Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

สมภาร พรมทา


พุทธศาสนาคืออะไร

พิจารณาอย่างกว้างที่สุด พุทธศาสนาเป็นศาสนา ซึ่งเป็นผลผลิตทางด้านสติปัญญาอีกประเภทหนึ่งของมนุษยชาติที่อยู่คนละประเภทกับวิทยาศาสตร์ ความหมายของพุทธศาสนานั้นก็เช่นเดียวกับความหมายของวิทยาศาสตร์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือมีสองอย่างอันได้แก่ความหมายที่เป็นอยู่กับความหมายที่ควรจะเป็น ในแง่ความหมายที่เป็นอยู่ พุทธศาสนาก็คือปรากฏการณ์ทางความเชื่อที่เกิดในสังคมพุทธเช่นไทย พม่า ลังกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ในแง่นี้พุทธศาสนามีความหมายรวมเอาองค์ประกอบทุกอย่างในทางพุทธศาสนาเช่นคัมภีร์ นักบวช คฤหัสถ์ พิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนความเชื่อปลีกย่อยที่ชาวพุทธในสังคมนั้นๆได้สร้างสรรค์ขึ้น พุทธศาสนาในแง่ความหมายที่ควรจะเป็นนั้นหมายเอาคำสอนดั้งเดิมของพุทธศาสนาที่ปรากฏในคัมภีร์บาลีอันถือว่าเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่เชื่อกันว่าบรรจุคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าเอาไว้ พุทธศาสนาในความหมายที่เป็นอยู่นั้นมีความหลากหลายมากเสียจนกระทั่งว่านักวิชาการทางด้านพุทธศาสนาที่ทำงานในเชิงมานุษยวิทยามักเชื่อกันว่ายากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหานิยามของคำว่า “พุทธศาสนาที่แท้จริง” ทั้งนี้เพราะว่าชาวพุทธในแต่ละท้องถิ่นเข้าใจพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน ซึ่งจุดนี้อาจเทียบได้กับความเข้าใจของคนที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับคำว่าวิทยาศาสตร์ ที่มีหลากหลายมากเสียจนมีผู้กล่าวว่าเราอาจจะหาความหมายของคำว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จะอย่างไรก็ตาม มีชาวพุทธบางคนเสนอว่าเราสามารถหาความหมายของพุทธศาสนาที่แท้ได้จากสิ่งที่เชื่อได้ว่าเป็นคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ข้อเสนอนี้นำไปสู่ความเห็นว่า หากต้องการหาสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาที่แท้เราก็สามารถหาได้จากคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาบาลีของนิกายเถรวาทนั่นเอง

จากคัมภีร์บาลี เราพบว่าพระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางระบบความคิดทางปรัชญาที่หลากหลาย คำถามสำคัญๆในทางปรัชญาอย่างที่รู้กันในวงการปรัชญาตะวันตกนั้นมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยที่ไม่ปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนา นอกจากนั้น คัมภีร์ยังได้กล่าวถึงการแสวงหาความรู้อีกแบบหนึ่งที่อาจแยกออกมาเป็นเอกเทศจากปรัชญา สิ่งนี้คือคณิตศาสตร์และตรรกวิทยา แสดงว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น อย่างน้อยที่สุดคนอินเดียก็ได้สร้างสรรค์วิทยาการที่เรียกว่าคณิตศาสตร์กับตรรกวิทยาขึ้นแล้ว ควบคู่ไปกับปรัชญาและศาสนาที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย

ข้อที่น่าสนใจในประวัติของพระพุทธเจ้าคือ ทรงแสดงความสงสัยในระบบการแสวงหาความรู้ทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ในอินเดียเวลานั้น ความสงสัยนี้ปรากฏอยู่ในพระสูตรที่มีชื่อเสียงมากพระสูตรหนึ่งของพุทธศาสนาที่ชื่อ “กาลามสูตร” พระสูตรดังกล่าวเล่าว่าครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านได้มาเฝ้าพระองค์และทูลว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้มักมีนักคิดในทางศาสนาและปรัชญาเดินทางผ่านมาเผยแพร่ความคิดของตน แต่ละคนแม้จะคิดต่างกัน แต่ทุกคนก็เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือยืนยันว่าแนวคิดของตนเท่านั้นถูก ของคนอื่นผิด ชาวบ้านได้ทูลขอพระองค์ว่าจะทรงมีหลักการสำหรับตรวจสอบความเชื่อให้พวกเขาได้หรือไม่ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ใช้เวลาที่รับรู้แนวคิดที่ขัดแย้งกันที่นำเสนอโดยนักคิดทั้งหลายที่เดินทางผ่านหมู่บ้านมา ทรงให้หลักการสำหรับตรวจสอบความเชื่อโดยแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นหลักการที่เสนอว่าแหล่งความรู้ 10 ประการต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถสงสัยได้ คือ

  1. การฟังตามกันมา
  2. การถือสืบๆกันมา
  3. เสียงเล่าลือต่อๆกันมา
  4. คัมภีร์
  5. ตรรกวิทยา
  6. การอนุมาน
  7. อาการที่ปรากฏ
  8. การเข้าได้กับความเชื่อที่เรามีอยู่ก่อน
  9. ความเป็นไปได้
  10. การที่สิ่งนั้นมาจากปากของครูที่เราเคารพนับถือ

ตอนที่สองทรงเสนอว่า เมื่อใดก็ตามที่เราพิจารณาด้วยตัวเราเองแล้วรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เมื่อนั้นเราพึงถือปฏิบัติสิ่งที่ถูก ละสิ่งที่ผิด

มีข้อที่น่าสังเกตว่า สิ่งที่ชาวบ้านถามหาคือหลักการตรวจสอบความรู้ แต่สิ่งที่ทรงให้แก่ชาวบ้านนั้นกินความเลยมาถึงประเด็นด้านจริยศาสตร์ด้วย ซึ่งสะท้อนว่าความรู้ในทัศนะของพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากความดี หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ญาณวิทยากับจริยศาสตร์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือประสาทสัมผัสหรือประสบการณ์ตรงไม่ถูกระบุถึงในบรรดาสิ่งต่างๆ 10 อย่างที่ทรงเตือนให้ตั้งข้อสงสัยนั้น จุดนี้ทำให้นักวิชาการทางด้านพุทธศาสนาจำนวนไม่น้อยตีความว่าความรู้ในทัศนะของพุทธศาสนาคือสิ่งที่ได้มาผ่านทางประสาทสัมผัส หมายความว่าหากความรู้นั้นได้มาจากการฟังตามๆกันมา จากการถือตามๆกันมา จากเสียงเล่าลือ จากคัมภีร์ จากตรรกวิทยา จากการอนุมาน การการพิจารณาอาการที่ปรากฏ จากการที่สิ่งนั้นเข้าได้กับความเชื่อของเรา จากความเป็นไปได้ หรือจากปากของครูที่เราเคารพนับถือ ความรู้นั้นยังสามารถสงสัยได้ แต่ถ้าความรู้นั้นได้มาจากประสบการณ์ตรงของเราเอง ความรู้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่มั่นคงไม่มีที่จะให้สงสัย ความเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่การสรุปว่าทัศนะทางญาณวิทยาของพุทธศาสนาเป็นแบบประจักษนิยมซึ่งเป็นญาณวิทยาอย่างเดียวกับที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์

ข้อสรุปที่ว่าทัศนะทางญาณวิทยาของพุทธศาสนาเป็นแบบประจักษนิยมนี้อาจจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดมากขึ้นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด เพราะว่ามีทัศนะทางญาณวิทยาแบบประจักษนิยมในบางรูปแบบที่อาจพิจารณาได้ว่าไม่ตรงกับทัศนะทางญาณวิทยาของพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเช่นทัศนะทางญาณวิทยาแบบปฏิฐานนิยมซึ่งเป็นประจักษนิยมในรูปแบบหนึ่งปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าอภิปรัชญา พุทธศาสนาไม่ไปถึงขั้นนั้นโดยพิจารณาว่าประสาทสัมผัสตามธรรมดาของมนุษย์นั้นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด หมายความว่าพุทธศาสนาเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพที่จะพัฒนาการรับรู้ให้สูงขึ้นไปกว่าการรับรู้ตามปกติธรรมดา โดยที่การรับรู้ในแง่หลังนี้พุทธศาสนาเองก็ถือว่ายังเป็นไปตามกระบวนการทางธรรมชาติอยู่นั่นเอง และความสามารถที่จะพัฒนาอายตนะพิเศษที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ของจำกัดอยู่เฉพาะแค่ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง ตรงกันข้าม สิ่งนี้มีอยู่แล้วในคนทุกคน พุทธศาสนาบางนิกายเช่นนิกายเซนที่ถือกันในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่นเรียกศักยภาพที่ว่านี้ว่า “พุทธภาวะ” และพุทธภาวะนี้แหละที่จะเชื่อมมนุษย์เข้ากับการรับรู้สิ่งที่เป็นธรรมชาติอันลึกซึ้งบางอย่างของจักรวาล (เช่นตถตา) ที่ตามปกติเราไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสปกติธรรมดา

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวอย่างกว้างๆ ความรู้ใดก็ตามแต่ที่ผ่านมาทางสื่อ พุทธศาสนาสอนให้เราตั้งข้อสงสัยในความรู้นั้น สื่อในที่นี้คือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเอง เช่นเสียงเล่าลือของคนอื่น คัมภีร์ หรือแม้แต่ครูที่เราเคารพนับถือ มีข้อที่น่าสังเกตว่าการใช้เหตุผลแบบนิรนัยอันได้แก่การใช้เหตุผลในตรรกวิทยาและนิรนัยในรูปแบบอื่นๆนั้นพุทธศาสนาก็จัดไว้ในกลุ่มสิ่งที่อยู่นอกตัวเราด้วยเช่นกัน แม้ว่าอาจมีข้อโต้แย้งว่ามนุษย์ใช้สมองหรือจิตคิด ดังนั้นควรจัดว่านิรนัยเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ด้วย แต่พุทธศาสนามิได้มองอย่างนั้น เมื่อเราใช้เหตุผลเชิงนิรนัยว่า เมื่อฝนตก ถนนย่อมเปียก วันนี้ฝนตก ดังนั้นถนนต้องเปียก ข้อสรุปนี้พุทธศาสนาถือว่ายังไม่ยุติ ตราบเท่าที่เรายังไม่เห็นด้วยตาของเราว่าถนนได้เปียกจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่พุทธศาสนาถือว่าเป็นการตัดสินด้วยตัวเราเองจริงๆก็คือการได้เห็นด้วยสายตาว่าถนนได้เปียกจริงๆ การใช้เหตุผลแบบนิรนัยจึงถือว่าเป็นสิ่งนอกตัวเราด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้

นอกจากวิธีการตรวจสอบความรู้ที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งที่สะดุดความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้ศึกษาพุทธศาสนาก็คือขอบเขตของความรู้ตามทัศนะของพุทธศาสนา ในพระสูตรที่รู้จักกันดีอีกพระสูตรหนึ่งของพุทธศาสนากล่าวว่า ครั้งพระพุทธเจ้าทรงแวดล้อมด้วยพระภิกษุจำนวนหนึ่งอยู่ในป่า ทรงก้มลงหยิบใบไม้ที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาจำนวนหนึ่งแล้วตรัสกับพระภิกษุที่แวดล้อมพระองค์อยู่ว่า ใบไม้ในพระหัตถ์นั้นมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับใบไม้ที่อยู่บนต้น ทรงเปรียบเทียบว่าความรู้ที่มีอยู่ในโลกนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลดังใบไม้ที่อยู่บนต้นไม้ แต่ความรู้ที่พุทธศาสนาสอนมีจำนวนไม่มาก เปรียบได้กับใบไม้ที่ทรงกำไว้ในพระหัตถ์ ทรงอธิบายว่าเหตุที่พุทธศาสนาไม่สอนทุกอย่างก็เพราะพุทธศาสนามีเกณฑ์ในการแสวงหาและเผยแพร่ความรู้ว่า ความรู้ใดก็ตามแต่ที่ไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ความรู้นั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตของพุทธศาสนา



ทัศนะที่เพิ่งแสดงมาข้างต้นของพุทธศาสนานั้นอาจตีความได้หลากหลาย เช่นเราอาจตีความได้ว่า พุทธศาสนาไม่ถือว่าเราควรแสวงหาความรู้ทุกอย่าง พุทธศาสนาไม่ถือว่าความรู้คือจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง ความรู้เป็นทางผ่านไปหาบางสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น เราจะลองพิจารณานัยแรกโดยโยงไปหากิจกรรมการแสวงหาความรู้ของมนุษย์เท่าที่เคยเป็นมาในอดีตและที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน มนุษย์นั้นแสวงหาความรู้ที่หลากหลาย ความรู้บางอย่างอาจเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ แต่บางอย่างไม่เป็น คำถามคือทัศนะของพุทธศาสนาเรื่องความรู้ต้องเป็นไปเพื่อการดับทุกข์นั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ที่ปฏิบัติได้และปฏิบัติไม่ได้อย่างไรหรือไม่ หากพิจารณาให้ดีแล้วเราจะเห็นว่าความเป็นประโยชน์ในแง่ของการดับทุกข์ตามความคิดของพุทธศาสนานั้นไม่เกี่ยวโดยตรงกับการที่ความรู้นั้นสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ หมายความว่า ในบรรดาความรู้ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ บางอย่างอาจเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ตามทัศนะของพุทธศาสนา บางอย่างอาจไม่ เช่นวิชาการว่าด้วยการสร้างอาวุธไม่ใช่ความรู้ที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ แต่วิชาการด้านเภสัชศาสตร์เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ของมนุษย์ ในบรรดาความรู้เชิงทฤษฎีที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน บางอย่างก็อาจไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์เช่นทัศนะเองกำเนิดของจักรวาล แต่บางอย่างอาจเป็นไปเพื่อการดับทุกข์เช่นทัศนะว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสรรพสิ่งในจักรวาล ถ้าเราตีความว่าความเข้าใจเช่นนั้นจะช่วยให้มนุษย์ละคลายความยึดติดในสิ่งต่างๆในชีวิต

นัยที่สองที่ว่าพุทธศาสนามองว่าความรู้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดในตัวเองนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่าจะมีความคิดบางอย่างในหมู่ผู้ที่ดำเนินกิจกรรมการแสวงความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญา (แทบทั้งหมด) และนักวิทยาศาสตร์ (จำนวนมาก แม้จะไม่ทั้งหมด) ที่ว่า ความรู้มีค่าในตัวเอง การมองว่ามีบางสิ่งที่มีค่าในตัวมันเองนี้เคยเกิดมาแล้วในหมู่ศิลปินบางกลุ่มในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก โดยที่คนเหล่านี้คิดว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อเรื่องอื่นเช่นความดี ความสงบสุข ทั้งนี้เพราะศิลปะบรรจุไว้ซึ่งสิ่งที่มีค่าในตัวมันเองอยู่แล้วคือค่าทางสุนทรียศาสตร์ งานค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์บางอย่างในปัจจุบันก่อให้เกิดคำถามทางจริยธรรมเช่นงานในสาขาพันธุวิศวกรรมศาสตร์บางส่วน นักวิทยาศาสตร์บางคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าในแขนงความรู้ที่กล่าวมานี้ดูเหมือนจะเชื่อว่าความรู้คือความรู้ สิ่งนี้มีค่าในตัวเองในแง่ที่ว่าเป็นการบุกเบิกเข้าไปในอาณาจักรอันเร้นลับของธรรมชาติ เมื่อใดก็ตามที่ความลับในธรรมชาติถูกเปิดเผย เมื่อนั้นเราก็อาจกล่าวได้ทันทีว่าคุณค่าได้เกิดขึ้นแล้ว คุณค่าในที่นี้คือการที่ของซึ่งเรายังไม่รู้ได้ถูกเปิดเผยให้เรารู้ ความรู้มีคุณค่าในตัวมันเองด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานี้ ดูเหมือนว่าทัศนะเช่นนี้จะไม่ตรงกับพุทธศาสนาเท่าใดนัก เพราะพุทธศาสนาไม่ได้ให้ค่าแก่การเปิดเผยความเร้นลับของธรรมชาติทุกอย่าง หมายความว่า สำหรับพุทธศาสนา ความลับบางอย่างสมควรถูกเก็บเป็นความลับตลอดไป เฉพาะความลับที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ชีวิตพัฒนาขึ้นในทางการพ้นทุกข์เท่านั้นที่สมควรได้รับการเปิดเผย

จะอย่างไรก็ตาม พุทธศาสนายอมรับว่าความรู้ในบางรูปแบบอาจกล่าวได้ว่ามีคุณค่าในตัวเอง แต่ความรู้ที่ว่านี้พุทธศาสนาก็เล็งไว้เฉพาะสำหรับความรู้ระดับสูงอันเป็นผลมาจากการฝึกในตนเองตามหลักการของพุทธศาสนาเท่านั้น โสกราตีสกล่าวว่าความรู้คือคุณธรรม หมายความว่าสำหรับนักปรัชญากรีกผู้ทีชื่อเสียงท่านนี้ ความรู้กับความดีงามเป็นอีกด้านของสิ่งเดียวกัน คนดีคือคนที่รู้ กล่าวอีกนัยหนึ่งผู้รู้กับผู้มีคุณธรรมคือคนเดียวกัน ทัศนะนี้ใกล้เคียงกับพุทธศาสนามาก คำว่า “พุทธศาสนา” หมายถึงศาสนาของผู้รู้ ความรู้สูงสุดในทางพุทธศาสนาเป็นสิ่งเดียวกับกับการหลุดพ้นจากความทุกข์ ในแง่นี้ความรู้กับความหลุดพ้นก็เป็นสิ่งเดียวกัน ทัศนะทางญาณวิทยาของพุทธศาสนากับทัศนะทางจริยศาสตร์จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยประการฉะนี้

การใช้ประสาทสัมผัสสังเกตธรรมชาติ
พุทธศาสนาคืออะไร
จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร
ข้อสังเกตปิดท้าย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com