สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎหมายมหาชน

ลักษณะของรัฐสภา

รูปแบบของรัฐสภา

1. รูปแบบรัฐสภา สามารถจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

  1. รัฐสภาในรูปแบบสภาเดี่ยว (Unicameral) หรือระบบสภาเดียว

    - ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวและมีขนาดเล็กมักใช้ระบบสภาเดียว
    - เป็นระบบที่มีความสลับซับซ้อนน้อย กำดำเนินการทางนิติบัญญัติทำได้รวดเร็ว
    - กลุ่มประเทศนี้ ได้แก่ ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย (ยกเว้นนอรเวย์) อัลบาเนีย บุลกาเรีย เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย
  2. รัฐสภาในรูปแบบสองสภา หรือสภาคู่ (Bicareral) หรือระบบสองสภา

    - เกิดขึ้นในอังกฤษครั้งแรก ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13
    - เกิดขึ้นได้ในประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ (Federal States) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บราซิล สวิตเซอร์แลนด์
    - เกิดขึ้นได้ในประเทศที่เป็นรัฐเดียว ซึ่งต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในงานรัฐสภา และต้องการลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

2. ประเทศไทยเคยมีทั้งระบบสภาเดียวและระบบสองสภา แต่ไม่เคยมีระบบสภาเดียวที่สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

องค์ประกอบของรัฐสภา

1. รัฐสภา ประกอบด้วย จำนวนสภาซึ่งหมายถึงมีสภาเดียวหรือสองสภา และมวลสมาชิกของสภา ซึ่งมีที่มาจาก

  1. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
  2. มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม
  3. มาจากการสืบตระกูล (สภาขุนนางในอังกฤษ)
  4. มาจากการแต่งตั้ง
  5. มาจากผู้แทนกลุ่มชน

2. วิธีการเลือกตั้งโดยอ้อม ทำได้โดยให้ประชาชนเลือกบุคคลหรือคณะบุคคลให้ไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกรัฐสภาแทนตน ซึ่งประเทศไทยเคยใช้วิธีการนี้มาแล้ว คือ

  • พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ.2475 กำหนดให้ราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงในตำบลเลือกผู้แทนตำบลๆ ละ 1 คน และให้ผู้แทนตำบลในจังหวัดเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดละ1 คน
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนเป็นผู้เลือกสมาชิกพฤฒสภา

องค์กรภายในของรัฐสภา

1. งานหลักของสภาชิกรัฐสภา นอกจากการปฏิบัติงานในสภาแล้ว ยังต้องดูแลทุกข์สุขและรับฟังความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น จึงต้องมีการแบ่งช่วงเวลาทำงานของสมาชิกรัฐสภาออกเป็น 2 ช่วง คือ

  • สมัยประชุมสภา
  • นอกสมัยประชุมสภา

2. ในสมัยประชุมสภานั้น จะมีระยะเวลาเท่าใดหรือในรอบปีหนึ่งๆ จะมีกี่สมัยประชุมนั้น สุดแล้วแต่จะกำหนดตามความเหมาะสมของรัฐสภาของแต่ละประเทศ

  • ถ้าในรอบปีหนึ่งๆ จะกำหนดสมัยประชุมไว้เป็นการถาวร ก็เรียกว่า “สมัยสามัญ”
  • ถ้าหากมีความจำเป็นแล้ว รัฐสภาอาจเรียกประชุมสภาเป็นพิเศษ เรียกว่า “สมัยวิสามัญ”

3. วัตถุประสงค์ในการกำหนดให้มีสมัยประชุมของรัฐสภา มี 2 ประการ คือ

  1. เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภามีเวลากลับไปหาประชาชนซึ่งตนเป็นผู้แทน
  2. เป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารได้มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในทางบริหารได้อย่างเต็มที่

4. การแบ่งงานกันทำภายในรัฐสภา แบ่งเป็นดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการ / คณะอนุกรรมาธิการ

    - คณะกรรมาธิการสามัญ เป็นคณะกรรมาธิการที่ตั้งไว้ประจำเป็นการถาวรตลอดอายุของสภา
    - คณะกรรมาธิการวิสามัญ ตั้งขึ้นด้วยเหตุผลและความจำเป็นเพื่อดำเนินการเฉพาะกิจ
    - คณะกรรมาธิการร่วมกัน สำหรับระบบสองสภา หากสภาหนึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของ อีกสภาหนึ่ง ก็จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจากสองสภาขึ้นมาร่วมพิจารณา
    - คณะกรรมาธิการเต็มสภา ในกรณีที่สภารับหลักการในวาระแรกแล้ว และเป็นเรื่องเร่งด่วน และเป็นร่างกฎหมายที่ไม่สลับซับซ้อน รัฐสภาอาจมีมติให้พิจารณารวดเดียว 3 วาระก็ได้
    - คณะอนุกรรมาธิการ โดยคณะกรรมาธิการอาจแต่งตั้งขึ้นมาช่วยปฏิบัติงานในรายละเอียดก็ได้
  2. ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐสภา ประกอบด้วย

    - ประธานรัฐสภา - ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา
    - รองประธานรัฐสภา - ผู้ควบคุมการลงคะแนนเสียงในสภา
  3. สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เป็นหน่วยงานประจำทำหน้าที่ให้บริการในด้านต่างๆ ทั้งข่าวสารข้อมูล วัสดุอุปกรณ์ และงานธุรการ โดยมีเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

5. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสมาชิกรัฐสภานั้น กฎหมายได้ให้ไว้ 2 ประการ ดังนี้

  1. สมาชิกรัฐสภาผู้ใดจะกล่าวคำใดๆ ในที่ประชุมในทางแสดงข้อความ หรือแสดงความเห็น หรือออกเสียงลงคะแนนอย่างใดถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้น ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องมิได้
  2. มีความคุ้มกันในทางอาญา โดยในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับกุมหรือเรียกตัวสมาชิกรัฐสภาไปกักขังหรือดำเนินคดี

6. ความเป็นอิสระของหน่วยงานประจำรัฐสภา เพื่อให้ปลอดจากการถูกครอบงำจากฝ่ายบริหาร ซึ่งมี 2 ประการ

  1. ความเป็นอิสระในด้านการบริหารงานบุคคล
  2. ความเป็นอิสระในด้านงบประมาณและการคลัง

7. สำหรับประเทศไทยในด้านเกี่ยวกับสำนักเลขาธิการรัฐสภา ดังนี้

  • ตำแหน่งเลขาธิการรัฐสภา เป็นตำแหน่งที่ทรงโปรดเกล้าฯ โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนอง พระบรมราชโองการ
  • ในด้านการบริหารงานบุคคลนั้น ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 แยกจากข้าราชการพลเรือน โดยให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.)
  • ในด้านงบประมาณและการคลังนั้น ยังคงอยู่ในความควบคุมของฝ่ายบริหาร โดยต้องดำเนินการตาม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ

อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา

อำนาจหน้าที่ในการจัดทำกฎหมาย

1. อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา พอแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน คือ

  1. อำนาจหน้าที่ในการจัดทำกฎหมาย 
  2. อำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร
  3. อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ
  4. อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

2. กฎหมายที่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะจัดทำขึ้นคือ พระราชบัญญัติ ซึ่งกระบวนการตราพระราชบัญญัติมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

  1. การเสนอร่าง พ.ร.บ. ซึ่งสามารถเสนอได้ 2 ทาง คือ
    - คณะรัฐมนตรี - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ครม.มีสิทธิขอพิจารณาร่างก่อน 60 วัน)
  2. การพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร
  3. การพิจารณาโดยวุฒิสภา

3. กรณีที่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน มีหลักปฏิบัติดังนี้

  • ส.ส. จะเสนอ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงินได้ ต้องเป็นคำร้องขอของนายกรัฐมนตรี
  • กรณีสงสัยว่าเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้วินิจฉัย

4. การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยสภาผู้แทนราษฎร มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  1. การพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการ ถ้าสภาไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. นั้นก็เป็นอันตกไป แต่ถ้ารับหลักการก็ดำเนินการต่อไปในวาระที่ 2
  2. การพิจารณาในวาระที่ 2 เพื่อพิจารณาแก้ไขรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. โดยแต่งตั้งคณะกรรมาธิการดำเนินการ หรืออาจใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้
  3. การพิจารณาในวาระที่ 3 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปราย ถ้าไม่เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.นั้นก็ตกไป แต่ถ้าเห็นชอบ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป

5. การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยวุฒิสภา มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  1. การพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการ ถ้าวุฒิสภาไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. นั้นก็เป็นอันตกไป แต่ถ้ารับหลักการก็ดำเนินการต่อไปในวาระที่ 2
  2. การพิจารณาในวาระที่ 2 เพื่อพิจารณาแก้ไขรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. โดยแต่งตั้งคณะกรรมาธิการดำเนินการ หรืออาจใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้
  3. การพิจารณาในวาระที่ 3 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น มีประเด็นที่แตกต่าง ดังนี้
    - กรณีที่วุฒิสภาเห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีการแก้ไข ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ /ประกาศราชกิจจา /ใช้บังคับ

    - กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้ยับยั้งไว้ก่อนและให้ส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นคืน สภาผู้แทนราษฎรไป สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ต้องล่วงพ้น 180 วันไปแล้ว และถ้ายังมีมติยืนร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ

    - กรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ทั้งสองสภาตั้ง “คณะกรรมาธิการร่วมกัน” ประกอบด้วยสมาชิกจากแต่ละ สภาในจำนวนเท่ากัน เพื่อพิจารณารายละเอียดร่วมกัน แล้วรายงานและเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ ผ่านการพิจารณาร่วมแล้วต่อสภาทั้งสอง

    * ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบด้วย ก็แสดงว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ
    * ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ ก็ให้ยับยั้งไว้ก่อน สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณา ใหม่ต้องล่วงพ้น 180 วันไปแล้ว และถ้ายังมีมติยืนร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่ง หนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านการ พิจารณาร่วมนั้น ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ

6. กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่าง พ.ร.บ.และพระราชทานคืน หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  • รัฐสภาจะต้องปรึกษาเรื่องร่าง พ.ร.บ. กันใหม่
  • ถ้ารัฐสภายังมีมติยืนด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้งสอง สภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้ง
  • ถ้าพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้พระราชทานลงมา ภายใน 30 วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา / ใช้บังคับ

7. อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติพระราชกำหนด มีรายละเอียดดังนี้

  1. พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มี 2 ประเภท
    - พระราชกำหนดทั่วๆ ไป - พระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา
  2. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมาย แต่ต้องขออนุมัติต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็น พ.ร.บ.
  3. เหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดทั่วๆ ไป กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศหรือสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และภัยพิบัติสาธารณะ โดยไม่สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ทันท่วงที หรือเกิดขึ้นในระหว่างยุบสภา ทั้งนี้ ให้นำเสนอรัฐสภาในการประชุมคราวต่อไป
  4. เหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา เป็นเรื่องที่ต้องมีการพิจารณาลับและเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างสมัยประชุมก็ตาม ทั้งนี้ ให้นำเสนอรัฐสภาภายใน 3 วัน นับจากวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร

1. การควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ทำได้ 2 แบบ คือ

  1. การตั้งกระทู้ถาม
  2. การเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป

2. การตั้งกระทู้ถาม คือ ข้อความที่ตั้งคำถามในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ที่สมาชิกคนใดคนหนึ่งตั้งถามรัฐมนตรี ในข้อเท็จจริงหรือนโยบายเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งกระทู้ถามนั้น มี 2 ประเภท คือ

  1. กระทู้ถามที่ให้ตอบในที่ประชุมสภา
  2. กระทู้ถามที่ให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ กระทู้ถามยังมี 2 ลักษณะ คือ
    (1) กระทู้ถามธรรมดา   (2) กระทู้ถามด่วน

3. ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการตั้งกระทู้ถาม มี 3 ประการ คือ

  1. คำถาม ข้อเท็จจริงที่อ้าง ตลอดจนคำชี้แจงประกอบ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วกวน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นทำนองอภิปราย
  2. กรณีกระทู้ถามในเรื่องที่ได้ตอบหรือชี้แจงไปแล้ว จะตั้งกระทู้ถามใหม่ได้ ถ้าสาระสำคัญต่างกัน
  3. ในการประชุมแต่ละครั้ง สมาชิกสภา 1 คน ตั้งกระทู้ถามได้เพียง 1 กระทู้เท่านั้น

4. หลักเกณฑ์การบรรจุระเบียบวาระเกี่ยวกับกระทู้ถาม

  • ถ้าเป็นกระทู้ถามธรรมดา ให้บรรจุระเบียบวาระประชุมภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประธานสภาจัดส่ง กระทู้ไปยังรัฐมนตรีแล้ว
  • ถ้าเป็นกระทู้ถามด่วน ตอนส่งกระทู้ไปยังรัฐมนตรี ต้องระบุไปด้วยว่าได้บรรจุลงในระเบียบวาระการ ประชุมคราวใด
  • การบรรจุกระทู้ลงในระเบียบวาระการประชุม ต้องเรียงลำดับก่อนหลัง เว้นแต่รัฐมนตรีจะขอเลื่อน
  • การประชุมแต่ละครั้ง จะบรรจุกระทู้ถามได้ไม่เกิน 5 กระทู้ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

5. วิธีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ

  1. ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด เข้าชื่อกันเสนอญัตติ
  2. ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี และบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน
  3. ประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไป / รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายชี้แจงข้อเท็จจริง
  4. การลงมตินั้นจะกระทำในวันเดียวกับที่มีการอภิปรายไม่ได้
  5. คะแนนเสียงในการลงมติไม่ไว้วางใจ ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งถึงจะมีผลให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

1. อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่

  1. การให้ความเห็นชอบที่เกี่ยวกับสถาบันประมุขของประเทศ เช่น
    - การให้ความเห็นชอบในการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    - การใช้ความเห็นชอบในการสืบสันตติวงศ์
  2. การให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญาที่ทำกับประเทศอื่น
  3. การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม
  4. การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรมการชุดต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

» กำเนิดแนวความคิดกฎหมายมหาชน

» พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศภาคพื้นยุโรป

» พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศคอมมอนลอว์

» พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทย

» ความหมายของกฎหมายมหาชน

» ประเภทของกฎหมายมหาชน

» บ่อเกิดของกฎหมายมหาชน

» บทบาทของนักปรัชญาในการพัฒนากฎหมายมหาชน

» นักปรัชญาสมัยกรีก

» นักปรัชญาสมัยโรมัน

» นักปรัชญาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

» นักปรัชญาหลังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

» วิวัฒนาการแนวความคิดเรื่องกำเนิดของรัฐ

» องค์ประกอบของรัฐ

» ปรัชญาว่าด้วยอำนาจอธิปไตย

» ประวัติของรัฐธรรมนูญ

» อำนาจการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ

» รัฐธรรมนูญไทย

» การแก้ไขและยกเลิกรัฐธรรมนูญ

» โครงร่างของรัฐธรรมนูญ

» รูปของรัฐและรูปแบบของประมุขของรัฐ

» วิวัฒนาการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

» ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ

» แนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย

» ลักษณะของรัฐสภา

» การเลือกตั้ง

» พรรคการเมือง

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย