วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

ฝนดาวตก

ฝนดาวตกลีโอนิดส์

         บรรพบุรุษสังเกตฝนดาวตกลีโอนิดส์กันมาช้านาน เมื่อนักดาราศาสตร์ศึกษา ย้อนกลับไปในอดีต พบว่าเคยเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกครั้งใหญ่ทุกคาบ ประมาณ 33 ปี เศษ

ปรากฏการณ์สำคัญที่ชาวโลกซีกตะวันตกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ด้วยภาพเขียนและภาพแกะไม้ เล่าเรื่องพายุฝนดาวตก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2376 ผู้คนเขียนเล่าไว้ว่า ดาวตกตกหนักราวกับ จะท่วมโลก ลูกไฟสว่างเป็นทางยาวไปทั่วทุกทิศทุกทาง ท้องฟ้าสว่างอย่างน่าอัศจรรย์ เห็นดาวตกได้ประมาณ 2 แสน 4 หมื่นดวง ตลอดคืน

พายุฝนดาวตกลีโอนิดส์ จุดประกายให้นักดาราศาสตร์เริ่มต้น ศึกษาดาราศาสตร์แขนงใหม่เรื่องอุกกาบาตอย่างจริงจัง จึงค้นพบ ต้นเหตุของฝนดาวตกลีโอนิดส์ มาจาก ดาวหางเทมเพล-ทัดเทิล ที่โคจรกลับมาทุก ๆ 33 ปีเศษ ผู้คนจึงเฝ้ารอคอย "ราชาแห่งฝนดาวตก" เสมอมา โดยเฉพาะในปีพิเศษที่ดาวหาง กลับมารอบใหม่ ซึ่งมีบางรอบที่ชาวโลกได้เห็นพายุฝนดาวตกสมใจ แต่บางรอบก็ผิดหวังเพราะได้เห็นเพียงเบาบาง และมี บางช่วงฝนดาวตกหายเงียบว่างเว้นไปนานนับร้อยปี จนผู้คน ไม่คิดว่าจะมีฝนดาวตกกลับมาให้เห็นอีก จนครั้ง-ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2509 เกิดพายุ ฝนดาวตกเห็นได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าเห็น ดาวตกประมาณ 2 แสน ถึง 1 ล้านดวง ตลอดคืน นับเป็นพายุฝนดาวตกแห่งยุคที่พลิกความคาดหมายเลยทีเดียว



ทุก ๆ คาบ 33.2 ปี ที่ดาวหางเทมเพล-ทัดเทิล (Tempel-Tuttle) โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ แล้ววก กลับมาผ่านวงโคจรของโลก เคลื่อนไกลออกไป ทิ้งเศษซากดาวหางไว้เป็นทางยาว เมื่อโลกเคลื่อนที่ ผ่านใกล้กระแสซากวัตถุเหล่านั้น จึงดึงดูดให้เศษ วัตถุตกเข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลก ลุกไหม้เป็น ลูกไฟตกลงมาให้เห็นเป็นดาวตกจำนวนมาก มีทิศ ทางคล้ายกับพุ่งมาจากกลุ่มดาวสิงโต (Leo) จึงเรียกว่า ฝนดาวตกจากกลุ่มดาวสิงโต หรือ ลีโอนิดส์ (Leonids) ซึ่งในบางปีมีปริมาณดาวตกหนาแน่นมากเป็นพิเศษ จึงเรียกว่า พายุฝนดาวตกลีโอ-นิดส์

ดาวหางเทมเพล-ทัดเทิล เป็นดาวหางดวงเล็ก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหัวดาวหางประมาณ 1.9 กิโลเมตร อันดับความสว่างประมาณ 9 ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เห็นได้จาก กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กหรือกล้องสองตาขนาดใหญ่ส่องสังเกต เนื่องจากเศษซากวัตถุที่ดาวหางเทมเพล-ทัดเทิลสลัดไว้กระจายเป็นสายธารยาว เมื่อโลกเคลื่อนที่ใน เส้นทางโคจรรอบดวงอาทิตย์มาถึงเดือนพฤศจิกายน ได้ผ่านใกล้กระแสธารที่ดาวหางสลัดทิ้งไว้ เราจึงเริ่มสังเกตดาวตกในช่วงวันที่ 15-20 พฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี และตกชุกคืนวันที่ 17-18 พฤศจิกายน สำหรับปีทั่ว ๆ ไป ที่สภาพท้องฟ้าดีเยี่ยม นับดาวตกได้เพียง 10-15 ดวงต่อชั่วโมง เท่านั้น แต่ในปีพิเศษที่ดาวหางดวงแม่โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ มักสังเกตดาวตกจำนวน มากกว่า1,000 ดวงต่อชั่วโมง และบางปีก็เกิดเป็นพายุฝนดาวตก เนื่องจากดาวหางเทมเพล-ทัดเทิลโคจรเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์ที่สุดเมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 และเพิ่งโคจรผ่านเลยออกไปจากเขตระบบสุริยะชั้นใน

นักดาราศาสตร์จึงคาดว่า ในระยะปี 2541 เป็นช่วงที่ น่าจะมีฝนดาวตกหนาแน่นเป็นพิเศษ แต่ผู้คน ทั่วโลกต่างผิดหวังเพราะเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2541 สภาพท้องฟ้ามืดมัว มีเมฆมาก จึงเห็นดาวตกได้น้อย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-