ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

4

ชีวิตในคริสตจักร

เรากล่าวถึงความรับผิดชอบส่วนบุคคลฝ่ายจิตวิญญาณมาตลอดจนถึงบทเรียนนี้ อย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที่ที่จะพบปะผู้คนที่มีความหวังเหมือนเรา และเราควรมีใจปรารถนาที่จะพบพวกเขา หลังรับบัพติศมาแล้ว เราเดินทางเข้าในถิ่นทุรกันดาร เพื่อไปให้ถึงแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องการทำความรู้จักกับคนที่เดินทางเหมือนเรา เรามีชีวิตอยู่ในยุคสุดท้ายก่อนพระคริสต์เสด็จกลับมา เราต้องมีสามัคคีธรรมร่วมกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา เพื่อเราจะสามารถเอาชนะความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ "อย่าขาดการประชุม แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" (ฮีบรู 10:25 เทียบ มาลาคี 3:16) ผู้ที่เชื่อควรจะพยายามทุกวิถีทางที่จะติดต่อกันหรือพบกันเพื่อศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ รับศีล และทำกิจกรรมการประกาศ

เรา "ถูกเรียกออกมา" จากโลกมาสู่ความหวังแห่งแผ่นดินของพระเจ้า คำว่า
"ปุโรหิต" หมายถึง "ผู้ที่ถูกเรียก" และคือผู้ที่เชื่อทุกคน คำในภาษากรีกที่แปลว่า
"คริสตจักร" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษคือคำว่า "ecclesia"
(เอคเคลเซีย) ซึ่งหมายความว่า "ที่ประชุมของผู้ที่ถูกเรียกออกมา" หรือผู้ที่เชื่อ
คริสตจักรจึงหมายถึงกลุ่มผู้ที่เชื่อ ไม่ใช่สถานที่ที่ใช้พบปะกัน พวกคริสตาเดลเฟียนจึงใช้คำว่า “เอคเคลเซีย” แทนคำว่า “คริสตจักร”

เมื่อมีผู้ที่เชื่อจำนวนหนึ่งในเมืองหรือพื้นที่ใด พวกเขาจะหาสถานที่ที่จะพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเป็นบ้านของใครคนหนึ่งในกลุ่มหรือเป็นสถานที่เช่า พวก
คริสตาเดลเฟียนมักจะใช้สถานที่ในโรงแรม สร้างโบสถ์ขึ้นมาเอง หรือบ้านส่วนตัวจุดประสงค์คือการสร้างสมาชิกโดยการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นกลุ่มใหญ่ และการประกาศ กำหนดการในเอคเคลเซียของพวกคริสตาเดลเฟียนจะเป็นดังนี้

วันอาทิตย์ 11.00 น. ศีลมหาสนิท
18.00 น. กิจกรรมการประกาศ
วันพุธ 20.00 น. การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์

เอคเคลเซียเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้า สมาชิกจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พระคริสต์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ แม้ว่าพระคริสต์จะมีจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ แต่พระองค์ทรง "รับใช้" คนอื่นๆ ทรงล้างเท้าสาวกในขณะที่พวกเขาโต้เถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุด (ยอห์น 13:14,15; มัทธิว 20:25-28)

สิ่งที่สอนในเอคเคลเซียคือ พระวจนะของพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าเป็นชาย ผู้ชายเท่านั้นจึงควรเป็นคนสอนพระวจนะของพระเจ้า 1 โครินธ์ 14:34 บอกว่า "จงให้พวกผู้หญิงนิ่งเสียในที่ประชุม เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูด" 1 ทิโมธี 2:11-15 ให้เหตุผลย้อนไปถึงเหตุการณ์ในสวนเอเดน เอวาสอนให้อาดัมกระทำบาป ผู้หญิงจึงไม่ควรสอนผู้ชายอีก การที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอาดัมก่อน แสดงว่า "ชายเป็นศีรษะของหญิง" (1 โครินธ์ 11:3) ดังนั้นผู้ชายจึงควรเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ใช่กลับกัน

"ให้ผู้หญิงเรียนอย่างเงียบๆ และด้วยใจนอบน้อม ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสิ่งสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้ชาย แต่ให้เขานิ่งๆ อยู่ ด้วยว่าพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอาดัมขึ้นก่อนแล้วจึงถึงเอวา และอาดัมไม่ได้ถูกหลอกลวง แต่ผู้หญิงนั้นได้ถูกหลอกลวงจึงได้กระทำบาป แต่ถึงกระนั้นผู้หญิงก็จะรอดได้ด้วยการมีบุตร ถ้ายังดำรงอยู่ในความเชื่อ ในความรักและในความบริสุทธิ์ ด้วยความสงบเสงี่ยม" (1 ทิโมธี 2:11-15)

พระคริสตธรรมคัมภีร์จำกัดบทบาทของชายและหญิงไว้อย่างชัดเจน ผู้หญิงถูกกำหนดให้ "มีสามี มีบุตร และดูแลบ้านเรือน" (1 ทิโมธี 5:14) แปลว่าขอบเขตของการดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอยู่ที่บ้าน งานที่เอคเคลเซียจึงเป็นหน้าที่ของผู้ชาย หลักปฏิบัตินี้ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับทฤษฎีความเสมอภาคระหว่างเพศ ในขณะที่ผู้หญิงทำงานเรียกร้องสิทธิที่จะเสมอภาคกับสามีในทุกๆ ด้านตั้งแต่การจัดการเรื่องการเงินในบ้านไปถึงการสวมเสื้อผ้าแบบที่ใช้ได้กับทั้งสองเพศ การมีบุตรกลายเป็นเรื่องของความไม่สะดวก ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงจะตกใจกับแนวคิดของโลกปัจจุบัน แม้ว่าการรักษาสมดุลของแนวคิดจะเป็นสิ่งที่จำเป็น

ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร (เอเฟซัส 5:25)

"ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ จงให้เกียรติแก่ภรรยา เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก" (1 เปโตร 3:7)

การรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ทำให้ชายและหญิงเท่าเทียมกัน (กาลาเทีย 3:27; 1 โครินธ์ 11:11) แต่ไม่มีผลกระทบต่อหลักการที่ว่า "ชายเป็นศีรษะของหญิง" (1
โครินธ์ 11:3) ในทางปฏิบัติและทางจิตวิญญาณทั้งในครอบครัวและในเอคเคลเซีย

เพื่อแสดงว่าเคารพต่อหลักการนี้ ผู้หญิงจะต้องคลุมศีรษะเมื่อผู้ชายสอนพระวจนะของพระเจ้า หมายความว่าผู้หญิงควรคลุมศีรษะทุกครั้งที่มีการประชุมในเอคเคลเซีย ความแตกต่างของบทบาทของชายและหญิงดูได้จากการไว้ผม (1 โครินธ์ 11:14,15) "ผู้หญิงที่อธิษฐาน ถ้าไม่มีผ้าคลุมศีรษะ ก็ทำความอัปยศแก่ศีรษะ (สามีของนาง ข้อ 3) เพราะเหมือนกับว่านางได้โกนผมเสียแล้ว ถ้าผู้หญิงจะไม่คลุมศีรษะ ก็ควรจะโกนผมเสีย แต่ถ้าการที่ผู้หญิงจะตัดผมหรือโกนผมนั้น เป็นสิ่งที่น่าอับอาย จงเอาผ้าคลุมศีรษะเสีย ด้วยเหตุนี้เอง ผู้หญิงจึงควรจะเอาสัญลักษณ์แห่งอำนาจนี้คลุมศีรษะ" (1 โครินธ์ 11:5,6,10)

<<ย้อนกลับ || หน้าถัดไป>>

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10 ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย