Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎหมายมหาชน

แนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย

การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ในการใช้อำนาจอธิปไตย

1. ในอดีตมีการถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวความคิด คือ

  1. กลุ่มแนวความคิด “ลัทธิเทพาธิปไตย” ถือว่า อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์
  2. กลุ่มแนวความคิด “ลัทธิประชาธิปไตย” ถือว่า ราษฎรเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดนี้

2. มองเตสกิเออ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ได้ศึกษาถึงการปกครองของประเทศอังกฤษและได้อธิบายไว้ว่า ในรัฐๆ หนึ่งย่อมมีอำนาจอยู่ 3 ประเภท คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

3. หลักการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออ ถูกนำไปใช้เป็นหลักในการร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกเมื่อได้ประกาศแยกเป็นเอกราชจากอังกฤษ ต่อมารัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสฉบับแรกก็ได้ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออด้วยเช่นกัน

4. เมื่อมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยแล้ว ก็ต้องมีองค์กรผู้ใช้อำนาจแต่ละอำนาจ ดังนี้

  1. องค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา
  2. องค์กรผู้ใช้อำนาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี หรือประมุขของฝ่ายบริหารที่เรียก ชื่อเป็นอย่างอื่น
  3. องค์การผู้ใช้อำนาจตุลาการ คือ ศาล

วิวัฒนาการขององค์กรนิติบัญญัติในระบอบการปกครองแบบรัฐสภา

1. ระบบการปกครองแบบรัฐสภา เริ่มมีขึ้นในประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ และด้วยความต่อเนื่องและวิวัฒนาการเรื่อยมาของการปกครองแบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ จึงได้รับการยกย่องและได้รับสมญานามว่า เป็นแม่บทของรัฐสภาของประเทศอื่นๆ

2. วิวัฒนาการทางการปกครองแบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ โดยสรุปมีดังนี้

  1. ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 อังกฤษมีการปกครองตามลัทธิฟิวดัล (Feudalism) กล่าวคือ เจ้าครองนครต่างๆ เรียกว่า “วาสซัล” (Vassal) ได้รับการแบ่งสันปันส่วนการปกครองดินแดนอังกฤษ โดยเป็นผู้รับใช้กษัตริย์ของอังกฤษ เวลามีศึกสงครามกษัตริย์อังกฤษจะคอยคุ้มครองป้องกันเป็นการตอบแทน
  2. ต่อมาในศตวรรษที่ 12 ได้เกิดประเพณีการปกครองอังกฤษขึ้นใหม่ กล่าวคือ เมื่อกษัตริย์จะบัญญัติกฎหมายสำคัญต้องปรึกษาหารือกับ “คอนซิลเลียม” (Concillium) ก่อน องค์กรนี้ประกอบด้วยพระราชาคณะ พวกขุนนางคนสำคัญชั้นบารอน (ระดับเจ้าครองนคร) มีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาในการออกกฎหมาย
  3. ในศตวรรษที่ 13 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แม็กนั่ม คอนซิเลียม” (Magnum Concillium) และยังเพิ่มอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งคือ เป็นศาลพิจารณาคดีในอำนาจของกษัตริย์อีกด้วย
  4. เมื่อปี ค.ศ.1215 บรรดาพระราชาคณะและพวกบารอน ได้บังคับพระเจ้าจอห์นลงนามในบทบัญญัติกำหนดอำนาจ เรียกว่า “แม็กนา คาร์ตา” (Magna Carta) ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ

    - การเก็บภาษี จะต้องเป็นไปตามความเห็นของสภาแม็กนัม คอนซิลเลียม
    - บุคคลทุกคนย่อมเป็นอิสระ จะไม่ถูกจับกุม คุมขัง โดยมิได้มีคำพิพากษาและมิได้มีกฎหมาย กำหนดโทษไว้
  5. ในปี ค.ศ.1295 มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า Great and Model Parliament สภาผู้แทนราษฎรนี้จะปฏิบัติหน้าที่ควบคู่กับสภาแม็กนัม คอนซิลเลียม
  6. ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา สภาทั้งสองได้แยกออกจากกัน โดย

    - สภาแม็กนัม คอนซิลเลียม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สภาขุนนาง” (House of Lords)
    - สภาผู้แทนราษฎร ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สภาสามัญ” (House of Commons)
  7. ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 กษัตริย์อังกฤษพยายามที่จะกู้พระราชอำนาจที่ถูกจำกัดโดยสภาขุนนาง เกิดการสู้รบกันระหว่างกองทัพกษัตริย์และกองทัพของรัฐสภา ในที่สุดรัฐสภาเป็นฝ่ายมีชัย ทำให้รัฐสภามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอีกมาก
  8. ปี ค.ศ.1688 ก่อนเจ้าชายวิลเลียมขึ้นครองราชย์ พวกขุนนางได้ขอให้พระองค์ยอมรับพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ค.ศ.1688 ซึ่งมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับ

    - การค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของปวงชน
    - การห้ามมิให้กษัตริย์ยับยั้งหน่วงเหนี่ยวกฎหมายใดๆ
    - การห้ามเรียกเก็บภาษี โดยมิได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
    - การห้ามมีกองทัพไว้ในประเทศ โดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐสภา
    - เงินประจำตำแหน่งที่กษัตริย์อังกฤษได้รับ จะต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของรัฐสภา
  9. วิวัฒนาการทางการปกครองของอังกฤษมีความพยายามที่จะริดรอนอำนาจสิทธิ์ขาดของกษัตริย์ ในการปกครองประเทศลงทีละน้อย ขณะเดียวกันสภาสามัญของอังกฤษก็พยายามเพิ่มพูนอำนาจและอิทธิพลให้กับตนมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นสภาที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน จนในที่สุด สิทธิในการออกกฎหมายก็ตกอยู่ในมือของสภาสามัญ เช่น การประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐสภา ค.ศ.1911

ความเป็นมาขององค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตยของไทย

1. ความเป็นมาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 5

  1. ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและดำเนินการปรับปรุงระบบการบริหารด้วย และทรงตั้งสภาองคมนตรี (Privy Council) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์และช่วยราชการอื่นตามที่จะทรงมอบหมาย แต่การดำเนินงานทั้งสองสภาไม่เป็นไปตามพระราชประสงค์นัก เนื่องจากบรรดาสมาชิกสภาไม่มีความรู้ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นบ้าง เกรงกลัวเกรงใจเสนาบดีบ้าง
  2. ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ รศ.116 เพื่อริเริ่มให้ประชาชน (ให้สิทธิแก่สตรีด้วย) ได้เรียนรู้วิธีการเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนเลือกตั้งคนในหมู่บ้านเดียวกันเป็นผู้ใหญ่บ้าน และให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกันเองเป็นกำนัน
  3. ทรงเลิกทาส ซึ่งนอกจากจะเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ ยังเป็นรากฐานในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ในการก้าวเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย
  4. ทรงตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลท่าฉลอม พ.ศ.2448 เพื่อริเริ่มให้มีการปกครองท้องถิ่น

2. ความเป็นมาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 6

  1. ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ต่อกับต้นรัชกาลที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในต่างประเทศเกิดขึ้นหลายประเทศ เช่น ประเทศตุรกีเมื่อปี 2451 ประเทศจีนเมื่อปี 2454 และประเทศรัสเซียเมื่อปี 2460
  2. เมื่อปี พ.ศ.2454 มีคณะบุคคลวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ถูกจับได้เสียก่อนและถูกศาลทหารพิจารณาตัดสินคดีลงโทษ ต่อมาพระองค์ได้ทรงลดโทษให้ เนื่องจากทรงเห็นว่า คณะบุคคลเหล่านี้มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง และเป็นเจตนาเดียวกับพระองค์ที่ทรงเห็นชอบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว
  3. ทรงตั้งดุสิตธานี ในปี พ.ศ.2461 ในบริเวณพระราชวังดุสิต ให้เป็นเมืองจำลองการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ มีเลือกตั้งผู้แทนราษฎร มีการจัดตั้งรัฐบาล มีการประชุมสภา และมีหนังสือพิมพ์เผยแพร่ โดยเล็งเป้าหมายการทดลองไปที่หมู่บุคคลชั้นสูงในสมัยนั้น แต่การณ์มิได้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

3. ความเป็นมาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 7

  1. ความคิดเห็นในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัชสมัยนี้แพร่ไปทั่ว และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกระยะ เนื่องจากนโยบายพัฒนาประเทศในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ส่งคนหนุ่มไปศึกษาต่างประเทศ เมื่อคนหนุ่มเหล่านี้สำเร็จการศึกษากลับมา ก็นำเอาแนวความคิดดังกล่าวกลับมาด้วย
  2. ทรงให้นายเรมอนด์ บี สตีเวนส์ และพระยาศรีวิสารวาจา ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมจะพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี ในวันที่ 6 เมษายน 2475 แต่มีผู้คัดค้านไว้
  3. เช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 “คณะราษฎร์” ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ทรงพระราชทาน “พระราบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475”
  4. เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ทรงพระราชทาน “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475” ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแก่ปวงชนชาวไทย และนี่คือมีมาของ “วันรัฐธรรมนูญ”


กำเนิดแนวความคิดกฎหมายมหาชน
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศภาคพื้นยุโรป
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศคอมมอนลอว์
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทย
ความหมายของกฎหมายมหาชน
ประเภทของกฎหมายมหาชน
บ่อเกิดของกฎหมายมหาชน
บทบาทของนักปรัชญาในการพัฒนากฎหมายมหาชน
นักปรัชญาสมัยกรีก
นักปรัชญาสมัยโรมัน
นักปรัชญาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
นักปรัชญาหลังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
วิวัฒนาการแนวความคิดเรื่องกำเนิดของรัฐ
องค์ประกอบของรัฐ
ปรัชญาว่าด้วยอำนาจอธิปไตย
ประวัติของรัฐธรรมนูญ
อำนาจการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญไทย
การแก้ไขและยกเลิกรัฐธรรมนูญ

โครงร่างของรัฐธรรมนูญ
รูปของรัฐและรูปแบบของประมุขของรัฐ
วิวัฒนาการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ
แนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย
ลักษณะของรัฐสภา
การเลือกตั้ง
พรรคการเมือง

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com