Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

ผู้ฟังที่ดี

     การฟัง คือ การรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยินเป็นการรับสารทางหู การได้ยินเป็นเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทหูตามปกติ ส่วนการฟังเป็นกระบวนการทำงานของสมอง อีกหลายขั้นตอนต่อเนื่องจากการได้ยิน เป็นความสามารถที่จะได้รับรู้สิ่งที่ได้ยิน ตีความและจับความสิ่งที่รับรู้นั้นเข้าใจและจดจำ

จุดหมายของการฟัง

เวลาเราฟังเรามักไม่ทันคิดว่า เราฟังเพื่อความมุ่งหมายอะไรแต่เรารู้ว่า เมื่อเราไปฟังดนตรี เราฟังเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเป็นสำคัญ เมื่อไปฟังปาฐกถาเราอาจฟังเพื่อให้ได้รับความรู้และได้รับความเพลิดเพลินด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ดีหากเรากำหนดจุดมุ่งหมายในการฟังแต่ละครั้งแต่ละเรื่องไว้ก็จะทำให้เราตั้งใจฟังทำให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ฟังและได้รับประโยชน์

จากการฟังอย่างเต็มที่เราพอจะแบ่งจุดมุ่งหมายของการฟังออกได้ดังนี้

  1. การฟังเพื่อติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน การฟังนี้เป็นพฤติกรรมของมนุษย์แต่ดั่งเดิม เช่น ฟังพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน ฟังผู้ที่ติดต่อธุระหรือเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง การฟังเพื่อติดต่อสื่อสารกันตามปกติในชีวิตประจำวันนั้น บางครั้งก็ไม่อาจสื่อสารกันได้ หากผู้ฟังไม่ใส่ใจ ผู้ฟังจำเป็นต้องใส่ใจฟัง ไม่ปล่อยใจคิดถึงเรื่องอื่น หากจดข้อความไว้เพื่อเตือนความจำ ก็จะทำให้ไม่เสียประโยชน์
  2. การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน นอกจากจะเป็นการฟังเพลงและดนตรีแล้ว ยังเป็นการฟังเรื่องราวที่สนุกสนาน หรือ ชวนให้ใช้ความนึกฝันหรือจินตนาการตามเรื่องที่ฟัง เป็นการผ่อนคลายความตรึงเครียดอันเนื่องจากกิจการงาน และสภาวะสิ่งแวดล้อม การฟังในส่วนนี้อาจจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประเภทนันทนาการได้ อย่างไรก็ดี ความเพลิดเพลินในการฟังขึ้นอยู่กับรสนิยมเวลาสถานที่และอารมณ์ สิ่งที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้นั้นได้แก่ เสียงของผู้พูด หรือผู้อ่านที่ชักนำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงสิ่งที่น่าสนใจของเนื้อเรื่องและแก่นเรื่องในนิทาน นิยาย ความไพเราะของถ้อยคำ ทำนองหรือเหตุการณ์ที่เล่ามีความขำขันสบอารมณ์ของเรา
  3. การฟังเพื่อรับความรู้ การฟังชนิดนี้ได้แก่ การฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิชาการ ข่าวสาร และข้อแนะนำต่าง ๆ จะต้องฟังให้เข้าใจ จดจำสาระสำคัญไว้ให้ดี แล้วใช้ความคิดวิเคราะห์ ตีความ สังเคราะห์และประเมินคุณค่าได้ตามลำดับ
  4. การฟังเพื่อได้คติชีวิตและความจรรโลงใจ ได้แก่ การฟังพระธรรมเทศนา คำสอน โอวาท เรื่องราวต่างๆ และบทกวีที่ไพเราะ ที่ช่วยค้ำชูจิตใจให้สูงขึ้น การฟังชนิดนี้เป็นการฟังที่ก่อให้เกิดสติปัญญาความสุขุม และวิจารณญาณ ผู้ฟังจึงต้องฟังอย่างมีความตั้งใจ การฟังเพื่อให้ได้คติและเกิดความจรรโลงใจในบางโอกาสผู้ฟังควรใช้วิจารณญาณพิจารณาไปด้วย เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ รู้จักปฏิเสธในสิ่งที่ตนได้พิจารณาแล้วว่าไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือขัดต่อความเป็นจริง การฟังเช่นนี้เป็นการฟังที่ได้ประโยชน์จากการฟังมากพอสมควร เพราะจะทำให้ได้ความรู้และประสบการณ์ของผู้พูดด้วย

ลักษณะการฟังของมนุษย์ทั่วไป

ลักษณะการฟังของมนุษย์มีลักษณะ3แบบคือ

  1. การฟังด้วยความสมัครใจ เป็นพฤติกรรมการฟังที่เกิดจากผู้ฟังเห็นประโยชน์และ รู้คุณค่าของการฟัง ฟังเพราะพอใจคนพูดหรือฟังเพราะความอยากรู้อยากเห็นในเนื้อหาเรื่องที่ฟัง
  2. การฟังด้วยความไม่สมัครใจ เป็นพฤติกรรมการฟังที่เกิดมีสิ่งเร้าให้ฟัง เช่น มีการโฆษณาว่าผู้ฟังจะได้ฟังเรื่องแปลกๆหรือการใช้เสียงกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความสนใจอยากฟัง
  3. การฟังที่เป็นนิสัย พฤติกรรมการฟังที่ฟังจนติดเป็นนิสัย เกิดจากการที่ผู้ฟังได้รับฝึกฝน อบรมบ่มนิสัยให้ฟัง จนมีนิสัยและความเคยชิน ที่จะสนใจฟังเรื่องราวต่างๆ โดยไม่ต้องมีสิ่งเร้าอื่นๆ มาทำให้เกิดความอยากฟัง

โอกาสของการฟัง

  1. การฟังระหว่างบุคคล มีทั้งการฟังระหว่างที่ไม่เป็นทางการ เช่น ฟังในขณะที่ทักทายกัน ระหว่างสนทนาปราศรัย การสอบถาม การขอคำแนะนำในเรื่องทั่วๆไป และการฟังที่เป็นทางการ เช่น ฟังในระหว่างการสัมภาษณ์ การแนะนำตัวการ แนะนำบุคคลให้รู้จักกัน
  2. การฟังในกลุ่มขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มักเป็นการสื่อสารกึ่งทางการหรือค่อนข้างไม่เป็นทางการ เช่น ในกลุ่มที่ใช้ความคิดร่วมกันปรึกษาหารือกันช่วยกันหาวิธีปฏิบัติหรือวิธีแก้ปัญหา
  3. การฟังในที่ประชุมหรือในที่ชุมนุม มักค่อนข้างเป็นทางการหรือเป็นทางการมาก เช่น ฟังบรรยายประกอบการสาธิตวิธีใช้เครื่องมือ จะมีลักษณะค่อนข้างเป็นทางการ ฟังคำบรรยายของผู้ทรงคุณวุฒิ ฟังโอวาทฟังคำกล่าวรายงานย่อมมีลักษณะเป็นทางการมาก
  4. การฟังวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการฟังอย่างไม่เป็นทางการ เช่น ฟังข่าวประจำวัน ฟังรายการความรู้ ฟังประกาศของทางราชการแม้รายการที่ส่งมาจะมีลักษณะเป็นทางการก็ตาม ยิ่งเป็นรายการที่ไม่เป็นทางการ เช่น รายการสนทนาพาเพลิน รายการหรรษา การฟังรายการประเภทนี้ย่อมเป็นการฟังอย่างไม่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น

ระดับของการฟังให้สัมฤทธิ์ผล

ในการที่เราจะทราบเรื่องต่างๆเกี่ยวกับสาร ทั้งจุดประสงค์ ความน่าเชื่อถือ ความมีคุณค่า เราต้องรู้จักใช้ดุลพินิจของตน ซึ่งก็คือ การใช้ปัญญาพิจารณาด้วยความไม่เอนเอียง ปราศจากอคติเป็นความสามารถที่ค่อยๆเจริญขึ้นในตัวบุคคล หากเราใช้สม่ำเสมอ ฝึกฝน ได้เห็นแบบอย่างจากผู้อื่น

ฟังให้เกิดวิจารณญาณ

คำว่า วิจารณญาณ แยกได้เป็น วิจารณ + ญาณ วิจารณ หรือ วิจารณ์ หมายถึง การคิดใคร่ครวญโดยใช้เหตุผล และ ญาณ หมายถึง ปัญญา ดังนั้นความหมายของวิจารณญาณคือ ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้อง วิจารณญาณจะเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลเริ่มด้วยความตั้งใจ จากนั้นก็พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาสาระ คิดใคร่ครวญ ใช้ความรู้ ความคิด เหตุผลและประสบการณ์ประกอบ การฟังให้เกิดวิจารณญาณนั้นจะต้องฟังให้สัมฤทธิ์ผลเสียก่อนแล้วพัฒนาต่อไปอีกสรุปรวมดังนี้

กระบวนการฟังสาร

เมื่อคนเราได้ยินและเกิดการรับรู้ เข้าใจความหมายของสาร ถือว่าเป็นการฟังโดยปกติ แต่ถ้าหากใช้ความคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญ และตัดสินใจได้ว่าข้อความที่ได้ฟังนั้น มีสิ่งใดเป็นใจความสำคัญ สามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นได้ ตลอดจนวินิจฉัยได้ว่าข้อความนั้นน่าเชื่อถือเพียงใด เช่นนี้จึงพอกล่าวได้ว่าเกิดวิจารณญาณได้ระดังหนึ่ง หากผู้ฟังประเมินค่าว่า ข้อความที่ได้ฟังมีประโยชน์เพียงไร รวมทั้งประเมินค่าผู้พูดในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ ความสามารถ ความจริงใจ และกลวิธีกระบวนการฟังเหล่านี้จะช่วยให้เกิดวิจารณญาณที่สูงขึ้น

 

พัฒนาวิจารณญาณโดยฟังสารประเภทต่างๆ

  1. สารให้ความรู้ สารให้ความรู้บางชนิดไม่สลับซับซ้อน เข้าใจง่าย ไม่ถึงกับต้องเพ่งพินิจในการฟัง แต่บางชนิดจำเป็นต้องเพ่งพินิจซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้
    -เมื่อได้ฟังสารให้ความรู้เรื่องใด ต้องพิจารณาได้ว่าเรื่องนั้นมีคุณค่าหรือมีประโยชน์ควรแก่การรับฟังหรือไม่
    -ไม่ว่าฟังเรื่องใดก็ตาม จะต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษ จับประเด็นสำคัญให้ได้ ควรพิจารณาตามไปด้วยทุกระยะตีความหมายของสารด้วยความระมัดระวัง
    -ฝึกแยกแยะข้อเท็จจริงจากข้อคิดเห็น พิจารณาทัศนคติของผู้พูดที่มีต่อเรื่องที่พูดและฝึกพิจารณาว่า สารที่ฟังนั้นน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
    -ขณะทีฟังควรบันทึกประเด็นสำคัญไว้เพื่อเตือนความจำ
    -ประเมินค่าสารที่ให้ความรู้นั้น ว่าสำคัญหรือเป็นประโยชน์เพียงใด มีแง่คิดคุณค่าอะไรบ้าง
    -พิจารณาว่าผู้พูดมีกลวิธีในการเสนอความรู้น่าสนใจ ชวนติดตามอย่างไร ผู้พูดใช้ถ้อยคำสำนวนคมคาย กะทัดรัดเหมาะสมถูกต้องตามระดับของการสื่อสารหรือไม่
  2. สารโน้มน้าวใจ เราต้องใช้ความพินิจพิจารณาในการฟังเป็นอย่างมาก ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า ผู้ส่งสารมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ทำเพื่อให้คุณประโยชน์ เพื่อโฆษณา การปลุกปั้นยุยง การฟังสารโน้มน้าวใจมีข้อแนะนำดังนี้
    -การที่ได้ฟังนั้นเรียกร้องหรือดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง หรือเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของผู้พูดมากน้อยเพียงใด
    -สารที่ผู้นำเสนอนั้น สนองความต้องการพื้นฐานของผู้ฟังอย่างไร ก่อให้เกิดความปรารถนา ความว้าวุ่นใจของผู้ฟังมากน้อยเพียงใด
    -ผู้พูดเสนอแนวทางที่จะสนองความต้องการของผู้ฟังหรือแสดงให้เห็นว่าผู้ฟังจะได้รังประโยชน์อย่างไรบ้างหากยอมรับข้อเสนอนั้น
    -สารนั้นเร่งเร้าให้ผู้ฟังเชื่อถือเกี่ยวกับสิ่งใดชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าต้องการให้ผู้ฟังคิดหรือปฏิบัติอย่างไรต่อไป
    -ภาษาที่ใช้โน้มน้าวใจนั้นมีลักษณะเร้าอารมณ์อย่างไรบ้าง
  3. สารจรรโลงใจ อาจได้จากบทเพลง คำประพันธ์ เป็นต้น เมื่อได้ฟังแล้ว จะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียด มองเห็นภาพ เกิดความซาบซึ้ง ได้รับความสุขใจ ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้คือ
    -ฟังด้วยความตั้งใจแต่ในขณะเดียวกันก็ทำใจให้สบาย
    -ทำความเข้าใจเนื้อหาสำคัญ และควรใช้จินตนาการให้ตรงตามจุดประสงค์ของสารที่จรรโลงใจนั้น
    -พิจารณาว่าสารนั้นจรรโลงใจในแง่ใด อย่างไร เพียงใด ถ้าสารนั้นต้องอาศัยเหตุผล พิจารณาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เพียงใด
    - พิจารณาภาษาที่ใช้ว่าเหมาะสมกับรูปแบบ เนื้อหา และผู้รับสารหรือไม่

มารยาทในการฟัง

ในการฟังให้สัมฤทธิ์ผลนั้น เราต้องคำนึงถึงมารยาทในสังคมด้วย เพราะมารยาทเป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมของคนในสังคมให้เรียบร้อยงดงาม ซึ่งจะแสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่เจริญแล้ว มารยาทที่เราควรจะรักษาไว้มีดังนี้

  1. การฟังเฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ผู้ฟังต้องสำรวมกิริยาอาการ พยายามสบตากับผู้พูดให้พอเหมาะ แต่ไม่ถึงกับจ้องหน้า ไม่ชิงพูดก่อนที่คู่สนทนาพูดจบความ ถ้าฟังไม่เข้าใจ ควรถามเมื่อผู้พูดพูดจบแล้ว
  2. การฟังในที่ประชุม จำเป็นต้องตั้งใจฟัง อาจจดความสำคัญไว้ ไม่ควรพูดกระซิบกับคนที่อยู่ข้างเคียง ไม่ทำกิจธุระส่วนตัวอย่างอื่น ไม่ควรพูดแซงขึ้น ต้องฟังจนจบแล้วจึงให้สัญญาณขออนุญาตพูด เช่น ยกมือ
  3. การฟังในที่สาธารณะ เช่น ในโรงภาพยนตร์หรือโรงละคร หรือในที่ชุมนุมชน ไม่ควรก่อความรำคาญให้กับคนที่ฟังอยู่ข้อควรระวังคือ
    -รักษาความสงบ ไม่พูดคุย ไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ไม่ส่งเสียงดัง เพราะจะรบกวนผู้อื่น
    -ไม่นำอาหารหรือวัตถุที่มีกลิ่นแรงหรือที่น่ารังเกียจเข้าไปในสถานที่นั้น
    -ไม่เดินเข้าออกบ่อยๆ ถ้าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ควรเลือกที่นั่งที่อยู่ริมหรือใกล้ประตูทางเดิน
    -ไม่ควรแสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควรระหว่างเพื่อนต่างเพศในโรงมหรสพ

ที่มา: www.mwit.ac.th

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com