Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

ฟิลิปปินส์ (Philippines)

ความสัมพันธ์ไทย-ฟิลิปปินส์จากอดีตถึงปัจจุบัน

สีดา สอนศรี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เป็นความสัมพันธ์มาแต่โบราณจากการค้าขายของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความสัมพันธ์ที่ทั้งสองประเทศมีกันก่อนประเทศใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ การทำสนธิสัญญาทางการทูตระหว่างกันในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงคราม เมื่อโลกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายโลกเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์ ไทยและฟิลิปปินส์เป็นเพียง 2 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าร่วมในองค์การซีโต้ ซึ่งเป็นองค์การต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในช่วงปี 1949-1975 ไทยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการและการพัฒนาชนบทเป็นอันมาก โดยผ่านการให้ทุนของสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงนี้ฟิลิปปินส์เจริญกว่าไทยมากนัก เนื่องจากสหรัฐฯ พยายามให้ฟิลิปปินส์เป็นศูนย์กลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้พัฒนาฟิลิปปินส์ในทุกๆ ทาง เมื่อถึงยุคผ่อนคลายความตึงเครียดในปี 1975 ประเทศสหรัฐฯ เริ่มมีความสัมพันธ์กับจีน ทำให้สองประเทศเปิดความสัมพันธ์กับจีนด้วย และเมื่อถึงยุคหลังสิ้นสุดสงครามเย็นทั้งสองประเทศก็ยังมีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่ฟิลิปปินส์มีปัญหาการเมืองภายใน ทำให้ไทยมองฟิลิปปินส์ในภาพลบมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 1997 ไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจซึ่งกระทบต่อฟิลิปปินส์ด้วยแต่ก็ไม่มากนัก เนื่องจากฟิลิปปินส์ได้รับการปรับสถานะทางการเงินและการคลังมาตั้งแต่ปี 1983 แล้ว หลังปี 2000 ไทยจะมีเศรษฐกิจดีกว่าฟิลิปปินส์ ไทยจึงมองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีนมากกว่าฟิลิปปินส์ เพราะมีลู่ทางในการค้าขายได้ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามฟิลิปปินส์ก็ยังถือว่าไทยเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีมาตลอด ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้นอกจากปัจจัยเรื่องผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศแล้ว ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บทความนี้จะทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศเข้าใจกันมากขึ้น มองหาสิ่งที่ดีๆ ต่อกันมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าได้มองเห็นความสัมพันธ์อันยาวนานมาแต่โบราณ

ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้ง 2 ประเทศจากนโยบายต่างประเทศของ 2 ประเทศในอดีตและมีผลถึงปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่านโยบายต่างประเทศมีหลักสำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เคารพและส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
  2. สร้างความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียน และจะกระชับสัมพันธไมตรีกับบรรดาประเทศภาคีอาเซียนทั้งมวลให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้นทั้งจะสนับสนุนมาตรการที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตสันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง
  3. ดำเนินและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจในลักษณะที่จะเกื้อกูลและเสริมสร้างความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และเพื่อแก้ไขปัญหาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  4. ประเทศไทยยังคงเป็นมิตรที่ดีกับประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อพิจารณาดูนโยบายต่างประเทศของประเทศไทยดังกล่าวแล้ว มีลักษณะที่เหมือนกับนโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้นจึงพิจารณาได้ว่านโยบายทั้งสองประเทศมีจุดยืนร่วมกันอยู่ จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ถ้าจะพิจารณาดูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบของนโยบายต่างประเทศของทั้งสองประเทศนี้แล้ว ทั้งสองประเทศจะต้องแสวงหาความสำเร็จตามนโยบายที่ประกาศไว้ เพื่อ

  1. สร้างความมั่นคงทั้งสองประเทศซึ่งเป็นประเทศในสมาคมอาเซียน
  2. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศและระหว่างสองประเทศ
  3. กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นในฐานะเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนด้วยกัน
  4. รักษาสันติภาพของโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะราบรื่นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างกัน ในแง่ของความร่วมมือและการขัดแย้งต่างๆ นั้น ถ้าจะดูว่าทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จหรือไม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตามความคิดของ McClelland และ Hoggard ได้จัดแบ่งพฤติกรรมของชาติไว้ดังนี้

  1. พฤติกรรมที่แสดงถึงความร่วมมือและช่วยเหลือกันนั้นจะแสดงกิริยาในเชิงเห็นดีด้วย สัญญา ตกลง ขอร้อง และเสนอ
  2. การกระทำซึ่งแสดงว่ามีการร่วมมือนั้นได้แก่ การยอมยกให้ การอนุญาต การช่วยเหลือ การให้รางวัล
  3. การกระทำที่แสดงให้เห็นการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งได้แก่ การแสดงความคิดเห็น การปรึกษาหารือ

ส่วนในเรื่องของความขัดแย้งนั้น ปัจจัยที่จะพิจารณาคือ

  1. การแสดงด้วยกิริยาในการปฏิเสธ ประท้วง ไม่ยอมรับ
  2. การแสดงด้วยกิริยาในการใส่ความ ต้องการ เตือน และการขู่เข็ญ คุกคาม
  3. การกระทำด้วยการประท้วง ลดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไล่ออก การจับ และการบังคับ

เมื่อมาดูเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องการขัดแย้งดังกล่าว ประเทศไทยกับฟิลิปปินส์ไม่เคยมีความขัดแย้งกันในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ถ้าจะมาดูเกี่ยวกับความร่วมมือกันนั้น ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือปรากฏออกมาในรูป

  1. การติดต่อสื่อสารระหว่างกันและการปรึกษาหารือให้ความเห็น จะเห็นได้จากการเยี่ยมเยียนของข้าราชการทั้งสองประเทศ เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ แม้การติดต่อสื่อสารกันจะมิได้แสดงถึงความสำเร็จเสมอไปในความร่วมมือก็ตาม แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ลดการขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ได้
  2. ข้อตกลงต่างๆ จะเห็นได้จากสนธิสัญญา ข้อตกลงทางการค้า และแถลงการณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
  3. การปฏิบัติการร่วมกันทั้งกลุ่ม จะเห็นได้จากการตกลงกระทำการภายใต้อาเซียน เช่น ได้มีการเพียรพยายามร่วมกันเพื่อเรียกร้องต่อสหประชาชาติ ให้มีการถอนทหารต่างชาติออกจากกัมพูชา และมีการตกลงยอมรับร่างหลักการเพื่อแก้ไขปัญหากัมพูชาเพื่อเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1984 นอกจากนี้ยังได้มีการตกลงร่วมกันเกี่ยวกับสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศด้วย

ถ้าจะพิจารณาดูแนวโน้มในอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและฟิลิปปินส์ว่าจะกระชับความร่วมมือกันต่อไปอีกหรือไม่นั้น ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า มีแนวโน้มไปในทางที่ดีแน่นอน เนื่องด้วยเหตุผลดังนี้

  1. ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกของสมาคมอาเซียน ซึ่งตามจุดมุ่งหมายของสมาคมต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยพยายามพึ่งพิงมหาอำนาจให้น้อยที่สุด และพึ่งพาประเทศในกลุ่มให้มากที่สุด ไทยได้รับผลประโยชน์จากฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นสมาชิกสมาคมทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
  2. ไทยได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองจากการกระชับไมตรีกับฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นสมาชิกของสมาคม ในอันที่จะสร้างกลุ่มให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเป็นอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจในการเรียกร้องสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น ปัญหาอินโดจีน เป็นต้น แม้ฟิลิปปินส์โดยสภาพทางภูมิศาสตร์จะไม่กระทบกระเทือนเกี่ยวกับปัญหานี้ก็ตาม แต่จะเป็นกำลังร่วมมือกันในฐานะสมาชิกร่วมกัน
  3. ไทยได้รับผลประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารและปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหามุสลิมภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาทั้งสองประเทศ แม้ปัญหาในประเทศไทยจะน้อยกว่าก็ตาม แต่จะเป็นผลในการปรับความเข้าใจและดำเนินนโยบายร่วมกันให้เป็นผลกับประเทศทั้งสองได้
  4. ไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางสังคม การศึกษาและวัฒนธรรมจากการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิจัย และทำกิจกรรมร่วมกัน อันจะส่งผลให้อาเซียนประสบความสำเร็จตามจุดประสงค์ยิ่งขึ้น
  5. ไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในโครงการอุตสาหกรรมของอาเซียนซึ่งดำเนินการโดยฟิลิปปินส์ รวมทั้งได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างสองประเทศ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศด้วย
  6. ไทยและฟิลิปปินส์เป็นมิตรที่ดีต่อกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การนำของสหรัฐฯ และความร่วมมือกันในองค์การหลายองค์การ เช่น ซีโต้ อาสา อาเซียน และเอเปก ด้วยอุดมการณ์ที่เหมือนกัน จึงเป็นที่แน่นอนว่าทั้งไทยและฟิลิปปินส์จะเป็นมิตรที่ดีต่อกันในอนาคต
  7. หลังสิ้นสุดสงครามเย็น ทั้งสองประเทศก็ได้ร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนเข้าร่วมในองค์การเอเปก ซึ่งทำให้มีความร่วมมือกันมากขึ้นในด้านการค้าเสรีระหว่างกัน (FTA – Free Trade Area)
  8. ภายใต้ ARF หรือ ASEAN Regional Forumทั้งสองประเทศก็ได้ประโยชน์ต่อกัน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์สามารถหยิบยกปัญหาข้อพิพาทกับจีนเกี่ยวกับหมู่เกาะสแปรตลีย์เข้าสู่อาเซียนได้ และร่วมกันเป็นแรงผลักดันไม่ให้จีนดำเนินการแทรกแซงต่อไป
  9. ทั้งสองประเทศร่วมกันในความสัมพันธ์ ACD – Asian Cooperation Dialogue ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อให้เกิดความร่วมมือกันในด้านใดด้านหนึ่ง (Spill over) ในอนาคต

นอกจากผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองประเทศดังกล่าวแล้วข้างต้น ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของทั้งสองประเทศ ก็เป็นเครื่องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วย

ก่อน ค.ศ.1949 ปัจจัยที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเส้นทางค้าขายของจีน อินเดีย และยุโรปมาแต่โบราณ ประเทศเหล่านี้โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งค้าขายอยู่ในแถบนี้ได้นำสินค้าไปค้าขายระหว่างประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน อีกทั้งชาวจีนมักจะมองหาสินค้าที่ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ต้องการมาขายให้ ในสมัยโบราณประเทศฟิลิปปินส์ต้องการเครื่องเคลือบดินเผาจากไทยเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากมีคุณภาพดีและลวดลายสวยงาม ทำให้สินค้าไทยประเภทนี้เข้าไปในฟิลิปปินส์ตั้งแต่สมัยอยุธยา อีกทั้งข้าวจากประเทศไทยก็เป็นที่ต้องการของสเปนและอเมริกันซึ่งครอบครองฟิลิปปินส์ในสมัยต่อมา ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รู้จักติดต่อกัน นอกจากนี้สินค้าจากประเทศไทยยังมีส่วนช่วยทำให้วัฒนธรรมในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ในสมัยโบราณสมบูรณ์และสวยงามยิ่งขึ้น ฉะนั้นปัจจัยเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจึงเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง และเป็นที่คาดเดาว่าชาวจีนที่ค้าขายโดยเรือสำเภานี้จะแต่งงานกับชาวไทยและฟิลิปปินส์ และมีญาติอยู่ทั้งสองประเทศ

หลัง ค.ศ.1949 เป็นต้นมาจนถึงช่วงสงครามเย็น โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายคอมมิวนิสต์และโลกเสรี ปัจจัยความมั่นคง ได้แก่ การที่คอมมิวนิสต์รุกรานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ซึ่งไม่สามารถปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้ด้วยเหตุยุทโธปกรณ์ไม่พร้อม และกลยุทธ์ในการปราบปรามยังไม่ดีพอ ทำให้ไทยต้องเข้าข้างฝ่ายโลกเสรีซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำจากการเข้าร่วมในองค์การซีโต้ในปี 1954 ทำให้ไทยในสมัยนั้นซึ่งยังมีความเจริญไม่เท่าฟิลิปปินส์ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาการพัฒนาชนบท โดยสหรัฐฯ ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ เข้ามาพัฒนาประเทศไทย ทำให้ไทยได้รับวิทยาการต่างๆ มามากมาย จากความมั่นคงที่ทั้งสองประเทศต้องการและจากสงครามเย็นนี้เอง ไทยกับฟิลิปปินส์จึงมีความใกล้ชิดกันมากในช่วงปี 1954-1975 หลังจากปี 1975 เป็นต้นมา ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ต่างก็มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ภายใต้กรอบของอาเซียน ในช่วงนี้อาเซียนจึงเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกัน ภายใต้โครงการต่างๆ ร่วมกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม

มาในปี 1980 ฟิลิปปินส์ประสบกับเศรษฐกิจและการเมืองภายในจนก่อให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลมาร์กอสลงในปี 1986 ในช่วงนี้ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องแก้ปัญหาภายในมากกว่าการมองประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ภาพพจน์ของฟิลิปปินส์ในสายตาไทยเป็นไปในแง่ลบมากกว่าแง่บวก และในช่วงนี้เองที่ไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจ จึงมุ่งที่จะขยายความสัมพันธ์ไปในประเทศที่ไม่มีปัญหามากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ก็กลับมาเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เท่าเดิมในสมัยประธานาธิบดีรามอส รามอสใช้นโยบาย Development Diplomacy ประสานความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เพื่อดึงการลงทุนไปสู่ฟิลิปปินส์และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในปี 1997 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในประเทศไทย ซึ่งกระทบประเทศต่างๆ ในอาเซียนทั้งหมด ยกเว้นฟิลิปปินส์และมาเลเซียซึ่งกระทบน้อยที่สุด เพราะทั้งสองประเทศได้ปรับระบบการเงินพร้อมแล้ว โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ถูกปรับโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 1993 และได้ออกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 1998

แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ของตัวเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศทางการค้า โดยจะมองรอบทิศทางหาคู่เจรจาทางการค้าให้มากขึ้น จากปัจจัยภายในของประเทศไทยและฟิลิปปินส์นี้เอง ทำให้ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาภายในขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ได้รับผลกระทบจากไทย ทำให้ทั้งสองประเทศห่างเหินกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่ไทยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มีไม่มากนัก เนื่องจากประเทศไทยได้มองหาความสัมพันธ์และการค้าการลงทุนในกลุ่มอินโดจีนเสียมากกว่า เพราะมีลู่ทางที่จะได้ประโยชน์มากกว่าเนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ชิดไทยและเป็นประเทศที่เพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน แต่อย่างไรก็ตาม ภาพพจน์ของไทยในสายตาของฟิลิปปินส์ดีกว่าภาพพจน์ของฟิลิปปินส์ในสายตาของไทย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่แตกต่างกันทำให้ทัศนคติและค่านิยมต่างกัน ฟิลิปปินส์ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกมากกว่าตะวันออก ในขณะที่ไทยได้รับวัฒนธรรมตะวันออกมากกว่าตะวันตกถ้ามองจุดเริ่มต้นของการเข้ามาของประเทศต่างๆ ที่เข้ามาในตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งทั้งสองประเทศประสบปัญหาในบางช่วง โดยเฉพาะปัญหาการเมืองในฟิลิปปินส์ทำให้ภาพฟิลิปปินส์เป็นภาพลบ ฉะนั้นเพื่อความสัมพันธ์ดีต่อกันในอนาคตทั้งสองประเทศจึงควรเรียนรู้ค่านิยมและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันให้ถ่องแท้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันมากขึ้น อันจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันดีในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยทางการค้า สังคม วัฒนธรรม ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่กระทบความสัมพันธ์ทั้งนั้น อีกทั้งปัจจัยภายนอกจากระบบโลกในยุคสงครามเย็นมาสู่ยุคผ่อนคลายความตึงเครียด มาสู่ยุคหลังสงครามเย็นและหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ก็มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์เช่นกัน เพราะประเทศทั้งสองต้องปรับตัวให้ทันกับระบบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใดยิ่งทำให้ความใกล้ชิดระหว่างกันน้อยลงเท่านั้น

แนวโน้มความสัมพันธ์ในอนาคต
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมาตลอด ตั้งแต่ไทยกับฟิลิปปินส์ทำสนธิสัญญาระหว่างกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1949 ณ กรุงวอชิงตัน จากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองประเทศได้เป็นสมาชิกองค์การซีโต้ปี 1954 สมาคมอาสาปี 1961 อาเซียนปี 1967 เอเปกและองค์การการค้าโลก (WTO) หลังสิ้นสุดสงครามเย็น ความสัมพันธ์ต่างๆ ในระดับพหุภาคีนั้นช่วยให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันในระดับทวิภาคีด้วย ถ้าจะดูนโยบายต่างประเทศของทั้งสองประเทศนี้แล้ว ต่างก็แสวงหาความสำเร็จตามนโยบายที่ประกาศไว้ภายใต้สนธิสัญญาทางไมตรีปี 1949 และองค์การต่างๆ จนถึงปัจจุบัน คือ

  1. สร้างความมั่นคงทั้งสองประเทศ
  2. ส่งเสริมความร่วมมือทางการเมืองเพื่อเป็นพลังต่อรองภายใต้อาเซียน
  3. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  4. สร้างสันติภาพของโลก

จากนโยบายดังกล่าวทำให้เกิดความร่วมมือต่างๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทั้งประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ผลประโยชน์จากความสัมพันธ์อันดีดังกล่าว ได้แก่

ในแง่ทางการเมือง
ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นสมาชิกหนึ่งในอาเซียนในอันที่จะช่วยผนึกกำลังกัน ในการใช้อาเซียนเป็นเวทีต่อรองระหว่างประเทศ เช่น การกดดันให้เวียดนามถอนทหารออกไปจากกัมพูชา การใช้นโยบายยืดหยุ่น (Flexible engagement) ในการเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าหากเหตุการณ์ในประเทศนั้นกระทบถึงภูมิภาคโดยส่วนรวม เป็นต้น

ในแง่ความมั่นคง
ทั้งสองประเทศต่างก็อยู่ในสนธิสัญญามะนิลา จึงย่อมจะได้รับความคุ้มกันภายใต้สนธิสัญญานี้ นอกจากนั้นฟิลิปปินส์อาจจะได้ประโยชน์จากการนำปัญหาหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งฟิลิปปินส์ครอบครองส่วนหนึ่งของหมู่เกาะนี้เข้าไปหารือในเวที เออาร์เอฟ ได้ ถ้าหากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศของประเทศที่ครอบครองอยู่ นอกจากนี้มีการซ้อมรบกันระหว่างประเทศและนักเรียนนายร้องระดับเสนาธิการก็ยังไปศึกษาที่ประเทศฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง

ในแง่สังคม วัฒนธรรมและการศึกษา
ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษามาตั้งแต่อยู่ภายใต้องค์การซีโต้ เมื่อมาอยู่ภายใต้องค์การอาเซียนและร่วมมือกันในองค์การ ซีมิโอ ทำให้ทั้งสองประเทศเกิดความร่วมมือระดับทวิภาคีภายใต้โครงการย่อยๆ ต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของบุคลากรทั้งสองประเทศมากขึ้น รมทั้งเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้นด้วย

ในแง่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันในการขยายตลาดเพิ่มขึ้น การได้รับประโยชน์จากการให้สินเชื่อระยะสั้นระหว่างกัน การร่วมลงทุนระหว่างกัน การกำหนดเขตการค้าเสรี การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร โดยกำหนดขั้นตอนภาษีของกลุ่มสินค้าที่อยู่ในหมวดเดียวกัน ภายใต้อาฟต้าและเซฟ (Common Effective Preferential) ซึ่งรวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ เหล็ก ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ซีเมนต์ พลาสติก ฯลฯ เยื่อกระดาษ เซรามิค น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์แก้ว หนัง และเสื้อผ้า เป็นต้น นอกจากนี้ไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนในฟิลิปปินส์ในเขตส่งเสริมการส่งออกที่ซูบิค การลดขั้นตอนการลงทุนอุตสาหกรรม เช่น โทรคมนาคม การธนาคาร การส่งสินค้าและการประกัน รวมทั้งการเข้าไปลงทุนในธุรกิจของรัฐบาลที่ได้แปรรูปไปหลายกิจการด้วยกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์มีมากในช่วงก่อนสมัยมาร์กอสประกาศกฎอัยการศึก แต่มีความสัมพันธ์น้อยในช่วงปี 1978-1992 เนื่องจากฟิลิปปินส์เกิดปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใน ความสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านเริ่มกลับมาอีกครั้งในระหว่างปี 1992-2005 ซึ่งเป็นช่วงที่รามอสและอาร์โรโยปกครองประเทศ เนื่องจากช่วงนี้ฟิลิปปินส์ใช้นโยบายเชิงรุกและการทูตเพื่อการพัฒนา ทำให้การลงทุนจากสหรัฐฯ ยุโรป ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียนได้เข้าไปลงทุนในช่วงนี้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับประเทศไทยแล้วมีการเข้าไปลงทุนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากภาพพจน์ของฟิลิปปินส์แล้วมีการเข้าไปลงทุนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากภาพพจน์ของฟิลิปปินส์ต่อไทยยังไม่ดีนัก ทั้งนี้สาเหตุมาจากไทยขาดการติดต่อกับฟิลิปปินส์ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานในช่วงที่ฟิลิปปินส์ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นช่วงของการสร้างประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่จากปี 1986-1992

แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก มีผู้บริหารและแรงงานที่มีฝีมือ พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ทำให้ประเทศทางตะวันตกสนใจเข้าไปลงทุนมาก และฟิลิปปินส์เองก็สนใจการส่งเสริมให้ตะวันตกเข้ามาลงทุนอีกด้วย เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีศักยภาพในการลงทุนทั้งทางด้านการเงินและการติดต่อสื่อสาร ในอนาคต ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ควรมองจุดด้อยจุดเด่นของตัวเองและส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อประหยัดทั้งเงินทุน แรงงาน และใช้ทรัพยากรร่วมกันในอนาคต ถึงแม้ฟิลิปปินส์จะอยู่ห่างไกลประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ อีกทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีก็แตกต่างกับประเทศไทยก็ตาม แต่ทั้งสองประเทศก็เคยเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นซึ่งเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหลายๆ ด้าน ประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของกันและกันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิภาคนี้กระทบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤติทางเศรษฐกิจจะเป็นกรอบกำหนดทางเลือกนโยบายต่างประเทศไทยต่อฟิลิปปินส์ ส่วนการตัดสินใจเลือกทางเลือกไหนนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสไตล์ของนายกรัฐมนตรี เช่น บริบททางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลชวน การดำเนินนโยบายจึงต้องมีองค์ประกอบของการพึ่งประเทศมหาอำนาจช่วยแก้ไข มากกว่าพึ่งประเทศอาเซียนด้วยกันเอง หรือนโยบายในสมัยทักษิณท่านมาด้วยสไตล์ ซีอีโอ ผู้เป็นรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงแขนขาหรือผู้ดำเนินการให้กับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แนวนโยบายของรัฐบาลนี้จึงเห็นการรวมศูนย์อำนาจ และด้วยสไตล์ดังกล่าวทำให้มีการดำเนินพหุภาคี ทั้งภายในอาเซียนและนอกอาเซียน สำหรับนโยบายต่อประเทศฟิลิปปินส์แล้วค่อนข้างจะห่างเหิน ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์ห่างไกลกัน ค่านิยมต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน อีกทั้งฟิลิปปินส์ก็หันไปสนใจจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน หรือบรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซียมากกว่าด้วย

ข้อมูลทั่วไปฟิลิปปินส์
การเมืองการปกครองฟิลิปปินส์
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
พระพุทธศาสนาในประเทศฟิลิปปินส์
ความสัมพันธ์ไทย-ฟิลิปปินส์
113 ปี วันประกาศอิสรภาพฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ มิตรประเทศที่น่าเรียนรู้
การแต่งกายฟิลิปปินส์

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com