Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

มาเลเซีย (Malaysia)

การเมืองการปกครอง

จากการที่มาเลเซียเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในที่สุด จึงได้มีการลอกเลียนแบบ โครงสร้างการเมืองการปกครองของอังกฤษมาใช้เป็นอย่างมาก ยกเว้นระบบรัฐสภาซึ่งมาเลเซียมีทั้ง รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลสหพันธรัฐ (Federal Government) และรัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) ทั้งนี้ โดยมีวิวัฒนาการทางการมืองการปกครองโดยทั่วไปแยกพิจารณาได้เป็น :-

รัฐธรรมนูญ ก่อนที่สหพันธ์มลายาจะได้รับเอกราช 1 ปี บรรดาผู้นำ มลายู อันประกอบด้วยสุลต่าน และรัฐมนตรีจากกลุ่มพรรคพันธมิตรจำนวนหนึ่ง เดินทางไปลอนดอน เพื่อขอให้ ทางการอังกฤษตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยผู้พิพากษาชาวอังกฤษ ลอร์ด เรด (Lord Reid) ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เซอร์ อิวอร์ เจนนิงส์ (Sir lvor Jennings) และผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายจากออสเตรเลีย อินเดีย และปากีสถาน อีกชาติละ 1 คน พร้อมกันนั้นสมาชิกของกลุ่มพรรคพันธมิตรได้มอบบันทึกเกี่ยวกับแนวทางของ รัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวมลายูต้องการ เพื่อที่คณะกรรมการร่างฯ จะได้ใช้พิจารณาด้วย กระทั่งในต้นปี ค.ศ. 1957 รัฐธรรมนูญฉบับร่างซึ่งมีเนื้อหาไม่แตกต่างจากบันทึกของกลุ่มพรรคพันธมิตร เท่าใดนัก ก็ได้รับการเสนอต่อสุลต่านผู้ปกครอง และผู้นำทั้ง 3 พรรคกลุ่มร่วมพันธมิตร เพื่อพิจารณา ใน การนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประกอบด้วย ตัวแทนของสุลต่าน และของรัฐบาลกลุ่มพรรค พันธมิตรกับข้าราชการชาวยุโรป โดยมีข้าหลวงใหญ่เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อน นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งสหพันธ์และรัฐบาลอังกฤษต่อไป

จากกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาสรุปได้ 3 ประการคือ ประการแรก ฝ่ายชาวจีน พยายามที่จะประนีประนอมกับฝ่ายชาวมลายู ทั้งที่เสียเปรียบในด้านสิทธิทั้งนี้เพื่อให้ได้เอกราชมาโดยเร็ว ประการที่สอง พรรคกลุ่มพันธมิตรประสบความสำเร็จในการรักษาสิทธิพิเศษของชาวมลายู และประการ สุดท้าย ในขณะที่ชาวมลายูได้อำนาจทางการเมืองขณะเดียวกับที่ชาวจีนได้ยึดอำนาจทางเศรษฐกิจมาไว้กับ ฝ่ายตน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศเอกราชใหม่นี้ จึงเป็นบ่อเกิดของปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วง 15 ปีแรก รัฐธรรมนูญของสหพันธ์มลายา อาศัยรูปแบบของข้อตกลง สหพันธ์มลายาของปี ค.ศ. 1948 (Federation of Malaya Agreement) ในปี ค.ศ. 1963 ได้มีการแก้ไข เล็กน้อย และทำการเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อรองรับการเข้าร่วมเป็นประเทศ เดียวกันของสิงคโปร์ ซาบาห์ และซาราวัค แต่เมื่อสิงคโปร์ได้แยกประเทศออกไปในอีก 2 ปีต่อมา ก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง และหลังจากนั้นรัฐธรรมนูญก็ได้รับการแก้ไขในวาระต่าง ๆ เพื่อ ตอบรับต่อสถานการณ์ทางการเมืองในยุคนั้น ๆ ระหว่างปี ค.ศ. 1957 ถึงปี ค.ศ. 1994 ได้มีการออก พระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 34 ฉบับ แต่ละฉบับจะมีมาตราและพระราชกำหนดแก้ไขในประเด็น ย่อย ๆ อยู่อีกหลายเรื่องด้วยกัน การสร้างชาติ ในยุคแรกของสหพันธ์มลายา (Federation of Malaya) ที่ประกอบขึ้นจากรัฐต่าง ๆ บนคาบสมุทรมลายู รวม 11 รัฐ รัฐสภาเป็นองค์กรหลักทำหน้าที่นิติบัญญัติของสหพันธ์ ประกอบด้วย สมาชิกสภาที่เป็นข้าราชการและบุคคลอื่น ๆ จำนวน 76 คน โดยมีข้าหลวงใหญ่อังกฤษ (British High Commissioner) เป็นประธานสภา แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1955 สมาชิกสภาได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 98 คน โดย มีสมาชิก 52 คน มาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่เหลือมาจากการเสนอชื่อ อย่างไรก็ตาม สภาที่ทำหน้าที่นิติ บัญญัติได้ยกเลิกไปภายหลังที่สหพันธ์มลายาได้รับเอกราชเพียง 2 ปี

อย่างไรก็ตาม การที่ชาวมลายูยอมรับในระบบและหลักการใหม่ ที่มีรัฐบาลกลางที่มี เอกภาพและยังสามารถออกกฎหมายได้นั้น ก็เนื่องมาจากว่าแต่ละรัฐมีสิทธิในการควบคุมกฎหมายหลาย ด้านด้วยกัน สุลต่านมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองรัฐของตน แต่ละรัฐต่างมีอำนาจในการบริหาร ปกครองตนเองและยังสามารถรักษาความเป็นของรัฐของตนไว้ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการตั้ง “ที่ประชุมประมุขของรัฐ” (Conference of Rulers) ขึ้นมาเป็นเกียรติแก่บรรดาสุลต่านเท่านั้น โดยไม่มี อำนาจทางการเมืองการปกครอง สำหรับตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ให้รับอำนาจ มาจากที่ประชุมประมุขของรัฐแทนการรับมาจากกษัตริย์อังกฤษ เพื่อคอย “ปกปักษ์รักษาสิทธิของรัฐ มลายูและนิคม และปกป้องสิทธิ อำนาจ และเกียรติยศขององค์สุลต่าน และสถานะความเป็นชาวมลายู โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของชุมชนต่าง ๆ” แต่ที่สำคัญอีกประเด็น คือ การ ถือสัญชาติและสถานะพิเศษของชาวมลายู ซึ่งในกรณีแรกนั้น ผู้ได้รับสัญชาติจะต้องมีถิ่นฐานอยู่ในอาณา นิคมแห่งนี้อย่างน้อย 15 ปี และรับจะอาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนี้ตลอดชีวิต ทั้งยังต้องพูดภาษามลายูหรือ ภาษาอังกฤษได้ด้วย จากกฎข้อบังคับนี้ทำให้ประชากรเพียง 3 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน มี คุณสมบัติพอที่จะเป็นพลเมืองมลายูได้ และถ้าจำแนกประชากรออกตามเผ่าพันธุ์แล้ว พบว่า ประชากร ประมาณร้อยละ 78 เป็นชาวมลายู ร้อยละ 12 เป็นชาวจีน และร้อยละ 7 เป็นชาวอินเดีย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 เมื่อข้าหลวงใหญ่เดินทางมาถึงสหพันธ์มลายาก็ได้แสดง เจตนารมณ์ของรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจนว่า “จุดมุ่งหมายอันเร่งด่วน คือ การก่อตั้งชาติมลายูที่เป็น เอกภาพ” และนับจากนั้นเป็นต้นไป จนถึงเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 1955 อังกฤษก็ได้จัดให้มีการเลือกตั้งในท้องถิ่น รวมทั้งก่อตั้งสภาหมู่บ้านและจัดระบบการให้สัญชาติแก่ชาว จีน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมอาณานิคมแห่งนี้ให้เข้าสู่ยุคของความเป็นเอกราชในอนาคต

การที่อาณานิคมบนแหลมมลายูได้รับเอกราชจากอังกฤษมาได้นั้น ถือว่าเป็น ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างกลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ ที่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่าน พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนจากทางการอังกฤษต่อ พรรคการเมืองเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียกร้องเอกราช โดยการนำเอานโยบาย “พันธมิตรทางเผ่าพันธุ์” ระหว่างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของชาวมลายู ของชาวจีนและของ ชาวอินเดียมาเป็นแรงผลักดันเพื่อทำให้รัฐบาลอังกฤษบังเกิดความมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรนี้จะสามารถ บริหารสหพันธ์มลายาได้ กอปรกับการที่อังกฤษต้องการส่งเสริมให้ชาวมลายูมีความเป็นชาตินิยมมากขึ้น เพื่อการต่อต้านพวกคอมมิวนิสต์ (พรรคคอมมิวนิสต์มลายู หรือ พคม. : Communist Party of Malaya – CPM) ที่ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่รัฐบาลอาณานิคมและรัฐบาลสหพันธ์มลายาเป็นอย่างมากด้วยการ นำ เอาวิธีการก่อการร้ายต่าง ๆ มาใช้ จนทำ ให้ต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นในปี ค.ศ. 1948 กระทั่งการก่อการร้ายได้ลดความรุนแรงลง ภายหลังจากที่สหพันธ์ฯ ได้รับเอกราชแล้ว จึงได้มี การยกเลิกคำประกาศนั้นไปในปี ค.ศ. 1960 ขณะเดียวกันการที่อังกฤษพยายามสอนชาวมลายูให้เข้าใจ การปกครองประเทศด้วยการให้เข้ามารับราชการและจัดการเลือกตั้งในหลายระดับ ล้วนแต่มีผลต่อการที่ สหพันธ์มลายูได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1957 และจากความพยายามที่จะสร้าง แนวร่วมและความมั่นคงให้กับโลกของชาวมลายูที่เคยเป็นและที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ รวมถึง แรงผลักดันของรัฐบาลที่ลอนดอนด้วย สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นมา ในวันที่16 กันยายน 1963 ด้วยการรวมเอาสิงคโปร์ ซาราวัค และบอร์เนียวเหนือ เข้าไว้ภายใต้รัฐบาล เดียวกัน โดยมีกรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) เป็นเมืองหลวง

วิวัฒนาการทางการเมือง

ตั้งแต่ ค.ศ. 1963 ถึงปัจจุบัน ที่เริ่มจากการแบ่งแยกทางเชื้อ ชาติระหว่างชาติพันธุ์หลักในสังคมมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชาวมลายูและชาวจีน ปัญหานี้ถือ ได้ว่าเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งในสังคมมาโดยตลอด และเมื่อชาวมลายูยิ่งมีความสนใจและมีส่วน ร่วมทางการเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งมีการเรียกร้องและแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ รวมถึงความเป็น อภิสิทธิ์ชนมากขึ้นเท่านั้น และการเรียกร้องดังกล่าวนี้ ได้ถูกกำหนดไว้ในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เช่น มาตราที่ 153 กำหนดไว้ว่า ให้ประมุขของประเทศรักษา “สถานะพิเศษ” ของชาวมลายู ซึ่งรัฐบาลเองก็ต้องให้สิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มนี้ด้วย ทั้งในด้านการศึกษา ตำแหน่งทางราชการ และการเป็น เจ้าของในกิจการธุรกิจบางชนิด เป็นต้น หรือมาตราที่ 160 กำหนดความเป็นชาวมลายูไว้ว่า จะต้องเป็น บุคคลที่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษามลายูเป็นประจำ และปฏิบัติตามประเพณีของชาวมลายู นอกจากนี้ ยังมีอีก 9 มาตรา ที่กำหนดการถือสัญชาติมาเลเซียอีกด้วย แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ยกเว้นมาตราเหล่านี้ แล้ว รัฐธรรมนูญของมาเลเซียได้บัญญัติไว้ว่า จะให้ความคุ้มครองตามหลักเสรีประชาธิปไตย และให้ ความเสมอภาคทางกฎหมายแก่ประชาชนมาเลเซียทุกกลุ่มอย่างทัดเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว สังคมมาเลเซียก็ไม่ได้มีความขัดแย้งถึงขั้น แตกหักระหว่างชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยกเว้นในวิกฤตการณ์ของปี ค.ศ. 1969 ที่ชาวมลายูและชาวจีนออกมา เข่นฆ่ากัน ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า ถึงแม้ว่า “การแบ่งแยกทางชุมชนจะมีความรุนแรงถึงขนาดที่ยากต่อการ ตั้งพรรคการเมืองที่ไม่อาศัยชาติพันธุ์เป็นตัวกำหนด แต่มันก็ไม่ได้มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะทำลายความ เป็นพันธมิตรระหว่างพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาจากลุ่มชาติพันธุ์” ได้

การก่อตั้งสหพันธรัฐมาเลเซียในระยะเริ่มต้น ไม่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับโลกมลายู อย่างที่ได้คาดหวังไว้ กล่าวคือ ถึงแม้บรรดาอาณานิคมต่าง ๆ บนแหลมมลายูและตะวันตกเฉียงเหนือของ เกาะบอร์เนียวจะเข้าร่วมในสหพันธรัฐใหม่ แต่บรูไนกลับปฏิเสธแผนนี้ สำหรับในด้านการเมืองระหว่าง ประเทศ ทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ประกาศต่อต้านการก่อตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ถึงขั้นที่อินโดนีเซีย นำเอานโยบาย “เผชิญหน้า” (Confrontation หรือ Confrontasi) มาใช้จนถึง ค.ศ. 1966 เมื่อผู้นำ คือ ประธานาธิบดี ซูการ์โน (Sukarno) ถูกถอดถอนอำนาจ สำหรับเหตุการณ์ภายในสหพันธรัฐเอง อัตราส่วน ของเชื้อชาติต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กับการขยายตัวของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติ พันธุ์ เช่น การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของชนพื้นเมืองในซาราวัคและซาบาห์ นอกจากนี้จำนวนชาว จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากการที่สิงคโปร์เข้าร่วมในสหพันธรัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกด้านก็เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิงคโปร์และได้ถึงจุดอวสานในอีก 2 ปี ต่อมา เมื่อสิงคโปร์ได้ถอนตัวออกไปจากสหพันธรัฐมาเลเซียในเดือนสิงหาคม 1965 และประกาศตัวเป็น เอกราช การแยกตัวออกไปครั้งนั้นถึงแม้สาเหตุเบื้องต้นมาจากความไม่ไว้ใจกันระหว่างชาวจีนและชาว มลายูอันเนื่องมาจากความไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่การแสวงหาอำนาจทาง การเมืองระหว่างพรรคอัมโนกับพรรคกิจประชา (People’s Action Party – PAP) และการแบ่งสรร ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ไม่ลงตัว ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญในวิกฤตการณ์นั้น และยังส่งผลลบไปอีกนานในด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ 2 ประเทศนั้น

วิวัฒนาการทางการเมืองในสหพันธรัฐมาเลเซีย นับแต่นี้ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 21 มี ประเด็นที่น่าสนใจอยู่เพียง 3 เรื่องด้วยกัน คือ

สหพันธรัฐมาเลเซีย
ประวัติความเป็นมาและการก่อตั้งประเทศ
การเมืองการปกครอง
รู้จักมาเลเซีย
พระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย
ข้อมูลการค้าไทย-มาเลเซีย
สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย
ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ของชาวไทยเชื้อสายมลายูในภาคใต้ของไทยและชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในรัฐกลันตัน
การแต่งกายมาเลเซีย

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com