Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์เพื่อชุมชน

หลักคิดและการพัฒนา

วิสาหกิจชุมชนแบบองค์รวมที่ยั่งยืน

ทางตันและจุดจบของธุรกิจ – วิสาหกิจชุมชนแบบทุนนิยม
จะเห็นว่า สิ่งที่นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่ได้นำเสนออย่างสวยหรู เชิดชูเป็นนวัตกรรมนั้น แท้ที่จริงธุรกิจชุมชนเป็นเพียง “รากฝอย” ของระบบทุนนิยม “ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ” เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐปล่อยให้สาธารณชนดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปตามความต้องการของเจ้าของทุน หรือนายทุน โดยถือว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนประกอบการทางเศรษฐกิจ ฯลฯ เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จึงยอมให้ผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจได้ดำเนินกิจกรรมของตนอย่างอิสระ มีโอกาสแข่งขันกันอย่างเสรี เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใด ขณะเดียวกันปัจเจกชนก็มีอิสระที่จะซื้อขาย อิสระที่เต็มที่ในการเลือกประกอบอาชีพ หรือเลือกงานตามความพอใจ โดยกระบวนการทั้งหมด รัฐจะเข้าแทรกแซงน้อยที่สุด เพื่อให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม และคุ้มครองประโยชน์ของสาธารณชน มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การให้ความเคารพหลักกรรมสิทธิ์การมีเสรีภาพในการทำสัญญา และการประกอบการแข่งขันโดยอิสรเสรี

ในสังคมโลกาภิวัฒน์ที่เน้นการค้าเสรี การลงทุนเสรี และระบบการเงินเสรี อย่างเต็มที่ และยังมีกฎระเบียบขององค์กรโลก เช่น IMF WTO ธนาคารโลก คอยบีบคั้นประเทศด้อยพัฒนาให้ต้องยอมเปิดประตูค้าขายกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลก็คือ เปิดโอกาสให้ทุนใหญ่มหึมาเข้ามาทำลายทุนที่เล็กกว่าภายในประเทศ บรรษัทข้ามชาติจากประเทศพัฒนาแล้วจึงได้ชัยชนะในการยึดครองบรรษัทธุรกิจต่างๆ หรือเข้าถือหุ้นเอาไว้เป็นส่วนใหญ่

ปัญหาที่สำคัญยิ่ง ก็คือ ปัญหาการตลาดถูกยึดครองหรือการผูกขาดตลาดค้าปลีกค้าส่งของบรรษัทข้ามชาติ ที่เรียกว่า ห้างสรรพสินค้า ซูปเปอร์สโตร์ ซูปเปอร์มาร์เก็ต ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต คอนนิเวียนสโตร์ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กซี และคาร์ฟูร์ของฝรั่งเศส เทสโก้โลตัสของอังกฤษ เซเว่นอีเลฟเว่นของอเมริกา ท็อปของเนเธอร์แลน์ แฟมิลี่มาร์ทของญี่ปุ่น รัฐบาลไทยปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาขยายสาขาการค้าปลีกอย่างเสรีทั่วประเทศ จนบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติได้เข้ายึดครองตลาดเอาไว้ในกำมือทั้งหมด

ในปัจจุบันประเทศไทยสูญเสียตลาดค้าปลีกให้กับบรรษัทต่างชาติ ย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของคนไทย ในทางยุทธศาสตร์ตลาดค้าปลีกของไทยถูกยึดโดยบรรษัทต่างชาติ 3 รูปแบบ ดังนี้

  1. ยึดครองถนนสายสำคัญ ( Main Street ) หรือสายหลัก ทั้งในกรุงเทพ จะพบว่า มีซูปเปอร์มาร์เก็ตหรือซูปเปอร์สโตร์ของบรรษัทข้ามชาติได้ตั้งศูนย์รวมสินค้าขนาดใหญ่ที่มีลักษณะ Big Box จำหน่ายสินค้านับพันนับหมื่นชนิดในถนนสายสำคัญของกรุงเทพและต่างจังหวัดไว้หมดสิ้น
    ในต่างจังหวัด ปรากฏว่ามีไม่น้อยกว่า 50 จังหวัด บรรษัทค้าปลีกค้าส่งข้ามชาติได้ขยายกิจการออกไปยึดครองผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ได้แก่ ชนชั้นกลางหรือข้าราชการ รวมถึงคนในตัวจังหวัด โดยแบ่งลักษณะการตั้งห้างปลีกค้าส่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
    - เมืองสำคัญหรือเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น นครราชสีมา ฯลฯ ที่มีถนนสำคัญมากกว่า 2 สายขึ้นไป ห้างค้าปลีกค้าส่งของข้ามชาติจะเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ถนนสายสำคัญที่สุดก่อน และเป็นถนนที่เชื่อมต่อไปสู่จังหวัดอื่น ๆ ได้
    - ตัวจังหวัดเล็กที่มีถนนสายหลักเส้นเดียวผ่านหรือเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่น สาขาห้างปลีกบรรษัทต่างชาติจะเลือกทำเลทางเข้าออกด้านใดด้านหนึ่ง กรณีที่มีบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ก็จะเลือกทำเลถนนปิดหัวปิดท้ายเมือง หรือสกัดหน้าสกัดหลังถนนสายหลัก รวมถึงผู้บริโภคที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง
  2. การยึดครองเศรษฐกิจการค้าปลีกแบบวงแหวนรอบเมือง ( The ring of stores around the cily) เป็นยุทธศาสตร์ยึดครองพื้นที่การบริโภคแบบกระจายไปรอบเมือง ซูปเปอร์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดและทำรายได้สูงสุดอันดับหนึ่งของโลก ได้แก่ บริษัท วอล-มาร์ท ได้ใช้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีนี้ขยายสาขาไปทั่วสหรัฐอเมริกาและในประเทศต่าง ๆ ในประเทศไทยจะพบเห็นสาขาเล็ก ๆ ของเซเว่นอีเลฟเว่นกระจายไปตามถนนและในตรอกซอกซอยทั่วกรุงเทพและในต่างจังหวัด
  3. การยึดครองในฐานะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือเป็นซัพพลายเออร์เสียเอง รวมไปถึงพัฒนาการของห้างสรรพสินค้า ซูปเปอร์สโตร์ คนวีเนียนสโตร์ เหล่านี้ก่อให้เกิดซัพพลายเออร์เฉพาะสินค้าขึ้นมาไม่กี่บริษัท ซึ่งจัดหาสินค้าป้อนบรรดาห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างเป็นระบบ
    ในสหรัฐอเมริกาได้มีการออกกฎหมายควบคุมให้ซัพพลายเออร์ขายส่งสินค้าแก่ซูปเปอร์สโตร์และร้านค้าทั่วไปในราคาเท่ากัน แต่ในประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายควบคุมอะไรเลย ดังนั้น ผลของการแข่งขันอย่างเสรีจึงทำให้ราคาขายของร้านค้าปลีกทั่วไปสูงกว่าซูปเปอร์สโตร์มาก จนบรรดาร้านค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นร้านโชว์ห่วย ร้านขายของชำ สหกรณ์ร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าเฉพาะ ต้องพ่ายแพ้ไป หรือต้องกลับมาซื้อสินค้าจากซูปเปอร์สโตร์หรือซูปเปอร์มาร์เก็ตไปขายในร้านของตนเอง

องค์ประกอบที่ทำให้ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นถดถอยทางเศรษฐกิจ

ทิศทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

โดยการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและรายย่อย รวมไปถึงการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนหรือธุรกิจชุมชนของรัฐบาล ที่ผลักดันนโยบาย “หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล(หมู่บ้าน)” จึงเป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

  1. การกระจายสินค้าไปสู่ตลาดนอกชุมชน หรือแหล่งผู้มีกำลังซื้อในเมืองที่เป็นผู้บริโภค ถูกควบคุมกำหนดโดยสาขาของธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติเป็นผู้กุมตลาดสำคัญเอาไว้ในมือ ทั้งในกรุงเทพฯ และระดับจังหวัด
  2. ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ภูมิปัญญาในการผลิตสินค้า จึงมีความหลากหลายสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและแปรรูปสินค้า การนำเสนอนโยบายหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (หมู่บ้าน) ของรัฐบาล จึงเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน และแอบแฝงไว้ด้วย วัตถุประสงค์ที่ต้องการผลิตพืชเดี่ยวหรือสินค้าเดียวเพื่อขายและเอาเงินเป็นตัวตั้ง พร้อมกับให้ความสำคัญมากกว่าการพัฒนาชุมชนที่ควรอยู่ร่วมกันได้แบบพึ่งพากัน อีกทั้งยังเป็นนโยบายที่มุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก รัฐบาลจึงไม่คำนึงถึงผลเสียหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพหรือวัฒนธรรมแบบองค์รวมของสังคมไทยใด ๆ ทั้งสิ้น

ยุทธศาสตร์หนึ่งครัวเรือนสองวิถีการผลิต
แนวทางการปฏิบัติ
หลักคิดและการพัฒนา
ธุรกิจชุมชน-วิสาหกิจชุมชม
วิสัยทัศน์ในการสร้างกกระบวนทัศน์ใหม่
แนวคิดและทฤษฎี
แนวคิดเรื่องธุรกิจชุมชนในต่างประเทศ
ธุรกิจชุมชนในประเทศด้อยพัฒนา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชน
ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชนต่าง ๆ
รูปแบบที่เหมาะสมของธุรกิจชุมชน
แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในปัจจุบัน
แนวคิดพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com