ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

4

มารและซาตาน

บางครั้ง คำเดิมในพระคริสตธรรมคัมภีร์จะยังคงไว้เช่นเดิมโดยไม่แปล อย่างเช่นคำว่า "ซาตาน" เป็นคำทับศัพท์ในภาษาฮีบรูที่แปลว่า "ปรปักษ์" ส่วน "มาร" เป็นคำที่แปลมาจากคำว่า "Diabolos" ในภาษากรีกซึ่งแปลว่า คนโป้ปด ศัตรู หรือคนส่อเสียด ถ้าเราเชื่อว่าซาตานและมารเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา และเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อบาปที่เราทำ เมื่อใดก็ตามที่เราพบคำ 2 คำนี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เราจะต้องคิดถึงสิ่งชั่วร้ายนี้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ใช้คำเหล่านี้เป็นคำคุณศัพท์เพื่ออธิบายถึงลักษณะของคนธรรมดาทั่วไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่คำว่ามารและซาตานในพระ
คริสตธรรมคัมภีร์หมายถึงสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ภายนอกตัวเรา

คำว่า "ซาตาน" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์

1 พงศ์กษัตริย์ 11:14 บันทึกไว้ว้า "พระเจ้าทรงให้ปฏิปักษ์ (ภาษาฮีบรูคือซาตาน) เกิดขึ้นต่อสู้ซาโลมอน คือฮาคัดคนเอโดม" 1 พงศ์กษัตริย์ 11:23,25 กล่าวว่า "พระเจ้าได้ทรงให้ปฏิปักษ์เกิดขึ้นต่อสู้ท่านอีกคนหนึ่ง คือ เรโซน…ท่านเป็นปฏิปักษ์ของอิสราเอล" นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงให้ผู้ที่มีพลังเหนือธรรมชาติหรือทูตสวรรค์มาเป็นซาตานหรือปฏิปักษ์ของซาโลมอน พระองค์ทรงให้คนธรรมดามาต่อสู้กับซาโลมอน มัทธิว 16:22-23 ให้อีกตัวอย่างหนึ่งว่าเมื่อเปโตรพยายามอ้อนวอนพระเยซูไม่ให้ไปเยรูซาเล็ม และถูกตรึงกางเขน พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า "อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า" เปโตรถูกเรียกว่าซาตาน พระเยซูไม่ได้ตรัสกับทูตสวรรค์หรือปีศาจ พระองค์กำลังตรัสกับเปโตร

คำว่า "ซาตาน" แปลว่าปฏิปักษ์ ดังนั้นคนดีๆ หรือแม้แต่พระเจ้าก็เป็นซาตานได้ ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดที่เป็นบาปอยู่ในคำว่าซาตาน ความหมายแฝงที่เกี่ยวกับบาปซึ่งมีอยู่ในคำว่า “ซาตาน” ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความจริงที่ว่าธรรมชาติที่มีบาปของเราเป็น “ซาตาน” ตัวร้ายหรือปฏิปักษ์ของตัวเราเอง และซาตานเป็นคำที่โลกเรียกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบาป พระเจ้าสามารถเป็นซาตานของเราได้ในแง่ที่ว่าพระองค์ทรงนำความทุกข์ยากลำบากมาในชีวิตของเรา หรือทรงยืนขวางทางผิดบาปที่เราอยากจะเดินเข้าหา แต่ความจริงที่สามารถเรียกพระเจ้าว่า “ซาตาน” ไม่ได้หมายความว่าพระองค์มีบาป

พระธรรมซามูเอลและพงศาวดารและพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม กล่าวถึงเหตุการณ์เดียวกันแต่ใช้คำพูดต่างกันไป 2 ซามูเอล 24:1 บันทึกไว้ว่า "พระเจ้า…เพื่อต่อสู้เขาทั้งหลายจึงทรงดลใจดาวิด" 1 พงศาวดาร 21:1 "ซาตานได้ยืนขึ้นต่อสู้อิสราเอล และดลพระทัยให้ดาวิดนับจำนวนอิสราเอล" ในซามูเอล พระเจ้าเป็นผู้ต่อสู้อิสราเอล ในพงศาวดารซาตานเป็นผู้ต่อสู้ สรุปก็คือพระเจ้าทรงกระทำเสมือนเป็น “ซาตาน” หรือปฏิปักษ์ของดาวิด พระเจ้าทรงนำความยากลำบากมาสู่ชีวิตของโยบเช่นกัน "พระองค์ทรงข่มเหงข้าพระองค์ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระองค์" (โยบ 30:21) โยบกำลังบอกว่า “พระเจ้าทรงกระทำเสมือนเป็นซาตานของโยบ”

คำว่า "มาร" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์

คำว่า “มาร” ก็เช่นกัน พระเยซูตรัสว่า "เรามิได้เลือกเจ้าทั้งหลาย และหนึ่งในพวกเจ้าเป็นซาตานดอกหรือ" พระองค์กำลังพูดถึงยูดาส อิสคาริโอท ซึ่งเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่พูดถึงสิ่งที่มีเขา หรือที่เรียกว่าดวงวิญญาณ คำว่า "มาร" ในที่นี้หมายถึงคนชั่วร้าย 1 ทิโมธี 3:11 พูดถึงภรรยาของผู้อาวุโสในคริสตจักรว่าไม่ควรเป็น "คนที่ใส่ร้ายผู้อื่น" คำกรีกสำหรับคำนี้คือ "Diabolos" ซึ่งถูกแปลว่า "มาร" ในบทความอื่นๆ เปาโลเตือนทิตัสว่าพวกหญิงสุงอายุในเอคเคลเซียว่าไม่ควรเป็นคน "ช่างส่อเสียด" หรือ "มาร" (ทิตัส 2:3) และท่านบอกทิโมธี (2 ทิโมธี 3:1,3) ว่า "ในสมัยจะสิ้นยุคนั้น มนุษย์จะใส่ร้ายกัน (มาร)" ไม่ได้แปลว่า มนุษย์จะกลายเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ แต่ว่าพวกเขาจะชั่วร้ายมากขึ้นทุกที จากที่กล่าวมานี้คงเห็นได้ชัดเจนว่าคำว่า “มาร” หรือ “ซาตาน” ไม่ได้หมายถึงทูตสวรรค์ที่ตกต่ำหรือสิ่งที่มีบาปภายนอกตัวเรา

บาป ซาตาน และมาร

คำว่า "ซาตาน" หรือ "มาร" ใช้เป็นคำอธิบายแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะทำบาปภายในตัวเราตามที่เราพูดถึงในบทเรียนที่ 6.1 สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ซาตาน” หรือปฏิปักษ์ที่สำคัญของเรา ซึ่งสามารถเปรียบเทียบเป็นบุคคลได้เช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราอาจใช้คำว่า "มาร" เป็นคำเรียกแทนศัตรูของเราหรือการบิดเบือนความจริง นั่นคือลักษณะธรรมชาติของ “มนุษย์” ความสัมพันธ์ระหว่างมารและความปรารถนาชั่วร้าย บาปภายในตัวเรา เห็นได้ชัดจากข้อความมากมาย
"บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้" (ฮีบรู 2:14) มารในที่นี้รับผิดชอบความตาย "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย "(โรม 6:23) บาปและมารจึงสอดคล้องกัน ยากอบ 1:14 กล่าวว่า ความปรารถนาชั่วร้ายของเราหลอกล่อเราเอง นำเราไปสู่ความบาปและความตาย แต่
ฮีบรู 2:14 กล่าวว่ามารนำมาซึ่งความตาย และพระเยซูร่วมมีธรรมชาติอย่างมนุษย์ เพื่อที่จะทำลายมารเสีย แต่โรม 8:3 กล่าวว่า "พระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป" แสดงว่ามารและบาปในมนุษย์เป็นเหมือนกันหมด พระเยซูทรงถูกหลอกล่อเหมือนเรา การไม่เข้าใจหลักการของมารแปลว่าเรายังไม่รู้ซึ้งถึงธรรมชาติและการงานของพระคริสต์อย่างถูกต้อง เพราะว่าพระเยซูทรงมีธรรมชาติเหมือนมนุษย์ มี “มาร” อยู่ภายใน เราจึงมีความหวังในความรอด (ฮีบรู 2:14-18, 4:15) โดยการเอาชนะความปรารถนาของพระองค์เอง พระเยซูจึงได้สามารถทำลายมารบนไม้กางเขน (ฮีบรู 2:14) หากมารมีตัวตน มันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้วในปัจจุบัน ฮีบรู 9:26 บอกว่าพระคริสต์ "กำจัดบาปให้หมดสิ้นไปโดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา พระเยซูคริสต์ทรงทำลายมารภายในพระองค์โดยทางความตาย โดยความตายของพระองค์ พระเยซูทรงทำลาย “ตัวแห่งบาป” เสีย (โรม 6:6) เช่นธรรมชาติของมนุษย์

"ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร (1 ยอห์น 3:8) เพราะบาปเป็นผลของการเปิดทางให้ธรรมชาติของเรา ความปรารถนาชั่วร้าย (ยากอบ 1:14,15) ซึ่งพระคริสตธรรมคัมภีร์ เรียกว่า "มาร" "พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร (1 ยอห์น 3:8) ถ้าเราพูดถูกที่ว่ามารคือความปรารถนาชั่วร้ายของเรา การงานของความปรารถนาชั่วร้ายก็คือบาป ใน 1 ยอห์น 3:5 กล่าวว่า "พระองค์ได้ทรงปรากฏ เพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป" หมายความว่า “บาปของเรา” และ “การงานของมาร” คือสิ่งเดียวกัน ในกิจการของอัครทูต 5:3 เปโตรพูดกับอานาเนียว่า "เหตุไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้าเต็มไปด้วยการมุสา" และในข้อ 4 เปโตรพูดอีกว่า "มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า" การมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในใจก็คือการมีซาตานอยู่เต็มหัวใจ ถ้าเราคิดแผนการร้าย มันก็เกิดขึ้น ภายใน ตัวเรา ถ้าสตรีมีครรภ์ ก็ตั้งครรภ์ภายในตัวเธอไม่ใช่ข้างนอก ยากอบ 1:14,15 ใช้ภาพพจน์เดียวกันอธิบายว่า กิเลสของเราเกิดขึ้นและนำไปสู่บาปและความตายอย่างไร สดุดี 109:6 เปรียบคนที่เต็มไปด้วยบาปว่าเป็น ”ซาตาน” ว่า "ขอทรงตั้งคนอธรรมปรักปรำเขาและให้ซาตานยืนอยู่ที่ขวามือของเขา" คือมีอำนาจเหนือเขา (เทียบ สดุดี 110:1)

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ผู้มีบทบาทนำให้เกิดการศึกษาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการมากที่สุดดาร์วินเสนอควาามคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

» สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน

» ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1,200 ล้านคน นั่นหมายความว่า ประชากรหนึ่งในห้าของโลกเป็นประชากรจีน

» ยอดมนุษย์
เรื่องราวและชีวิตของพวกเขา บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริง บางคนไร้ตัวตนบางคนล้มเหลว บางคนเป็นต้นแบบ เป็นอาชญากร

» รพินทรนาถฐากูร
หยุดเสียเถิดการสาธยาย การขับขานและการนั่งนับลูกประคำอะไรเหล่านี้ ท่านบูชาผู้ใดกันในมุมสลัวลาง...และเปล่าเปลี่ยวของเทวลัยที่หับบานประตูหน้าต่างมิดชิดรอบด้าน

» สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1980 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการ

» แม่ไม้มวยไทย
การเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้มาใช้งานอย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง

» ประวัติศาสตร์ศิลป์
วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลป์และการออกแบบศิลปะเครื่องประดับตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ค้นพบในแต่ละช่วงสมัย และส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จักธรรมชาติ

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-