Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ

การรวมศูนย์ศิลปะของการกระจายตัวของศิลปะและการเมืองฯ

การรวมศูนย์ศิลปะของการกระจายตัวของศิลปะและการเมือง
จากสภาวะสมัยหลังใหม่สู่สภาวะสมัยใหม่

ธเนศ วงศ์ยานนาวา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สภาวะสมัยใหม่ในฐานสำนึกทางเวลาที่เป็นเส้นตรง
วิกฤติและการปฎิวัติ
สภาวะสมัยใหม่กับการรวมศูนย์และรวมสายตา
สภาวะหลังสมัยใหม่ที่เป็น “ของเก่า”
การกลับหัวกลับหางและความแปลกแยก
การดูดกลืนผู้ชมเข้าสู่สภาวะสมัยใหม่
วัตถุและบรรยากาศของศิลปะที่ไม่ยืนยาว
อาณาเขตที่หลากหลายของศิลปะกับการสิ้นสุดของความเป็นเอกเทศ
เส้นทางอนันต์ (infinity) ของอนาคต

สภาวะสมัยใหม่ในฐานสำนึกทางเวลาที่เป็นเส้นตรง

     อะไรคือสภาวะสมัยใหม่? ถ้าจะพิจารณาจากคำว่า modernus ซึ่งเป็นคำที่ใช้ได้ทั้งคำคุณศัพท์และคำนามนั้นต่างก็มีความหมายว่า เป็นเรื่องวันนี้ ปัจจุบันนี้ ด้วยสภาวะของการเป็นเวลานี้ก็แสดงให้เห็นว่า วันนี้ก็ไม่ใช่เมื่อวานนี้และก็ไม่ใช่พรุ่งนี้หรืออนาคต แน่นอนนี่เป็นการกล่าวแบบวกวนไปมาจนดูราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างสามารถที่จะหวนกลับคืนมาดังเดิม นี่เป็นสำนึกทางเวลาแบบวงกลม (cycle time) ความคิดทางเวลาที่เป็นวงกลมขัดแย้งกับแนวความคิดเรื่องเวลาที่เป็นเส้นตรง

สำหรับคำว่า modernus มาจากคำ modo ที่หมายความว่า “ที่พึ่งผ่านไปสดๆร้อนๆ หรือเมื่อตะกี้นี้ คำว่า Modernus จึงแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นปัจจุบัน ความเป็นของใหม่มากกว่าที่จะยึดติดอยู่กับอดีต แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่า นี่เป็นกรอบของเวลาที่เป็นเส้นตรง (unilinear) หรือเป็นวงกลมกันแน่ แต่ถ้าพิจารณาตามแนวความคิดเรื่องเวลาแบบเส้นตรงที่ได้ขยายตัวออกไปสู่อาณาเขตต่างๆ ของโลกภายใต้การขยายตัวของระบบอาณานิคมและพลังของการเมืองแบบคริสเตียนแล้ว ก็คงจะต้องยอมรับแนวความคิดเรื่องเวลาแบบเป็นเส้นตรง

ในแง่นี้ความคิดเรื่องสภาวะสมัยใหม่ประกอบขึ้นมาจากแนวความคิดทางเวลาที่เป็นเส้นตรง หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งเวลาทางประวัติศาสตร์ เวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปแล้วไม่มีอะไรที่จะหวนกลับคืนมาได้ ในแง่นี้ความคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดความคิดเรื่องสภาวะสมัยใหม่ได้ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดทำให้ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ทุกอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ กันได้ โลกทัศน์แบบหมุนเวียนจึงไม่สามารถที่จะให้สภาวะสมัยใหม่ได้ การหมุนเวียนในลักษณะที่เป็นวงกลมแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างหมุนกลับไปที่เดิมได้ อดีตจึงเป็นอนาคตและปัจจุบัน ภายใต้กรอบคิดของเวลาที่เป็นวงกลมที่ดูดรวมทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ในที่เดียวกันจึงไม่มีการแยกอดีตปัจจุบันและอนาคต

สำหรับคำว่า Modern นี้ปรากฏในช่วงที่อาณาจักรโรมันล่มสลายแล้วคือ ประมาณในคริสศตวรรษที่ห้าและหก โดยความหมายของคำๆ นี้ยังแสดงให้เห็นถึงสภาวะปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องเลียนแบบอดีต เพราะอดีตของโรมันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จะต้องเลียนแบบ คนปัจจุบันต้องเลียนแบบคนรุ่นก่อน อดีตจึงยิ่งใหญ่กว่าอนาคต อดีตจึงเป็นสภาวะที่สมควรจะดำเนินตามอย่าง ในแง่หนึ่งแล้วนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาวะของการโหยหาอดีต (nostalgia) ของอาณาจักรโรมันที่ล่มสลายไปแล้ว ความเป็นสมัยใหม่ในความหมายแบบนี้จึงเป็นเดินย้อนเวลา เดินทางกลับไปสู่อดีตมากกว่าที่จะไปข้างหน้า

ถึงกระนั้นก็ดีคำๆ นี้ก็เป็นคำที่นิยมและปรากฏให้เห็นบ่อยมากขึ้นศตวรรษที่สิบ สำนึกในความหมายของคำนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการตัดขาดออกจากอดีต เมื่อตัดขาดออกจากอดีตก็ทำให้ความหมายของ Modern เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างมุ่งไปสู่ข้างหน้า อดีตและปัจจุบันจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กัน Tradition กับ Modern จึงดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นขั้วปฏิปักษ์ ดังนั้นคนในยุคโบราณยังไม่มีสำนึกเรื่องของความใหม่และความเก่า เรื่องอดีตและปัจจุบันไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ มิติทางเวลาที่เป็นเส้นตรงยังไม่มีความสำคัญ

สิ่งหนึ่งที่อาจจะมีความสำคัญในการกำหนดกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ในมิติด้านเวลา ดังจะเห็นได้จากคำว่า classic หรือ classicus อันเป็นคำที่เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่สอง แต่ความหมายของ classicus นั้นกลับไม่ใช่เรื่องที่มีนัยยะของมิติทางเวลา ความสำคัญกลับอยู่ที่สถานะหรือชนชั้น โดยหมายถึงชนชั้นที่สำคัญที่สุดของโรมันอันพวกชนชั้นสูงซึ่งตรงกันข้ามกับชนชั้นต่ำ สิ่งที่มีระดับหรือ classic จึงมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับสิ่งสามานย์ (vulgar) ความเป็น Classic จึงเป็นเรื่องของชนชั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนึกทางเวลาของคนรุ่นก่อนหรืออดีตแต่อย่างใด

ในขณะที่สำนึกที่ว่าคนรุ่นหลังย่อมเจริญรุ่งเรืองกว่าคนรุ่นก่อนหรือปัจจุบันดีกว่าอดีตเริ่มปรากฏชัดในราวศตวรรษที่สิบห้า ทั้งนี้ความคิดเรื่องความสำเร็จของคนยุคปัจจุบันนั้นเปรียบเสมือนคนแคระที่ยืนอยู่บนบ่าของยักษ์ แม้ว่าตัวเตี้ยกว่าแต่ก็กลับเห็นได้ไกลกว่า ความคิดแบบนี้สามารถย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่สิบสองในงานของ Bernard of Chartes (ผู้เสียชีวิตไปในปี 1126) ในระยะต่อมาก็กลายเป็นประโยคที่ผู้คนมักจะนำไปผูกพันอยู่กับความคิดของคนอย่าง Isaac Newton ผู้ใช้อุปมาอุปไมยในลักษณะของความอ่อนน้อมถ่อมตนเสียมากกว่า สำหรับการใช้อุปมาอุปไมยในเรื่องการยืนอยู่บนบ่าของยักษ์หมดไปในราวศตวรรษที่สิบหก เพราะเริ่มมีความคิดว่า การยืนอยู่บนบ่าของยักษ์นี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่แต่อย่างใด Michel de Montaigne ได้กล่าวไว้ว่าคนสมัยใหม่อาจจะก้าวหน้ามากกว่าคนสมัยเก่าเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะต้องชื่นชมมากมายอะไรนัก เพราะคนสมัยใหม่ไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อะไร สิ่งที่เกิดขึ้นกับปัจจุบันเป็นผลพวงของกฎธรรมชาติมากกว่าที่จะเป็นผลงานความสำเร็จของมนุษย์ ทุกอย่างจึงดำเนินไปตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้าง หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ธรรมชาติและพระเจ้าของคริสตศาสนานั้นเป็นสิ่งๆ เดียวกัน

ในส่วนของความคิดของคนในยุคกลางแสดงให้เห็นถึงความต้องการความมั่นคงที่แสดงออกโดยผ่านแนวความคิดที่ไม่ผูกติดอยู่กับเวลา เพราะอย่างน้อยที่สุดความแม่นยำและถูกต้องในเรื่องของเวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันกับการสร้างนาฬิกาแบบที่เป็นเครื่องจักรในปลายศตวรรษที่สิบสาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่มั่นคงดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ตามคำอธิบายของศาสนา แนวความคิดเรื่องการกำหนดจากพระเจ้าปรากฏชัดเจนในความคิดเรื่อง “Theatrum Mundi” หรือความคิด “โลกนี้คือโรงละคร” ที่มนุษย์ทุกคนแสดงบทบาทต่างๆที่ตนเองถูกกำหนดมาจากพระผู้เป็นเจ้า ความคิดแบบนี้ไปด้วยกันได้ดีกับความต้องการความมั่นคงและสังคมที่ค่อนข้างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่ออิทธิพลของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) อุบัติขึ้นแนวความคิดเรื่องเวลาได้รับความนิยมมากขึ้น ความหลากหลายกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชม นี่เป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประวัติศาสตร์ตะวันตกมีการแยกยุคเป็น ยุคโบราณ ยุคกลาง และยุคสมัยใหม่ โดยแนวความคิดที่สำคัญในการใช้การแบ่งยุคก็คือ อุปมาอุปไมยคำที่เปรียบกับการใช้แสง ความมืด ความสว่าง โดย Petrach เป็นคนสำคัญคนหน่งที่ใช้คำว่ายุคมืด (ยุคกลาง) ประวัตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของความต่อเนื่องทางเวลาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการแบ่งแยกแตกออกจากกัน ประวัติศาสตร์มีจุดแตกหัก (rupture) ทางความคิด การแบ่งแยกยุคเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เสื่อมโทรมและความวุ่นวายไร้ระเบียบต่างๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีระเบียบ การแบ่งยุคจึงเป็นการจัดและสร้างระเบียบ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงจุดหักเหก็แสดงนัยของความต้องการที่จะจัดระเบียบ

การเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้เป็นการสถาปนาระเบียบแบบในอดีต แต่นี่เป็นระเบียบที่อยู่ในอนาคตด้วย แนวความคิดเรื่องการปฏิวัติ (revolution) กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการกบถเปลี่ยนแปลงธรรมดาๆ เท่านั้น เพราะการปฏิวัติเป็นการเคลื่อนตัวไปอย่างก้าวหน้า แต่ก็เป็นการหมุนที่ดำเนินไปในแบบขดหลวดสปริงคือ ค่อยๆหมุนกลับไปที่เดิมและมีการค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป ในแง่นี้นัยของความก้าวหน้าเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงความคิดก็คือ ทั้งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา (Reformation) โดยทั้งสองการเปลี่ยนแปลงชี้ให้เห็นถึงความใหม่ที่แตกต่างไปจากอดีต

โดยความใหม่ในที่นี้กลับเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อยุคกลาง ยุคกลางที่เป็นยุคมืด ยุคที่คนรุ่นหลังต้องการตัดตัวเองขาดออกจากยุคก่อนหน้าตนเอง ดังราวกับการตัดสายรกของทารกให้แยกขาดออกจากแม่ นี่เป็นการจัดสายใยที่มีต่ออดีตที่พึ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ การตัดขาดจากอดีตอันใกล้นี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีความสำคัญอะไร อย่างไรก็ตามความยิ่งใหญ่กลับไม่ใช่อดีตอันใกล้ๆ แต่กลับไปเป็นอดีตที่อยู่อันไกลโพ้น อดีตของยุโรปจึงเป็นอดีตที่ไกลโพ้น อดีตที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ก็กลับต้องการที่จะแสดงตัวด้วย

ความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์โบราณ (antiquity) กลับกลายเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เช่น การให้ความสำคัญแก่ความคิดของพวกโรมันและกรีกโบราณ ต่อมาในราวคริสตศตวรรษที่สิบหกและสิบเจ็ดสำนึกทางเวลาในเรื่องของความใหม่ก็กลายเป็นสิ่งที่ตกผลึกและยอมรับกันในสังคมยุโรป ถึงกระนั้นก็ดีความใหม่ที่เกิดขึ้นก็ยังคงรักษาความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้แบบเดิม เพราะความใหม่นั้นถือได้ว่าเป็นผลิตผลของพระเจ้า ในทำนองเดียวกันกับความเป็นธรรมชาติหรือกฏธรรมชาติที่ยังเป็นผลิตผลของพระผู้เป็นเจ้า การยืนหยัดในความเป็นของพระเจ้าหรือธรรมชาตินี่เองที่กลับนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการท้าทายอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อความใหม่เป็นผลิตผลของพระผู้เป็นเจ้า ความเป็นสมัยเก่าก็กลายเป็นพวกที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ไป ความเป็นของใหม่ก็คือ การนับถือคริสตศาสนา ศาสนากลายเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินว่าอะไรใหม่ไม่ใหม่ กระบวนการของความเป็นสภาวะสมัยใหม่ทำให้มีการแยกศาสนาคริสตศาสนาออกจากศาสนาอื่นๆ ศาสนาที่สำคัญในการที่จะบ่งบอกถึงความแตกต่างก็คือยิวและอิสลาม ในแง่นี้รากฐานของความเป็นสภาวะสมัยใหม่จึงมีรากฐานอยู่ที่ความเป็นคริสเตียน และต่อมาก็อยู่ที่การใช้ยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentrism) อะไรที่อยู่นอกยุโรปก็ขาดความเป็นสภาวะสมัยใหม่ โดยยุโรปในที่ว่านี้ก็ย่อมหมายถึงยุโรปตะวันตกเท่านั้น ไม่ใช่ยุโรปตะวันออก ความเป็นยุโรปจึงเป็นยุโรปที่มีการแบ่งพวก ยุโรปที่มีความแตกต่างทางชนชั้น ครั้นถ้าจะกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปกว่านี้อีกก็คือ ยุโรปเหนืออีกด้วย หลักการของการแบ่งแยกนี้นำไปสู่การรวมเอาอะไรบางอย่างเข้ามา (inclusion) และแยกอะไรบางอย่างออกไป (exclusion) หลักการในการวมและแยกอะไรออกไปเป็นกลไกสำคัญสำหรับการสถาปนาสภาวะสมัยใหม่

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com