Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎหมายมหาชน

ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ

ความหมายของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ

1. ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ มีความหมายเป็น 2 นัย กล่าวคือ

  1. เป็นระบอบการปกครองชั่วคราวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกปักรักษาระบอบการปกครองเดิมที่เผชิญกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงในทางสังคม อันอาจเป็นอันตรายต่อสถาบันการเมืองการปกครองที่มีอยู่ในขณะนั้น
  2. เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจปกครองของรัฐบาลไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชนไม่มีโอกาสถอดถอนรัฐบาลซึ่งตนไม่พอใจ และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาล

2. ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ แบ่งตามระบบเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. การปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
  2. การปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

ระบอบการปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยอมให้เอกชนเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต และเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกันในการประกอบการทางเศรษฐกิจ รัฐจะเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจเฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

2. การปกครองแบบเผด็จการ จะเกิดขึ้นเมื่อสังคมของประเทศเกิดวิกฤติ ซึ่งแยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  1. วิกฤติการณ์ในสังคม (ความวุ่นวายจากการเรียกร้อง ประท้วง และเดินขบวน)
  2. วิกฤติการณ์เกี่ยวกับความชอบธรรมแห่งอำนาจการปกครอง (ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของกลุ่ม การเมือง)

3. การปกครองแบบเผด็จการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. เผด็จการแบบปฏิวัติ เป็นเผด็จการชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือ เป็นเผด็จการที่พยายามเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อทดแทนแบบเดิม
  2. เผด็จการแบบปฏิรูป เป็นเผด็จการแบบอนุรักษ์นิยม กล่าวคือ เป็นเผด็จการที่ไม่ได้มุ่งหมายที่จะนำระบบการเมืองแบบใหม่ทั้งหมด มาทดแทนที่มีอยู่เดิม ยังคงอาศัยพึ่งพากันอยู่

4. สถาบันการเมืองของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ประกอบด้วย

  1. กำลังทหาร เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองหรือสนับสนุนระบบเผด็จการ
  2. พรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ช่วยเผย แพร่ความรู้ทางการเมือง โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง

5. วิธีการทำให้ประชาชนยอมรับอำนาจปกครองแบบเผด็จการ มี 2 แนวทาง คือ

  1. การปราบปราม

    - การปราบปรามประชาชนที่โต้แย้งคัดค้านระบบเผด็จการ จะใช้วิธีการทางกฎหมาย ศาล และ ตำรวจ แต่ถ้าต้องการปราบปรามเด็ดขาด จะใช้ตำรวจลับ
    - การกำจัดศัตรูทางการเมือง จะใช้ตำรวจติดตามเฝ้ามองพฤติกรรมต่างๆ ก่อน
    - วิธีการต่างๆ ที่ใช้ปราบปรามคือ การจับกุมคุมขัง การส่งตัวไปกักกันในค่าย การทรมาน และ การประหารชีวิต
  2. การโฆษณาชวนเชื่อ

    - รูปแบบและวิธีการโฆษณาชวนเชื่อขึ้นอยู่กับว่าเป็นเผด็จการแบบไหน

6. รูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการในระบบทุนนิยม แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

  1. การปกครองแบบเผด็จการฟาสซิสม์
    - เป็นการปกครองของประเทศอุตสาหกรรม
    - เป็นการปกครองที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว
    - เป็นการปกครองที่จัดให้มีการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบทันสมัย
  2. การปกครองแบบเผด็จการที่อาศัยพรรคการเมืองพรรคเดียว
    - มักเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา
    - มักเป็นเผด็จการแบบอนุรักษ์นิยม
  3. การปกครองแบบเผด็จการทหาร
    - มักเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา
    - มีทั้งแบบทหารเป็นผู้ปกครอง และแบบทหารอยู่เบื้อหลังให้พลเรือนปกครอง

7. สถาบันการเมืองการปกครองของเผด็จการแบบฟาสซิสม์ ได้แก่

  1. พรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เป็นเครื่องค้ำจุนการปกครองแบบฟาสซิสม์มากกว่ากองทัพ
  2. การจัดตั้งสมาคมอาชีพ โดยรวมกิจการประเภทเดียวกันของเอกชนให้องค์กรของรัฐดูแล
  3. การโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยคำขวัญ สัญลักษณ์ขิงพรรค และภาพผู้นำ ผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ
    (4) การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ด้วยวิธีการรุนแรงและเหี้ยมโหด โดยใช้ตำรวจลับ

8. คำว่า “โฟรบันซิอามิเอ็นโด” เป็นระบบเผด็จการที่กองทัพไม่ได้เข้ามามีอำนาจปกครองเอง แต่จะใช้วิธีการสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งหรือคณะบุคคลพลเรือนหนึ่ง ให้เป็นหัวหน้าปกครองประเทศ

9. คำว่า “เพลโตเลียน” หมายถึง เผด็จการทหารที่ทหารเข้ามาปกครองประเทศ โดยมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของทหารด้วยกัน แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน

ระบอบการปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

1. ลักษณะสำคัญของประเทศสังคมนิยม ได้แก่

  1. เป็นสังคมที่เครื่องมือในการผลิตเป็นของส่วนรวม ซึ่งอาจเป็นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหรือของสหกรณ์
  2. เอกชนสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้ แต่การประกอบกิจการนั้นต้องไม่มีความสำคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  3. ระบบเศรษฐกิจนั้น ยึดถืออุดมการณ์มาร์กซิสม์เป็นสำคัญ
  4. ใช้อำนาจเผด็จการในการปกครอง โดยมีพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว
  5. ให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางสังคมและอุดมการณ์สังคมนิยม

2. ลัทธิมาร์กซิสม์ มีความเห็นว่า มนุษย์ยังไม่อาจมีเสรีภาพได้ ตราบใดที่ยังมีเอกชนเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต และมีการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

3. อุดมการณ์ของมาร์กซิสม์ในเรื่องรัฐและอำนาจทางการเมือง คล้ายกับอุดมการณ์เสรีนิยม กล่าวคือ รัฐและอำนาจทางการเมือง หมายถึง สิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องมือในการปกครองในการใช้อำนาจ เช่น กำลังตำรวจ กำลังทหาร ศาล และคุก เป็นต้น

4. ตามความเห็นของพวกมาร์กซิสม์ ทฤษฎีว่าด้วยรัฐและอำนาจทางการเมือง สามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาได้ ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ

  1. รัฐมีฐานะเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจปกครองของชนชั้นหนึ่ง ต่ออีกชนชั้นหนึ่ง
  2. รัฐมีฐานะเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคม ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
  3. รัฐจะหมดสภาพสิ้นสูญไปจากสังคมมนุษย์

5. ทฤษฎี “จาโคแบงค์” ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีมาร์กซิสม์ ที่ว่าด้วยการใช้อำนาจเผด็จการ มีรายละเอียด ดังนี้

  1. ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นสมัยปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส
  2. จาโคแบงค์ คือกลุ่มบุคคลที่ได้อำนาจรัฐเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1793 ซึ่งตอนนั้นมีกองทัพต่างชาติ บุกรุกเข้าประเทศฝรั่งเศสถึง 5 ประเทศ และเขตปกครองต่างๆ ภายในประเทศก็แตกแยก
  3. จาโคแบงค์ จึงต้องใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองประเทศ
  4. ทฤษฎีจาโคแบงค์ มีหลักการสำคัญ ดังนี้คือ

    - การปกครองแบบเผด็จการต้องเด็ดขาดและแข็งกร้าว เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
    - การใช้อำนาจเผด็จการ เพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่เคยชินของประชาชน
    - เป็นระบบการปกครองแบบเผด็จการชั่วคราวเท่านั้น

รัฐธรรมนูญของประเทศเผด็จการสังคมนิยม

1. การปกครองของประเทศเผด็จการสังคมนิยม มีส่วนคล้ายและต่างกับประเทศในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ

  1. มีรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการเลือกตั้งทั่วไป และมีรัฐสภา
  2. การปกครองโดยการผสมผสานระหว่างสถาบันการเมืองกับการเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว
  3. การเลือกตั้งทั่วไปนั้นใช้วิธีให้การรับรองผู้สมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจคัดเลือก
  4. มีรัฐสภาทำหน้าที่ควบคุมและจำกัดอำนาจของฝ่ายรัฐบาล แต่การแบ่งแยกอำนาจนั้น ฝ่ายรัฐบาลจะมีอำนาจกว้างขวางกว่า ส่วนฝ่ายรัฐสภามีอำนาจค่อนข้างจำกัด

2. สาเหตุที่ต้องให้อำนาจของฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เนื่องจากเหตุผลสำคัญ 3 ประการ

  1. พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลครอบงำกลไกต่างๆ ของรัฐ
  2. กฎหมายจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของจุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ
  3. ความอ่อนแอของรัฐสภา

3. ลักษณะโดยทั่วไปของประเทศเผด็จการสังคมนิยม ได้แก่

  1. อำนาจทางการเมืองใช้อยู่ 2 ทางคือ ทางกลไกของพรรคคอมมิวนิสต์ และกลไกของรัฐ
  2. กลไกของพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือกว่ากลไกของรัฐ
  3. ผู้นำที่แท้จริงคือ ผู้นำพรรค ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
  4. รัฐบาลไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากเป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการปฏิวัติ


กำเนิดแนวความคิดกฎหมายมหาชน
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศภาคพื้นยุโรป
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศคอมมอนลอว์
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทย
ความหมายของกฎหมายมหาชน
ประเภทของกฎหมายมหาชน
บ่อเกิดของกฎหมายมหาชน
บทบาทของนักปรัชญาในการพัฒนากฎหมายมหาชน
นักปรัชญาสมัยกรีก
นักปรัชญาสมัยโรมัน
นักปรัชญาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
นักปรัชญาหลังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
วิวัฒนาการแนวความคิดเรื่องกำเนิดของรัฐ
องค์ประกอบของรัฐ
ปรัชญาว่าด้วยอำนาจอธิปไตย
ประวัติของรัฐธรรมนูญ
อำนาจการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญไทย
การแก้ไขและยกเลิกรัฐธรรมนูญ

โครงร่างของรัฐธรรมนูญ
รูปของรัฐและรูปแบบของประมุขของรัฐ
วิวัฒนาการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ
แนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย
ลักษณะของรัฐสภา
การเลือกตั้ง
พรรคการเมือง

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com