ทำนองเดียวกันพระเจ้าก็กระตุ้นให้ผู้พยากรณ์คำส่วนตัวกับเรา พระองค์ก็จะเน้นด้วยคำพูดหลายๆครั้งในคำเผยพระวจนะครั้งหนึ่งๆ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้ผู้อื่นเผยพระวจนะแนวความคิดอันเดียวกันในเวลาและสถานที่ที่ต่างกัน นี่เป็นเรื่องสำคัญเมื่อเราจำต้องตัดสินใจหลักๆบนคำเผยพระวจนะ เพราะว่าเป็นการดี ที่จะตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆจากการยืนยันหลายทางที่ใช้การได้ 

สองเหตุผลสำหรับการบันทึก

    ประการแรก เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลที่ได้รับคำเผยพระวจนะ เพราะคำเผยพระวจนะบางอันมีความหมายขึ้นมา เมื่อเวลาล่วงไปแล้วเป็นเดือน เป็นปี การเผยพระวจนะโดยปราศจากการบันทึกเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ

    ประการที่สอง ข้าพเจ้ายืนกรานให้บันทึกคำเผยพระวจนะทุกอัน เพื่อปกป้องตัวผู้พยากรณ์เอง ประชากรมักจะใช้คำเผยพระวจนะผิดพลาด บิดเบือน และพยายามตีความหมายอีกครั้งหนึ่งจากสิ่งที่ได้ยิน และคิดว่าเขาได้ยินในคำเผยพระวจนะ แล้วเขาก็จดจำเข้าข้างความปรารถนาของตัวเอง แทนที่จะเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า 

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า

    ข้าพเจ้าเคยไปที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งศิษยาภิบาลเป็นโสด ครั้งนั้นข้าพเจ้าเผยพระวจนะให้หญิงโสดผุ้หนึ่งในที่ประชุม หลายสัปดาห์ต่อมา เธอพูดว่า "รู้ไหม อาจารย์ฮามอน เผยพระวจนะให้ฉันว่า ฉันจะได้แต่งงานกับศิษยาภิบาล" เพื่อคนหนึ่งถามว่า เธอได้จดคำเผยพระวจนะนั้นไว้หรือเปล่า เธอบอกว่าจด อ่านได้ความว่า "พระเจ้าจะทรงประทานให้ท่าน ในความปรารถนาในใจของท่าน" 

การแปลความหมายครั้งแรกไม่ถูกต้องเสมอไป

    การบันทึก จด(เขียน) และภาวนา คำเผยพระวจนะช่วยให้เรารู้ว่าถ้อยคำๆเดียวกันอาจให้ความหมายหลายๆอย่าง ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าเคยไปแสวงหาคำเผยพระวจนะ เพื่อให้พระเจ้าทรงประทานเงิน 40,000 เหรียญ ซึ่งครบกำหนดจ่ายอีกสองวันข้างหน้า ข้าพเจ้าได้รับคำเผยพระวจนะว่า "เราจะประทานสิ่งที่เจ้าต้องการ เพราะที่จะปฏิเสธเจ้าอาจจะเป็นการปฏิเสธเรา"

    ข้าพเจ้ากลับไปสารภาพและภาวนาถ้อยคำที่ได้รับ แต่มันไม่สำเร็จตามนั้น ดังนั้นข้าพเจ้าทูลต่อพระเจ้าว่า พระเจ้าไม่ได้ประทานให้ข้าพเจ้าตามที่ทรงสัญญา แต่พระเจ้าตรัสตอบว่า "เราได้ทำแล้ว เราได้ประทานสิ่งที่จำเป็นที่เราได้สัญญาผ่านคำเผยพระวจนะจากผู้รับใช้ของเราแล้ว เจ้าคิดว่าสิ่งจำเป็นที่สุดของเจ้าคือการจ่ายเงิน แต่เราเห็นสิ่งที่จำเป็นกว่าเงิน และเราได้ประทานแล้วด้วยความสัตย์ซื่อ" เราควรจะกลับไปดูคำเผยพระวจนะที่บันทึกไว้ร่วมกันกับศิษยาภิบาลหรือผู้อาวุโส ที่เชื่อทางนี้และเข้าใจเรื่องคำเผยพระวจนะส่วนตัว ท่านเหล่านั้นสามารถช่วยเราให้แน่ใจว่า ไม่ตีความผิด หรือใช้ถ้อยคำนั้นผิดพลาด 

เหตุผลอื่นๆในการบันทึกคำเผยพระวจนะ

    คือ เราไม่ควรตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆหลักๆขึ้นอยู่กับคำเผยพระวจนะ หรือสร้างบทสรุปในความหมายของคำเผยฯ ในขณะที่กำลังเผยฯ ดีที่สุดที่จะฟังอย่างสนใจและอย่างผู้อธิษฐาน สำรองการตัดสินใจขึ้นสุดท้ายไว้ตอนที่เรามีคำเผยพระวจนะในรูปของตัวอักษรบนกระดาษแล้ว อารมณ์ของเรา จิตใจของเรา และทัศนคติของเรา ในขณะที่รับคำเผยพระวจนะ ไม่สื่อที่จะประเมินอย่างถูกต้องได้ ในช่วงเวลานั้น วิญญาณของเราจะผูกพันในปฏิกิริยาการเป็นพยานต่อวิญญาณของบุคคลที่กำลังเผยพระวจนะ 

เป็นพยานต่อคำเผยพระวจนะ

    เราเป็นพยาน (Bear witness) ต่อคำเผยฯที่ถูกต้องแน่นอนในวิญญาณได้อย่างไร โดยวิธีเดียวกันกับเราเป็นพยานว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า "พระวิญญาณเองเป็นพยานด้วยกันกับวิญญาณของเรา" (รม 6:16) 

การสังเกตระหว่างจิตกับวิญญาณ (Soul and spirit)

    โลกของวิญญาณ (Spirit realm) ของมนุษย์ เป็นที่ที่ความรักและความเชื่ออย่างพระเจ้าทำการ อารมณ์ (Emotions) อยู่ในจิต (Soul) ประสาทสัมผัสทั้งห้า (Five senese) รวมทั่งความรู้สึก (Feeling) อยู่ในโลกของธรรมชาติเนื้อหนัง

    เหตุผลของเรา (Reasoning) อยู่ในความคิด (Mind) ไม่ได้อยู่ในวิญญาณ (Spirit) ดังนั้นประเพณีของเรา (Traditions) ความเชื่อ (Beliefs) และความคิดเห็นที่กล้าแข็ง (Strong opinions) ไม่ได้เป็นพยานที่แท้จริงต่อคำเผยฯที่ถูกต้อง 

อย่าทำอะไรที่ท่านไม่ได้มีพยาน

    ถ้าไม่มีปฏิกิริยาหรือความรู้สึกในวิญญาณ แต่ยิ่งหว่านั้นมีความรู้สึกเป็นกลาง (Neutral feeling) ดังนั้นแล้วนั่นคือสถานการณ์ "รอคอยและคอยดู" (Wait and see) วิญญาณกำลังพูดว่า "ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น ไม่มีอะไรต้องกังวล" 

การสำแดงใหญ่ๆ กับ การยืนยัน (New revelation vs. Confirmation)

    บางคนบางครั้งบางเหตุผลรู้ในตัวของเขาเอง เริ่มสอนว่าคำเผยพระวจนะเพียงเพื่อสำหรับการยืนยันเท่านั้น และยืนยันการสอนว่า เราควรจะตัดคำเผยพระวจนะที่เสนอแนวคิดใหม่ๆทิ้งไป พระเจ้าจะต้องพูดกับเราก่อนคนแรกเป็นการส่วนตัวเสมอ ก่อนที่พระองค์จะตรัสกับผ่านคนอื่น ไม่มีข้อพระคำสนับสนุนความเชื่อนี้ 

ผู้พยากรณ์พูดสิ่งต่างๆที่ไม่เคยรู้สึก (Perceived) โดยบุคคล

    ตัวอย่างเช่น ทรงตรัสเรื่อง ดาวิด เอลีชา เยฮู ฮาซาเอล เปาโล

    เราต้องพิสูจน์ทุกถ้อยคำ ก่อนที่จะตัดมันทิ้ง 

ทำสงครามที่ดีกับคำเผยพระวจนะ

    เปาโลบอกทิโมธีให้ทำมากกว่าการภาวนาตามคำเผยพระวจนะ ท่านบอกเขาควรจะต่อสู้กับสงคราม "บุตรของข้าพเจ้า คำกำชับนี้ข้าพเจ้าได้ให้ไว้กับท่านตามคำพยากรณ์ซึ่งเล็งถึงท่าน เพื่อข้อความเหล่านั้นจะเป็นกำลังอย่างที่สุดให้ท่านต่อสู้ในการสงครามที่ดี" (War a good warfare) (1 ทธ 1:18) 

    ดาวิดและเยโฮซาฟัด ชนะศัตรูได้เพราะคำเผยพระวจนะที่ได้จากผู้พยากรณ์ (Jahaziel)

    "เชื่อในพระเจ้าของท่าน แล้วท่านจะได้รับการสถาปนา เชื่อในเหล่าผู้พยากรณ์ของพระองค์ แล้วท่านจะจำเริญมั่งคั่ง" (2 พศด 20:20) [Believe in the Lord your God, so shall you be established; believe his prophets, so shall you prosper]

    อย่าทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป จนกว่าได้รับทิศทางที่แน่ชัด 

    การตอบสนองคำเผยฯ โดยการทำสิ่งที่เคยทำมาก่อน ถ้ายังไม่ได้รับการทรงนำที่ชัดเจน แม้ว่าเราจะได้รับถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ตัวอย่างนี้คือ ดาวิด

    ในทางกลับกัน เมื่อได้รับคำเผยพระวจนะที่ให้คำแนะนำที่แน่ชัด และการทรงเจิมเพื่อการปฏิบัติการทันที ดังนั้นก็ถึงเวลาที่จะปฏิบัติการ เยฮู นายทหารผู้หนึ่งของกองทัพอิสราเอล ได้รับคำเผยพระวจนะลักณะนั้น เอลีชาได้สั่งให้ผู้พยากรณ์หนุ่มคนหนึ่งเอาน้ำมันสำหรับเจิมและไปที่ ลาโมดกิเลอาด ที่ที่เขาจะเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์ และวิ่งหนีไป ชายหนุ่มไม่เพียงแต่เจิมกษัตริย์เยฮูเท่านั้น แต่เขาได้เผยพระวจนะถึงการล่มสลายของราชวงศ์ของอาฮับ ซึ่งเอลียาห์ได้เคยพระวจนะให้เยฮูก่อนหน้านี้ประมาณ 20 ปี 

ปฏิบัติการทันทีเมื่อได้รับการทรงนำที่เด่นชัด

    เมื่อเยฮูบอกกับเพื่อนนายทหารคนอื่นๆที่ติดตามเขา ว่าผู้พยากรณ์ได้พูดอะไรและให้ทำอะไร พวกเขาก็ได้ตั้งเยฮูเป็นกษัตริย์ทันที เยฮูเชื่อว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ถูกต้อง และเพื่อนๆของเขาก็เห็นด้วย

    จากตัวอย่างสองตัวอย่างนี้ (ดาวิดและเยฮู) เราสรุปได้ว่า ไม่เป็นการเพียงพอที่จะได้รับคำเผยพระวจนะ เราต้องตอบสนองอย่างถูกต้องด้วย เราต้องภาวนาคำเผยฯนั้น เป็นพยานคำเผยฯ เสียค่าสงคราม (Wage warfare) และปฏิบัติการเมื่อได้รับทิศทางที่ชัดเจนเท่านั้น

 

คำเผยพระวจนะส่วนตัว

พระเจ้าต้องการที่จะสื่อสาร

วัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับผู้พยากรณ์

ธรรมชาติของการเผยพระวจนะ

การหายโรคและการเผยพระวจนะส่วนตัว

ห้าช่องทางของการเผยพระวจนะ

การเผยพระวจนะส่วนตัวเกี่ยวกับการรับใช้ของประทาน และการทรงเรียก

ให้การเผยพระวจนะในมุมกว้างไกล

พระวจนะ น้ำพระทัย และวิถีทาง

ความพยายามในธุรกิจและความจำเริญมั่งคั่งทางการเงิน

ถ้อยคำที่พระเจ้าใช้

ลักษณะของคำเผยพระวจนะส่วนตัว

แนวทางสำหรับการจัดการคำเผยพระวจนะส่วนตัว

ท่าทีของการตอบสนองที่ถูกต้องต่อคำเผยพระวจนะ

อุปสรรคที่ทำให้คำเผยพระวจนะส่วนตัวไม่สำเร็จตามนั้น

ชีวิตและความตายที่เกี่ยวกับคำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com