ปรัชญา
อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์
การพัฒนาความเป็นมนุษย์ ด้วยประสาทสุนทรียศาสตร์และ DICECS Cycle
นายแพทย์อุดม เพชรสังหาร
8รักลูก ได้ประมวลพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติของเด็ก
และจัดให้เป็นหมวดหมู่ พร้อมกับตั้งชื่อว่า 8 ส. หรือ 8 Natural Potentials for
Learning (NPL) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังรูป

- ส. สงสัยคือความอยากรู้ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน เป็นแรงขับไปสู่การแสวงหา
- ส. สำรวจ ส. สังเกต ส. สัมผัส
ทั้ง 3 ส. คือกระบวนการของการแสวงหาข้อมูล เพื่อการให้ได้มาซึ่งคำตอบ หรือความรู้ที่ตนเองอยากรู้ โดยที่เด็กจะใช้วิธีการต่างๆ ทั้งสำรวจ ตรวจตรา สังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หยิบจับ และรวมทั้งการสอบถาม สืบค้นข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ที่จะเอามาประมวลเป็นคำตอบ หรือ ความรู้ สำหรับตนเอง - ส. สรุปผลคือกระบวนการประมวลผล และตกผลึก(Construct) ข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาให้เป็น ความรู้ สำหรับตนเอง
- ส. สร้างสรรค์คือการนำเอาความรู้ที่ตนเอง ตกผลึก หรือ Construct ขึ้นมานี้ไปทดลอง ใช้เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติม หรือตรวจสอบความรู้ของตนเอง
- ส. สื่อสารคือการนำเอาความรู้ที่ตนเอง ตกผลึก หรือ Construct ไปเล่าถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นเพื่อน ครู หรือพ่อแม่
- ส. สั่งสมคือการที่เด็กมีพฤติกรรมทำซ้ำๆ ตั้งแต่ ส. สงสัย จนถึง ส. สื่อสาร ซึ่งมีผลทำ ให้เด็กเกิดการสั่งสมทั้งความรู้ และทักษะในการแสวงหาความรู้อย่างไม่จบสิ้น ในที่สุดการแสวงหาความรู้ก็กลายนิสัยประจำตัวของเขาไป
ทั้งหมดคือธรรมชาติของเด็กๆ ที่ รักลูก
รวบรวมได้จากการสังเกตเด็กที่มาเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร
แต่พฤติกรรมเหล่านี้มักจะหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น หรือเมื่อเข้าโรงเรียน
สาเหตุสำคัญก็คือกระบวนการหล่อหลอมจากทั้งพ่อแม่ ครู และสังคม
กระบวนการที่ไม่เน้นการแสวงหาความรู้ แต่เน้นการป้อนความรู้
กระบวนการที่เน้นคำตอบ มากกว่าวิธีการแสวงหาคำตอบ
กระบวนการที่เน้นคำตอบเดียวที่ถูกต้อง มากกว่าการแสวงหาคำตอบใหม่ๆ
สำหรับคำถามเดิมกระบวนการที่เน้นการสอนให้เชื่อ มากกว่าสอนให้คิด ซึ่งในที่สุด 8 ส.
ก็อ่อนพลังลง และเลือนหายไปในที่สุด
จากปัญหาที่พบ จากประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ รักลูก ได้สังเคราะห์
DICECS Cycle ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับกระตุ้นให้ 8 ส.
เกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งประกอบด้วย

D:
Driving Force
การกระตุ้นความอยากรู้ เป็นการจุดพลังการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียน
นี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งอาจทำได้โดยการตั้งคำถามที่ท้าทาย
การเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจ หรือแรงบรรดาลใจให้ผู้เรียนอยากรู้
อยากแสวงหาต่อ
กรณีของ Dr. Johanna Shapiro
ที่นำเอางานวรรณกรรมมาสอนจริยธรรมให้กับนักศึกษาแพทย์
เธอใช้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้เป็นตัวสร้าง
Driving Force
เพราะเรื่องแบบนี้มันมีความหมายกับผู้เรียนซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่แล้ว
จากนั้นเธอก็ตั้งคำถาม และเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงทัศนะของตนเองออกมา
ซึ่งในที่สุดนักศึกษาแพทย์ก็สามารถค้นพบความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเพื่อน
และนำมาสู่ความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันในหมู่ผู้เรียน(Empathy)
และสิ่งนี้ก็จะถูกถ่ายโอน(Transfer) ไปยังผู้ป่วยในที่สุด
สิ่งที่จะต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ คำถามสำคัญกว่าคำตอบ ถ้าคำถามมีพลัง
มันจะขับเคลื่อนผู้เรียนให้เดินไปสู่คำตอบเอง
I: Inquiring Process
กระบวนการแสวงหาคำตอบ เมื่อมีความอยากรู้
ก็ต้องได้รู้ การสนับสนุนให้ผู้เรียนได้แสวงหาข้อมูลเพื่อตอบสนองความอยากรู้ของเขา
ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าจากตำรา ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต การสัมภาษณ์ผู้รู้
C: Crystallization (1)
การตกผลึกความรู้
คือการที่ผู้เรียนได้นำข้อมูลที่ตนเองได้ไปแสวงหามา มาวิเคราะห์ สังเคราะห์
และตกผลึกเป็นความรู้ของตนเอง สำหรับเด็ก สิ่งที่เด็กตกผลึกออกมาอาจจะไม่ถูกต้อง
แต่การได้ข้อมูลเพิ่มเติม
การได้ข้อมูลใหม่จะทำให้เด็กสามารถสังเคราะห์ความรู้ที่ถูกต้องได้เองในที่สุด
ต้องใจเย็นเพราะเรากำลังสอนให้เด็กรู้จักการตกผลึกความรู้ด้วยตัวของเขาเอง
E: Expand Experience
การขยายประสบการณ์และความรู้
ความรู้ที่ได้มาอาจเป็นความรู้เชิงทฤษฎี การเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดสอบด้วยการปฏิบัติ
ด้วยการแลกเปลี่ยน ถกอภิปรายกับผู้อื่น
จะช่วยให้เขามีความเข้าใจลึกซึ้งมีความแตกฉานมากยิ่งขึ้น คุณธรรม และ
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความรู้เชิงทักษะ การเรียนรู้คุณธรรมโดยทฤษฎี
หรือการใช้ปัญญาวิเคราะห์ (Cognitive Approach)
ไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดคุณธรรมที่มีคุณภาพอย่างสมบูรณ์ได้
C: Crystallization (2)
เป็นการตกผลึกอีกครั้ง
หลังจากที่ได้ขยายความรู้ของตนเองผ่านทางประสบการณ์แล้ว
S: Skill & Knowledge Accumulation
การสั่งสมของความรู้
และประสบการณ์ หากท่านพิจารณาแผนผังที่แสดง DICECS Cycle กับ 8 ส. จะพบว่า DICECS
Cycle คือวงล้อพลังที่จะหมุนให้ 8 ส. เกิดการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความสงสัย
เกิดการสำรวจ สังเกต สัมผัส ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อวงจรนี้หมุนอย่างไม่สิ้นสุด
ผลที่ผู้เรียนจะได้ก็คือความรู้ที่สั่งสมขึ้นเรื่อยๆ และความชำนาญในทักษะต่างๆ
ของการแสวงหาความรู้ และการสังเคราะห์ความรู้ จะประยุกติ์ DICECS Cycle
เข้ากับการสอนคุณธรรมด้วยสุนทรียศาสตร์ หรือการสอนวิชาอื่นๆ ได้อย่างไร
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง Dr. Johanna Shapiro ไปแล้วว่า เธอใช้วรรณกรรม
และงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับผู้เรียนและคุณธรรมที่ผู้เรียนควรจะมี
และใช้การตั้งคำถามเพื่อท้าทายให้ผู้เรียนเกิดการค้นหาตัวเอง
โดยยึดเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเองเป็นเป้าหมายของการค้นหา
และการเกิดกรอบของความคิด ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ดีงามต่อผู้ป่วย
จากตัวอย่างนี้ครูสามารถนำมาประยุกติ์ได้ โดยการเลือกวรรณกรรมหรืองานศิลปะ
หรือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทำให้เกิดความประทับใจ สะเทือนใจ
และนำไปสู่การเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น(Empathy)
ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมได้ในเนื้อหาวิชาอื่นๆ
ครูสามารถใช้การตั้งคำถามมาเป็นตัวจุดชนวนความอยากรู้
และนำไปสู่การแสวงหาคำตอบเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้
โรงเรียนนายเรือแห่งสหรัฐอเมริกา
สอนวิชากฎหมายโดยการนำเอาคดีตัวอย่างมาเป็นโจทย์ ให้นักศึกษาหาคำตอบว่า
ถ้าพวกเขาเป็นผู้พิพากษา พวกเขาจะตัดสินคดีนี้อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร
และกฎหมายมาตราใด
จากนั้นนักศึกษาก็มีหน้าที่ไปค้นกฎหมายเพื่อมาประกอบเป็นคำตัดสินของตัวเอง
และนำมาอภิปรายในชั้นเรียน
ด้วยวิธีการแบบนี้จึงทำให้นักศึกษามีความเข้าใจในเจตนารมณ์ของกฎหมาย
รวมทั้งวิธีการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง และสามารถจำตัวบทกฎหมายได้อย่างแม่นยำ
ส่วนเรื่องความคิดสร้างสรรค์นั้น หัวใจของมันคือความสงสัย
ถ้านักเรียนไม่สงสัยว่าทำไม 1 บวก 1 จึงต้องเป็นสอง เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่
ก็แปลว่าเรายังไม่สามารถบ่มเพาะคนที่มีจิตพร้อมที่สร้างสรรค์ได้ หัวใจของ DICECS
Cycle คือการตั้งคำถาม
ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อยู่แล้ว


