Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

กัมพูชา (Cambodia)

The Brief History of Cambodia Monarchy

หนังสือ Who is Who in Cambodia ฉบับปี 2005 หน้า 144 – 161 ได้จัดพิมพ์บทความลำดับการสืบราชวงศ์ในกัมพูชา นับแต่ปี ค.ศ. 802 ถึงปัจจุบัน โดยมีการกล่าวถึงปราสาท และหรือโบราณสถานที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ ได้สร้างไว้ ได้ค่อนข้างกระชับ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาชมปราสาทต่างๆ ในประเทศกัมพูชา จะได้รับรู้ถึงความเป็นมาคร่าว ๆ ของปราสาท และไว้เป็นข้อสังเกตในการพิจารณาถึงความเก่าแก่ และความแตกต่างของปราสาทแต่ละแห่ง จึงถอดความเฉพาะช่วงก่อน จนถึงการล่มลงของอาณาจักรพระนคร หรือประมาณปี ค.ศ. 1500 มาเป็นภาคผนวก โดยชื่อหรือคำที่เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยของคนไทย จะแสดงเป็น ( อักษรตัวเอียงภายในวงเล็บ ) ดังนี้

การสืบค้นทางประวัติศาสตร์ย้อนไปพบว่า เมื่อ 6,800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีคนเข้ามาหากินบนแผ่นดินที่ตั้งประเทศกัมพูชาในปัจจุบันอยู่ก่อนแล้ว และในราว 4,300 ปีก่อนคริสต์ศักราช พบการตั้งชุมชนโดยอาศัยอยู่ในถ้ำบริเวณ Laang Spean ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพระตะบอง ต่อมาอีกประมาณ 2,300 ปี จึงเริ่มมีการเลี้ยงสัตว์ ทำการเพาะปลูกในแถบตอนกลางของประเทศ แล้วมารู้จักการทำโลหะสัมฤทธิ์ ( ทองแดงผสมดีบุก ) และเหล็ก ในราว 1,500 และ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราชตามลำดับ

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เส้นทางการค้าทางบกระหว่างอินเดีย กับจีน ถูกปิดกั้นลงจากสงครามระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่บนเส้นทาง ทำให้มีการเปิดเส้นทางคมนาคมทางน้ำระหว่างดินแดนทั้งสอง เรือสินค้าได้มาขึ้นฝั่งที่ Oc Eo ( O Keo ) ดินแดน Funan ( ฟูนัน ) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอ่าวไทย ( ประเทศเวียดนาม ปัจจุบัน ) พบว่าแผ่นดินดังกล่าวมีประชาชนชาวขแมร์ ผิวเข้ม ผมหยัก อาศัยอยู่ก่อนแล้ว

Funan ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในจดหมายเหตุจีน สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 3 นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า ชาวจีนบันทึกคำ Funan จากคำ bnam ซึ่งเป็นคำเก่าขแมร์ที่หมายถึง ภูเขา จดหมายเหตุจีนระบุว่า ชาวฟูนัน เป็นชนชาติที่ใช้วัฒนธรรมอินเดีย อาศัยในบ้านไม้ หลังคามุงด้วยจาก หรือใบตาล และพูดภาษาขแมร์ แต่เขียนด้วยอักษรสันสกฤต ชาวฟูนันมีความสามารถในการขุดคลอง และสร้างท่าเรือตามลำน้ำต่าง ๆ โดยใช้ทักษะด้านวิศวกรรมที่ได้รับจากพ่อค้าชาวอินเดีย คลองระบายน้ำและชลประทานAngkor Borei เป็นแบบอย่างที่แสดงถึงความสามารถของชาวฟูนัน ในด้านการเกษตร การปลูกข้าว และการได้มาซึ่งแหล่งน้ำจืดเลี้ยงประชาชนของตน นอกจากนั้น ชาวฟูนัน ยังได้รับชื่อว่าเป็นนักผจญภัย ชอบเดินเรือไปที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในแผ่นดิน ได้มีการสร้างท่าเรือ รวมทั้งมีคลังสินค้าไว้หลายแห่ง เพื่อเก็บสินค้ามีค่าสูง เช่น หนังสัตว์ นอแรด เครื่องเทศ และทองคำ ทั้งนี้ ก่อนที่ชื่อฟูนัน จะจางหายไปจากจดหมายเหตุของจีน มีการบันทึกไว้ว่า ในช่วงปี 539 กษัตริย์ Rudravarman I ได้ส่งแรดเป็น ๆ ให้แก่จักรพรรดิ์จีน 1 ตัว

Chenla period ( อาณาจักรเจนละ ) ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ชาวเจนละ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือได้แยกตัวเป็นอิสระและล้มล้างอาณาจักรฟูนันไปในศตวรรษที่ 7 ในเวลาดังกล่าว Bhavavarman I ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นที่ Sambor Prei Kok ( สมโบร์ ไพรกุก ) จังหวัดกำปงธม ผู้สืบทอดคือ Ishanavarman I (610 – 625 AD.) ได้สร้างปราสาท Ishanapura เป็นวิหารหลวงขึ้นทางทิศใต้ของกลุ่มปราสาทสัมโบร์ ไพรกุก และถือเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่กลุ่มปราสาทบนเกาะชวาจะรับตำแหน่งไปใน100 ปีต่อมา จดหมายเหตุจีนได้บันทึกว่า กษัตริย์ประทับบนบัลลังค์ไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ทรงมงกุฎทองคำ ประดับด้วยอัญมณี เวลาเข้าฝ้าต้องหมอบกราบด้วยหน้าผากจรดพื้น 3 ครั้ง แม้จะเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์เมื่อสูงวัย พระองค์สามารถผนวกรัฐเล็ก ๆ ได้หลายแห่ง ก่อนทอดบัลลังค์ให้กับ Bhavavarman II ราชบุตรซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก จนถึงเหลนของพระองค์คือ Jayavarman I ( 635 – 681 ) กษัตริย์นักรบผู้สามารถแผ่ขยายอาณาจักรได้มาก แต่ท้ายสุดก็ถูกผู้รุกรานชาวอินโดนีเซียฆ่า แล้วยกบัลลังค์ Jayavarman I ให้กับราชบุตรเขยของพระองค์เอง ก่อนจะตกทอดต่อมาถึงราชธิดาของพระองค์ เจ้าหญิง Jayadevi

ประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ 8 อาณาจักรเจนละ ได้แบ่งแยกเป็น 2 เมือง คือ เจนละบก และเจนละน้ำ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จนกระทั่ง ในช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 8 การกลับมาจากอินโดนีเซียของ Jayavarman II ได้เป็นจุดเริ่มต้นของราชอาณาจักรเขมรโบราณ

The Khmer Empire หลังจากตั้งตนเป็นกษัตริย์ Jayavarman II ( 802 – 850 ) พระองค์ได้สร้างพระนคร ( Angkor ) ขึ้นบริเวณ Phnom Kulen ( พนมกุเลน , ภูเขาลิ้นจี่ ) เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรเขมร และเป็นผู้วางรากฐานของระบบเทวราชาที่สืบต่อเนื่องกว่า 500 ปี โดยที่พระองค์สามารถครองราชย์ค่อนข้างยาวนาน ทำให้มีการสันนิษฐานว่า พระองค์คงจะมีส่วนสำคัญต่อการขึ้น หรือลงจากอำนาจของผู้นำชนเผ่าต่าง ๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้น ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานในสมัยของพระองค์ นอกนั้นเป็นจารึกที่ทำขึ้นให้หลัง 200 ปีถัดมา ที่ได้กล่าวชื่นชมในความสามารถของพระองค์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สิ้นพระชนม์ที่ Hariharalaya หรือ Rolous ในปัจจุบัน ( หริ- หราลัย หรือ รอล่วย ในปัจจุบัน ) ราชบุตรซึ่งในจารึก 2 แห่งกล่าวว่าเป็นพรานช้างได้ครองราชย์สืบมาในพระนาม Jayavarman III ( 850 – 877 )

The Ascent of the Empire หากจะกำหนดจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมในอดีต คงจะต้องเริ่มจาก การสร้างระบบชลประทานเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในสมัยของ Indravarman I ( 877 – 889 ) รวมทั้งการสร้างปราสาทบริเวณรอล่วยซึ่งเป็นศิลปแบบชาวพระนครที่ริเริ่มโดยพระองค์ ( Angkorian art ) พระองค์บูชาเทพเจ้าแห่งน้ำ ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในนาม Indratataka Baray ไว้ที่รอล่วย ทรงสร้างปราสาทพระโค ( Preah Ko ) เพื่อสักการะบรรพบุรุษ และทรงสร้างปราสาทบาคอง ( the Bakong )เป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทบนยอดเขา ไว้เป็นวิหารหลวง และเปรียบเสมือนที่ประทับของเทพเจ้าตามระบบเทวราชาซึ่งเป็นที่เคารพของพระองค์ และคำว่า Kambuja ซึ่งเป็นชื่อประเทศในเวลาต่อมา ปรากฎเป็นคำจารึกขึ้นครั้งแรกในสมัยของพระองค์

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดา Yasovarman I ( 889 – 910 ) ต้องต่อสู้กับพี่น้องก่อนขึ้นครองบัลลังค์ และภายหลังจากต่อเติมปราสาท Lolei ที่รอล่วยจนสมบูรณ์แล้ว พระองค์เดินตามรอยของพระบิดาโดยการสร้างวิหารหลวงขึ้นบนยอดเขาบาแคง ( Phnom Bakheng )ในบริเวณพระนคร ( Angkor แปลว่า เมือง นคร และเป็นคำที่มาก่อนนครวัด Angkor Wat ใช้เรียกที่ตั้งของอาณาจักรขอมในสมัยนั้น ตามหลักฐานฝ่ายไทย ก็ยังปรากฏว่าเรียกบริเวณดังกล่าวว่า พระนครบ้าง มหานครบ้าง พระมหานครบ้าง จนเมื่อมีการพบนครวัด ซึ่งเป็นเพียงปราสาทหลังหนึ่งของพระมหานคร แต่ได้รับการกล่าวอ้างถึงมากกว่า ทำให้คำ นครวัด ดูจะยิ่งใหญ่กว่า ) ตามด้วยการขุดและสร้างคันกั้นน้ำ จนเป็นอ่างเก็บน้ำขนาด 1.8 * 7.5 กิโลเมตร เรียกว่า บารายตะวันออก ( East Baray )

ราชบุตร 2 พระองค์ที่สืบต่อจากพระองค์คือ Harshavarman I ( 910 – 922 ) ได้สร้างปราสาทขนาดเล็ก1 หลังชื่อ ปักษีจำกรง ( Baksei Chamkrong ) ส่วน Isanavarman II ( 923 – 928 ) ได้สร้างปราสาทกระวาน ( Prasart Kravan )ในพระนคร และปราสาทนางเขมา ( Prasart Neang Khmau )ในจังหวัดตาแกว เมื่อ Jayavarman IV ( 928 – 940 ) ซึ่งเป็นลุงของทั้งสองพระองค์ และเป็นเจ้าผู้ปกครอง Koh Ker ( เกาะแกร์ ) อาณาจักรซึ่งอยู่ไกลจากพระนครไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 150 กิโลเมตร ต้องมาปกครองพระมหานครด้วยแล้ว พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ของขอม ที่ไม่ใช้พระนครเป็นเมืองหลวง ต่อมาราชบุตรหรือ Harshavarman II ( 940 – 944 ) ได้ครองบัลลังค์ช่วงสั้น ๆ แล้วถูก ญาติซึ่งได้รวบรวมกำลังเตรียมการที่ สมโบร์ ไพรกุก ก่อนหน้าแล้วขับออกไป Rajendravarman I ( 944 – 968 )บูชาวิญญานของบรรพบุรุษด้วยการบูรณะและตกแต่งปราสาทปักษีจำกรง สร้างปราสาทบนเขา 3 แห่ง ได้แก่ ปราสาทแม่บุญตะวันออก ( East Mebon )กลางบารายตะวันออก ปราสาทแปรรูป และวิมานอากาศ ( Pre Rup and Vimean Akas ) ควบคู่กับการแผ่ขยายราชอาณาจักร ทั้งรบกับชาวจาม สามารถผนวกนครจัมปาและดินแดนรอบ ๆ อื่น มาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมได้

Jayavarman V ( 968 – 1000 ) ราชบุตรซึ่งสืบบัลลังค์ต่อจากพระองค์ด้วยวัย 10 ปี ภายใต้คำแนะนำจากข้าราชสำนักที่ภักดี และมีความสามารถ อาณาจักรขอมขยายขอบเขตไปกว้างไกลกว่าในอดีต โบราณสถานหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในจังหวัดตาแกวของกัมพูชาและในสมัยของพระองค์ มีการสร้างปราสาทที่ถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดหรือ Banteay Srei

( บันเตรีย สไรย์ ปราสาทหินทรายสีชมพู แกะสลักรูปลวดลายลึก ที่สร้างโดยพราหมณ์ หรือราชครูของพระองค์ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มปราสาทเดียวในยุคนั้นที่ไม่ได้เกิดจากดำริของกษัตริย์ และเป็น ปราสาทหลังหนึ่งที่นักท่องเที่ยวถ้าได้มาแล้ว พลาดไม่ได้เข้าชม เปรียบเสมือนไม่ได้มานครวัด)

ในปี 1002 มีเจ้า 2 พระองค์ต่างอ้างสิทธิและตั้งตนเป็นกษัตริย์ในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่ Jayaviravarman (1002 – 1010 ) กับ Suryavarman I ( พระเจ้าสุริยะวรมัน ที่ 1 ปี 1002 – 1050 ) โดยเจ้าองค์แรกได้ต่อเติมปราสาทที่จังหวัดตาแกว และ North Kleang ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ได้เริ่มไว้ และถูกฟ้าผ่าไปก่อนหน้า รวมทั้งได้เริ่มสร้างกำแพงเมืองด้านทิศเหนือของนครธม ( Angkor Thom ) ก่อนที่จะถูกพระเจ้าสุริยะวรมัน ที่ 1 ขับออกไป ทำให้เป็นที่สงสัยว่าควรจะนับระยะเวลาครองอาณาจักรขอมของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 ผู้ซึ่งมาจากตระกูลขุนนางที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียง เหนือของกัมพูชาว่า จะเริ่มจากปี 1002 หรือ 1010 ดี แต่ที่ชัดเจนคือ การได้ครองราชย์ยาวนานถึงปี 1050 ได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งและความสุขแก่ชาวพระนคร รวมทั้งแผ่อาณาจักรได้กว้างไกลถึงจังหวัดลพบุรี ของไทยในปัจจุบัน พระองค์เป็นผู้ริเริ่มสร้างพระราชวัง หรือเมืองที่รวบรวมสิ่งสำคัญไว้ภายในกำแพงที่แข็งแรงและใหญ่โตล้อมรอบ และยังเป็นผู้สร้างศาสนสถานอีกหลายแห่ง อาทิ ปราสาทบน Phnom Chisor , Preah Vihear ( ปราสาทเขาพระวิหาร ) รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้ทางตะวันตกของเมือง สิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ ถือเป็นคุณประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง เพราะนอกจากเป็นโบราณสถานเพื่อการท่องเที่ยวที่สำคัญแล้ว บารายตะวันตก( West Baray ) ที่พระองค์ให้ไว้ยังเป็นแหล่งน้ำประปาสำคัญของจังหวัดเสียมราฐในทุกวันนี้

ราชบุตรที่สืบต่อจากพระองค์หรือ Udayadityavarman II ( 1050 – 1066 ) แม้จะต้องทำสงครามปกป้องราชบัลลังค์ พระองค์ได้สร้างปราสาท Baphuon ( บา – ปวน ) และในช่วงนี้เองที่อาจเกิดคตินิยมของชนชั้นสูงในการไปบัดพลีกรรมต่อเทพเจ้าที่เคารพของตนบนยอดเขาที่เป็นแหล่ง หรือที่มาของบรรดาหินที่ถูกตัด ขุด ขนย้ายมาสร้างปราสาทต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้วและที่สร้างขึ้นในเวลาต่อมา และทำให้ทั้ง Phnom Kulen กับ Kbal Spean ( พนมกุเลน และ กบาลสะเปียน ) ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชมศิลปการแกะสลักหินตามความเชื่อในคติธรรมฮินดูของขอมที่ต่างไปจากการสร้างเป็นปราสาทหินแล้วจึงแกะสลักภาพ เพราะบนยอดเขาทั้งสองแห่งดังกล่าว ชาวขอมโบราณได้แกะสลักสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเชื่อตามคติธรรมของตน ลงบนพื้นของธารน้ำตก ไม่ว่าจะเป็นรูปนารายณ์บรรณธมสินธุ์ ศิวลึงค์ และฐานโยนีขนาดต่าง ๆ นับเป็นพันที่มีการจำหลักไว้ ซึ่งในทางท่องเที่ยวแล้ว เรียกว่าไปชม สหัสลึงค์ ( คติธรรมฮินดู นับถือพระศิวะเป็นผู้สร้าง มีพระแม่อุมาเป็นมเหสี จึงจำหลักรูปลึงค์แทนพระองค์เรียก ศิวลึงค์ และจำหลักฐานวางเรียก โยนี เป็นสิ่งคู่กัน และในพิธีกรรมฮินดู ศิวลึงค์ประกอบฐานโยนีจะตั้งอยู่กึ่งกลางของเทวสถานต่าง ๆ เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งจักรวาล พราหมณ์ทำพิธีแล้ว ตักน้ำรดลงบนยอดศิวลึงค์ น้ำนั้นไหลลงสู่ฐานผ่านออกจากปากโยนีแล้ว เปรียบเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนได้ดื่มกินเป็นมงคล ทำให้มีผู้สันนิษฐานถึงเหตุที่มีผู้ขึ้นไปตั้งรกรากบนพนมกุเลน และ กบาลสะเปียนว่า อาจเป็นพราหมณ์ผู้มีความคิดอันบรรเจิดเอง หรืออาจเพราะได้รับคำสั่งและความเชื่อในเทพเจ้า เห็นว่าน้ำตกมีความใสบริสุทธิ์และได้มาโดยการประทานของเทพเจ้าอยู่แล้ว หากจำหลักศิวลึงค์และฐานโยนีดักทางน้ำไว้ให้ถ้วนทั่วแล้ว น้ำจากน้ำตกที่ไหลลงสู่เมืองพระนครก็จะเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ให้ราษฎรได้ใช้บริโภคเป็นมงคลทั่วกัน บ้างก็สันนิษฐานว่า สหัสลึงค์ดังกล่าวอาจจะเกิดจาก การใช้เวลาว่างของบรรดาผู้ควบคุมและผู้มีหน้าที่ตัดหินส่งลงมาสร้างเมือง หรือปราสาท คิดแกะสลักกันขึ้นเอง และกลายเป็น สหัสลึงค์ ทั้งสองแห่ง อาจจะเกิดจากการได้ยินกันมา หรือแข่งขันกันก็ได้ )

Harshavarman III ( 1066 – 1080 ) ซึ่งครองราชย์ต่อจากพระเชษฐา มีการกล่าวถึงว่า ในปี 1076 จักรพรรดิ์จีนสั่งให้พระองค์ยกทัพไปร่วมกับพวกจาม สู้กับเวียดนาม Jayavarman VI ( 1080 – 1107 ) พระญาติห่าง ๆ ก็ได้ครองราชย์ต่อมา ท่ามกลางสันติภาพ พระองค์เน้นที่จะเก็บงานปราสาทที่กษัตริย์ก่อนหน้าได้เริ่มไว้ให้แล้วเสร็จ กระนั้นก็ตาม มีปราสาทหลายแห่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ อาทิ ปราสาทที่ Phnom Sandork , Wat Phou , Phimai ( ปราสาทหินพิมาย ) Dharanindravarman I (1107 – 1113) ครองราชย์ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ จึงถูกกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ Suryavarman II ( 1113 – 1150) ขับออกไป ถึงตรงนี้อาณาจักรขอมโบราณได้เข้าสู่ยุคยิ่งใหญ่ที่สุดของตน เนื่องจาก Suryavarman II ผนวกดินแดนของจามซึ่งอยู่ ทางด้านตะวันออก ขณะที่ทางตะวันตกก็ยึดครองไปไกลถึงพม่า จรดตอนเหนือของประเทศไทย และทางใต้ก็ไปถึงคาบสมุทรมาเลย์ พระองค์ได้มอบมรดกชิ้นสำคัญแก่ชาวกัมพูชา เป็นปราสาทหินหลังใหญ่ ยกระดับจากพื้นดินเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดประดิษฐานพระปรางค์ 5 ยอด เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุทั้ง 5 ตามคติธรรมของฝ่ายฮินดู ตามระเบียง หรือทางเดินของปราสาทแต่ละชั้นมีการประดับประดาตกแต่งอย่างงดงาม และที่เป็นผนังหรือกำแพงก็จะแกะสลักเป็นรูปนางอัปสราขนาดใกล้เคียงสาวเอเซียกว่า 1300 รูป ทั้งยังมีระเบียงประวัติศาสตร์จำหลักเรื่องราวที่สำคัญ เช่น เรื่องรามเกียรติ์ เรื่องการรบที่ทุ่งคุรุเกษตรในมหากาพย์ภารตะยุทธ เรื่องยักษ์กับเทพช่วยกันฉุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทร การจัดและเดินทัพของขอมโบราณ รวมทั้งภาพนรก สวรรค์ ตามคติธรรมในพุทธศาสนา ซึ่งทั้งหมด ต่อมาได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคประวัติศาสตร์ ที่รู้จักกันในชื่อ นครวัด ( Angkor Wat ) Dharanindravarman II ( 1150 – 1160 ) ซึ่งครองราชย์ต่อมาไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่คาดกันว่าอาจจะเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่จะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า เพราะพระองค์ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์องค์พระแรกที่นับถือพระพุทธศาสนา ทรงสร้าง Prasart Preah Palilay ( ปราสาทพระป่าเลไลย์ ) ทรงจำหลักภาพทางพระพุทธศาสนาไว้ที่ปราสาท Banteay Samre และปราสาท Beng Mealea ( ปราสาทบันเตีย สัมแร และ ปราสาทบึง เมเลีย ) หลังจากพระองค์ Yashovarman II ( 1160 – 1165 ) และ Tribhuvanadityavarman ( 1165 – 1177 )ซึ่งถูกชาวจามฆ่าเมื่อถูกรุกรานในปี 1177 ไม่มีการกล่าวถึงการก่อสร้างปราสาท เจ้าชายจามได้ขึ้นครองบัลลังค์ขอมเพียงช่วงสั้นในนาม Jaya Indravarman IV ( 1177 – 1181 ) เนื่องจาก ราชบุตรที่สามารถของ Dharanindravarman II ได้แก่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 Jayavarman VII ( 1181 – 1219 ) ได้รวบรวมและนำกำลังชาวขอม รบต่อสู้กับชาวจาม โดยเฉพาะการชนะยุทธนาวีในทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์ Tonle Sap ( ทะเลสาบโตนเล สาบ ) ที่พระองค์ภูมิใจยิ่งจนจำหลักไว้บนผนังระเบียงปราสาทบายอน the Bayon เพราะทำให้ได้อาณาจักรขอมกลับคืนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้มอบมรดกไว้มากมายสำหรับกัมพูชา และสำหรับคนทั่วไป เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างสีสรรค์ที่แท้จริงในประวัติศาสตร์ขอม ไม่ว่าจะกู้อิสระภาพจากจาม การสร้างเมืองนครธมและปราสาทต่าง ๆ จนสมบูรณ์ อาทิ ปราสาทตาสม ปราสาทพระขันธ์ ปราสาทบันเตีย ชมา ปราสาทนาคพันปราสาทบันเตีย กะไดย์ ฯลฯ การนับถือพระพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการเป็นเทวราชา ปราสาทบายอนที่ยังคงเป็นปริศนาว่า หน้าทั้ง 4 ด้านของยอดปราสาทเป็นหน้าของใคร เป็นของพระพุทธเจ้า หรือของพระอวโลติเกศวร หรือหน้าของพระองค์เอง การมีกำแพงเมือง และประตูทางเข้านครธมที่ใหญ่โตด้วยช้างเอราวัณ ราวสะพานเข้าเมืองทุกด้านประดับด้วยยักษ์และเทวดาฉุดนาค การสร้างลานช้าง ลานครุฑ พร้อมปราสาทหลัง ย่อมๆ ไว้เป็นที่พักของกองทัพต่างแดนที่เดินทางมา ในการเดินทัพออกจากนครธม นอกจากนี้ พระองค์ยังได้สั่งการให้สร้าง อโรคยาศาลา หรือสุขศาลาขนาดย่อมไว้ 102 แห่ง สร้างศาลาพักแรมไว้ 121 แห่ง ปรากฎกระจัดกระจายไปในไทย ลาว และเวียดนาม The Decline of Angkor หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปี 1219 อาณาจักรขอมดูเสมือนจะเสื่อมถอยลงเป็นลำดับ เมืองที่เคยขึ้นด้วย เช่น ลพบุรี สุโขทัย รวมทั้ง จาม ต่างแยกตัวเป็นอิสระ และกลับแข็งแรงกว่า จนกระทั่งสามารถยกกำลังมาทำร้าย เช่น ข้ามมาในปี 1432 มีการบันทึกไว้ว่า กองทัพสยาม ได้มาโจมตีพระนคร จนกษัตริย์ Phohea Yat ต้องย้ายหนี และมาตั้งเมืองใหม่ที่พนมเปญ และเข้าสู่ Longvek Era ( เมืองละแวก ) เป็นการสิ้นสุดบทบาทและความรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอม

ประวัติศาสตร์ประเทศกัมพูชา
ข้อมูลทั่วไปประเทศกัมพูชา
พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา
เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
การไปประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในกัมพูชา
ระบบภาษีของกัมพูชา
การส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
ความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา
การสัมปทานที่ดินเพื่อการเกษตรของกัมพูชา
The Brief History of Cambodia Monarchy
สงครามกัมพูชา (1979-1991)
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งรักทั้งชัง
การแต่งกายกัมพูชา

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com