ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

4

บัพติศมาและความรอด

บัพติศมาทำให้เรามีส่วนร่วมในความตายของพระคริสต์ หมายความว่าเราจะได้รับการอภัยโทษโดยบัพติศมาเท่านั้น เรา “ได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว และพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย ในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา และท่านที่ตายแล้วก็ด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์ และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน” (โคโลสี 2:12,13) เราได้รับการชำระแล้ว ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า” (1 โครินธ์ 6:11) การรับบัพติศมาในนามของพระเยซูคือการที่บาปของเราได้รับการชำระในกันดารวิถี 19:13 ผู้ที่ไม่ได้ถูกชำระมลทินจะต้องตาย ในบทเรียนที่ 10.2 เราจะพูดถึงการที่บัพติศมาเป็นการชำระล้างบาป (เทียบ กิจการของอัครทูต 22:16) การที่ผู้ที่เชื่อได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระคริสต์ แสดงโดยการรับบัพติศมา (วิวรณ์1:5; 7:14; ทิตัส 3:5 กล่าวถึง “การปลดเปลื้องบาป” และการที่เรา “เกิดจากน้ำ” ในการรับบัพติศมา [ยอห์น 3:5])

คำตอบของเปโตรต่อคำถามที่ว่า “เราควรทำอย่างไรจึงจะรอด” คือ “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์นั้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกโทษบาปของท่านเสีย” (กิจการของอัครทูต 2:3.7-38) เรารับบัพติศมาในพระนามของพระคริสต์ก็เพื่อรับการอภัยโทษบาป ผู้ที่ไม่ได้รับบัพติศมาจะได้รับค่าจ้างของความบาป คือความตาย (โรม 6:23) ไม่มีทางรอดอื่นใดนอกจากทางพระเยซู (กิจการของอัครทูต 4:12) เราเข้าร่วมในพระเยซูได้โดยทางบัพติศมาเท่านั้น ดังนั้น คนที่ไม่ใช่คริสเตียนจึงไม่มีทางได้รับความรอด การที่พวกคาธอลิกหรือความเชื่ออื่นๆ ยอมรับว่าคนที่ไม่ใช่คริสเตียนสามารถรอดได้นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นท่าทีชวนสลดใจเราเพียงไร

การที่พระคริสต์ฟื้นขึ้นจากความตายเป็นหมายสำคัญแห่งชัยชนะ โดยบัพติศมา เราจะฟื้นขึ้นจากความตายกับพระคริสต์ บาปไม่มีอำนาจเหนือเราอีกต่อไป โดยการรับบัพติศมา เราจึง ”พ้นจากบาป บาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้” (โรม 6:18,14) หลังรับบัพติศมา เรายังทำบาปอยู่ (1 ยอห์น 1:8-9) บาปครอบงำเราอีกหากเราหันหลังให้พระคริสต์

"ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้ว ผู้นั้นจะรอด" (มาระโก 16:16) เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง ความรอดไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังรับบัพติศมา แต่เกิดที่บัลลังก์พิพากษา (1 โครินธ์ 3:15) การพิพากษาจะเป็นเรื่องไม่จำเป็น ถ้าเราได้รับความรอดทันที เมื่อรับบัพติศมา และเราก็ไม่จำเป็นต้องตาย "ผู้ใดที่ทนได้ถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด" (มัทธิว 10:22)

หลังรับบัพติศมา เปาโลและคริสเตียนทุกคนก็ยังต้องบากบั่นมุ่งสู่ความรอด (ฟิลิปปี 3:10-13; 1 โครินธ์ 9:27) เปาโลพูดถึงความหวังของชีวิตนิรันดร์ (ทิตัส 1:2; 3:7; 1 เธสะโลนิกา 5:8; โรม 8:24) และการที่เราเป็น "ทายาทแห่งความรอด" (ฮีบรู 1:14) ที่บัลลังก์พิพากษาผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ (มัทธิว 25:46) เปาโลให้เหตุผลไว้ในโรม 13:11 ว่าหลังจากบัพติศมาเรารู้ได้ว่าทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่และทนแบกภาระเป็นหนึ่งวันที่เราเข้าใกล้การกลับมาของพระคริสต์ เราสามารถยินดีได้ว่า
"ความรอดของเราใกล้เข้ามามากกว่าวันที่เรารับเชื่อ" เรายังไม่ได้รับความรอดในขณะนี้ ความรอดมีเงื่อนไข เราจะได้รับความรอด ถ้าเรายึดอยู่กับความเชื่อ (ฮีบรู3:12-14) ถ้าเราจดจำคำสอนของข่าวประเสริฐ (1 ทิโมธี 4:16; 1 โครินธ์ 15:1-2) และถ้าเรากระทำตนตามที่พระเจ้าทรงเรียกด้วยความหวังใจ (2 เปโตร 1:10)

คำกริยาในภาษากรีกที่แปลว่า "ได้รับความรอด" บางครั้งใช้กาลที่แสดงถึงการดำเนินอยู่ในตัวเราเพราะเราเชื่อฟังข่าวประเสริฐ ผู้ที่เชื่อจึงถูกกล่าวถึงในฐานะที่ได้รับความรอดโดยความรับผิดชอบที่มีต่อข่าวประเสริฐ (1 โครินธ์ 1:18; กิจการของอัครทูต 2:47 และ 2 โครินธ์ 2:15) และใช้ในรูปอดีตกาลเมื่อพูดถึงความรอดซึ่งพระเยซูทำให้เกิดขึ้นบนไม้กางเขนและที่เราสามารถเกี่ยวข้องด้วยโดยการรับบัพติศมา (2 ทิโมธี 1:9; ทิตัส 3:5)

นี่คือตัวอย่างของการที่พระเจ้าติดต่อกับอิสราเอล ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กับ
อิสราเอลทางจิตวิญญาณ เช่น ผู้ที่เชื่อ อิสราเอลออกจากอียิปต์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเนื้อหนังและศาสนาเทียมเท็จซึ่งเราเกี่ยวข้องด้วยก่อนการรับบัพติศมา พวกเขาข้ามทะเลแดง เดินทางในถิ่นทุรกันดารของซีนาย เพื่อเข้าสู่ดินแดงแห่งพันธสัญญาซึ่งถูกสถาปนาเป็นแผ่นดินของพระเจ้า การข้ามทะเลแดงของพวกเขาเปรียบเหมือนการรับบัพติศมาของเรา (1 โครินธ์ 10:1-2) การเดินทางในถิ่นทุรกันดารคือการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา และคานาอันคือแผ่นดินของพระเจ้า ยูดาห์ ข้อ 5 บอกเราว่ามีอิสราเอลมากมายที่ถูกทำลาย ระหว่างเดินทางในถิ่นทุรกันดาร "องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ชนชาติหนึ่งรอดจากแผ่นดินอียิปต์แล้ว ภายหลังพระองค์ก็ได้ทรงทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระองค์เสีย อิสราเอล “รอด” จากอียิปต์เหมือนเช่นที่ทุกคนที่รับบัพติศมารอดจากบาป ถ้าถามคนอิสราเอลว่า
"ท่านรอดแล้วหรือ" เขาก็จะต้องตอบว่า "รอดแล้ว" แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขารอดจนถึงที่สุด

คนอิสราเอลมีใจอยากที่จะกลับอียิปต์ (กิจการของอัครทูต 7:39) และมีชีวิตที่สุขสบายฝ่ายเนื้อหนังอย่างไร คนที่รอดจากบาปโดยบัพติศมาก็สามารถออกห่างจากจุดพระพรที่พวกเขายืนอยู่ ความเป็นไปได้ที่เราจะทำอย่างที่อิสราเอลทำให้ถิ่นทุรกันดารปรากฏใน 1 โครินธ์ 10:1-12; ฮีบรู 4:1-2 และโรม 11:17-21 ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับคนที่เคยได้รับความรอดจากบาป โดยการรับบัพติศมา และต่อมาตกอยู่ในสถานะที่จะทำให้เขาถูกพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง (ฮีบรู 3:12-14; 6:4-6; 10:20-29) คำสอนที่ว่า "รอดครั้งหนึ่งคือรอดนิรันดร์ บอกให้รู้ถึงแนวทางการตามใจเนื้อหนังอย่างสมบูรณ์แบบ

ความรอดโดยการรับบัพติศมามีขอบเขตอยู่ที่ใด การรับบัพติศมาไม่ใช่การรับโอกาส “รับความรอด” การรับบัพติศมาเข้ามีส่วนในพระคริสต์ทำให้เรา “รอด” เรามีความหวังที่แท้จริงว่าจะได้อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าหากเรายังคงยึดพระคริสต์ไว้เหมือนเมื่อครั้งที่เรารับบัพติศมาใหม่ๆ หลังรับบัพติศมาแล้วเราควรจะเชื่ออย่างถ่อมใจว่า เราจะถูกรับไปอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา เราอาจจะไม่แน่ใจจริงๆ เพราะเราอาจจะล้มลงในวันถัดไป เราไม่อาจคาดเดาอนาคตจิตวิญญาณของเราได้

เราต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งสำนึกที่ดีที่เรามีต่อพระเจ้า เมื่อครั้งที่เรารับ
บัพติศมา บัพติศมาคือ การมี "จิตสำนึกว่าชอบ" (1 เปโตร 3:21) ผู้ที่รับบัพติศมาสัญญาว่า จะรักษาจิตสำนึกที่ดีต่อพระเจ้า

บัพติศมาเป็นสิ่งสำคัญมากในการนำเราไปสู่ความรอดในพระคริสต์ แต่เราคงต้องจำไว้ว่าการรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้เรารอดได้ การมีชีวิตอยู่อย่างมีส่วนร่วมในการถูกตรึงกางเขนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก "ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" (ยอห์น 3:5) การเปรียบเทียบพระธรรมบทนี้กับ 1 เปโตร 1:23 แสดงให้เห็นว่า การเกิดฝ่ายจิตวิญญาณหลังการรับบัพติศมา คือการได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณหรือพระวจนะ ความรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลแห่งพระคุณ (เอเฟซัส 2:8) ความเชื่อ (โรม 1:5) และความหวัง (โรม 8:24) บางครั้งเราจะได้ยินว่าความรอดได้มาโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว การรับบัพติศมาจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยากอบ 2:17-24 ทำให้เห็นชัดว่าคำสอนดังกล่าวเป็นการให้ความหมายผิดๆ ระหว่างความเชื่อและการงาน ความเชื่อที่แท้ตามข่าวประเสริฐคือ ความเชื่อโดยการกระทำ "ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็เนื่องด้วยการประพฤติ และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว" (ยากอบ 2:24) ในการรับบัพติศมา ผู้ที่จะรับบัพติศมามักจะถูกถามว่าจะต้องทำอะไรจึงจะได้รับความรอด คำตอบมักจะเป็นเรื่องของการรับบัพติศมา (กิจการของอัครทูต 2:37; 9:6; 10:6; 16:30) การกระทำการที่สมกับการรับบัพติศมาแล้วเป็นตัวชี้ความเชื่อต่อข่าวประเสริฐ พระเจ้าและพระคริสต์ได้กระทำการเพื่อความรอดของเรา แต่เราต้องประพฤติให้สมกับการกลับใจใหม่ของเรา (กิจการของอัครทูต 26:20; มาระโก 16:15,16)

เราพูดถึงแล้วว่าการชำระล้างบาปคือการที่พระเจ้าทรงอภัยโทษบาปของเรา เพราะการที่เรารับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ ในพระธรรมบางตอนบอกว่า การชำระบาปทำได้ โดยความเชื่อและการกลับใจเสียใหม่ (กิจการของอัครทูต 22:16; วิวรณ์ 7:14; เยเรมีห์ 4:14; อิสยาห์ 1:16) ในบางตอนพระเจ้าเป็นผู้ชำระล้างบาปของเรา (เอเสเคียล 16:9; สดุดี 51:2, 7; 1 โครินธ์ 6:11) ถ้าเราทำส่วนของเราคือรับ
บัพติศมา พระเจ้าก็จะทรงชำระบาปของเรา ความประพฤติหรือการกระทำเพื่อให้สมกับการรับบัพติศมาเป็นก้าวสำคัญในการรับข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้า

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย