Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

พม่า (Myanmar)

พม่า : เพื่อนบ้านที่เราไม่คุ้นเคย

พ.ต.เกรียงไกร แข็งแรง

คนไทยทุกคนรู้จักพม่า เราทราบถึงความสัมพันธ์ในเชิงคู่สงครามมาแต่อดีต การเสียกรุงศรีอยุธยาทั้งสองครั้งจนต้องถอยร่นมาก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เราทราบถึงวีรกรรมในอดีตของพระศรีสุริโยทัย, การยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือแม้กระทั่งวีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน แต่ดูเหมือนว่านับแต่การตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ความสัมพันธ์กับพม่า (ทั้งในแง่สงคราม) เริ่มห่างเหินไปจนกระทั่งพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่ทราบความเป็นไปของพม่า ปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงพม่าเราอาจนึกถึงความเป็นคู่ปรับในเชิงฟุตบอล, มวยไทย-พม่า และปัญหาตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ผลกระทบจากการปราบปรามชนกลุ่มน้อย, ยาเสพติด, แรงงานเถื่อน, โรคระบาด เป็นต้น โดยข้อเท็จจริงพม่านับเป็นเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อประเทศไทยมากที่สุดที่เราคุ้นเคยน้อยที่สุด พม่ามี ภูมิหลังอย่างไร ? สังคมโลกมองพม่าอย่างไร ? หรือพม่ามองไทยอย่างไร ? เป็นสิ่งที่เราน่าจะศึกษาดูเพื่อความเข้าใจเพื่อนบ้านผู้นี้ให้มากยิ่งขึ้น

ภูมิหลัง : ประวัติศาสตร์พม่าจากมุมมองพม่า

ชนเผ่าที่เข้าครอบครองพม่าดั้งเดิมมีอยู่ 3 ชนเผ่า คือ มอญซึ่งอพยพจากทาง ตะวันออกเข้ามายังพม่าภาคใต้ มอญรับเอาอารยธรรมเขมรมาใช้ ชนเผ่าพม่า (Barmar/Burmans/Mramma) ซึ่งบ้างก็เรียกว่าพวกปยุหรือพยู (Pyu) อพยพจากจีน (ทิเบต) มาทางด้านเหนือ และชนเผ่าไท (Shan/Tai) ซึ่งอพยพมาจากภาคเหนือของไทย ประวัติศาสตร์ของพม่าจึงเป็นประวัติศาสตร์ของการรบพุ่งและความขัดแย้ง ชนชาวพม่าเริ่มปรากฏตัวและมีบทบาทในภูมิภาคของตนในห้วงศตวรรษที่ 9 โดยการก่อตั้งอาณาจักรพุกาม (Bagan) ควบคุมลุ่มน้ำอิรวดี (Ayeyarwady) รวมถึงเส้นทางการค้าระหว่าง จีน-อินเดีย ค.ศ.1056 พระเจ้าอนุรุทกษัตริย์พุกามตีเมืองสะเทิม (Thaton) เมืองหลวงของมอญ พม่าเริ่มรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทเข้ามา

พม่าในปัจจุบัน

ข้อมูลของพม่าจาก CIA:The World Factbook 2000_ _Burma ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา(CIA:Central Intelligence Agency) ระบุไว้ดังนี้ (ค.ศ.2001)

ข้อมูลทางทหารสหรัฐระบุว่ามีความขัดแย้งตามแนวพรมแดนกับไทยเป็นระยะ ๆ และเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด (ฝิ่น) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอาฟกานิสถาน การยอมประนีประนอมกับฝ่ายรัฐบาลของ Mong Tai Army (MTA) ซึ่งมีขุนส่าเป็นผู้นำเป็นผลให้การผลิตลดลง แต่การขาดกฎหมายรองรับรวมถึงมาตรการอื่น ๆ เป็นผลให้เกิดการระบาดของยาเสพติดอื่น ๆ เช่น ยาบ้า เป็นต้น

ปัญหาภายในพม่าในปัจจุบัน

รัฐบาลพม่าได้ประกาศว่าชนกลุ่มน้อยหรือกองกำลังติดอาวุธซึ่งเคยต่อต้านพม่าได้หันมาร่วมพัฒนาชาติโดยการวางอาวุธแล้วเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาล อย่างไรก็ดีการรณรงค์ดังกล่าวในสายตาขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ระบุว่าเป็นการปราบปรามซึ่งใช้กำลัง ส่งผลให้ผู้ต่อต้านกลายเป็นนักโทษการเมือง 200 คน ซึ่งจน ถึงปัจจุบัน (ค.ศ.2000) มีนักโทษการเมือง 1,200 คนแล้ว การปราบปรามชนกลุ่มน้อยนั้นก่อให้เกิดผลกระทบเรื่องการย้ายถิ่นฐาน, การฆาตกรรม, การเกณฑ์แรงงานโดยเฉพาะในรัฐคะหยิ่น (Kayin State) เกิดปัญหาไร้ที่อยู่ของประชาชนและการเกณฑ์แรงงานติดตามมา รวมถึงปัญหาในการบีบบังคับให้สมาชิกของพรรค NLD (ฝ่ายค้าน) ลาออกในปี 1999 จำนวนถึง 34,000 คน ในปี 1996 มีการออกกฎอัยการศึกห้ามผู้มีคอมพิวเตอร์ใช้อินเตอร์เนตโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเสียก่อนผู้ฝ่าฝืนอาจต้องโทษสูงสุด 7-15 ปี

การเกณฑ์แรงงานนั้นพม่าถูกระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงโดยเฉพาะการเกณฑ์ชนกลุ่มน้อยเพื่อใช้แรงงานในการก่อสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ ฉาน, คะหยิ่น และ คะยา รวมถึงเป็นแรงงานในการเคลื่อนย้ายสิ่งอุปกรณ์ทางทหารในเขตรัฐมอญและคะฉิ่น

ปัญหาของพม่าในปัจจุบันจึงถือได้ว่าปัญหาการบูรณาการชาติเป็นปัญหาหลัก นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ งานศึกษาทางรัฐศาสตร์ในเชิงกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (political socialization) พบว่าสังคมของพม่ามีลักษณะ ของการกล่อมเกลาให้คนในครอบครัวเกิดความไม่ไว้วางใจในมนุษยสัมพันธ์ (distrust of human relations) ขาดความมั่นใจในตนเองและนิยมใช้การขู่ให้เด็กกลัวจนเกิดความเคว้งคว้างขณะที่วิถีการเลี้ยงดูเป็นไปอย่างไม่เข้มงวด จึงมีลักษณะมองโลกในแง่ดี ซึ่งมีลักษณะ ขัดแย้งกับลักษณะความไม่ไว้วางใจ คนพม่านิยมเก็บความลับไว้กับตน ผลของการกล่อมเกลาทางสังคมของพม่าในระดับครอบครัวมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองของพม่าในระดับมหภาค

ไทยกับพม่า:เพื่อนบ้านที่ไม่คุ้นเคย

ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ของพม่ามิได้กล่าวถึงไทยมากไปกว่าการรุกรานจากลัทธิล่าอาณานิคมซึ่งพม่าต้องตกเป็นเหยื่อเป็นระยะเวลานาน เป็นระยะเวลาที่ทุกข์ทนของพม่าเป็นระยะเวลาที่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราช จากนั้นจึงเป็นเรื่องของการรวมชาติ โดยข้อเท็จจริงแล้วความขัดแย้งจนนำสู่สงครามระหว่างสองประเทศมีมูลเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ การมุ่งขยายเมืองท่าด้านตะวันตกฝั่งทะเลอันดามันของไทยซึ่งถือเป็นการทาบทับกับเขตอำนาจของพม่า และประเด็นความเชื่อในเรื่อง “ราชาธิราช” (ราชาแห่งราชา) ซึ่งกษัตริย์พม่ามักจะแสดงบุญญาธิการด้วยการรุกรานไทย ในแง่นี้คนพม่าจึงมิได้มีทัศนคติดังเช่น คนไทยที่มีต่อพม่าว่า พม่าคือศัตรูคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ทัศนคติที่เป็นปรปักษ์ต่อพม่าเป็นมรดกที่ตกทอดมานับแต่ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาคราวหลัง (พ.ศ.2310) จนมีการขยายแนวคิดดังกล่าวถึงขั้นที่ว่าพม่าคือศัตรูพระพุทธศาสนา หรือมารอันเป็นตัวแทนฝ่ายอธรรม ผู้นำทางการเมืองและภูมิปัญญาของไทยนับแต่ยุคปฎิรูปประเทศให้ทันสมัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดโฉมหน้าใหม่ของพม่าในฐานะปัจจามิตรสู่ประชาชนโดยผ่านลงมาทางองค์กรและบุคคลากรของรัฐ สงครามระหว่างไทยกับพม่าได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกเร้าสำนึกความเป็นชาติและความรู้สึกชาตินิยม ความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์กับพม่าที่สัมผัสหรือรับรู้ได้ในปัจจุบันจึงนับเป็นผลิตผลอันเกิดจากการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้นำไทย นับแต่ยุคของการปฏิรูปประเทศเรื่อยมา มากกว่าจะเป็นผลที่สืบเนื่องโดยตรงจากสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง

โดยข้อเท็จจริงพม่าเป็นเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกับไทยมากที่สุด ด้านพม่านั้นพม่ามีพรมแดนติดต่อไทยมากเป็นอันดับสองรองจากจีน ซึ่งพม่าให้ความสำคัญในการดำเนินการทูตระดับทวิภาคีผ่านทางมณฑลยูนาน จีนช่วยพม่าสร้างถนนและสะพานหลาย แห่งตามแนวชายแดนพม่าเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า เช่น การปรับปรุงถนนพม่า (Burma Road) เชื่อมระหว่างมัณฑะเลย์ไปยังเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉาน เช่น ลาเฉียว (Lashio) และมูเซ (Muse), สะพานข้ามแม่น้ำฉ่วยลี่ (Shweli) 2 แห่งเชื่อมเมืองชายแดนพม่าและจีน คือ เมืองมูเซของพม่ากับเมืองหวันติ้ง (Wanting) และหยุยลี่ (Ruili) ของจีนในปี 1992 สะพานเชื่อมหว่านติ้งกับจูกุ๊ก (Kyukok) ของพม่าในปี 1993 ความไม่คุ้นเคยกับพม่าของไทยในปัจจุบันนั้นน่าจะเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการคือ การเข้ายึดอำนาจของเนวินในปี 1962 ได้มีการนำเอานโยบายสังคมนิยมวิถีพม่า (Burmese way to Socialism) เข้ามาใช้ รัฐบาลไทยขณะนั้นมีความหวาดระแวงต่อลัทธิคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมทำให้เกิดความไม่วางใจในการคบหาซึ่งมีผลกระทบในแง่นโยบายระดับทวิภาคี เช่นกรณีการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยของพม่าในฐานะรัฐกันชนในห้วงเวลานั้น เหตุผลอีกประการคือห้วงระยะเวลาของสังคมนิยมวิถีพม่านั้นได้ประกาศปิดประเทศทำให้พม่าขาดการติดต่อกับโลกภายนอกรวมถึงไทยไปช่วงระยะหนึ่ง

ปัจจุบันไทยมีการติดต่อกับพม่าได้หลากหลายช่องทางและวิธีการมากขึ้น ทั้งในระดับทวิภาคีเช่นการติดต่อค้าขายตามแนวชายแดน มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่ คณะกรรมการทางการทหาร ในระดับพหุภาคีไทยและพม่าต่างเป็นสมาชิกอาเซียน ปัญหานั้นผู้เขียนเห็นว่ามีเพียงประเด็นของการดำเนินนโยบายการทูตทั้งสองระดับให้สอดคล้องกันและเป็นเอกภาพ รวมถึงการสร้างทัศนคติต่อพม่าในทางที่ดีให้เกิดขึ้นกับคนไทย พม่านั้นมีศักยภาพในด้านทรัพยากรสูงที่สามารถจะแสวงประโยชน์ร่วมกับเพื่อนบ้านเช่นไทย ผู้มีพรมแดนติดต่อเป็นระยะทางยาวและต่อเนื่อง

อ้างอิง

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า
ประวัติศาสตร์การเมืองพม่า
เปียงมนา เนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่
พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า
พม่า : เพื่อนบ้านที่เราไม่คุ้นเคย
การแต่งกายพม่า

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com