Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กรรมและการเกิดใหม่

ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

       พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องกรรมและการเกิดใหม่เป็นปัญหาที่ยากแก่การตอบ แต่ก็มักจะมีคนถามอยู่เสมอ บางครั้งอาจตอบตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้ บางอย่างก็ตอบเอง เลยกลายเป็นอัตตโนมติ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ หลักคำสอนเรื่องกรรมนั้นมีปรากฎในพระไตรปิฎกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีพระอรรถกถาจารย์ พระฎีกาจารย์พยายามอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมและการให้ผลของกรรมอีกมากมาย พระพุทธศาสนาบางนิกายถึงกับมีคำสอนเรื่องการกลับชาติมาเกิด ในพระพุทธศาสนาเถรวาทเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดมีคำอธิบายในพระไตรปิฎกอย่างไร

กรรมคืออะไร อะไรเป็นเหตุของกรรม จะดับกรรมได้ดีโดยวิธีใด มีพระพุทธดำรัสไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี 3 ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้” (ฉ. อํ.22 /334/368)



ในพระสูตรนี้กรรมจึงหมายถึงเจตนาทั้งทางกาย วาจา และใจ ส่วนวิปากหรือผลของกรรมพระพุทธองค์จำแนกไว้ 3 ประการ และแสดงความดับแห่งกรรมไว้อย่างชัดเจน การอธิบายอย่างนี้หากศึกษาโดยละเอียดจะเห็นว่า พระพุทธองค์ได้แสดงคำอธิบาย วิปากและวิธีดับกรรมไว้อย่างเพียงพอแล้ว ส่วนความเข้าใจของคนรุ่นหลังอาจจะอธิบายกรรมด้วยทัศนะตามที่เข้าใจ ดังที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชได้แสดงความหมายของกรรมเพื่อความเข้าใจง่ายไว้ว่า “กรรม คือกาลอะไรทุกอย่างที่คนทำอยู่ทุกเวลา ประกอบด้วยเจตนา คือ ความจงใจ ทุกคนจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ย่อมมีเจตนาคือ ความจงใจนำอยู่ก่อนเสมอ และในวันหนึ่งก็ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องพูดอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามที่ตนเองจงใจจะพูด จะทำ จะคิด นี่แหละคือกรรม วันหนึ่ง ๆ จึงทำกรรมมากมายหลายอย่าง หลีกกรรมไม่พ้น พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรม หลักใหญ่ก็มุ่งให้พิจารณาให้รู้จักปัจจุบันกรรมของตนนี้แหละว่า “ อะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรไม่ควร เพื่อที่จะได้เว้นกรรมที่ชั่วที่ไม่ควร เพื่อที่จะทำกรรมที่ดีที่ควร “ และพระพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลสามารถจะละกรรมที่ชั่วทำกรรมที่ดีได้” จึงได้ตรัสสอนไว้ให้ละกรรมที่ชั่ว ทำกรรมที่ดี ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ตรัสสอนไว้ และการละกรรมชั่วทำกรรมดีถ้าให้เกิดโทษทุกข์ ก็จะไม่ตรัสไว้อย่างนี้ แต่เพราะให้เกิดประโยชน์สุข จึงตรัสสอนไว้อย่างนี้ พระพุทธโอวาทนี้แสดงว่า คนมีอำนาจเหนือกรรม อาจควบคุมกรรมของตนได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าต้องควบคุมจิตเจตนาของตนได้ด้วย โดยตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในธรรม เช่น เมตตา สติ ปัญญา สัจจาธิษฐาน เป็นต้น อันเป็นส่วนจิตและศีล อันหมายถึง ตั้งเจตนาเว้นการที่ควรเว้นทำการที่ควรทำในขอบเขตอันควร (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,"กรรม" ใน “ พระพุทธศาสนา และการนับถือพระพุทธศาสนา ” )

เหตุที่คนได้รับผลของกรรมไม่เท่ากันนั้น เป็นเพราะกรรมเก่าทั้งนั้นหรือว่าเป็นเพราะกรรมในปัจจุบัน ปัญหา ตอบหลักกรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเราจะถือว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ที่เราได้รับอยู่ในบัดนี้ เป็นผลของกรรมเก่าที่เราได้ทำไว้แล้วในชาติก่อน ดังนี้ได้หรือไม่ พุทธดำรัสไว้ในสิวกสูตรว่า “เวทนาอันบุคคลเสวยในโลกนี้ บางเหล่าเกิดขึ้นมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี มีสวนต่าง ๆ เหล่านั้นรวมกันเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดแต่ความแปรแห่งฤดูก็มี เกิดแต่การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอก็มี เกิดแต่ความพยายาม (ของตน) ก็มี เกิดแต่วิบากแห่งกรรมก็มี..... ข้อนี้อันเจ้าตัวเองก็รู้เช่นนั้น อันโลกก็สมมติว่าเป็นจริง สมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด มักกล่าวและมีความเห็นในข้อนั้นอย่างนี้ว่า “บุคคลเสวยเวทนาทั้งปวง (สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์) เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำแล้วในก่อน เขาย่อมเพิกเฉยข้อที่ตนเองก็รู้ดี ย่อมเพิกเฉยต่อข้อที่โลกสมมติว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่า การกล่าวแลความเห็นอย่างนี้ของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น เป็นการกล่าวผิดและเห็นผิด” (สํ.สฬ. /427/285) พระดำรัสนี้หมายความว่าอย่างไร การที่คนได้รับผลกรรมไม่เท่ากันมิใช่เพราะกรรมเก่าเท่านั้นแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดู เช่นบางฤดูผลไม้บางชนิดออกผล แต่บางชนิดออกดอก ความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูย่อมทำให้ได้รับผลไม่เท่ากัน ร่างกายของมนุษย์ก็ไม่เหมือนกัน บางคนรับประทานอาหารชนิดเดียวกัน คนหนึ่งมีสุขภาพแข็งแรงแต่อีกคนอ่อนแอหรือเจ็บป่วย การให้ผลของกรรมจึงต้องแยกตอบเป็นกรณีไปมิใช่ตอบอย่างเดียวกัน

หากจะมีคนสองคนทำกรรมอย่างเดียวกันแต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่ เรื่องนี้มีพุทธดำรัสไว้ในโสณกสูตรว่า “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใด ๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละ บาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มา บุคคลเช่นไร ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย มีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อย บุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยบาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็นแต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏปรากฏเฉพาะส่วนมาก

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎ ปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย.... น้ำในขันเล็กน้อยนั้น พึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วนั้น) เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา น้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็มดื่มกินได้เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่”(อํ.ติก 20/540/320)

พระดำรัสอย่างนี้แสดงว่ากรรมเก่าและกรรมในปัจจุบันของคนไม่เท่ากัน กรรมบางอย่างมาประจวบกันเข้าพอดี เพราะการอบรมกาย ศีล และจิต ไม่เท่ากัน กรรมอย่างเดียวกันจึงให้ผลไม่เท่ากัน ถ้าอย่างนั้นกรรมในปัจจุบันก็ต้องมีผลต่อกรรมเก่า แม้ว่าจะลบล้างไม่ได้ แต่กรรมเก่าไม่มีโอกาสให้ผลเลยกลายเป็นอโหสิกรรมไป

กรรมเก่ากรรมใหม่
การเกิดใหม่
เหตุที่คนอายุสั้นและอายุยืน
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com