Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน

ฟิลิปปินส์ (Philippines)

ฟิลิปปินส์ มิตรประเทศที่น่าเรียนรู้

ดิลก บุญเรืองรอด ในระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมนำคณะนักศึกษา ปริญญาเอก สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของมรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ไปดูงาน และรับการฝึกอบรมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ เมื่อได้รับการเชิญ แรกทีเดียว จะไม่ร่วมคณะไปในครั้งนี้ เหตุเพราะว่ามีงานค่อนข้างมากอยู่พอดี ประกอบกับ ผมได้เคยไปประชุมที่ประเทศนี้มาแล้วหลายครั้ง เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยความประทับใจในการบริหารจัดการโครงการปริญญาเอก และต้องการเป็นส่วนร่วม และลึกๆก็ต้องการไปทบทวนความหลังเพื่อนอาเซียนที่มีหน้าตาคล้ายคนไทยที่สุด ว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง จึงตัดสินใจร่วมคณะไปด้วย และเมื่อกลับมาแล้ว ได้เกิดแรงจูงใจให้เขียนเรื่องราวกึ่งวิชาการ เพื่อบันทึกเป็นความทรงจำ ว่าผู้เขียนได้กลับไปเยี่ยม และเรียนรู้อะไรบ้างจากเพื่อนของเราที่อยู่ห่างไกล อีกครั้งหนึ่ง เราเดินทางไปและกลับด้วยเครื่องคูเวตแอร์เวย์ ซึ่งแม้จะสะดวกสบายเหมือนเครื่องทั่วๆไป แต่จะเป็นด้วยวิกฤติการตะวันออกกลาง หรือเหตุอื่น ได้มีการเปิดกระเป๋าตรวจค้นกันอย่างเข้มงวดทั้งก่อนและหลังการผ่านเครื่องเอ็กส์เรย์ ทำให้อารมณ์เสียกันไปพอสมควร แต่เพื่อความปลอดภัย ทุกคนก็เข้าใจ การเดินทางไปฟิลิปปินส์ในระยะนี้ ต้องทำใจให้ได้ว่าจะต้องมีโอกาสได้พบกับใต้ฝุ่น หรือมรสุม ค่อนข้างแน่ แม้จะรู้ว่ากรุงมนิลาจะไม่พบกับใต้ฝุ่นตรงๆบ่อยนักก็ตาม และเมื่อไปจริง ก็เป็นไปเช่นนั้น อากาศค่อนข้างไม่โปร่ง ฝนตกบ่อย ไม่สะดวกนักสำหรับคณะที่เดินทาง แต่ทุกคนก็สู้ไม่ถอย

เราออกเดินทางเที่ยงวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง ไปถึงประมาณสี่โมงเย็น เพราะเวลาฟิลิปปินส์เร็วกับประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง กว่าจะผ่านพิธีการศุลกากร และเดินทางถึงโรงแรมที่พักก็ค่ำพอดี หลังจากรับประทานอาหารค่ำ ก่อนนอนผู้เขียนเริ่มทบทวนความจำเกี่ยวกับกรุงมนิลาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว กับปัจจุบัน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รับรู้อย่างเร็วเบื้องต้น พบว่ากรุงมนิลาได้ขยายใหญ่โตขึ้นมาก มีการตัดถนนมากขึ้น และมีอาคารใหญ่ๆมากขึ้น พร้อมๆกับได้เห็นชุมชนแออัดมากขึ้น และแน่นอน มีรถติดมากขึ้น จะจริงหรือไม่ อีกสามวันคงได้ประจักษ์ความจริง รุ่งขึ้นเราได้เริ่มเข้ากระบวนการฝึกอบรมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ พบความจริงว่า ในการเดินทางบ รถติดมากทีเดียว ใช้เวลาเดินทางมากกว่ายี่สิบปีที่แล้ว แต่เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัย พบว่ามีพัฒนาด้านกายภาพดีขึ้นมาก พร้อมทั้งได้พบกับการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษา เกี่ยวกับกิจการของเขาเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ในสังคมประชาธิปไตย แต่สำหรับคณะเราได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง และตั้งใจจัดอบรมให้อย่างดีที่สุด โดยใช้ความร่วมมือสามประสานจาก 3 หน่วยงานใหญ่ ประกอบด้วยสำนักประสานงานบริการชุมชน คณะครุศาสตร์ และวิทยาลัยกิจการสังคมและพัฒนาชุมชน

หัวข้ออบรมล้วนน่าสนใจยิ่ง ประกอบด้วย

วันนี้ เป็นวันปฐมนิเทศ ซึ่งมีการทำความเข้าใจเบื้องต้น และกรอบความคิดทั่วไป บรรยากาศของงาน อบอุ่น ชื่นมื่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านอธิการบดี ซึ่งนำคณะมาด้วยตัวเองนั้น ท่านเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทำให้เป็นที่ประทับใจเป็นพิเศษ

ผู้เขียนนั้น มีเห็นด้วยอยู่แล้ว ที่อธิการบดีเป็นประธานกรรมการโครงการปริญญาเอกเอง และดำเนินการด้วยความมุ่งมั่น ผมถือว่าเป็นภารกิจเชิงยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญและถูกต้องที่สุด เพราะโครงการปริญญาเอกเป็นงานชูธงสำคัญเพื่อเป็นองค์นำสู่การเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพ และโดยเฉพาะในสาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นนั้นตรงกับแนวคิดปรัชญาของความเป็นราชภัฏโดยแท้ และที่สำคัญส่วนใหญ่นักศึกษาคือคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเอง จึงต้องเน้นคุณภาพเป็นพิเศษ คุณภาพที่สำคัญคือคุณภาพด้านการวิจัย และคุณภาพด้านจิตใจ ซึ่งต้องได้จากกระบวนการเรียนการสอน และวิจัยนั่นเอง ซึ่งแม้จะมีการศึกษาค้นคว้ากันกว้างขวางเพียงไรก็ตาม แต่การพัฒนาด้านจิตใจจำเป็นต้องมีการเดินทางเรียนรู้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการเปิดใจให้กว้างขวาง ด้วยการเห็นและเรียนรู้โลกกว้าง ท่านอธิการบดีจึงเน้นให้มีการแสดงโลกให้นักศึกษารู้จักให้มาก เรื่องจิตใจนี้ สำคัญไฉน สำคัญที่ความกว้างของใจจะเปิดรับรู้สิ่งทั้งหลายได้ตามความเป็นจริง ลดอคติ การมีจิตใจที่คับแคบไม่เปิดรับสิ่งใหม่ จะสร้างความขัดแย้งทั้งในตัวเอง และระหว่างบุคคล ถูกชักจูงปั่นหัวให้ทะเลาะกันง่าย อย่างที่เห็นกันได้ทั่วไปในสังคมไทย ผู้เขียนจึงเห็นว่า โครงการศึกษาระดับปริญญาเอก โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรก นั้น อธิการบดีความดูแลอย่างใกล้ชิด และมรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ทำแล้ว และจากการประเมินของผม เทียบกับอีกหลายแห่งทั้งในมหาวิทยาลัยทั่วไป และ มรภ. โครงการนี้ จัดอยู่ในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว และโดยผลิตผล คงจะได้สร้างความแข็งแกร่งแก่มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยาทั้งปัจจุบันและอนาคต ได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว กลับมาเรื่องปฐมนิเทศอีกเล็กน้อย ผมมีข้อสังเกตว่าคนฟิลิปปินส์นั้น บูชาความกล้าหาญมาก ถ้าให้เลือกระหว่างความฉลาด กับ ความกล้า เขาจะเลือกความกล้า เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์แล้ว จะพบผู้นำแบบวีรบุรุษไม่น้อย และหากพิจารณาในซีกของนักวิชาการ นักทำงาน ด้วยความริเริ่มที่สูง และความกล้าดังกล่าว จึงมีโครงการทดลองทั้งสายสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาก เป็นแหล่งศึกษา ให้เราได้เป็นอย่างดี

หลายท่านอาจจะแปลกใจว่า เมื่อมีโครงการริเริ่มมากมายเช่นนี้ ทำไมฟิลิปปินส์จึงยังมีปัญหาเรื่องการพัฒนากันอีกเล่า ต้องให้ข้อมูลว่า การขยายผลงานจากโครงการนำร่องในประเทศนี้ไม่ง่ายอย่างที่หลายท่านคิด เขามีปัญหา ความยุ่งยากหลายประการที่ผู้เขียนจะได้พยายาหยิบยกมาอธิบาย เรามีเวลาว่างช่วงบ่ายหลังการปฐมนิเทศเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม แต่ผู้เขียนเป็นส่วนน้อยที่เลือกไปชมตลาด เพื่อเรียนรู้ภาวะเศรษฐกิจ ตามแนวทางของตัวเอง และได้พบว่า สินค้าส่วนใหญ่คล้ายกับเมืองไทยมาก แต่ราคาแพงกว่าเมืองไทยเล็กน้อย ไปสังเกตที่คิดและจ่ายเงิน มีคนจ่ายเงินน้อยมาก ขณะที่มีคนเดินแน่นห้าง ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อประมาณยี่สิบปีมาแล้ว เงินเปโซแพงกว่าเงินบาทมาก แต่ปัจจุบัน ถูกกว่าเงินบาทประมาณกว่ายี่สิบเปอร์เซ็น เมื่อราคาสินค้าแพงกว่าเมืองไทย แต่ค่าของเงินต่ำลง รวมทั้งทราบว่ารายได้ของคนส่วนใหญ่ค่อนข้างต่ำ(มีรายงานไม่เป็นทางการมีคนจนประมาณร้อยละแปดสิบ) แสดงว่าอำนาจซื้อของคนฟิลิปปินส์ค่อนข้างต่ำ จึงเชื่อได้ว่าได้ทำให้มีการซื้อน้อยตามผมสังเกตเห็นนั่นเอง ลึกๆจึงมีความรู้สึกไม่สบายใจ และเห็นใจ เป็นที่ยิ่ง

ช่วงอาหารค่ำ คณะของเราได้ความเมตตาจากสถานทูตไทยจัดเลี้ยงรับรอง พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องประเทศฟิลิปปินส์ และความสัมพันธ์ที่มีกับประเทศไทย เป็นอย่างมาก ผู้เขียนถือว่าเป็นโอกาสพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง จริงๆ

ความรู้ที่ได้จากสถานทูต ทำให้ผู้เขียนตกใจ สองเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องจำนวนประชากรของฟิลิปปินส์ ขณะนี้มีประมาณ 85 ล้านคน และมีคนไปทำงานต่างประเทศ กว่า 10 ล้านคน ที่ตกใจเรื่องประชากร เพราะเห็นว่ามีจำนวนสูงมาก ทั้งๆที่เคยมีจำนวนใกล้เคียงกับของไทยเรา แต่บัดนี้ได้แซงประเทศไทยไปค่อนข้างไกล มาก ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นเป็นผลเสียมากว่าผลดีในการพัฒนาประเทศ เพราะเมื่อประชากรเพิ่มเร็ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ฝีมือมาก หากทำไม่ทัน คนจะว่างงานมาก สร้างปัญหาสังคมไม่รู้จบ แม้ผู้เขียนจะตกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะรู้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้วเมื่อคราวที่ก่อนหน้านี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ขณะนั้นพบว่าขนาดของครอบครัวชาวฟิลิปปินส์ใหญ่กว่าของไทย 2-3 คน และขณะนี้คนเหล่านี้มีครอบครัวกันแล้ว ย่อมเป็นดอกเบี้ยทบต้น เพิ่มพลเมืองกันอย่างรวดเร็ว ดังที่ปรากฏ และสร้างภาวการณ์ว่างงานจนต้องไปหางานทำต่างประเทศเป็นจำนวนมาก กลับมาที่งานของเรา หลังจากงานเลี้ยงที่สถานทูตแล้ว รุ่งขึ้นวันเสาร์ และต่อมาวันอาทิตย์ เป็นโปรแกรมการทัศนะศึกษาก่อนเข้าชั้นฝึกอบรม ทั้งนี้เพื่อสร้างบริบทให้การอบรมชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เห็นชนบทของเขาทั้งทางบก และทางทะเล เป็นฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี

เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้อยู่เสวนาด้วย แต่ก็มีข้อมูลมากพอในระดับหนึ่งที่ทำให้เรียนรู้ได้หลายประเด็น ดังนี้

  1. ขนาดของประชากร และอัตราเพิ่มของประชากร กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของฟิลิปปินส์ ผู้เขียนทราบว่า ปัญหานี้ได้รับการเอาใจใส่มาแต่สมัยประธานาธิบดีมาคอสแล้ว คงทราบกันว่า อัตราเพิ่มยังสูงกว่าประเทศไทยมาก แต่การวางแผนครอบครัวทำได้อยากมาก เพราะเป็นประเทศคาธอลิค และมุสลิมที่ต้องทำด้วยวิธีการคุมกำหนัดหรือวิธีธรรมชาติ เท่านั้น จึงเกิดผลยากในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความยั่วยุ
     
    การขยายตัวของประชากร ต้องขยายการหาอยู่หากิน หรือมีอาชีพรองรับ เช่น ประชากรที่พ้นหน้าที่ไปทิ้งตำแหน่งไว้ 100 ตำแหน่ง แต่ถ้าคนรุ่นใหม่มีปริมาณมากขึ้นเป็น 120 คนมาแทนที่ รัฐจำเป็นต้องขยายการลงทุนเพื่อให้เกิดตำแหน่งงานเพิ่มอีก 20 ตำแหน่ง แต่หากไม่มีฝึมือในการบริหาร อาจไม่เพิ่ม หรืออาจลดอีกด้วย ทำให้คนว่างงาน ซึ่งคนฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นการว่างจากการมีชีวิต

    วิกฤตินี้เห็นได้ค่อนข้างชัดเมื่อเทียบกับประเทศไทย ซึ่งมีประชากรประมาร 64 ล้านคน มีเนื้อที่กว่า 500,000 ตารางกิโลเมตร แต่ฟิลิปปินส์มีประชากร 85 ล้านคน แต่เนื้อที่ดิน เพียง 300,000 ตารางกิโลเมตร เท่านั้น แม้จะมีสินในน้ำมากก็ตาม แต่ก็ทำให้คนฟิลิปปินส์ว่างงานกันมาก และต้องทำงานใช้แรงงานต่างประเทศกว่า 10 ล้านคน
  2. การพัฒนาด้านการเกษตรทำได้ยากมาก แม้คนฟิลิปปินส์จะมีความขยันอดทนไม่แพ้คนชาติใดๆก็ตาม แต่การทำการเกษตร ทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพืช สัตว์ และประมงซึ่งมีขอบเขตมหาศาล แต่ด้วยฟิลิปปินส์อยู่ในเขตมรสุม ทำให้ทำงานได้ผลิตผลต่ำ เพราะถูกจำกัดหรือถูกทำลายจากมรสุมและใต้ฝุ่น อยากที่จะมีประเทศไทยเสมอเหมือน จนคนฟิลิปปินส์รู้สึกว่างานเกษตรนั้นเป็นเรื่องทุกข์ยาก ไม่สนุกเสียเลย จนถึงขั้นที่มีการแต่งออกมาเป็นเนื้อเพลง

    ดังนั้น การเกษตร จึงยากอย่างยิ่งที่จะมีการทำเพื่อการส่งออก การบริโภคภายในประเทศก็ไม่พออยู่แล้ว เป็นเรื่องที่น่าห็นใจ
  3. อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ขยายตัว ทั้งๆที่ควรต้องขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับกับประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าชะลอตัวลง อาจด้วยสาเหตุเพราะความขัดแย้งภายใน หรือเรื่องภัยธรรมชาติ ก็เป็นได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงามมาก
  4. ปัญหาเรื่องความมีเอกภาพ เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ที่ไหนในโลก เพราะฟิลิปปินส์มีสภาพพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวยเป็นอันมาก เริ่มแต่การมีประเทศที่เกาะแก่งกว่า 7.000 เกาะ ทำให้การคมนาคมทำได้อยาก ประกอบกับมีภาษาที่หลากหลาย มีความขัดแย้งทางศาสนา มีประวัติเคยเป็นเมืองขึ้นสเปน และสหรัฐอเมริกา รวมกันเกือบ 400 ปี ฯลฯ จึงเป็นปัญหาในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลอยากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

    จุดนี้จึงเป็นคำตอบที่ว่าทำให้ฟิลิปปินส์มีคนเก่ง มีโครงการริเริ่มดีๆมากมาก ทำไมขยายผลไม่ค่อยออก ทำให้สิ่งที่ริเริ่มสูญสลายไปเป็นอันมาก
  5. ความกล้า ความโหด/ความรุนแรง และความมีเอกภาพ เรารู้ว่า คนฟิลิปปินส์เป็นคนกล้า และบูชาความกล้า แต่ไม่แน่ใจว่าความกล้านำไปสู่ความโหด/ความรุนแรงหรือไม่ เพราะมีกิจกรรมหลายอย่างที่ช่วยให้เกิดความสงสัย เช่น การชนไก่ ได้รับความนิยมสูงมาก และจากการร่วมเดินทางครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลว่า การชนไก่ของที่นี่ค่อนข้างโหด และรุนแรง เพราะการชนไก่จะมีการฝังใบมีดไว้ที่ขาไก่ การตีแต่ละครั้งต้องมีบาดเจ็บ และมักมีการตาย ฝ่ายชนะจะได้เงินรางวัล และฆ่าไก่ตัวที่แพ้เป็นอาหาร ส่วนไก่ที่ชนะ ส่วนใหญ่แล้วจะชนได้ไม่เกินสามครั้ง และที่สุดก็ต้องถูกฆ่าเป็นอาหารเช่นกัน นอกจากนั้น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและประเพณี ที่มีแพร่ทางสื่อสารมวลชน มีเรื่องถึงเลือดถึงเนื้อให้เห็นบ่อยๆ

ผู้เขียน ไม่แน่ใจว่า ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ก่อให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพมากขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่นักการศึกษาต้องคิดหนักค่อนข้างมาก ยังมีการเรียนรู้อีกมากจากเพื่อนรักของเราที่เป็นชาวเกาะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งที่สุดของที่สุดก็คือ คุณภาพของคน และความมีเอกภาพ ซึ่งเราได้เรียนรู้มาแล้วพอสังเขป และคงต้องเรียนรู้ต่อไปไม่รู้จบ ที่สำคัญที่สุดคือการนำความรู้ไปทำงานให้เกิดผลซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ ในสังคมไทยที่ทุกคนต้องสังวร

ข้อมูลทั่วไปฟิลิปปินส์
การเมืองการปกครองฟิลิปปินส์
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
พระพุทธศาสนาในประเทศฟิลิปปินส์
ความสัมพันธ์ไทย-ฟิลิปปินส์
113 ปี วันประกาศอิสรภาพฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ มิตรประเทศที่น่าเรียนรู้
การแต่งกายฟิลิปปินส์

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com