ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

13

ภาษา

สาวกซึ่งบางคนเป็นเพียงชาวประมงได้รับมอบหมายให้ทำพันธกิจยิ่งใหญ่ในการออกไปประกาศข่าวประเสริฐทั่วโลก (มาระโก 16:15,16) บางทีปฏิกิริยาแรกที่พวกเขามีก็คือ "แต่เราพูดภาษาต่างชาติไม่ได้" พวกเขาไม่ได้อยู่ในกรณี "เราไม่เก่งภาษาตอนเราเป็นนักเรียน" ด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาไม่ได้รับการศึกษา "ท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ" (กิจการของอัครทูต 4:13) และแม้แต่ในกรณีของผู้ที่มีการศึกษา (เช่นเปาโล) ภาษาก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่ดี เมื่อมีการรับเชื่อเกิดขึ้น การที่พวกเขาต้องพึ่งพากันเพื่อการสั่งสอนเทศนา (ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่) หมายความว่าการไม่เข้าใจภาษาของกันและกันเป็นปัญหาที่ใหญ่โขอยู่

ดังนั้นเพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคนี้ พวกเขาจึงได้รับของประทานในการพูดและเข้าใจภาษาต่างๆ เห็นได้ชัดว่ามีความขัดแย้งระหว่างมุมมองของ “ภาษาแปลกๆ” และมุมมองของคริสเตียน "เกิดใหม่" มากมายที่อธิบายเสียงแปลกๆ ที่พวกเขาทำว่าเป็น "ภาษาแปลกๆ" แต่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์แล้ว ความหมายของคำว่า
"ภาษาแปลกๆ" คือ "ภาษาต่างชาติ"

ในวันเทศกาลเพนเทคอสต์ของชาวยิวหลังจากที่พระเยซูทรงเสด็จสู่สวรรค์ไม่นาน พวกสาวก "ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ เขาจึงพากันมา (การทำการอัศจรรย์ในที่สาธารณะ) และฉงนสนเท่ห์ เพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตัว คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจ พูดว่า "ดูแน่ะคนทั้งหลายที่พูดกันนั้นเป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ เหตุไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เช่น ชาวปาร์เชียและมีเดีย…เราทั้งหลายต่างก็ได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงมหกิจของพระเจ้าตามภาษาของเราเอง…เขาทั้งหลายจึงอัศจรรย์ใจและฉงนสนเท่ห์" (กิจการของอัครทูต 2:4-12) การย้ำเน้นถึงความฉงนสนเท่ห์และอัศจรรย์ใจของผู้คนคงจะไม่จำเป็นหากพวกเขาได้ยินแค่คำพูดไม่ได้ศัพท์ของพวกที่อ้างว่าได้รับของประทานในยุคนี้ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเมินเฉยมากกว่าความอัศจรรย์ใจและเชื่อถืออันเกิดจากความเข้าใจในคำพูดที่ปรากฏในกิจการของอัครทูต 2

นอกจากความหมายที่เหมือนกันของ "ภาษาแปลกๆ" และ "ภาษาต่างๆ ในกิจการของอัครทูต 2:4-11 "ภาษาแปลกๆ" ยังถูกใช้หมายความว่า "ภาษาต่างๆ" ในอีกหลายแห่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ในพระธรรมวิวรณ์ คำว่า "คน เผ่าพันธุ์ ภาษา" ถูกใช้ถึง 5 ครั้งเพื่ออธิบายคำว่าประชาชาติในโลก (วิวรณ์ 7:9,10:11;11:9;13:7;17:15) คำว่า "ภาษาแปลกๆ" ในภาษากรีกปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมฉบับภาษากรีก (เรียกว่า Septuagint) มีความหมายว่า ภาษาต่างๆ (ปฐมกาล10:5; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:49; ดาเนียล 1:4)

1 โครินธ์ 14 กล่าวถึงพระบัญชาในการใช้ของประทานของการพูดภาษาแปลกๆ ข้อ 21 อ้างถึง อิสยาห์ 28:11 เกี่ยวกับของประทานนี้ที่จะถูกใช้กับชาวยิว "พระองค์จะตรัสกับชนชาตินี้โดยต่างภาษาและด้วยปากของคนต่างด้าว" ในเบื้องต้น พระธรรมข้อนี้หมายถึงผู้ที่รุกรานชนชาติอิสราเอลจะพูดกับชาวยิวด้วยภาษาที่ชาวยิวไม่รู้จัก คำว่าภาษาและปากในที่นี้หมายถึงภาษาต่างชาติ ใน 1 โครินธ์ 14 คำว่า “ภาษาแปลกๆ” หมายถึง ภาษาต่างด้าวเช่นกัน พระธรรมบทนี้เป็น
เปาโลได้รับการดลใจให้เขียนถึงการใช้ของประทานไปในทางที่ไม่ถูกต้องซึ่งเกิดขึ้นในคริสตจักรสมัยแรก และทำให้เกิดความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับธรรมชาติของของประทานในการพยากรณ์และการพูดภาษาต่างๆ ข้อ 37 เป็นข้อสำคัญที่สรุปความของบทนี้

"ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะหรืออยู่ฝ่ายวิญญาณ ก็ควรยอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้นเป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า"

หากผู้ใดอ้างว่ามีของประทานฝ่ายวิญญาณ เขาจะต้องยอมรับว่าพระบัญชาเกี่ยวกับการใช้ของประทานได้รับการดลใจจากพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบัญชาเป็นคนที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาเห็นว่าถูกต้องแล้วที่จะขัดพระบัญชาที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ข้อ 11-17 เขียนไว้ว่า

"แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้าใจเนื้อความของภาษานั้นๆ ข้าพเจ้าจะเป็นคนต่างภาษากับคนที่พูด และคนที่พูดนั้นจะเป็นคนต่างภาษากับข้าพเจ้าด้วย

เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนใจแสวงหาของประทานฝ่ายวิญญาณแล้ว ก็จงอุตส่าห์กระทำตัวของท่านให้สามารถที่จะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น

เหตุฉะนั้นคนที่พูดภาษาแปลกๆ ได้นั้น ควรจะอธิษฐานขอให้แปลได้ด้วย

เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์

ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด

มิฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจแล้ว คนที่อยู่ในพวกที่รู้ไม่ถึงจะว่า "อาเมน" เมื่อท่านโมทนาพระคุณอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด

แม้ท่านโมทนาพระคุณอย่างไรก็ตาม แต่คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น"

การพูดภาษาที่คนที่อยู่ในที่ประชุมไม่เข้าใจ ก็ไร้ประโยชน์ ผู้คนจะกล่าว "อาเมน" อย่างจริงใจได้อย่างไร ถ้าการอธิษฐานนั้นประกอบด้วยถ้อยคำที่พวกเขาไม่เข้าใจ คำว่า "อาเมน" แปลว่า "ขอให้เป็นไปตามนั้น" หรือ "เห็นด้วยกับคำอธิษฐาน" การพูดภาษาที่พี่น้องของท่านไม่เข้าใจไม่ทำให้พวกเขาจำเริญขึ้น ปอลเขียนไว้ว่า

ข้อ 19

"แต่ว่าในคริสตจักร ข้าพเจ้าพอใจที่จะพูดสักห้าคำด้วยความคิด เพื่อเป็นคติแก่คนอื่น ดีกว่าที่จะพูดหมื่นคำเป็นภาษาแปลกๆ"

เรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายว่า ประโยคสั้นๆ เกี่ยวกับพระคริสต์ที่ใช้ภาษาของเราดีกว่าคำเทศนาเป็นชั่วโมงในภาษาต่างชาติหรือ “ที่เราไม่เข้าใจ”

ข้อ 22

"เหตุฉะนั้น การพูดภาษาแปลกๆ จึงไม่เป็นนิมิตแก่คนที่เชื่อ แต่เป็นนิมิตแก่คนที่ไม่เชื่อ แต่การเผยพระวจนะนั้น ไม่ใช่สำหรับคนที่ไม่เชื่อ แต่สำหรับคนที่เชื่อแล้ว"

การพูดภาษาแปลกๆ จึงใช้สำหรับการประกาศพระกิตติคุณ แต่ทุกวันนี้ การอ้างว่าพูด "ภาษาแปลกๆ" ได้ มักจะเกิดกับ “คนที่เชื่อ” เวลาที่เขาอยู่คนเดียวและเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล มีตัวอย่างของผู้คนเหล่านั้นที่สามารถพูดภาษาในภาษาต่างชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเพื่อประกาษข่าวประเสริฐ ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ประตูแห่งการประกาศข่าวประเสริฐเปิดกว้างในยุโรปตะวันออก แต่คริสตจักรที่ทำการประกาศศาสนาต้องแจกจ่ายเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ พวกเขาต้องใช้ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ แน่นอนถ้าพวกเขาได้รับของประทานดังกล่าว

ข้อ 23

"เหตุฉะนั้น ถ้าคริสตจักรมีการประชุมแล้ว คนทั้งปวงต่างก็พูดภาษาแปลกๆ และมีคนที่รู้ไม่ถึง หรือคนที่ไม่เชื่อเข้ามา เขาจะมิเห็นไปว่า ท่านทั้งหลายคลั่งไปแล้วหรือ"

ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ชาวมุสลิมและพวกนอกรีตเยาะหยันพฤติกรรมประหลาดของพวกที่อ้างว่ามีของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ ทั่วทั้งแอฟริกาตะวันตก แม้แต่คริสเตียนระดับหัวหน้าที่ไปร่วมประชุมกับพวกเพนเทคอสต์ก็จะต้องคิดว่าพวกเขาบ้าคลั่งไปแล้ว

ข้อ 27

"ถ้าผู้ใดจากพูดภาษาแปลกๆ จงให้พูดเพียงสองคนหรืออย่างมากที่สุดก็สามคนและให้พูดทีละคน และให้อีกคนหนึ่งแปล"

ในการประชุมนมัสการหนึ่งๆ ควรมีการพูดภาษาแปลกๆ เพียง 2-3 คน ไม่น่าจะมีการพูดภาษาแปลกๆ มากกว่า 3 ภาษาในหมู่ผู้ที่มาประชุม การประชุมนั้นจะต้องขาดตอน หากประโยคที่พูดออกมาต้องถูกแปลความมากกว่า 2 ครั้ง ถ้าในการเทศนาที่เซ็นทรัลลอนดอน โดยมีชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน มาฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ คือ

ศิษยาภิบาล: กู๊ดอีฟนิ่ง

คนพูดคนแรก: บองซัวร์ (ฝรั่งเศส)

คนพูดคนที่สอง: กูเท่น อเบนท์ (เยอรมัน)

โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาจะต้องพูด “ทีละคน” ความสับสนอาจเกิดขึ้นจากการพูดในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากธรรมชาติทางอารมณ์ของ "การพูดภาษาแปลกๆ" ในปัจจุบัน คือการที่คนพูดภาษาแปลกๆ พูดพร้อมๆ กัน ข้าพเจ้าเคยสังเกตว่าเมื่อคนหนึ่งเริ่มพูด คนอื่นๆ ก็จะได้รับอิทธิพลให้พูดเช่นเดียวกัน

การพูดภาษาแปลกๆ มักจะถูกใช้พร้อมกับการเผยพระวจนะเพื่อว่าข้อความที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าจะถูกเปิดเผย (โดยของประทานในการเผยพระวจนะ) เราสามารถดูตัวอย่างได้ในกิจการของอัครทูต 19:6 ถ้าการประชุมในลอนดอนที่มีชาวอังกฤษและฝรั่งเศส มาร่วม แล้วผู้พูดพูดด้วยภาษาฝรั่งเศส ชาวอังกฤษในที่ประชุมก็จะไม่ "จำเริญขึ้น" ดังนั้นของประทานในการแปลก็ควรจะมีอยู่ในการประชุมนั้นด้วย เพื่อให้ทุกคนฟังเข้าใจ ในตัวอย่างของเรา คือการแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นอังกฤษ ถ้าผู้ฟังถามผู้พูดด้วยภาษาฝรั่งเศส ผู้พูดก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าไม่มีคนช่วยแปล แม้ว่าเขาจะมีของประทานในการพูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นการมีของประทานในการแปลจึงจำเป็นในกรณีนี้ด้วย

ถ้าไม่มีของประทานในการแปลในกรณีที่ต้องมี ก็ไม่ควรมีการใช้ภาษาแปลกๆ
"…ให้คนหนึ่งแปล แต่ถ้าไม่มีผู้ใดแปลได้ ก็ให้คนเหล่านั้นอยู่เงียบๆ ในที่ประชุม"
(1 โครินธ์ 14:27,28) ความจริงที่ว่าผู้ที่อ้างว่าพูด “ภาษาแปลกๆ” ได้พูด “ภาษาต่างๆ” โดยไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีใครแปลได้ เป็นการขัดต่อพระบัญชาข้างต้น

ข้อ 32,33

"วิญญาณของพวกผู้เผยพระวจนะนั้นย่อมอยู่ในบังคับของพวกผู้เผยพระวจนะ เพราะว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข ตามที่ปฏิบัติกันอยู่ในคริสตจักรแห่งธรรมิกชนนั้น"

การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ที่ทำให้คนๆ หนึ่งหลุดออกจากภาวะปกติ พระวิญญาณอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ ไม่ใช่อำนาจที่ควบคุมให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เป็นการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ ที่ว่า ซาตานหรือ "วิญญาณชั่ว" ครอบงำ “ผู้ที่ไม่ได้รับความรอด” (ดูบทเรียนที่ 6.3) และพระวิญญาณบริสุทธิ์เติมเต็มผู้ที่เชื่อ แต่ฤทธิ์เดชที่กล่าวถึงใน 1 โครินธ์ 14:32 เกี่ยวข้องกับการควบคุมเพื่อจุดประสงค์โดยเฉพาะของผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ ไม่ใช่พลังแห่งความดีที่ต่อสู้กับพลังแห่งความชั่วที่อยู่ในตัวของมนุษย์ นอกจากนี้ ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับสาวกในโอกาสพิเศษเพื่อทำสิ่งพิเศษ ไม่ใช่สถิตอยู่ด้วยอย่างถาวร

ข้อ 34

"จงให้พวกผู้หญิงนั่งเสียในที่ประชุม เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูด แต่ให้เขาอยู่ใต้บังคับบัญชา เหมือนที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้นั้น"

ในบริบทของการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณนี้ เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงไม่ควรใช้ของประทานในขณะที่มีการประชุมในโบสถ์ เรื่องนี้จะถูกเมินเฉยแน่นอน หากการพูดภาษาแปลกๆ ในปัจจุบันเกิดขึ้นในที่ประชุม และคนในที่ประชุมได้รับอิทธิพลทางอารมณ์ และเริ่มพูดภาษาแปลกๆ บ้าง ไม่ว่าผู้หญิงหรือเด็กก็สามารถเปล่งเสียงแปลกๆ ซึ่งถูกตีความว่าเป็น "ภาษาแปลกๆ" ได้

การที่มีผู้หญิง "พูดภาษาแปลกๆ" หรือ "เผยพระวจนะ" ได้ในคริสตจักร ในยุคปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับพระบัญชาในข้อ 34 นี้ ต่อข้อกล่าวหาว่า เปาโลเป็นพวกเกลียดผู้หญิงนั้น เราหาคำตอบได้จากพระธรรมที่ว่า "ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะ หรืออยู่ฝ่ายวิญญาณก็ควรยอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้น เป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (1 โครินธ์ 14:37) ไม่ใช้เปาโลโดยส่วนตัว

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ผู้มีบทบาทนำให้เกิดการศึกษาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการมากที่สุดดาร์วินเสนอควาามคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

» สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน

» ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1,200 ล้านคน นั่นหมายความว่า ประชากรหนึ่งในห้าของโลกเป็นประชากรจีน

» ยอดมนุษย์
เรื่องราวและชีวิตของพวกเขา บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริง บางคนไร้ตัวตนบางคนล้มเหลว บางคนเป็นต้นแบบ เป็นอาชญากร

» รพินทรนาถฐากูร
หยุดเสียเถิดการสาธยาย การขับขานและการนั่งนับลูกประคำอะไรเหล่านี้ ท่านบูชาผู้ใดกันในมุมสลัวลาง...และเปล่าเปลี่ยวของเทวลัยที่หับบานประตูหน้าต่างมิดชิดรอบด้าน

» สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1980 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการ

» แม่ไม้มวยไทย
การเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้มาใช้งานอย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง

» ประวัติศาสตร์ศิลป์
วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลป์และการออกแบบศิลปะเครื่องประดับตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ค้นพบในแต่ละช่วงสมัย และส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จักธรรมชาติ

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-