ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

3

ธรรมชาติของพระเยซู

คำว่า "ธรรมชาติ" หมายถึงสิ่งที่เราเป็นโดยธรรมชาติและพื้นฐาน ในบทเรียนที่ 1 เราเห็นว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึงธรรมชาติเพียงสองประการ นั่นคือ ธรรมชาติของพระเจ้า และธรรมชาติของมนุษย์ โดยธรรมชาติ พระเจ้าไม่ตายและไม่ถูกล่อลวง เป็นต้น แต่เห็นได้ชัดเจนว่าพระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของพระเจ้าขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก พระองค์จึงมีธรรมชาติของมนุษย์ และตามคำจำกัดความของเราข้างต้น พระคริสต์จะมีธรรมชาติสองประการในพระองค์พร้อมกันไม่ได้ พระคริสต์ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ (ฮีบรู 4:15) เพื่อว่าโดยการมีชัยเหนือสิ่งล่อลวง พระองค์จะสามารถนำการอภัยโทษบาปมาให้เราได้ ความปรารถนาผิดๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งล่อลวงมาจากภายในตัวเรา (มาระโก 7:15-23) จากธรรมชาติมนุษย์ภายในตัวเรา (ยากอบ 1:13-15) พระคริสต์จำเป็นที่จะต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อพระองค์จะสามารถประสบกับการถูกล่อลวง และเอาชนะการล่อลวงได้

ฮีบรู 2:14-18 กล่าวว่า

"บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจ แห่งความตาย คือมารเสียได้…ความจริงพระองค์มิได้ทรงเป็นห่วงทูตสวรรค์ แต่ทรงเป็นห่วงพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เหตุฉะนั้น พระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ…เพื่อลบล้างบาปของประชาชน เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานและถูกลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกลองใจได้"

พระธรรมบทนี้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงความจริงที่ว่าพระเยซูมีธรรมชาติของมนุษย์ว่า
"พระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย" (ฮีบรู 2:14) ซึ่งใช้คำสามคำที่มีความหมายเดียวกัน เพียงเพื่อทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ฮีบรู 2:16 กล่าวว่า พระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของทูตสวรรค์ พระองค์ทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม และทรงนำความรอดมาให้บรรดาผู้ที่เชื่อ ผู้ที่ซึ่งจะได้เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมด้วย ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงจำต้องมีธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ พระองค์จะต้อง "เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง" (ฮีบรู 2:17) เพื่อพระเจ้าจะสามารถประทานอภัยโทษให้กับเราได้ โดยทางการเสียสละของพระคริสต์ การกล่าวว่าพระเยซูไม่มีธรรมชาติของมนุษย์คือการเพิกเฉยต่อพื้นฐานข่าวประเสริฐของพระคริสต์

เมื่อใดก็ตามที่ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาแล้วกระทำบาป พวกเขาสารภาพบาปต่อพระเจ้าโดยการอธิษฐานผ่านทางพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:9) พระเจ้าทรงทราบดีว่าพระคริสต์ถูกลองใจให้กระทำบาปเหมือนเรา แต่พระคริสต์ทรงสมบูรณ์แบบและมีชัยเหนือการลองใจ ซึ่งเราแพ้ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึง "ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์" (เอเฟซัส 4:32) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตระหนักว่าพระคริสต์ถูกลองใจเช่นเรา และจำเป็นต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้เป็นไปได้ที่จะถูกลองใจ ฮีบรู 2:14 ชี้ชัดว่าพระคริสต์มี “เลือดเนื้อ” ส่วน “พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ” (ยอห์น 4:24) และไม่มีเลือดเนื้อ การที่พระคริสต์มี “เลือดเนื้อ” แสดงว่าพระองค์ไม่มีธรรมชาติของพระเจ้าตลอดชีวิตของพระองค์

ความพยายามของมนุษย์ในการเชื่อฟังพระเจ้า เช่น การเอาชนะสิ่งล่อลวงล้วนไม่เป็นผล ดังนั้น "พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป" (โรม 8:3)

“บาป” คือความเอนเอียงตามธรรมชาติต่อบาปซึ่งเรามีอยู่โดยธรรมชาติ และเรามักจะเปิดกว้างต่อบาปอยู่เสมอ "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย" และเราต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกที่จะพ้นชะตากรรมนี้ มนุษย์ไม่มีความสมบูรณ์แบบ เนื้อหนังไม่สามารถปลดปล่อยเนื้อหนัง พระเจ้าจึงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้มาช่วยเรา พระบุตรของพระองค์มี “เนื้อหนังที่เป็นบาป” เช่นเรา และมีความเอนเอียงต่อบาปเช่นเรา แต่ทรงเอาชนะสิ่งล่อลวงทุกอย่าง โรม 8:3 บันทึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ในพระคริสต์ว่าเป็นเสมือน “เนื้อหนังที่บาป” พระธรรมหลายบทก่อนหน้านี้ เปาโลกล่าวถึงการที่ “ไม่มีความดีประการใด” ในเนื้อหนัง และเนื้อหนังทำสิ่งที่ขัดต่อการเชื่อฟังพระเจ้า (โรม 7:18-23) พระเยซูคริสต์มาในสภาพเสมือน “เนื้อหนังที่บาป” (โรม 8:3) ด้วยเหตุนี้และการที่พระคริสต์มีชัยต่อเนื้อหนังนั้น เราจึงมีทางหลีกหนีจากเนื้อหนังของเรา พระเยซูทรงตระหนักถึงบาปในธรรมชาติของพระองค์ พระองค์ทรงถูกเรียกว่า "อาจารย์ผู้ประเสริฐ" ซึ่งมีความหมายแฝงว่าเป็นคน “ประเสริฐ” และสมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติ พระองค์ตรัสตอบว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว" (มาระโก 10:17-18) มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น “เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์" (ยอห์น 2:23-25) พระคริสต์ทรงทราบดีเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ พระองค์จึงไม่ต้องการให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ โดยตระหนักว่าพระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์เช่นกัน

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ผู้มีบทบาทนำให้เกิดการศึกษาค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการมากที่สุดดาร์วินเสนอควาามคิดเกี่ยวกับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

» สงครามโลกครั้งที่ 1
เป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏสงครามขนาดใหญ่ที่มีทหารหรือสมรภูมิเกี่ยวข้องมากขนาดนี้มาก่อน

» ประวัติศาสตร์ชนชาติจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ 1,200 ล้านคน นั่นหมายความว่า ประชากรหนึ่งในห้าของโลกเป็นประชากรจีน

» ยอดมนุษย์
เรื่องราวและชีวิตของพวกเขา บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริง บางคนไร้ตัวตนบางคนล้มเหลว บางคนเป็นต้นแบบ เป็นอาชญากร

» รพินทรนาถฐากูร
หยุดเสียเถิดการสาธยาย การขับขานและการนั่งนับลูกประคำอะไรเหล่านี้ ท่านบูชาผู้ใดกันในมุมสลัวลาง...และเปล่าเปลี่ยวของเทวลัยที่หับบานประตูหน้าต่างมิดชิดรอบด้าน

» สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War)
สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1980 โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการ

» แม่ไม้มวยไทย
การเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้มาใช้งานอย่างชาญฉลาด และมีศิลปอย่างสูง

» ประวัติศาสตร์ศิลป์
วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ศิลป์และการออกแบบศิลปะเครื่องประดับตะวันตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ค้นพบในแต่ละช่วงสมัย และส่วนใหญ่มีแรงบันดาลใจมาจากการรู้จักธรรมชาติ