Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

กัมพูชา (Cambodia)

เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

กัมพูชามีระบบเศรษฐกิจแบบอาศัยกลไกการตลาด มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติตามราคาตลาดหรือ GDP ปี 2546 ตามตัวเลขของ Asian Development Bank หรือ ADB ประมาณ 4,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นรายได้ประชากรต่อคนต่อปี หรือ GDP per capita เพียง 311.6 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจำแนกเป็นผลผลิตที่มาจากภาคการเกษตรรร้อยละ 36.0 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 27.7 และภาคบริการร้อยละ 36.2 ทั้งนี้ การบริโภคของภาคเอกชนมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก กล่าวคือการบริโภคของภาคเอกชนมีสัดส่วนถึงร้อยละ 84.4 ของ GDP ขณะที่การบริโภคของภาครัฐมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15.6 และกัมพูชาถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากประเทศหนึ่ง เนื่องจากมีสัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศ (Degree of Openness) ร้อยละ 107.1 ของ GDP เป็นการส่งออกร้อยละ 47.6 และการนำเข้าร้อยละ 59.5 ของ GDP

จากการที่มี GDP ค่อนข้างต่ำหรือ GDP per cap เพียง 312 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กัมพูชาถูกกำหนดให้เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาน้อย และมีปัญหาการกระจายรายได้ของประชากร โดยประมาณว่าประชากรในกรุงพนมเปญมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯขณะที่ประชากรในกรุงพระสีหนุ และจังหวัดเสียมราฐจะมีรายได้เฉลี่ยใกล้เคียงกันหรือประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี และประชากรในจังหวัดอื่นๆ จะมีรายได้ เฉลี่ยแล้วประมาณ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ซึ่งพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าประชากรประมาณร้อยละ 36 มีความเป็นอยู่ภายใต้เส้นความยากจนอย่างยิ่ง ( poverty line ; World Bank defined 1.0 US$/Person/Day , Cambodia defined 0.5 US$/P/D ) ทั้งนี้ Economic Institute of Cambodia ; EIC ได้เคยเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับเส้นความยากจน ได้ให้ข้อสรุปถึงภาวะค่าครองชีพว่า ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำรวมค่าการศึกษาขั้นปฐมและสุขภาพต่อครัวเรือน สำหรับพ่อ แม่ และเด็กอีก 3 คน จะตกประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับผู้อยู่ในเมือง และประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับผู้อยู่ในชนบท ซึ่งหากเปรียบเทียบ GDP กับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นขั้นต่ำ คนกัมพูชาน่าจะดำรงสถานะติดลบและมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมาก โดยเฉพาะจากข้อเท็จจริงของตัวเลขดังกล่าวที่เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว แต่ระบบเศรษฐกิจของกัมพูชาก็ยังดำรงอยู่ด้วยดีและมีการเติบโตที่อัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อปีตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ อาจจะมีสาเหตุมาจาก ( 1 ) ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2543 – 2547 มีเงินช่วยเหลือและเงินให้เปล่าทั้งของภาคเอกชนและทางการโอนเข้าประเทศผ่านระบบธนาคารเฉลี่ยปีละ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ( 2 ) การเป็นสังคมที่ยังคงนิยมใช้เงินสดเป็นสื่อการแลกเปลี่ยนหลัก รวมทั้งอุตสาหกรรมบริการการท่องเที่ยวที่ขยายตัวขึ้นมากและรวดเร็ว น่าจะทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่และคงมีบทบาทต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากในระดับหนึ่งซึ่งสอดรับกับรายงานการศึกษาของ EIC เผยแพร่เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2548 ที่ว่า เศรษฐกิจนอกระบบของกัมพูชาจ้างงานถึงร้อยละ 85 ของกำลังแรงงาน และให้ผลผลิตถึงร้อยละ 62 ของ GDP [สถิติการเงินและเศรษฐกิจของธนาคารชาติกัมพูชา ณ เดือนธันวาคม 2547 ปริมาณเงิน M2 มีเพียง 1,076.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 26 ของ GDP จำแนกเป็นเงินสดที่หมุนเวียนในระบบประมาณ 277.1 เงินฝากกระแสรายวัน 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินฝากออมทรัพย์และประจำ จำนวน 789.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ] และ ( 3 ) การเป็นเศรษฐกิจที่เปิดกว้างยอมและมีความนิยมใช้เงินตราสกุลต่างๆ โดยเฉพาะเงินสกุลแข็ง ( Hard Currencies) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนตามแต่สถานที่และในโอกาสต่างๆ อาทิ ดอลลาร์สหรัฐเป็นสื่อหลักในธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวในเมือง เงินบาทของไทยเป็นสื่อหลักตามจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับไทย เงินเรียลกับการซื้อขายของคนในท้องถิ่น ฯลฯ และเป็นสังคมที่นิยมถือเงินตราสกุลหลักและถือเป็นเงินสดไว้เป็นส่วนใหญ่ น่าจะมีผลให้ขนาดเศรษฐกิจที่แท้จริงใหญ่กว่าที่ ADB ได้คำนวณไว้ [เงินฝากในธนาคาร ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2547 เป็นเงินสกุลเรียล 33.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินตราสกุลต่างประเทศ 794.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ เช็คที่หักล้างบัญชีผ่านสำนักหักบัญชีในปี 2547 เป็นเงินเรียลมีมูลค่าเฉลี่ย 0.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าเฉลี่ย 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน คิด 236 วันที่มีการหักล้างเช็คผ่านสำนักหักบัญชีเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,368.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 33 ของ GDP]

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

กัมพูชานับแต่มีการลงนามสันติภาพของเขมร 4 ฝ่าย ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2534 และการเข้ามาจัดระเบียบทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่คนท้องถิ่นโดยองค์การสหประชาชาติในนาม UNTAC ( United Nations Transitional Authorities in Cambodia ) ด้วยการจัดการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เลือกและมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมตลอดจนการยกร่างกระทั่งสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2536 และถือเป็นวันสิ้นสุดภาระกิจที่ UNTAC ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการนั้น ตลอด 1 ปี 11 เดือน ที่ UNTAC ดำเนินการและใช้งบประมาณไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของกัมพูชาสู่สังคมของการบริโภค และจำเป็นต้องผูกติดกับความช่วยเหลือของต่างชาติมาโดยตลอด ซึ่งคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ สามารถสรุปการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมาของกัมพูชาโดยคร่าวๆ ได้ ดังนี้

  1. สงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่ดำเนินมากว่า 20 ปี ได้ทำลายฐานการผลิตทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เกือบจะสิ้นเชิง เมื่อกองกำลังและนักวิชาการของ UNTAC เข้ามาก็มุ่งแต่จะรักษาสันติภาพและความปรองดองในชาติตามภาระกิจหลักที่ได้รับมอบหมาย ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถูกละเลยความสนใจที่จะพัฒนาเตรียมการรองรับภาคเศรษฐกิจต่างๆและความต้องการของประชาชนที่จะมีในเวลาต่อมา โดยในช่วงดังกล่าวมีเพียงการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ให้ผิวทางเป็นยางแอสฟัสต์จากเมืองท่ากรุงสีหนุ มากรุงพนมเปญ โดยเจตนาหลักขณะนั้น อาจจะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำเนินการของ UNTAC และเจ้าหน้าที่ จากความสามารถขนถ่ายสัมภาระและของกินของใช้ซึ่งเกือบทั้งหมดต้องนำเข้ามาให้เจ้าหน้าที่และประชาชนจับจ่ายใช้สอย อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานั้น ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักใดๆ นอกจากธุรกิจโรงแรมและบ้านเช่า กับธุรกิจขนาดย่อมในเรื่องอาหารและน้ำดื่ม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีแต่ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมหลักของประเทศ
  2. รัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้งครั้งที่ 1 [ วาระ 5 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง ปี 2536 เขมรแดงไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง ] และครั้งที่ 2 [ ปี 2541 หลังจากมีการขัดแย้งภายในและมีการนำอาวุธหนักโจมตีกันกลางกรุงพนมเปญในปี 2540 ] ยังคงต้องมุ่งที่จะสร้างความปรองดองในชาติเป็นหลัก พัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจด้านต่างๆ ได้ดำเนินการไปภายใต้คำแนะนำของ World Bank , ADB รวมทั้งองค์กรและประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ โดยมีการออกกฎ ระเบียบพื้นฐานต่างๆ รองรับธุรกรรมและความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายจดทะเบียนนิติบุคคล กฎหมายประกันภัย กฎหมายธนาคาร กฎหมายแรงงาน กฎหมายการให้สัมประทาน ฯลฯ ที่มีลักษณะเป็นสากล รวมทั้งได้เข้าเป็นสมาชิกองค์กรระดับโลกและระดับภูมิภาคต่างๆ ส่วนการปฏิบัติการด้านการค้าการลงทุนได้ปล่อยให้เป็นภารกิจและการตัดสินใจของภาคเอกชนเป็นหลัก รัฐใช้สัมปทาน สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใน [ กฏหมายส่งเสริมการลงทุนเริ่มใช้ ปี 2537 ] และสิทธิประโยชน์ทางด้านโควตาและภาษีจากประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ฯลฯ เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั้งจากภายในซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่อดีตผู้ลี้ภัยหรือลูกหลานที่กลับมาพร้อมความรู้ ประสบการณ์และทุนที่ระดมได้ กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างแรงงานรองรับประชากรวัยทำงานที่กำลังมีเพิ่มมากขึ้น [ ผลจาก baby boom หลังปี 2522 ทำให้เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรกัมพูชาในปัจจุบันมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ] ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอจากหลายประเทศได้ย้ายฐานการตัดเย็บมายังกัมพูชาที่มีโควตา สิทธิทางภาษี มีค่าแรงงานต่ำ ให้สิทธิพิเศษอื่นๆ เกิดการจ้างงานนับแสนคน และนำเงินตราเข้าประเทศกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าส่งออก รวมทั้งก่อให้เกิดธุรกิจเกี่ยวเนื่องและการก่อสร้างขยายตัวตามมาทั้งที่เป็นผลจากการขยายตัวของประชากรและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเบาเริ่มมีบทบาทเหนือภาคการเกษตร และเศรษฐกิจของประเทศผูกติดกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากขึ้นเป็นลำดับ
  3. การได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในปี 2545 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นพิเศษจากมิตรประเทศ เพื่อปรับปรุงสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้ง ถนนและเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองหลวง ภาพข่าวที่ปรากฎให้เห็นถึงความสงบปลอดภัยและความอลังการของนครวัดซึ่งเป็นมรดกโลกที่บรรพชนได้มอบไว้ ประกอบกับสนามบินพนมเปญและเสียมราฐปรับปรุงจนได้มาตรฐานสากล และการใช้นโยบายเปิดน่านฟ้า (Open Sky Policy) ส่งผลให้การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจขยายตัว ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาและประชาชนมีรถยนต์มากขึ้นและนิยมเดินทางไปที่ต่างๆ ภาคบริการได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจใกล้เคียงกับภาคการเกษตรและภาคอุตสา- หกรรม โดยเฉพาะภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดที่ 3 (ที่ใช้เวลาเกือบ 1 ปีหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 ได้โดยสันติ) การเข้ามาของนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนในปี 2547 และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านคนในปี 2548 ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเศรษฐกิจและ World Bank พิจารณาตัวเลข 3 ไตรมาสแรกแล้วคาดว่า GDP ปี 2548จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 จากปีก่อนหน้า แม้จะต้องได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันแพง (ADB คาดเมื่อไตรมาสแรกปี 2548 ว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 2.3)

ทั้งนี้ จากการที่การท่องเที่ยวได้ขยายตัวขึ้นค่อนข้างมาก และเป็นที่คาดหวังได้ว่า จะเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจของกัมพูชาขยายตัวต่อไปได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวพยายามที่จะให้มีการกำหนดเป้าหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในกัมพูชาได้ถึง 4.0 ล้านคน ในปี 2010 หรือ พ.ศ. 2553

เศรษฐกิจที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา แม้ทางด้านหนึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึง ความสำเร็จของการปล่อยให้ภาคเอกชนทำงานภายใต้กลไกการตลาดเสรี ประกอบกับความช่วยเหลือของนานาชาติที่ให้กับกัมพูชาปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา หากแต่พิจารณาให้ดีแล้ว พบว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นมาจากการบริโภคที่ขยายตัวเป็นหลัก โดยปราศจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ หรือกลางน้ำที่จะรองรับและทำให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างมั่นคง การก้าวต่อไปข้างหน้าจึงเป็นภารกิจหนักที่ท้าทายรัฐบาลพนมเปญว่า จะจริงจังต่อการพัฒนาอย่างไร เมื่อขนาดตลาดของกัมพูชาโดยตัวเองอาจจะไม่ใหญ่หรือมั่นคงเพียงพอประการหนึ่ง และค่าแรงงานที่ต่ำกว่าอาจจะไม่สามารถชดเชยอัตราค่าสาธารณูปโภคที่สูงกว่าประเทศอื่นประการหนึ่ง รวมทั้งปัญหาเงินใต้โต๊ะที่มีการพูดกันหนาหู และปัญหาการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เหลื่อมล้ำ อาจเป็นอุปสรรคที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะต่างชาติให้ความสำคัญจนละเลยที่จะสนใจเข้ามาลงทุนในกิจการที่ต้องรอผลตอบแทนในระยะยาว นอกจากนี้ ภาระหนี้สินภาครัฐที่สะสมมาถึงขณะนี้เริ่มเข้าสู่ระยะเวลาที่จะต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแล้ว เม็ดเงินที่จะนำมาพัฒนาประเทศส่วนหนึ่งต้องสูญไป นับเป็นการท้าทายความสามารถของรัฐบาลในระยะต่อไปค่อนข้างมาก

ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ

การเกษตร

พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของกัมพูชาเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ข้าวจึงเป็นพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยสามารถผลิตได้ปีละประมาณ 4.2 – 4.5 ล้านตันข้าวเปลือก และจากการที่พื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ขาดระบบชลประทาน การเพาะปลูกมักจะประสบปัญหาน้ำท่วมในหน้าน้ำ และขาดแคลนน้ำหากฝนทิ้งช่วง

ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ ปลาน้ำจืดเนื่องจากการมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายหลักที่ผ่านจากตอนบนมายังตอนใต้ของประเทศก่อนเข้าสู่เขตประเทศเวียดนามและออกทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีทะเลสาบ “ โตนเล สาบ “ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกล่าวกันว่าระดับน้ำในหน้าน้ำ จะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับน้ำในหน้าแล้งได้ถึง 10 เมตร และจะมีขนาดของอ่างครอบคลุมพื้นที่ 10,000 – 16,000 ตารางกิโลเมตร [ ประมาณว่าสามารถนำจังหวัดอุบลราชธานีทั้งจังหวัดมาบรรจุได้ ] เทียบกับขนาดอ่างเพียง 2,500 – 3,000 ตารางกิโลเมตรในหน้าแล้ง ทำให้ปลาน้ำจืดจากธรรมชาติเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถจับในฤดูหาปลาได้มากถึง 250,000 – 280,000 ตันในแต่ละปี

สำหรับพืชไร่ที่มีการเพาะปลูกมากและสำคัญได้แก่ มันสำปะหลังมีผลผลิตปีละประมาณ 350,000 ตัน ข้าวโพด 250,000 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 220,000 ตัน อ้อย 130,000 ตัน ถั่วเหลือง 110,000 ตันและผักต่างๆ ประมาณ 180,000 ตัน ทั้งนี้ กัมพูชาได้มีการทำสวนยางพารานับแต่สมัยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และยังทำการรื้อสวนเพาะปลูกต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผลผลิตยางแท่งและยางแผ่นปีละ 30,000 ตันเศษ ส่วนใหญ่ส่งออกเป็นรายได้ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชาอีกชนิดหนึ่ง

อุตสาหกรรม

การลงทุนในกัมพูชาเริ่มต้นจากการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดและสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็กและขนาดย่อมกระจัดกระจายกันไป อุตสาหกรรมจากต่างประเทศที่ชัดเจนเกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนเมื่อปี 2537 ได้แก่ การย้ายโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวนนับร้อยโรงงานมายังประเทศกัมพูชาเพื่อรับสิทธิทางภาษีและโควต้าในการส่งออก จนทำให้รายได้จากการส่งออกสิ่งทอเป็นแหล่งนำเงินตราเข้าประเทศคิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกในแต่ละปี และส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ รวมทั้งการบริการและการขนส่งที่เป็นไปเพื่อรองรับตลาดภายในซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในส่วนกลาง รัฐบาลเห็นความสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในต่างจังหวัด รัฐบาลโดย The Council for the Development of Cambodia หรือ CDC ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่จะพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับการให้สิทธิการส่งเสริมการลงทุนในระดับนโยบาย เดิมได้กำหนดให้เฉพาะ The Cambodian Investment Board หรือ CIB เป็นหน่วยปฏิบัติเสมือนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนของกัมพูชา ที่มีลักษณะเป็น one – stop service organization เพียงแห่งเดียว ปัจจุบัน CDC ได้กระจายอำนาจโดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติให้การส่งเสริมแก่โครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในจังหวัดของตน ในลักษณะ one – stop service organization เช่นเดียวกับ CIB นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐเอง รวมทั้งสนับสนุนให้เอกชนจัดตั้ง โดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุน การนำเข้าและส่งออกสินค้าไปประจำเพื่ออำนวยความสะดวกด้านพิธีการต่างๆ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและขั้นตอนเตรียมการด้านงบประมาณและสถานที่

ภาคบริการ

ธุรกิจบริการที่สำคัญที่น่าจับตาถึงการเปลี่ยนแปลง และอาจจะสะท้อนให้เห็นภาพทางด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน โทรคมนาคม การบิน และการท่องเที่ยว กล่าวคือ

  1. ตั้งแต่ต้นปี 2545 ที่ธนาคารชาติกัมพูชา ได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 13.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องดำรงฐานะการเงิน รวมทั้งปรับปรุงระบบบัญชีและการตรวจสอบภายในให้ได้ตามมาตรฐานสากลตามคำแนะนำของธนาคารโลกและ IMF ทำให้ธนาคารต่างชาติและของท้องถิ่นจำนวนหนึ่งต้องถอนตัวจากตลาด ที่เหลืออยู่ได้สะท้อนถึงระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ฝาก ส่งผลให้เงินฝากออมทรัพย์และประจำ (M2) ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์เอกชนซึ่งรวมทั้งสาขาธนาคารจากต่างประเทศทั้งหมด ได้เพิ่มจาก 408.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสิ้นปี 2544 เป็น 787.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อสิ้นปี 2547 หรือจากร้อยละ 15.4 เป็นร้อยละ 21.7 ของ GDP โดยเป็นเงินฝากในธนาคารที่ไทยเป็นเจ้าของ 100 % รวมกันประมาณ 112.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14 ได้แก่ เงินฝากใน ธนาคาร Cambodia Commercial Bank ธนาคารลูกของธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน ) ตั้งสำนักงานใหญ่ในพนมเปญและมีสาขา 2 แห่งในจังหวัดเสียมราฐ กับพระตะบอง กับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน ) สาขาพนมเปญ และสาขาย่อยเสียมราฐ ธนาคารทั้งสองแห่งมีบทบาทค่อนข้างมากในการให้บริการทางการเงินแก่การประกอบธุรกิจของคนไทยในกัมพูชา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์โดยเฉพาะที่มาจากต่างประเทศจะมุ่งเน้นให้บริการการค้าเป็นสำคัญ โดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการระดมเงินฝากหรือปล่อยกู้ในประเทศมากนัก
  2. ธุรกิจโทรคมนาคม ในกัมพูชามีผู้ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 3 ราย (001, 007, 008) โทรศัพท์ในประเทศ 7 ราย เป็นโทรตามสาย 1 รายและโทรศัพท์มือถือ 6 ราย ทางด้านโทรทัศน์มีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่แพร่ภาพให้ชมเป็นทีวีสาธารณะ 7 ช่อง และมีสถานีวิทยุกับเคเบิลทีวีอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอีก 3 ราย ธุรกิจเหล่านี้ต้องแข่งขันและนำเทคโนโลยีที่ดีและทันสมัยมาให้บริการ ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสเลือกรับบริการได้ค่อนข้างมาก ผู้ที่ขาดความพร้อมและประสิทธิภาพด้อยกว่าเริ่มประสบปัญหากับการรักษาส่วนแบ่งตลาดที่มีขนาดค่อนข้างจำกัดแห่งนี้
  3. ธุรกิจการบิน จากการใช้นโยบายเปิดน่านฟ้าให้กับสายการบินพาณิชย์ต่างประเทศ สามารถบินตรงมายังจังหวัดเสียมราฐ ทำให้จำนวนผู้โดยสารเติบโตเร็วมากจาก 186,196 คนในปี 2546 เป็น 309,373 คนในปี 2547 สำหรับปี 2548 คาดว่าใน 3 ไตรมาสแรก มีผู้โดยสารบินมาเสียมราฐมากกว่าทั้งปี 2547 อย่างไรก็ตาม โดยที่เครื่องบินเมื่อถูกจำกัดขนาดตามข้อกำหนดของ UNESCO ทำให้การบินพาณิชย์ตรงมาเสียมราฐจึงเหมาะสำหรับการบินระยะใกล้ ( Short-haul ) มากกว่าบินตรงมาจากระยะไกล (Long-haul) เมื่อพิจารณาจากการมีนครวัด – นครธม เสมือนแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ย่อมแสวงหาโอกาสที่จะเป็นประตู (Gate-way) รับผู้โดยสารที่บินระยะไกล ( Long-haul ) มาแวะพัก หรือเปลี่ยนเครื่องบินก่อนบินเข้าเสียมราฐ เที่ยวบินที่มากขึ้นและข้อจำกัดการบินที่มีอยู่ อาจจะเร่งรัดให้รัฐบาลกัมพูชาเกิดแนวคิดที่จะสร้างสนามบินพาณิชย์แห่งใหม่เพื่อสนองตลาดการท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจะท้าทายวิสัยทัศน์ของผู้สร้างว่าจะสร้างสนามบินที่ใหญ่ขึ้นและไกลจากโบราณสถานโดยได้รับความนิยมใช้ได้อย่างไร
  4. ธุรกิจการท่องเที่ยวและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องการขยายตัวของนักท่องเที่ยวมาชมนครวัด-นครธม และโบราณสถานต่างๆ แม้จะมีอัตราที่น่าพึงพอใจ แต่ส่วนใหญ่ยังคงพักแรมเพียงแค่ 1-2 คืน ผู้ที่มีความสามารถเพิ่มกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวพักแรมได้นานมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับหนึ่งแล้วยังสามารถให้ประโยชน์ข้างเคียงกับกิจการอื่นๆ ด้วย
  5. ธุรกิจจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้จากการประมาณการ ปัจจุบันกัมพูชามีความต้องการใช้กระแสไฟฟ้ามากถึง 273 MW ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่ 2 แห่ง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 13 MW (Chum 2, 1 MW ; Kirirom 1, 12 MW) ที่เหลือต้องใช้การปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์โดยใช้เชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ขณะเดียวกัน ขอบเขตสายส่งสามารถครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ 15 ของครัวเรือน ย่อมสะท้อนถึงโอกาสที่ยังเปิดกว้างอยู่ค่อนข้างมาก

ประวัติศาสตร์ประเทศกัมพูชา
ข้อมูลทั่วไปประเทศกัมพูชา
พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา
เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
การไปประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในกัมพูชา
ระบบภาษีของกัมพูชา
การส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
ความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา
การสัมปทานที่ดินเพื่อการเกษตรของกัมพูชา
The Brief History of Cambodia Monarchy
สงครามกัมพูชา (1979-1991)
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งรักทั้งชัง
การแต่งกายกัมพูชา

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com