Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์เพื่อชุมชน

 

ยุทธศาสตร์หนึ่งครัวเรือนสองวิถีการผลิต
แนวทางการปฏิบัติ
หลักคิดและการพัฒนา
ธุรกิจชุมชน-วิสาหกิจชุมชม
วิสัยทัศน์ในการสร้างกกระบวนทัศน์ใหม่
แนวคิดและทฤษฎี
แนวคิดเรื่องธุรกิจชุมชนในต่างประเทศ
ธุรกิจชุมชนในประเทศด้อยพัฒนา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชน
ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชนต่าง ๆ
รูปแบบที่เหมาะสมของธุรกิจชุมชน
แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในปัจจุบัน

แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2489 ในช่วง 10 ปีแรกของการครองราชย์ พระองค์ยังไม่ได้เริ่มงานพัฒนามากนัก มีเพียงการสร้างถนนเข้าหมู่บ้านห้วยคด อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี พ.ศ.2495 และในพื้นที่เดียวกันนี้ได้ทรงสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่าในปี พ.ศ.2496 นอกจากนั้นคือได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคต่างๆ พระองค์ได้เริ่มงานพัฒนาเมื่อปี พ.ศ.2503 โดยเริ่มจากการทำแปลงป่าไม้สาธิตในพระตำหนักสวนจิตรลดา ต่อมาแปลงป่าไม้สาธิตนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเกษตรสวนจิตร

โครงการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ โครงการตามพระราชประสงค์ คือ โครงการซึ่งทรงศึกษาและทดลองปฏิบัติเป็นการส่วนพระองค์ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และปรับปรุงจนได้ผลดี แล้วนำออกมาเสนอต่อสาธารณะชน

โครงการส่วนใหญ่ที่ดำเนินอยู่และขยายผลไปได้รวมเร็วมาก คือ โครงการตามพระราชดำริ เพราะมีกำลังจากหน่วยงานของรัฐบาล ทั้งทหารและพลเรือนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโครงการพระราชดำริ พ.ศ.2524 และตั้ง “คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ขึ้น เพื่อตอบสนองงานในโครงการพระราชดำริ และรองรับงานในโครงการในพระราชดำริที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหน้าที่เป็นองค์กรกลางระดับชาติที่จะควบคุมดูแล ติดตามผล และประสานงานกับหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ดำเนินตามโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ โดยรัฐบาลจัดงบประมาณตามเหมาะสมให้กับ กปร. หลังจากนั้นงานตามโครงการตามพระราชดำริก็ขยายตัวอย่างมาก จนปัจจุบันขยายตัวถึงกว่า 1,700 โครงการ

การที่ทรงสนใจในเกษตรกรรมและมีโอกาสได้ทดลองศึกษาค้นคว้าหารูปแบบที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติจากโครงการต่างๆ มากมายนี้เอง อีกทั้งพระองค์ยังมีผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ให้คำปรึกษา รวมถึงนักคิดที่ได้รับการยอม รับอย่างสูงจากสังคมไทยและวงการพัฒนาเอกชนอีกด้วย คือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งเคยรับทุนส่วนตัวจาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจในกลุ่มที่เรียกตนเองว่าองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ พระองค์ยังให้ความสนใจเรื่องการศึกษามาก โดยเมื่อเริ่มพัฒนาเกษตรกรรมจะเริ่มต้นจากการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาก่อน เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาลักษณะต่างๆ และได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาการพัฒนาขึ้น 6 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ ที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา(พ.ศ.2522) ที่พิกุลทอง จ.นราธิวาส(พ.ศ.2524) ที่อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี(พ.ศ.2524) ที่ภูพาน จ.สกลนคร(พ.ศ.2525) ที่ห้วยฮ่องไคร้ จ.แม่ฮ่องสอน(พ.ศ.2525) ที่ห้วยทราย จ.เพชรบุรี(พ.ศ.2526)

ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกษตรมาตามลำดับในเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำลำธารและการอนุรักษ์ธรรมชาติบ้าง เรื่องการบำบัดน้ำเสียบ้าง เรื่องพัฒนาแหล่งน้ำบ้าง เรื่องการป้องกันหน้าดินพังทลายบ้าง เรื่องการปลูกพืชเมืองหนาวในพื้นที่สูงบ้าง จนกระทั่งถึงทฤษฎีใหม่ ซึ่งพระองค์เกิดความคิดขึ้นจากการเสด็จเยี่ยมพื้นที่บ้านกุดตอแก่น จ.กาฬสินธุ์ ปรากฎว่าชาวบ้านมีที่ดินที่ให้ผลผลิตไม่ดี แต่ถ้าได้รับการปรับปรุงน่าจะให้ผลผลิตที่ดีได้พระองค์จึงกลับมาทดลองการปรับที่ดิน จัดที่ดินเป็นส่วนๆ ในพื้นที่ทดลองของพระองค์ที่ จ.สระบุรี

ทฤษฎีใหม่จึงกำเนิดขึ้นที่แปลงทดลองส่วนพระองค์ จ.สระบุรี และพระองค์ได้นำทฤษฎีใหม่นี้เสนอต่อสาธารณะโดยตรัสพระราชทานแก่ประชาชนเป็นครั้งแรกในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2537 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการผลิตและการใช้ปัจจัยการผลิตในเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีคุณภาพนั้น พระองค์ทรงเสนอให้แบ่งสัดส่วนที่ดินตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น 4 ส่วน คือ บ่อน้ำ(30%) ปลูกข้าว(30%) ปลูกพืชสวน(30%) และที่เหลือ(10%)สุดท้ายให้ใช้ทำถนน คันดิน ปลูกบ้าน และโรงเรือนต่างๆ การเกษตรตามทฤษฎีใหม่นี้ จะอาศัยน้ำธรรมชาติคือ เป็นเกษตรน้ำฝน ไม่มีน้ำจากชลประทาน หากเกษตรกรรมตามทฤษฎีใหม่ขยายตัวตามที่คาดหมายก็นับว่าบรรลุขั้นที่ 1 แล้ว ต่อมาเมื่อชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ชาวบ้านก็ควรมีการรวมตัวกันในรูปของกลุ่มหรือสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันในการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา และสังคม ซึ่งเรียกว่าเป็น “เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง” ต่อมาเมื่อผ่านเลยขั้นที่ 1 และ 2 ไปแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นที่จะต้องมีการพัฒนากิจกรรมต่างๆให้สูงขึ้น โดยอาจจะติดต่อกับแหล่งเงินทุน(ธนาคาร) และแหล่งพลังงาน(น้ำมัน)หรือกับเอกชนอื่นๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น โรงสี และร้านสหกรณ์ ขึ้นในชุมชน เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันและกันในเรื่องการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชน

หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกระแสพระราชดำริเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ถึงแนวพระราชดำริเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระองค์ได้ขยายแนวคิดจากการเกษตรใน “ทฤษฎีใหม่” ไปสู่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยแนวคิดของพระองค์นั้น หมายรวมถึงการทบทวนทิศทางการพัฒนาใหม่ ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอ -กินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตนเอง” โดยเสนอให้ส่วนเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนกลับไปเป็นแบบพอเพียงในตัวเอง ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของประเทศ ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“พูดกลับไปกลับมาในเรื่องการค้า การบริโภค การผลิต และการขาย รู้ว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤติการณ์ ตั้งแต่คนที่มีเงินน้อยไปจนกระทั่งคนที่มีเงินมาก แต่ถ้าสามารถเปลี่ยนกลับให้เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้...ขอให้ทุกท่านซึ่งมีหน้าที่แต่ละท่านพยายามใช้สติปัญญาและกำลังให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม”

ต่อมา ศ.น.พ.ประเวศ วะสีได้อธิบายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้ชัดเจนขึ้นอีก ในหนังสือ “เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจสังคม” (พ.ศ.2541) โดยอธิบายขยายความต่อเกี่ยวกับพระราชดำรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงความพอเพียงอย่างน้อย 7 ประการ กล่าวคือ

  1. พอเพียงสำหรับทุกคน ทุกครอบครัว ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบทอดทิ้งกัน
  2. จิตใจพอเพียง ทำให้รักและเอื้ออาทรคนอื่นได้ คนที่ไม่พอ จะรักคนอื่นไม่เป็น และทำลายมาก
  3. สิ่งแวดล้อมพอเพียง คือ การอนุรักษ์และเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อม ทำให้ยังชีพและทำมาหากินได้ เช่น การทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งได้ทั้งอาหาร ได้ทั้งสิ่งแวดล้อม และได้ทั้งเงิน
  4. ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง การวมตัวกันเป็นชุมชนที่เข้มแข็งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เช่น ปัญหาสังคม ปัญหาความยากจน หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม
  5. ปัญญาพอเพียง มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ และการปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง
  6. อยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมพอเพียง คือ เศรษฐกิจควรสัมพันธ์และเติบโตขึ้นจากฐานทางวัฒนธรรม จึงจะมั่นคง
  7. มีความมั่นคงพอเพียง ไม่ผันผวน เดี๋ยวจนเดี๋ยวรวยแบบกระทันหัน

ในทางรูปธรรมศ.นพ.ประเวศเสนอให้ใช้พระราชดำรัส 4 ธันวาคม พ.ศ.2540 เป็นแนวทางในการดำเนินเศรษฐกิจของประเทศ ปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมใหม่ นำเอาแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าบรรจุไว้ ปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ ปฏิรูปกฎหมาย โดยยึดรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 เป็นตัวตั้ง เพราะมีมาตราการที่กระจัดกระจายในที่ต่างๆ แต่เชื่อมโยงเป็นโครงสร้างในปฏิรูปสังคมให้มีรากฐานเข้มแข็ง อาศัยหลักพระพุทธศาสนา ที่เน้นการพึ่ง ตนเอง ความเอื้ออาทร ความพอเพียง ความเป็นชุมชน ความสมดุล ความผ่องใสดีงาม มาใช้ในการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจ, และฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบไทยเดิม ซึ่งมีวัฒนธรรมชุมชนเป็นวิถีชีวิตร่วม

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประเทศเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองจากฐานล่าง โดยเริ่มจากการฟื้นฟูบูรณะดูแลฐานล่างให้เข้มแข็ง เมื่อฐานล่างดี เศรษฐกิจข้างบนก็จะได้รับผลดีด้วย

พุทธทาสภิกขุ
สมณะโพธิรักษ์
ศ.นพ.ประเวศ วะสี
อี.เอฟ.ชูมาเกอร์
พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต)
นักคิดกลุ่มสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา
ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา
ศ.เสน่ห์ จามริก
ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน
อ.พิทยา ว่องกุล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

 
แนวคิดพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com