ปรัชญา
อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์
ปรัชญาสาขาคุณวิทยา
ความหมายของค่านิยม
ความเกี่ยวข้องกันระหว่างคุณวิทยากับค่านิยมและลักษณะต่าง ๆ
ของค่านิยม
ค่านิยมของลัทธิปรัชญากลุ่มลัทธิจิตนิยมกับการศึกษา
ค่านิยมของปรัชญากลุ่มลัทธิสัจนิยมกับการศึกษา
ค่านิยมของปรัชญากลุ่มลัทธิปฏิบัตินิยมกับการศึกษา
จริยศาสตร์กับการศึกษา
จริยศาสตร์กับการศึกษา
(ethics and education)
จริยศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์
ซึ่งมุ่งศึกษาในเรื่องของความดีความงาม หรือความเป็นจริยะ
ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนามธรรมมากกว่ารูปธรรม คำว่า ethics มาจากคำว่า ethos
ในภาษา กรีกซึ่งหมายความถึงปรัชญาศีลธรรม (moral philosophy)
เป็นเรื่องการศึกษาหรือระเบียบแบบแผนซึ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ความถูกหรือความผิด ความดีหรือความเลว คุณงามความดี หรือความชั่ว
ความปรารถนาหรือความฉลาดในการปฏิบัติ
ความปรารถนาหรือความหรือความฉลาดในเรื่องผลขั้นสุดท้าย จุดมุ่งหมายต่าง
และกิจการต่าง ๆ ซึ่งจริยศาสตร์จะเกี่ยวข้องด้วยมีลักษณะเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
แบบหนึ่ง คือ จริยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาและทางสังคม
อีกแบบหนึ่งเป็นจริยศาสตร์ที่ให้การอธิบายการตัดสินต่าง ๆ ทางจริยธรรม
เพื่อแสดงถึงการยอมรับและการไม่ยอมรับในสิ่งที่มีอยู่
และทำไมเราจึงยอมรับและปฏิเสธในสิ่งที่เราทำอยู่จริยศาสตร์มุ่งเพื่อค้นหา
หรือเพื่อกำหนดแนวคิดหรือมาตรฐานของคุณลักษณะของการมีชีวิตที่ดี
ซึ่งต้องอาศัยเกณฑ์มาตรฐานทางจริยศาสตร์นี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต Runes
ได้จัดแบ่งแบบของการชี้หรือตัดสินทางจริยศาสตร์ไว้ 2 แบบด้วยกัน
เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าอะไรหรืออย่างไรจึงถือว่าเป็นจริยะได้ดังนี้
1.การตัดสินค่านิยม (judgment of value) การตัดสินใจในแง่ของ
ความดีหรือความเลว ความปรารถนาหรือความไม่พึงปรารถนา ความต้องการของบุคคลต่าง ๆ
หรือกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการตัดสินคุณค่าของความรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี (knowledge is
good.) เป็นต้น
2.การตัดสินข้อผูกมัด (judgment of obligation) เป็นการตัดสินใจ
ในแง่ของข้อผูกมัดต่าง ๆ ในเรื่องถูกหรือผิด ฉลาดหรือโง่ ในการกระทำต่าง ๆ
และความประพฤติต่าง ๆ การตัดสินใจเรื่องของการบังคับบัญชา การรับรอง
หรือการกล่าวหาในทางความประพฤติ
สำหรับความหมายของจริยศาสตร์ตามนัยของการศึกษานั้น Good
ได้ให้ความหมายไว้ว่า
จริยศาสตร์เป็นหลักและมาตรฐานของความประพฤติที่พึงประสงค์ให้มีขึ้น
ซึ่งเป็นที่คาดหมายของมวลสมาชิกที่มีอาชีพเกี่ยวข้องในเรื่องของการศึกษาต่อบุคคลอื่น
ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์ที่มีผลมาจากการศึกษา
การศึกษามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรมอย่างกว้างขวาง
ครูจะต้องให้ความสนใจในเรื่องที่นักเรียนของตนพึงจะต้องประพฤติอะไร
และประพฤติอย่างไร โดยครูจะต้องเกี่ยวข้องในการช่วยให้ปัจเจกบุคคลเกิดค่านิยมต่าง ๆ
ทางศีลธรรม และพฤติกรรมทางสังคมเป็นส่วนรวมด้วย
ปัญหามีอยู่ว่า พฤติกรรมทางศีลธรรมอะไรบ้างที่ครูจะต้องสนับสนุน
หรือทำให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียนในชั้นเรียนของตนครูควรจะส่งเสริมให้นักเรียนมีพฤติกรรมทางศีลธรรมตามค่านิยมที่ชุมชนของตนต้องการหรือไม่
ครูควรส่งเสริมลักษณะนิสัยเฉพาะที่ครูปรารถนาให้มีเท่านั้นหรือไม่
หรือครูควรจะปล่อยให้ลักษณะนิสัยของนักเรียนเป็นไปเองหรือมีขึ้นเองโดยอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน
(pee group)
คำตอบที่จะตอบคำถามเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับเจตคติที่มีต่อจริยธรรมของแต่ละบุคคล
ครูคนใดที่เอาจริงเอาจังกับอาชีพของตนต้องแสวงหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าว
และตัดสินเจตคติของตนที่มีต่อจริยธรรม การที่จะช่วยให้ครูปฏิบัติเช่นนี้ได้ดีนั้น
ครูจะต้องศึกษาเกี่ยวกับ จริยศาสตร์นั่นเอง
จริยศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องค่านิยมในขอบเขตของความประพฤติของมนุษย์
ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับปัญหาว่า ชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์คืออะไร
เราควรจะประพฤติอย่างไร ซึ่งจริยศาสตร์จะเป็นแนวชี้ได้ว่าค่านิยมที่ถูกต้องคืออะไร
ที่จะเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติต่าง ๆ ได้ ในอดีตจริยศาสตร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา
จริยศาสตร์ของโลกตะวันตกเคยมีที่มาจากศาสนาและการสอนศาสนา แต่ในปัจจุบัน
จริยศาสตร์ได้แยกออกจากศาสนา ดังตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้แยกเรื่องของศาสนาออกจากรัฐ มีการห้ามสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐบาล
โรงเรียนที่ดำเนินการโดยศาสนาโดยตรงจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแต่อย่างใด
ผลจากการนี้ ได้กระตุ้นให้มีความต้องการสิ่งชดเชยในด้านการสอนศีลธรรม
และนี่เองที่ทำให้จริยศาสตร์มีความสำคัญขึ้น
ซึ่งจะเป็นการสอนแบบเดินสายกลางไม่โอนเอียงไปตามความเชื่อของศาสนา
แต่จริยศาสตร์จะมุ่งในเรื่องค่านิยมทางศีลธรรมดังได้กล่าวมาแล้ว
Kneller
ได้แบ่งทฤษฎีทางจริยศาสตร์ออกเป็น 2 แบบ คือ
- แบบสำนึกได้เอง (intuitions)
- แบบธรรมชาตินิยม (naturalism)
1. จริยศาสตร์แบบสำนึกได้เอง (intuitions)
คือนิยมต่าง ๆ
ทางศีลธรรมที่ปัจเจกบุคคลเข้าใจได้โดยตรง
โดยมนุษย์มีความรู้สึกทางศีลธรรมตั้งแต่กำเนิดว่าอะไรถูก อะไรผิด
ค่านิยมทางศีลธรรมตามแนวนี้จะมีความถูกต้องในตัวของมันเอง
ซึ่งความถูกต้องไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยหลักการของเหตุผล หรือโดยการเห็นประจักษ์
แต่รู้ได้ด้วยการสำนึกได้เอง
2. จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม (naturalism)
จริยศาสตร์แบบนี้ถือว่าค่านิยมทางศีลธรรมควรจะได้วินิจฉัยและศึกษาอย่างระมัดระวังในผลที่จะตามมา
ตัวอย่างเช่น
สำหรับผู้ที่เชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องของความไม่ถูกต้อง
คนที่ยึดถือความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะการ
พิจารณาทางจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสังเกต
หรือการศึกษาตามแนววิทยาศาสตร์ที่ได้เห็นผลที่ติดตามมาจากการมีความสัมพันธ์ทางเพศในลักษณะเช่นนั้น
บุคคลที่ยอมรับและเข้าใจจริยศาสตร์ตามแนวตามแนวธรรมชาตินิยมนี้
จะเลือกหรือตัดสินค่านิยมทางศีลธรรมในแง่ของการสืบถามทางวิทยาศาสตร์
ที่จะเปิดเผยความถูกหรือความผิดของพฤติกรรมต่าง ๆ
และการตรวจสอบประสบการณ์ของชีวิตที่จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดของมนุษย์ที่จะปฏิบัติ
นั่นคือ จริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยมหมายถึงค่านิยมทางศีลธรรมที่จะสามารถพบได้
โดยการตรวจสอบด้วยการปฏิบัติ
ซึ่งทำให้ได้ผลติดตามมาอันเนื่องจากความประพฤติของมนุษย์
ปัญหาที่น่าหนักใจสำหรับครูก็คือ
ค่านิยมทางศีลธรรมนี้จะสอนให้กับนักเรียนเหมือนวิชาทั่วไปเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงจะได้หรือไม่
Socrates
ได้สืบค้นความรู้จากคำถามที่เกี่ยวข้องกับคำถามทำนองนี้และเชื่อว่า มนุษย์มีความดี
มีธรรมะ และมีความฉลาดในตัวของแต่ละบุคคล ดังนั้น
ครูสามารถนำเอาค่านิยมทางศีลธรรมทำให้เกิดขึ้นในมโนธรรมของนักเรียนได้
ท่านเห็นว่าคุณงามความดีเป็นเรื่องที่สอนกันได้
แต่หมายถึงการสอนโดยมุ่งวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนได้ทราบเกี่ยวกับคุณงามความดี
มีธรรมะ และมีความฉลาดในตัวของแต่ละบุคคล ดังนั้น
ครูสามารถนำเอาค่านิยมทางศีลมาทำให้เกิดขึ้นในมโนธรรมของนักเรียนได้
ท่านเห็นว่าคุณงามความดี เป็นเรื่องที่สอนกันได้
แต่หมายถึงการสอนโดยมุ่งวิะการที่จะช่วยให้นักเรียนได้ทราบเกี่ยวกับคุณงามความดีแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า
นักเรียนจะสามารถปฏิบัติตามที่เขาได้ร่ำเรียนไปหรือไม่
เราคงยอมรับกันว่าเป็นการยากที่จะกล่าวว่านักเรียนได้เรียนอะไรบ้าง
นอกจากเราจะได้เห็นว่านักเรียนสามารถปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาได้เรียนไปหรือไม่
ถ้าเราให้ความหมายในเรื่องการสอนและการเรียนรู้ว่าเป็นเพียงการแสวงหาความรู้ว่าศีลธรรมหมายถึงอะไร
ดังนั้น ค่านิยมก็จะเป็นสิ่งที่สอนกันได้
ครูมีหน้าที่ที่จะทดสอบนักเรียนเพื่อที่จะได้ทราบว่านักเรียนได้รู้ในเรื่องค่านิยมทางศีลธรรมดีเพียงใด
และสามารถจะช่วยให้นักเรียนรู้จักเลือกการกระทำต่าง ๆ ได้ดีเพียงใด
แต่ก็ไม่มีครูคนใดที่จะสามารถรับประกันได้ว่านักเรียนจะไม่ทุจริตในการสอบ
แม้ครูจะได้พยายามสุดความสามารถที่จะให้นักเรียนได้รู้ว่าค่านิยมทางศีลธรรมคืออะไร
และช่วยนักเรียนในการเลือกค่านิยมสำหรับชีวิตของเขาเองแล้วก็ตาม
สิ่งที่ครูจะคาดหวังว่านักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องค่านิยมทางศีลธรรมที่ครูได้สอนไปก็คือ
- นักเรียนได้รู้ว่าอะไรถูก และอะไรผิด
- นักเรียนได้รู้ว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น
- นักเรียนได้มีความคิดว่าอะไรที่ตนควรจะต้องทำหรือปฏิบัติในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ไป


