ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

9

ความรับผิดชอบต่อพระเจ้า

ถ้ามนุษย์มี "วิญญาณอมตะ" เขาจะต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาจะได้รับรางวัลหรือรับโทษ หมายความว่า ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้า แต่เราเห็นแล้วว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ก็เหมือนกับสัตว์ ไม่มีความเป็นอมตะใดๆ อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางคนได้รับข้อเสนอของการมีชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีชิวิตอยู่จะฟื้นขึ้นจากความตาย มนุษย์มีชีวิตอยู่และตายเหมือนกับสัตว์ พวกเขากลับคืนเป็นผงคลีดิน แต่เนื่องจากจะมีการพิพากษา บางคนถูกลงโทษและบางคนได้ชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งพวกที่ฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อถูกทำโทษและเพื่อรับรางวัล

การที่ใครจะฟื้นขึ้นจากความตายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบต่อการพิพากษาหรือไม่ พื้นฐานของการพิพากษาอยู่ที่ว่าเราตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร พระคริสต์อธิบายว่า "ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละ จะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 12:48) ผู้ที่ไม่รู้จักหรือเข้าใจคำของพระคริสต์ จะไม่มีโอกาสรับหรือปฏิเสธพระองค์ จึงไม่นับอยู่ในการพิพากษา "คนทั้งหลายที่ไม่มีธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และคนทั้งหลายที่มีธรรมบัญญัติและทำบาป ก็จะมีโทษตามธรรมบัญญัติ" (โรม 2:12) ดังนั้น คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะพินาศเหมือนพวกสัตว์ คนที่ไม่ทำตามธรรมบัญญัติจะต้องถูกพิพากษา พวกเขาจะฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อรับการพิพากษา

ในสายพระเนตรของพระเจ้า "ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป" (โรม 5:13) "ผู้ที่กระทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ" (1 ยอห์น 3:4) "ธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้" (โรม 3:20) การไม่รู้จักธรรมบัญญัติของพระเจ้า "ไม่ถือว่ามีบาป" ดังนั้นพวกเขาจะไม่ถูกพิพากษาหรือฟื้นขึ้นมาจากความตาย คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะยังคงนอนตายอยู่เหมือนพวกสัตว์ "มนุษย์ ก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่พินาศ" (สดุดี 49:20) "ดังแกะ เขาถูกกำหนดไว้ให้แก่แดนผู้ตาย" (สดุดี 49:14)

การที่เรารู้วิถีทางของพระเจ้าทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อพระองค์ในทุกการกระทำของเรา และทำให้เราฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อรับการพิพากษา ไม่ใช่เพียงคนที่รับบัพติศมาหรือคนชอบธรรมเท่านั้นที่จะฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ทุกคนที่รับผิดชอบต่อพระเจ้าเนื่องจากรู้จักพระองค์

- ยอห์น 15:22 พระเยซูตรัสว่า "ถ้าเราไม่ได้มาสั่งสอนเขา เขาก็คงจะไม่มีบาป แต่บัดนี้เขาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา" โรม 1:20-21 บอกว่าการรู้จักพระเจ้าทำให้มนุษย์ "ไม่มีข้อแก้ตัวเลย"

- "ทุกคนที่ได้ยินได้ฟังและได้เรียนรู้จากพระบิดา เราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 6:44-45)

- พระเจ้าทรงกะพริบตาใส่การกระทำของคนที่ไม่รู้จักทางของพระองค์ ส่วนคนที่รู้จักพระองค์ทรงเฝ้าดูและคาดหวังการตอบสนอง (กิจการของอัครทูต 17:30)

- "บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้ มิได้กระทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก แต่ผู้ที่มิได้รู้ แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย (เช่น ยังคงนอนตายอยู่) ผู้ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมาก และผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก" (ลูกา 12:47-48) แล้วพระเจ้าจะทวงมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

- เหตุฉะนั้น ผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป" (ยากอบ 4:17)

- ความรับผิดชอบเป็นพิเศษที่อิสราเอลมีต่อพระเจ้านับจากการทรงเผยพระองค์แก่พวกเขา (อาโมส 3:2)

- เพราะคำสอนเรื่องความรับผิดชอบนี้เอง "เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลยก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น” (2 เปโตร 2:21) ข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ยอห์น 9:41; 3:19; 1 ทิโมธี 1:13; โฮเชยา 4:14; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:39

ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าทำให้เราต้องได้รับการพิพากษา คนที่ไม่รู้จักก็จะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย เพราะเขาจะไม่ถูกพิพากษา ความไม่รู้ของพวกเขาทำให้พวกเขาเป็นเหมือน "สัตว์ทั้งหลายที่พินาศ" (สดุดี 49:29) ไม่ใช่ผู้ที่มีชีวิตอยู่จะฟื้นขึ้นจากความตายทุกคน

- ผู้คนในบาบิโลนโบราณจะ "ไม่ลุกขึ้น" หลังความตายเพราะพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้าแท้จริง (เยเรมีย์ 51:39; อิสยาห์ 43:17)

- อิสยาห์หนุนใจตัวเองว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ เจ้านายอื่นๆ นอกเหนือพระองค์ได้ครอบครองพวกข้าพระองค์ (พวกฟิลิสเตียและพวก
บาบิโลน) เขาทั้งหลายตายแล้ว เขาจะไม่มีชีวิตอีก เขาเป็นชาวแดนคนตาย เจาจะไม่เป็นขึ้นอีก ทรงกวาดอนุสรณ์ทั้งสิ้นของเขาเสีย" (อิสยาห์ 26:13-14) มีการย้ำเน้นถึง 3 ครั้งว่าพวกเขาจะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย "จะไม่มีชีวิตอีก จะไม่เป็นขึ้นอีก ทรงกวาดอนุสรณ์ทั้งสิ้นของเขาเสีย" แต่อิสราเอลจะฟื้นขึ้นจากความตายเพราะพวกเขารู้จักพระเจ้าที่แท้จริง "คนตายของพระองค์จะมีชีวิต ศพของเขาทั้งหลายจะลุกขึ้น" (อิสยาห์ 26:19)

- เมื่อพูดถึงอิสราเอลชนชาติของพระเจ้า เรารู้ว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา "คนเป็นอันมากในพวกที่หลับในผงคลีดินแห่งแผ่นดินโลกจะตื่นขึ้น บ้างก็จะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บ้างก็เข้าสู่ความอับอาย และความขายหน้านิรันดร์" (ดาเนียล 12:2) "คนเป็นอันมาก" ไม่ใช่ทุกคนที่เป็น
ยิวจะฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ทุกคนที่รับผิดชอบต่อพระเจ้าในฐานะที่เป็นประชากรของพระเจ้า ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง "จะล้มลงและไม่ลุกขึ้นอีกเลย" เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะหา "พระวจนะของพระเจ้า" ได้พบ (อาโมส 8:12,14)

เราเรียนรู้แล้วว่า

1. ความรู้ในพระวจนะของพระเจ้าทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อพระองค์

2. ผู้ที่มีความรับผิดชอบเท่านั้นที่จะฟื้นขึ้นจากความตายและถูกพิพากษา

3. ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะยังคงนอนตายอยู่เหมือนกันกับสัตว์

คำอธิบายนี้ทำร้ายความภาคภูมิใจของมนุษย์ และทำลายสิ่งที่เราอยากจะเชื่อ ผู้คนมากมายในทุกยุคทุกสมัยที่ละเลยข่าวประเสริฐ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจข้อความในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เด็กๆ ที่ตายก่อนที่จะโตพอที่จะเห็นคุณค่าของข่าวประเสริฐ ไม่มีความรับผิดชอบต่อพระเจ้า พวกเขาจะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับลัทธิบูชามนุษย์และความปรารถนารวมทั้งความรู้สึกของเรา แต่การถ่อมใจต่อพระวจนะของพระเจ้าและการยอมรับธรรมชาติที่แท้จริงของเราจะทำให้เรายอมรับความคิดนี้ได้ การพิเคราะห์ความจริงตามประสบการณ์ของมนุษย์ โดยไม่ต้องอาศัยแนวทางของพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็นำไปสู่ข้อสรุปอันเดียวกัน นั่นคือ ไม่มีความหวังในเรื่องของชีวิตในโลกหน้าสำหรับผู้คนเหล่านี้

การตั้งคำถามกับพระเจ้าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ "มนุษย์คือใคร ที่จะตอบโต้กับพระเจ้าได้" (โรม 9:20) เรายอมรับความไม่เข้าใจ แต่เราต้องไม่กล่าวหาพระเจ้าไม่ยุติธรรมหรือไม่ชอบธรรม การบอกว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าที่เต็มไปด้วยความรักหรือว่าพระเจ้าทำผิดพลาด ก่อให้เกิดความคิดน่ากลัวเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดาและพระผู้สร้าง ว่าทรงปฏิบัติต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างอย่างไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม บันทึกของกษัตริย์ดาวิดที่สูญเสียลูกของพระองค์เป็นข้อความที่จะช่วยได้ 2 ซามูเอล 12:15-24 บันทึกไว้ว่าดาวิดอธิษฐานวิงวอนมากเพียงไรเพื่อบุตรของพระองค์ ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ดาวิดก็ยอมรับความตายของเขา "เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า "ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่" แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะทำให้เด็กฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ เขาจะกลับมาหาเราหามิได้" ดาวิดก็เล้าโลมใจมเหสีของพระองค์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง

เมื่อจับหลักความรับผิดชอบต่อพระเจ้าดังนี้แล้ว มีหลายคนรู้สึกว่าไม่อยากรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อพระองค์และการพิพากษา แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็มีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าไปแล้ว เพราะการรู้จักพระวจนะของพระเจ้าทำให้พวกเขาตระหนักถึงความจริงที่ว่า พระเจ้าทำงานในชีวิตของพวกเขาและมอบสัมพันธภาพที่แท้จริงกับพระองค์ให้พวกเขา เราต้องจำไว้แสมอว่า พระเจ้าทรง "เป็น" ความรัก พระองค์ "ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย" และ
"ได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (1 ยอห์น 4:8; 2 เปโตร 3:9; ยอห์น 3:16) พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราได้อยู่ในแผ่นดินของพระองค์

แน่นอนที่ความรับผิดชอบจะต้องติดมากับเกียรติและอภิสิทธิ์ดังกล่าว แต่ความรับผิดชอบนี้ไม่หนักหนาสาหัสนักหากเรารักพระเจ้าจริงๆ เราจะเห็นคุณค่าของการมอบความรอดให้กับเราว่าความรอดนั้นไม่ใช่รางวัลอัตโนมัติสำหรับสิ่งที่เราทำ แต่เป็นความปรารถนาที่เต็มไปด้วยความรักที่จะทำทุกสิ่งเพื่อบุตรของพระองค์ เป็นการมอบชีวิตนิรันดร์ที่เปี่ยมสุขให้กับเรา

เมื่อเราเห็นคุณค่าและได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระองค์ เราจะตระหนักได้ว่า ในขณะที่เราเดินผ่านผู้คน พระเจ้ากำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ด้วยใจจดจ่อและกระตือรือร้นที่จะพบสัญญาณการตอบรับความรักของพระองค์จากเรา มากกว่าที่จะรอให้เราล้มเหลวในความรับผิดชอบของเรา พระองค์ไม่เคยละสายตาที่เต็มไปด้วยความรักจากเรา ไม่มีทางที่เราจะลืมหรือลบความรู้เกี่ยวกับพระองค์ออกไปเพื่อทำตามเนื้อหนังหรืออิสระจากความรับผิดชอบต่อพระเจ้า เราควรจะยินดีกับความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับพระเจ้า และเชื่อมั่นในความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ แสวงหาการรู้จักพระองค์ให้มากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ความรักที่เรามีต่อวิถีทางของพระเจ้า และความปรารถนาที่จะรู้วิถีทางนั้น ควรจะมีมากกว่าความกลัวในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ผู้มีบทบาทนำให้เกิดการศึกษาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการมากที่สุดดาร์วินเสนอควาามคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

» สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน

» ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1,200 ล้านคน นั่นหมายความว่า ประชากรหนึ่งในห้าของโลกเป็นประชากรจีน

» ยอดมนุษย์
เรื่องราวและชีวิตของพวกเขา บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริง บางคนไร้ตัวตนบางคนล้มเหลว บางคนเป็นต้นแบบ เป็นอาชญากร

» รพินทรนาถฐากูร
หยุดเสียเถิดการสาธยาย การขับขานและการนั่งนับลูกประคำอะไรเหล่านี้ ท่านบูชาผู้ใดกันในมุมสลัวลาง...และเปล่าเปลี่ยวของเทวลัยที่หับบานประตูหน้าต่างมิดชิดรอบด้าน

» สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1980 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการ

» แม่ไม้มวยไทย
การเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้มาใช้งานอย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง

» ประวัติศาสตร์ศิลป์
วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลป์และการออกแบบศิลปะเครื่องประดับตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ค้นพบในแต่ละช่วงสมัย และส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จักธรรมชาติ